Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ กับบทบาทผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ปักหมุด กฟผ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เน้นบริหารสมดุล โรงไฟฟ้า-เชื้อเพลิง-พลังงานยุคใหม่ พาไทยก้าวทันยุค Energy Transition อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้าวันนี้เราเปิดไฟ เปิดแอร์ ชาร์จมือถือ หรือเดินห้างสรรพสินค้าแล้วทุกอย่างทำงานได้ตามปกติ เบื้องหลังความ “ปกติ” นี้ คือการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักภายใต้กระทรวงพลังงาน กฟผ. มีหน้าที่ผลิตและจัดหาไฟฟ้าให้ทั้งประเทศ ดูแลระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และในต้นทุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งบริหารจัดการการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

ในยุคที่โลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด บทบาทของ กฟผ. ยิ่งชัดเจนขึ้น กฟผ. ลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ที่ใช้พื้นที่ผิวน้ำเขื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ช่วยปูทางระบบคมนาคมพลังงานสะอาดในอนาคต

ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังเดินหน้าด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงการที่คนไทยคุ้นหน้าคุ้นตาอย่าง “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ที่ดำเนินงานมายาวนานกว่า 30 ปี ช่วยให้ครัวเรือนและธุรกิจเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าสะสมไปแล้วหลายหมื่นล้านหน่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งยังทำงานในมิติ “พลังงานเพื่อสังคม” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ห้องเรียนสีเขียว การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และการทำงานเคียงข้างชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน เพื่อให้การพัฒนาด้านพลังงานเดินหน้าไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 

จะเห็นได้ว่า กฟผ. ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานด้านไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพาประเทศไทยก้าวสู่อนาคตพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศไปพร้อมกัน

ผู้นำยุค Energy Transition ที่เติบโตจาก “หน้างานจริง”

ในบริบทที่ประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุค Energy Transition อย่างจริงจัง การมีผู้นำที่เข้าใจทั้งเทคนิคของระบบไฟฟ้า นโยบายพลังงาน และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในคนที่เติบโตมากับภารกิจนี้ คือ “นายนรินทร์ เผ่าวณิช” ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2568 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ถือเป็น ผู้ว่าการฯ ที่ผ่านงานทั้งด้านวิศวกรรมโรงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารเชื้อเพลิง ทำให้เข้าใจทั้งมิติหน้างานและมิติยุทธศาสตร์ ทำให้มีพื้นฐานความรู้ที่รอบด้านก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กร 

จาก “ผู้ผลิตไฟฟ้า” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ”

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ไม่ได้มองบทบาทของ กฟผ. ว่าเป็นเพียง “ผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง” อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับขึ้นไปเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำด้านเชื้อเพลิง ระบบผลิต ระบบส่ง ไปจนถึงโซลูชันด้านพลังงานที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายคือระบบพลังงานที่มั่นคง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 ได้ฉายภาพ “บริบทโลกใหม่” ที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น กระทบทั้งที่อยู่อาศัย ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานอาหาร ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูง สะท้อนออกมาในรูปค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและสังคม ที่ผู้คนมีส่วนร่วมและคาดหวังต่อรัฐวิสาหกิจมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าคู่แข่ง โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้การทำงานแม่นยำขึ้น 

SENSE: เข็มทิศใหม่ของ กฟผ. 

นายนรินทร์ เล่าถึงกรอบบริหาร กฟผ. ภายใต้คำว่า “SENSE” ซึ่งรวบรวมทั้งเรื่องความปลอดภัย ระบบไฟฟ้ามั่นคง พลังงานสะอาด ความรับผิดชอบต่อสังคม และราคาค่าไฟที่เข้าถึงได้ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

เริ่มด้วย
S-Safety Operation กฟผ. ยึดหลัก “งานปลอดภัย-คนปลอดภัย” เป็นอันดับแรก ยกระดับมาตรฐานการทำงาน การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในระบบไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ทั้งพนักงานและประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อมีเหตุไม่คาดคิด

E-Energy Security ภารกิจหลักของ กฟผ. คือการทำให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ตั้งแต่การวางแผนกำลังผลิต การผสานโรงไฟฟ้าหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) การจัดหาเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG ในราคาที่เหมาะสม การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ฯลฯ 

N-Naturality (พลังงานคาร์บอนต่ำ) กฟผ. ศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงการศึกษา SMR ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ใช้ไฟก็ได้รับการขับเคลื่อนผ่านมาตรการอย่างฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 และแนวคิด “3 อ.” ได้แก่ อาคาร อุปกรณ์ และอุปนิสัย เพื่อให้ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งใช้ไฟร่วมกันลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

S-Social Responsibility กฟผ. ให้ความสำคัญในมิติด้านสังคมและชุมชน ผ่านการขับเคลื่อนและการต่อยอดโครงการเพื่อชุมชน เช่น การพัฒนาอาชีพ พื้นที่สีเขียว และแหล่งเรียนรู้รอบโรงไฟฟ้าและเขื่อน ตลอดจนโครงการสร้างการเรียนรู้ด้านพลังงานให้เยาวชนและประชาชน เป้าหมายคือการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ไม่ใช่เติบโตเพียงลำพัง

E-Economic Energy ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่ผันผวน กฟผ. ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานอย่างรอบคอบ ทั้งจัดหา LNG ทั้งสัญญาระยะสั้น-ระยะยาว การใช้ประโยชน์จากโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำ และการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายคือ “ค่าไฟที่ประชาชนและภาคธุรกิจเข้าถึงได้” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ที่ขยับเร็วขึ้นจากปี ค.ศ.2065 เป็นปี ค.ศ.2050 

ก้าวต่อไปของ กฟผ. ภายใต้ผู้ว่าการฯ คนที่ 17

จะเห็นได้ว่า นายนรินทร์ เผ่าวณิช มองการบริหาร กฟผ. ในบทบาทของการดูแลความสมดุลของระบบไฟฟ้าไทย ทั้งด้านความมั่นคง ความยั่งยืนและพลังงานที่เป็นธรรม และพร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าด้านพลังงานสะอาดและสอดรับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เช่น การเดินหน้าโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้ง 3 แห่งที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์ ฯลฯ

“กฟผ. จะไม่เป็นเพียง “ผู้ผลิตฟ้าเพื่อความมั่นคง” เท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ” เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน”

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

ใครมีสิทธิ์ถูกเรียก ‘กำลังพลสำรอง’ หากเกิดสภาวะสงคราม

สถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาปะทุอีกครั้ง แน่นอนว่ากำลังพลในสมภูมิรบย่อมมีความสำคัญที่สุด และหากเกิดภาวะสงครามเต็มรูปแบบ อาจจะต้องเสริมกำลังด้วยการเรียกกำลังพลสำรอง หรับชายไทย ที่เข้าข่ายมีสิทธิ์ถูกเรียกตัวเข้าเป็น "กำลังพลสำรอง" มีกลุ่มใดบ้างไปเช็กกันเลย

ส่งสัญญาณไตรมาส 4 ลุยต่อ พร้อมเสริมทัพ-ผนึกกำลังผู้บริหารใหม่ เตรียมรุกหนักปี 69 สู้ศึกตลาดชะลอตัว ตั้งเป้ารายได้ต่างชาติแตะ 30% ภายใน 2 ปี

บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ (โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช) หรือ MASTER ส่งสัญญาณไตรมาส 4 ลุยต่อ พร้อมเสริมทัพ-ผนึกกำลัง ผู้บริหารใหม่ ตั้งเป้ารายได้ต่างชาติ แตะ 30% ในระยะกลาง เผยปรับกลยุทธ์รับมือแนวโน้มครึ่งปีแรก 2569 มุ่งเน้นสร้างระบบให้แข็งแกร่ง และบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ - พัฒนา Product Mix และเพิ่มสัดส่วนบริการเฉพาะทางที่มี Margin สูง 

นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางธุรกิจไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการด้านศัลยกรรม และบริการด้านความงาม ในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในบริการศัลยกรรมเฉพาะทาง ซึ่งมีอัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเคสสูงกว่าลูกค้าในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ แม้ว่าลูกค้ากัมพูชาจะชะลอลงจากสถานการณ์ชายแดน แต่ภาพรวมรายได้จากตลาดต่างประเทศยังเติบโตแข็งแกร่ง

"เราคาดว่าไตรมาส 4/2568 จะเห็นการฟื้นตัวจากไตรมาส 3/2568 โดยเฉพาะกลุ่มเคสต่างชาติ และลูกค้าไทยที่ทยอยกลับมาใช้บริการ จากกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่บริษัทฯ ยังคงเน้นการบริหารต้นทุนและแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างการเติบโตจากกลุ่มบริการที่มี margin สูง” นายแพทย์ระวีวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการแต่งตั้งนางสาวประภาวรินท์ ลองงาม เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  เพื่อเข้ามาเสริมทัพในองค์กร  ทั้งในส่วนของระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน รวมถึงการวางระบบบริหารจัดการและการพัฒนาศักยภาพทีมการตลาด รวมถึงการบริหารจัดการตารางแพทย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและขยายกำลังทัพให้มีความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
 
นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีแรกของ 2569 และกลยุทธ์รับมือการแข่งขันว่าบริษัทฯ ประเมินว่าในปี 2569 อุตสาหกรรมศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะยังเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ตามประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดว่า ตลาดจะเติบโตเพียง 1.0% เทียบกับ 1.6% ในปี 2568 แม้จำนวนผู้ใช้บริการและอัตราค่าบริการจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อกำลังซื้อ และการขยายฐานลูกค้าใหม่

MASTER เตรียมปรับแผนธุรกิจเชิงรุก โดยเน้น 4 แกนกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่:
1. การบริหารต้นทุนและโครงสร้างราคาที่เหมาะสม เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่แข็งแรง แม้ภายใต้ภาวะการแข่งขัน
2. การขยายฐานลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง และต้องการศัลยกรรมเฉพาะทาง เช่น อินโดนีเซีย เมียนมา และลาว พร้อมตั้งเป้ารายได้ต่างชาติแตะระดับ 30% ของรายได้รวมภายใน 2 ปี
3. การพัฒนา Product Mix และเพิ่มสัดส่วนบริการเฉพาะทางที่มีมาร์จิ้นสูง รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจโรงพยาบาลศัลยกรรม และธุรกิจเสริมอาหารเพื่อความงาม
4.  การป้องกันระบบภายในให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการป้องกันการประกอบธุรกิจค้าแข่ง

นางสาวลภัสรดา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้อุตสาหกรรมในภาพรวมอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจหรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ตลาดความงามในภูมิภาคยังคงถูกมองว่ามีศักยภาพสูง และบริษัทฯ มีจุดแข็งด้านคุณภาพการให้บริการ ทำให้คาดว่าแนวโน้มครึ่งปีแรกของปี 2569 จะมีทิศทางที่เติบโต

พูดหล่อบอกทำสงครามสู้รบแค่เดินอ้อมปัญหา ย้ำชีวิตทหาร-ประชาชน ไม่ควรมาสูญเสียกับสงคราม เตือนรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารควบคู่การทูต อย่าให้เกินขอบเขตการป้องกันตัวเอง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 - ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงวันที่ 3 ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ได้ติดตามสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงต่อประชาชนทั้ง 6 จังหวัด ที่ประชาชนต้องอพยพมาเป็นแสนคน โรงเรียนและโรงพยาบาลต้องปิดทำการเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารทั้ง 4 นายที่เสียชีวิตระหว่างการปะทะ และส่งกำลังใจให้กับทหารอีกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ

นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า ความเดือดร้อนของประชาชนและชีวิตของทหารของไทยนั้นไม่ควรต้องมาสูญเสียกับสงครามที่ไม่มีความจำเป็น เช่นเดียวกับพลเรือนอีก 17 นาย และทหารอีก 18 นาย ที่ได้เสียชีวิตในการสู้รบระลอกแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประชาชนไม่ควรได้รับผลกระทบจากการที่เราอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หากรัฐบาลได้จัดการอย่างเด็ดขาดต่อปัญหาซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คือขบวนการสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน

การจบปัญหานี้อย่างถาวร หรือ End game เป็นไปตามที่ตนเองได้สื่อสารไปเมื่อวาน เรามองเห็นฉากจบของเรื่องนี้ตรงกันหรือไม่ การรบให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียมหาศาลต่อทหารฝั่งเราเอง และไทยเอกจะถูกโจมตีจากนานาชาติในฐานะประเทศคู่รุกราน การจบปัญหาที่แท้จริงคือการคืนชีวิตปกติสุขให้กับประชาชน ให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องระแวง กลับมาค้าขายได้อย่างเป็นปกติ

“ผมเห็นด้วยกับคำพูดของรองแม่ทัพภาค 2 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ ที่แสดงความคิดเห็นก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา” นายณัฐพงษ์กล่าว

นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า เพื่อนำไปสู่ฉากจบที่จบด้วยการเจรจา จึงต้องดำเนินการด้วย 3 ประการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. การใช้กำลังทางการทหาร ต้องมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎการใช้กำลัง และการตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เพื่อหยุดยั้งการคุกคามของกัมพูชา

2. การดำเนินการทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ไม่ปฏิบัติเกินหลักสากล จนไทยเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไปตกหลุมพรางของฮุนเซนว่า เราเป็นฝ่ายรุกรานก่อน

3. การใช้การทูตกดดันกัมพูชาให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยร่วมมือกับนานาชาติการ ใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด เช่น การใช้เรื่องสแกมเมอร์เป็นธงนำ ดึงความร่วมมือจากนานาชาติและทุกประเทศทั่วโลกให้อยู่ข้างประเทศไทยในการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงิน

นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จุดเริ่มต้นปัญหา ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาตั้งแต่ครั้งที่แล้วถึงครั้งนี้ ล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือความพยายามปกป้องเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หล่อเลี้ยงระบอบฮุน เซน การปะทะสาครั้งล่าสุด ก็เกิดขึ้นหลังจากอายัดทรัพย์สินของ เบน สมิธ, ยิม เลียก, ก๊ก อาน, เฉินจื้อ ที่ปรึกษาคนสนิทของ ฮุน เซน ที่ดูแลอาณาจักรสแกมเมอร์

“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดูให้ดีว่า การปะทะกันในครั้งนี้ เป็นเพียงแผนการเบี่ยงประเด็นของ ฮุน เซน หรือไม่ และเหตุที่รัฐบาลทุ่มเทกับการสู้รบอย่างเต็มที่ กำลังกลายเป็นการเดินตามแผนการของฮุน เซน หรือเปล่า ที่ต้องการพลิกสถานการณ์จากการที่โลกล้มกัมพูชาจากเรื่องสแกมเมอร์ กลับกลายให้โลกมาล้อมไทยแทน ด้วยข้อหารุกรานประเทศที่อ่อนแอกว่า” นายณัฐพงษ์กล่าว
.
หากรัฐบาลต้องการเพียงคะแนนนิยม หรือเดินตามกระแสชาตินิยม การรบด้วยกำลังทหารแบบสุดซอยที่กำลังทำอยู่ก็คงจะตอบโจทย์ แต่หากเรามีเป้าหมายร่วมกันว่า จุดจบแท้จริงของเรื่องนี้คือการทำทุกวิถีทางเพื่อเดินไปสู่สันติภาพและความมั่นคงถาวร เพื่อปกป้องประชาชนตลอดแนวชายแดน รวมถึงปกป้องชีวิตทหารทุกนายไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้

วิธีออกจากปัญหาจึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติการทางทหารอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องเปิดทั้ง 3 แนวรบ ดังที่ตนเองได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้ 1. แนวรบทางการทหาร ขอยืนยันว่าการใช้กำลังทหารต้องเป็นวิธีการสุดท้าย ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อเครื่องมืออื่นๆ ถูกใช้ไปจนหมดแล้วและไม่ได้ผล และหากมีเหตุให้เกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎกติกาสากล เป็นที่ยอมรับตามกฎระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะผู้รุกรานรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเป็นประเด็นที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยมาโดยตลอด

จากสถานการณ์ขณะนี้กัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีตอบโต้ ไทยควรยึดหลักปกป้องตนเองตอบโต้อย่างได้สัดส่วน เป็นไปตามหลักสากลว่าเราใช้กำลังทหารอย่างเข้มแข็งเพื่อการจัดการภัยคุกคามเฉพาะหน้ าไม่ใช่เพื่อการรุกรานแต่อย่างใด ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการจัดขอบเขตการรบ มุ่งเน้นการลดระดับความตึงเครียดทางการทหารผ่านการใช้แนวรบที่ 2 คือแนวรบทางการทูตไปพร้อมกันด้วย

2. แนวรบด้านข่าวสารและการพูด ท่าทีของนายกรัฐมนตรีเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศไทย คือการบอกว่าจะไม่มีการเจรจาสันติภาพอีกต่อไป ในทางกลับกัน การรบเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อบังคับให้กัมพูชาที่ไม่ยอมร่วมมือ ต้องกลับมายอมร่วมเจรจาในข้อตกลงสันติภาพที่ได้ร่วมลงนามไปก่อนหน้านี้

“แต่คุณอนุทินกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธการเจรจาเสียเอง และจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เป็นผู้กระทำความผิดในสายตาประชาคมโลก ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือระบอบฮุน เซน นั่นเอง” นายณัฐพงษ์ ระบุ

นายณัฐพงษ์ เสนอด้วยว่า ครั้งนี้ต้องมีการปรับการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ให้ทำงานอย่างเต็มที่และมีความหมาย เป็นคนกลางตรวจสอบการฝ่าฝืนข้อตกลง เพื่อเป็นกลไกป้องกันการปะปะทะกันซ้ำอีกครั้งในอนาคต รวมถึงไทยควรกดดันกัมพูชาในเวที ออตตาวา คอนเวนชัน เช่นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งดำเนินการไป

3. รัฐบาลต้องเปิดแนวรบปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการเดินหน้าอย่างสุดซอยในการขุดรากถอนโคนขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบฮุน เซน กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานความร่วมมือกันแต่ละประเทศในการจัดการสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก โดยใช้การประชุมนานาชาติว่าด้วยการปราบสแกมเมอร์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ธันวาคมนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพหลักในเรื่องนี้ ดังที่พรรคประชาชนและภาคประชาสังคมได้เคยนำเสนอแนวทางในเรื่องนี้ไว้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสั่งการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดทรัพย์บุคคลไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ไม่ใช่ตัดตอนแค่ชาวต่างชาติ เพราะหากรัฐบาลไม่จริงจังในเรื่องนี้ การให้กระทรวงการต่างประเทศประสานความร่วมมือกับนานาชาติ ก็จะกลายเป็นเพียงละครปาหี่ตบตาชาวโลก ประเทศไทยก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

นายณัฐพงษ์ มองว่า รัฐบาลไทยต้องตั้งหลักให้มั่นว่า แนวรบที่สำคัญตอนนี้ คือการใช้แนวรบทางการทูตควบคู่กับการทหาร โดยพุ่งเป้าไปสู่การกดดันกัมพูชาให้กลับสู่โต๊ะเจรจา โดยใช้การปราบสแกมเมอร์เป็นหัวใจในการดำเนินการ

“หยุดเดินอ้อม ต้องพุ่งเป้าสู่แกนกลางของปัญหา เราต้องพลิกวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการกวาดล้างกลุ่มชนชั้นไหนที่หากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน หยุดสร้างสงครามเพื่อกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ตนเองเป็นคนก่อ โดยใช้เลือดเนื้อของทหารและชีวิตประชาชนของตนเป็นตัวประกัน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่เคยระบุ สนับสนุนกองทัพดำเนินการรบอย่างเต็มกำลัง โดยมุ่งทำลายเป้าหมายทางทหาร เพื่อขจัดขีดความสามารถในการรบของกัมพูชา จนนําไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เข้าข้างกองทัพ หรือโหนกระแสชาตินิยม นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า ตามแถลงการณ์ที่ได้มีการลงรายละเอียดมากขึ้นเมื่อสักครู่นี้ การใช้กําลังทหารต้องมีขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และปกป้องอธิปไตย เป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน พุ่งเป้าเพื่อขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า ถ้าการดําเนินการทางการทหารเป็นไปตามหลักทั้งหมดที่ตนได้กล่าวไปนั้น ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่กองทัพควรจะต้องดําเนินการ

เมื่อถามถึงท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งชัดเจนว่าอาจจะไม่ถอยกลับไปสู่โต๊ะเจรจา ในฐานะฝ่ายค้านมีโอกาสใช้กลไกของสภาในการเสนอแนะ หรือจะมีกลไกใดบังคับให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำตามบ้าง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า คงใช้ในทุกเวที อย่างการแถลงข่าวในวันนี้ ก็อยากแนะนำนายกรัฐมนตรีให้กลับไปพูดคุยกับทางรองแม่ทัพภาคที่ 2 และฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเคยให้ความเห็นว่า ไม่มีการรบใดไม่จบที่การเจรจา

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า เข้าใจความรู้สึกในความสูญเสียของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวจังหวัดชายแดน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ ที่ติดตามสถานการณ์ในตอนนี้ ว่าทุกคนอยากจบปัญหา แต่ปัญหาที่สำคัญที่ต้องพูดคุยกันตกผลึกให้ได้ คือรัฐบาลต้องชี้ให้เห็นแนวทางชัดเจนว่า จุดจบสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอยู่ที่ตรงไหน

“สําหรับพวกเรา เรายืนยันว่า จุดจบของเรื่องนี้ที่แท้จริง คือการคืนความมั่นคง คืนสันติภาพ ชีวิตที่เป็นปกติสุข สู่ประชาชนตามแนวชายแดน ซึ่งการจะทําเรื่องนี้ได้ ต้องใช้ทุกวิถีทั้ง 3 แนวรบ กดดันให้กัมพูชายอมเข้าสู่การเจรจากับประเทศไทย การรบในแบบการใช้กําลังทหารแบบสุดซอย เพื่อรุกรานหรือครองประเทศ เป็นไปไม่ได้แล้วในโลกยุคปัจจุบัน และทําให้ประเทศไทยขาดความชอบธรรมในเวทีโลก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงปัญหาที่กัมพูชาไม่จริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้ เพราะไม่เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาเองมีความจริงใจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญคือ เราจะกดดันเพื่อให้กัมพูชายอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อย่างไร

ดังนั้น การดำเนินการทางการทหาร ถ้าต้องการที่จะขจัดภัยคุกคามเฉพาะหน้า เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินประชาชน ให้เขาไม่ได้มีขีดความสามารถในการทำร้ายประชาชนคนไทย เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ตราบใดที่เป็นไปตามหลักสากล ปกป้องตนเอง ปกป้องอธิปไตย และเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน

ส่วนประเมินท่าทีของนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลเดินตามกองทัพหรือไม่ แทนที่จะประสานงาน หรือสั่งการกองทัพ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องนี้จริงๆ สื่อสารไปก่อนหน้านี้หลายรอบแล้ว และขออนุญาตยืนยันว่า รัฐบาลพลเรือนควรอยู่เหนือกองทัพ การที่นายกรัฐมนตรีอาจจะตีเช็คเปล่าให้กองทัพจัดการได้ทุกเรื่อง เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่สามารถปฏิเสธการดําเนินการใดๆ ของฝ่ายความมั่นคงได้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีความผิดรับผิดรับชอบต่อการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาโดยตรง

 

'ไทย-กัมพูชา' ส่องชัด ๆ อีกครั้ง ใครพร้อมรบมากกว่ากัน

ส่องแสนยานุภาพขุมกำลังรบไทย-กัมพูชา ท่ามกลางการสู้รบที่กลับมาปะทุอีกครั้ง งบประมาณ อาวุธ เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นอย่างไร ไปดูกัน
 

อดีตที่ปรึกษานโยบายทรัมป์จวก มาตรการคว่ำบาตรของอเมริกาต่อรัสเซีย ชี้ยิ่งทำให้ ‘มอสโก-ปักกิ่ง’ แข็งแกร่ง ลดไพ่ต่อรองตัวเองบนเวทีโลก

(10 ธ.ค. 68) จอร์จ ปาปาโดปูลอส (George Papadopoulos) อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศให้ทีมเลือกตั้งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อบริษัทรัสเซียว่า “แทบไม่ทำอะไรได้” นอกจากผลักให้รัสเซียกับจีนยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายได้กลายเป็นผลเสียต่อสหรัฐฯ เอง

ปาปาโดปูลอส ระบุอีกว่า จีนคือคู่แข่งหลักของสหรัฐอเมริกาบนเวทีโลก การผลักรัสเซียให้หันไปพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้นไม่ได้ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของวอชิงตันเลย ขณะที่เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองเพิ่งประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซียอย่าง ลูคอยล์ (Lukoil) และรอสเนฟต์ (Rosneft) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลชุดนี้ใช้มาตรการเล่นงานรัสเซียโดยตรง

นอกจากนี้ ปาปาโดปูลอสมองว่า แนวทางดังกล่าวมีแต่จะทำให้แกนมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐ “แข็งแรงขึ้นเมื่ออยู่ด้วยกัน” มากกว่าทำให้รัสเซียอ่อนแรงลงตามที่หวัง พร้อมเตือนว่านโยบายคว่ำบาตรแบบนี้อาจยิ่งลดพื้นที่การทูต และบั่นทอนบทบาทนำของสหรัฐฯ ในระยะยาว


ที่มา : Sputnik
 

กลายเป็นคลิปไวรัลดังทั่วโซเชียล หลังโชว์เสิร์ฟน้ำแต่พลาดต่อหน้าคนดู ชาวเน็ตจับผิด!! หุ่นทำท่าเหมือนมี VR ควบคุม ทำลายภาพฝันเรื่อง “หุ่นยนต์อัตโนมัติ” ของ Tesla

(10 ธ.ค. 68) คลิปหุ่นยนต์ Optimus ของเทสล่าล้มกลางงานโชว์ กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย เหตุเกิดในงาน “Autonomy Visualized” ที่โชว์รูมเทสล่า (Tesla) ในไมอามี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้คนได้เห็นการทำงานของระบบขับขี่อัตโนมัติแบบใกล้ชิด

ในคลิปหุ่นยนต์ Optimus กำลังหยิบขวดน้ำเสิร์ฟให้ผู้ร่วมงาน อยู่ ๆ ก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาที่ศีรษะ ท่าทางเหมือนคนกำลังถอดแว่น VR ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีอะไรอยู่บนหัว แล้วทันใดนั้นตัวหุ่นก็เสียสมดุลและล้มทิ้งตัวหงายหลังต่อหน้าผู้ชม ทำเอาคนในงานอึ้ง ส่วนคนดูคลิปทางออนไลน์ถึงกับย้อนดูหลายรอบเพื่อเช็กว่าหุ่นทำอะไรอยู่กันแน่

คลิปดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบน Reddit และ X (ทวิตเตอร์เดิม) ผู้ใช้จำนวนมากมองไปในทางเดียวกันว่า สิ่งที่เห็นน่าจะเป็นจังหวะที่ “คนบังคับหุ่น” หรือเทเลโอเปอเรเตอร์ ถอดแว่น VR ออกจากหัว ตัวหุ่นเลยตามแรงสั่งการสุดท้ายแล้วล้มลงไป สื่อสายเทคอย่าง Electrek ถึงกับเปรียบเทียบว่าเป็นโมเมนต์ “เปิดโปงแบบพ่อมด” ที่ทำให้ภาพฝันเรื่อง “หุ่นยนต์อัตโนมัติ” ของเทสล่าดูพร่าลงทันที ด้านข่าวลบและกระแสวิจารณ์ก็ยิ่งถาโถมใส่หุ้นเทสล่า 

นอกจากนี้ เสียงวิจารณ์จากคนในวงการเทคเองก็ไม่น้อย Cix Liv ผู้ประกอบการด้าน VR และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โพสต์บน X ว่า “ใครยังสงสัยว่า Optimus ใช้เทเลโอเปอเรชันไหม คลิปนี้ชัดเลยว่าพอคนถอดแว่น หุ่นก็ล้ม” พร้อมปิดท้ายว่า “ฮามาก” ขณะที่ Gary Black นักลงทุนที่ปกติหนุนหุ้นเทสล่าก็เตือนว่า ถ้า Optimus ต้องใช้คนคุมแบบ 1:1 จริง ก็จะไม่มีวันเป็นสินค้าที่ขยายการผลิตได้ และไม่อาจสร้างรายได้ระดับมหาศาลอย่างที่อีลอน มัสก์เคยคาดหวัง

การเดิมพันของมัสก์กับ Optimus ไม่ธรรมดา เพราะเขามองโปรเจกต์นี้เป็นหัวรถจักรสำคัญของเทสล่าในอนาคต เขาเคยพูดถึงระดับว่า “หุ่นยนต์ตัวนี้จะช่วยยุติความยากจนได้” และผูกความสำเร็จของ Optimus ไว้กับค่าตอบแทนของตัวเองที่อาจทำให้ขึ้นแท่นเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” คนแรกของโลก แม้ในอีกมุมหนึ่งเขาจะยังพยายามตีกรอบให้ Optimus เป็นงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ยังทดลองอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทสล่าเจอข้อครหาเรื่องการ “บังคับหุ่นหลังบ้าน” ย้อนไปงาน “We, Robot” ที่สตูดิโอ Warner Bros. ในฮอลลีวูด เมื่อเดือนตุลาคม 2024 หุ่น Optimus หลายตัวถูกปล่อยให้เดินโต้ตอบกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในวันจัดกิจกรรม แต่หลังจากนั้นมีรายงานออกมาว่า หุ่นหลายตัวในงานถูกควบคุมด้วยเทเลโอเปอเรเตอร์แทบทั้งสิ้น ทำให้ความเชื่อมั่นลดฮวบทันที

ด้านฝั่งผู้สนับสนุนเทสล่าโต้กลับว่า หุ่นที่ล้มในงานไมอามีเป็น Optimus รุ่นที่ 2 ซึ่งเทสล่าไม่เคยประกาศว่าทำงานได้ “ออโต้เต็มตัว” อยู่แล้ว และตอนนี้บริษัทกำลังโฟกัสอัปเกรดดีไซน์เพื่อไปสู่ Optimus รุ่นที่ 3 ที่เดิมทีตั้งใจจะเปิดตัวปลายปี 2025 แต่เลื่อนออกไปปีหน้าแทน โดยมัสก์เคยอธิบายว่า ส่วนที่ยากและทำให้โครงการช้าคือ “มือหุ่นยนต์” หรือ end effector ที่ต้องทำให้หยิบจับได้ยืดหยุ่นใกล้เคียงมือคนจริงมากที่สุด

จนถึงตอนนี้ เทสล่ายังไม่ออกมาชี้แจงโดยตรงถึงเหตุการณ์หุ่นล้มกลางงาน ขณะที่แผนธุรกิจใหญ่ยังเดินต่อ บริษัทตั้งเป้าเริ่มผลิต Optimus ในเชิงปริมาณภายในปี 2026 และเล็งตั้งราคาขายเมื่อผลิตได้จำนวนมาก ในราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์ (ราว 636,400 บาท) แต่หลังคลิปไวรัลครั้งนี้ คำถามเรื่องความอัตโนมัติจริง ความปลอดภัย และ “ความคุ้มค่าที่แท้จริง” ของกองทัพหุ่นยนต์ Optimus คงไม่หายไปง่าย ๆ และจะตามหลอกหลอนเทสล่าทุกครั้งที่มีเดโมใหม่ให้โลกดูอีกครั้ง

ใช้ความอดทนอดกลั้น พบกันครึ่งทาง ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ บริเวณชายแดนบานปลาย

(9 ธ.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนเรียกร้องกัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บริเวณชายแดนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

กัวกล่าวถ้อยคำข้างต้นหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยในช่วงไม่นานนี้ โดยกัวสำทับว่าจีนในฐานะมิตรและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทยนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถพบกันครึ่งทาง

ทั้งนี้ กัวเสริมว่าจีนจะยังคงดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในวิถีทางของจีนเพื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียดและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 

วิเคราะห์การจัดทัพ "พรรครักชาติ" ภายใต้การนำของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ สัญญาณถึงการแตกตัวครั้งใหญ่ ขั้วอนุรักษ์นิยมวางหมาก สู้ศึกเลือกตั้ง

จับตา 'พรรครักชาติ' ของ 'ชัยวุฒิ' กับกลยุทธ์ 'อินฟลูเอนเซอร์-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1' สัญญาณชัดการแตกตัวของขั้ว พปชร. และการจัดทัพใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อวางหมากยึดพื้นที่คะแนนเสียงในเมือง

การก่อตั้งพรรคใหม่: การปรับภูมิทัศน์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

การประกาศเปิดตัว "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ด้วยตนเองนั้น ถือเป็น สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการจัดทัพทางการเมืองครั้งใหม่ ในฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเก่า

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแยกตัวของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะความไม่ลงรอยและทางตันในการบริหารจัดการอำนาจ ภายในพรรค พปชร. หรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการนำพรรคและโอกาสในการช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การที่นายชัยวุฒิ ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติของการสื่อสารและการประสานงานอำนาจ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ด้วยตนเอง บ่งชี้ว่าทางเดินในโครงสร้างเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเขาอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ "อินฟลูเอนเซอร์" กับการเข้าถึงฐานเสียงใหม่

สิ่งที่ทำให้ "พรรครักชาติ" แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางตัวนายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าวเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปจนถึงการรวมกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงและความงาม เช่น นัท นิสามณี และ ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร

การใช้กลยุทธ์นี้มีความหมายในเชิงการตลาดการเมืองสูง:

1.  ขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว (Mass Reach): อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีฐานผู้ติดตามจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และส่งสารทางการเมืองไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกการเมืองแบบเดิม
2.  การลดกำแพงการเมือง: การนำบุคคลที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการเมืองจ๋าเข้ามาเป็นแกนนำ ช่วยลดทัศนคติเชิงลบและความรู้สึกแปลกแยกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเมืองแบบเก่า ทำให้พรรครักชาติสามารถปรากฏตัวในฐานะ "พรรคทางเลือกที่มีสีสัน"
3.  การหาเสียงต้นทุนต่ำ: การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีทักษะในการสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้การหาเสียงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อดั้งเดิมหรือการจัดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

นัยยะต่อสมการทางการเมือง: การแย่งชิงฐานคะแนน

การถือกำเนิดของพรรครักชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหมด:

- แย่งชิงฐานเสียง พปชร./รทสช.: พรรครักชาติจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองและกลุ่มคนชั้นกลางที่มีทัศนคติอนุรักษ์นิยมปานกลางถึงอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเดิมเริ่มอ่อนแรงลง

- การกระจายคะแนนเสียง (Fragmentation): การแตกตัวของพรรคในขั้วเดียวกันนี้จะทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปหลายพรรคมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Hung Parliament) และส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การทดสอบอำนาจของนายชัยวุฒิ: การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ถือเป็นการรับประกันที่นั่งในสภาของนายชัยวุฒิเอง และเป็นการประกาศความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชัดเจนว่าสามารถนำพาพรรคใหม่เข้าสภาได้สำเร็จ

ความท้าทายที่พรรครักชาติและกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญ

แม้จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่พรรครักชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

1.  ความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์: พรรคจะต้องแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของ อุดมการณ์หลัก ว่าแตกต่างจากพรรคในขั้วอำนาจเก่าอย่างไร และจะบริหารจัดการความคาดหวังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมงานอย่างไร

2.  การสร้างเครือข่ายระดับพื้นที่: แม้จะมีพลังในโลกออนไลน์ แต่พรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี เครือข่าย ส.ส.เขต ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพรรคใหม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับพื้นที่

3.  การสร้างความน่าเชื่อถือ: นายชัยวุฒิและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคนี้เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของผู้มีชื่อเสียง แต่มี นโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของพรรครักชาติจึงถือเป็น จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่ถูกนำมาใส่ในสมการการเมืองไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความซับซ้อนของการแข่งขัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวของขั้วอนุรักษ์นิยมที่พยายามจะหาช่องทางใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองในยุคดิจิทัลไว้ให้ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top