Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ชนกับประเทศเวียดนาม แต่กล้าเล่นเกมชายแดนกับไทย เปิดเบื้องหลัง 40 ปีที่ผูกหุ่นการเมือง และเศรษฐกิจไว้กับฮานอ

ในสายตาคนไทย หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า  “ทำไมฮุนเซนถึงกล้าเล่นแรงกับไทย แต่ไม่เคยเห็นดราม่าชายแดน–การเมืองกับเวียดนามในระดับเดียวกันเลย?”

 

คำตอบไม่ได้มีแค่ “กล้า–ไม่กล้า” แบบอารมณ์คน แต่คือโครงสร้างอำนาจ 40 ปีที่เวียดนามสร้าง–ประคอง–ผูกผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซน จนทั้งสองฝ่ายกลายเป็นหุ้นส่วนที่ไม่มีเหตุผลอะไรจะเปิดศึกกันเอง

 

บทความนี้ขอชวนมองแบบ “แกะระบบ” ว่า เวียดนามทำอะไรกับฮุนเซนไว้ตั้งแต่ต้น จนวันนี้กัมพูชากล้าใช้ไทยเป็นตัวละครในเกมชาตินิยม แต่ไม่เอาเวียดนามมาเล่น

 

1. จุดเริ่มต้น: ฮุนเซนคือผลผลิตของสงครามที่เวียดนามเป็นคนเปิดเกม

 

ธันวาคม 1978 เวียดนามบุกโค่นเขมรแดง เปิดทางให้ตั้งระบอบใหม่ชื่อ “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK)” ใต้การอุปถัมภ์ของฮานอย 

ในรัฐบาลใหม่นั้น ฮุนเซนถูกดันขึ้นมาเป็น รมว.ต่างประเทศตั้งแต่อายุราว 26 ปี ก่อนจะขยับขึ้นเป็นนายกฯ ในเวลาต่อมา สื่อต่างประเทศและงานวิชาการจำนวนมากบันทึกตรงกันว่า เขาคือหนึ่งในแกนนำที่เวียดนาม “เลือกแล้วว่าคุยกันรู้เรื่อง”

 

พูดแบบภาษาตรง ๆ คือ ถ้าไม่มีเวียดนามบุกเขมรแดง – ก็ไม่มีฮุนเซนในแบบที่เรารู้จักทุกวันนี้

 

เส้นทางสู่การเป็น “ผู้นำเบอร์หนึ่งของกัมพูชา” ของฮุนเซน จึงไม่ใช่เส้นทางแบบผู้นำชาตินิยมที่ลุกขึ้นสู้เวียดนาม แต่ตรงกันข้ามคือ เกิด–โต–แข็ง บนการหนุนจากเวียดนาม

 

2. วาทกรรม “กตัญญูเวียดนาม”: ประกาศกลางโลกว่าไม่มีฮุนเซนถ้าไม่มีฮานอย

 

ตลอดหลายสิบปีของการครองอำนาจ ฮุนเซนไม่เคยซ่อนความผูกพันกับเวียดนามเลย ตรงกันข้าม เขาพูดในที่สาธารณะหลายครั้งว่า:

  • ถ้าไม่มีเวียดนามเข้ามาโค่นเขมรแดง ก็ “ไม่มีฮุนเซน และไม่มีประเทศกัมพูชาในแบบวันนี้”
  • ในพิธีรำลึกชัยชนะเหนือเขมรแดง เขาย้ำซ้ำ ๆ ถึง “เลือดเนื้อของทหารเวียดนาม” ที่สละชีวิตในกัมพูชา และกล่าวขอบคุณทั้งพรรค รัฐ และประชาชนเวียดนามอย่างเปิดเผย

 

ข้อความพวกนี้คือการ “ล็อกกรอบเรื่องเล่า” ว่าเวียดนามไม่ใช่ศัตรู แต่คือเพื่อนผู้ช่วยชีวิต และการโจมตีเวียดนามแรง ๆ ในเชิงชาตินิยม เท่ากับกระทืบประวัติศาสตร์ที่ตัวเองยืนอยู่

 

เพราะฉะนั้น ถามว่า “ทำไมไม่เห็นฮุนเซนปลุกม็อบด่าเวียดนามแบบที่ด่าไทย?” ก็เพราะถ้าทำแบบนั้น ตำนานตัวเองจะพังทั้งชุด

 

3. เวียดนามไม่เล่นศึกชายแดน แต่เล่น “สัญญาเขตแดน” ให้จบ แล้วล็อกเกมยาว

 

เรื่องชายแดนกัมพูชา–ไทย กับกัมพูชา–เวียดนามมีความต่างสำคัญ:

  • ฝั่งเวียดนาม–กัมพูชา มีสนธิสัญญาเขตแดนปี 1985 มีสนธิสัญญาเพิ่มเติมปี 2005 และล่าสุดปี 2019 ทั้งสองประเทศลงนามสนธิสัญญาเสริม และแลกเปลี่ยนสัตยาบันว่าด้วยการปักปันเขตแดนบนบกเกือบทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว

 

แม้จะมีฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาด่าแรง ว่าข้อตกลงเหล่านี้อิงเอกสารยุคเวียดนามยึดครอง และอาจกระทบอธิปไตยกัมพูชา แต่รัฐบาลฮุนเซนก็เดินหน้ารับรองในสภาแบบรวดเดียวผ่าน

 

แปลว่าในเชิงโครงสร้าง ฮุนเซนเลือก “ปิดเกมชายแดนกับเวียดนามด้วยปากกา” ไม่ใช่ด้วยปืน

 

ผลลัพธ์คือ

  • ชายแดนฝั่งเวียดนามค่อนข้างนิ่ง
  • เวียดนามพอใจที่มีเพื่อนบ้านที่ “เคลียร์แผนที่กันแล้ว”
  • ระบอบฮุนเซนได้ “การันตี” ว่าจะไม่มีเรื่องชายแดนฝั่งตะวันออกมาปั่นให้ระบอบตัวเองสั่นคลอนได้ง่าย ๆ

 

4. ผูกหุ่นทางเศรษฐกิจ: เวียดนาม = ตลาด–โรงงาน–หุ้นส่วนระยะยาว

 

นอกจากการเมืองและทหาร ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจก็ผูกกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ :

  • การค้ากัมพูชา–เวียดนาม โตเกินหลายเท่าในรอบสิบปี จากหลักพันล้านดอลลาร์ ไปสู่ระดับกว่าสิบพันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
  • เป้าร่วมล่าสุดคือดันตัวเลขการค้าสองประเทศให้แตะ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ในทางปฏิบัติ เวียดนามไม่ใช่แค่ “เพื่อนการเมือง” แต่คือ

  • ทางผ่านสินค้า–โลจิสติกส์ ไปออกทะเลและเชื่อมต่อเศรษฐกิจใหญ่
  • แหล่งทุน–โครงการลงทุนของเอกชนเวียดนามในกัมพูชา
  • และเป็น “ตัวอย่างประเทศ” ที่โตเร็ว ยืนบนฐานเศรษฐกิจแข็ง

 

ดังนั้น สำหรับผู้นำแบบฮุนเซน การชนกับเวียดนามไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่มันคือการระเบิดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของตัวเอง

 

5. แล้วทำไมไทยถึงโดนเล่นเกมชาตินิยมบ่อยกว่าเวียดนาม?

 

ถ้าดูให้ครบทุกมิติ จะเห็น pattern ประมาณนี้:

ฝั่งเวียดนาม

  • คือผู้โค่นเขมรแดงและปั้นรัฐบาลใหม่ให้ฮุนเซน
  • มีสนธิสัญญาเขตแดนที่ฮุนเซนเองยอมรับและผลักดัน
  • ผูกแน่นด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ–การเมือง

 

โจมตีเวียดนามแรง ๆ =

  • ขัดกับเรื่องเล่าที่ใช้สร้างความชอบธรรมของตัวเอง
  • เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจหนัก
  • เปิดช่องให้ฝ่ายค้านย้อนว่า “แล้ว 40 ปีที่นายอยู่ภายใต้อิทธิพลเวียดนามล่ะ?”

 

ฝั่งไทย

  • มีประวัติศาสตร์ขัดแย้งชายแดน–เขตแดน ที่หยิบมาเล่าใหม่ได้ตลอด
  • กระแสชาตินิยมต่อต้านไทยในกัมพูชาถูกผลิตซ้ำเป็นระยะ เช่น ช่วงพิพาทปราสาทพระวิหาร
  • การชี้นิ้วใส่ไทยในยามวิกฤต ช่วยสร้างภาพ “ศัตรูภายนอก” เบี่ยงความสนใจจากปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองในประเทศ

 

พูดแบบไม่อ้อมค้อม: ไทยคือคู่ขัดแย้งที่ “เล่นการเมืองได้” ส่วนเวียดนามคือเสาหลักที่ “ห้ามแตะ”

 

6. เวียดนาม “ทำอะไร” กับฮุนเซนกันแน่?

 

สรุปในมุมวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เวียดนามทำ 4 อย่างนี้กับฮุนเซน (และระบอบเขา):

  1. 1) ช่วยให้เกิดและอยู่รอด – บุกโค่นเขมรแดง และติดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ฮุนเซนเป็นแกนนำตั้งแต่แรก
  2. 2) ให้ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ – สร้างเรื่องเล่าร่วมกันว่า “เวียดนามช่วยกัมพูชาพ้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ซึ่งฮุนเซนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น narrative หลักของระบอบ
  3. 3) ปิดเกมชายแดนด้วยสัญญา – ผลักสนธิสัญญา 1985 – 2005 – 2019 ให้ชายแดนส่วนใหญ่ “นิ่ง” แล้วลิงก์เสถียรภาพนั้นเข้ากับความชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน
  4. 4) ผูกผลประโยชน์เศรษฐกิจ–การค้าในระดับโครงสร้าง – ทำให้การชนเวียดนาม = ทำลายอนาคตเศรษฐกิจของตัวเอง มากกว่าผลิตคะแนนนิยม

 

เมื่อเอาทั้งสี่ข้อนี้มารวมกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ฮุนเซนจะกล้าเล่นแรงกับไทย แต่กับเวียดนาม เขาไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่งให้ “รุกราน” ตั้งแต่แรก — เพราะทั้งตัวเขาและระบอบที่เขาสร้างขึ้นมา ถูกผูกและปั้นขึ้นมาจากฝั่งฮานอยตั้งแต่วันเกิดใหม่ทางการเมืองแล้ว

แบดมินตันสาวไทยรวมพลังพลิกเกม คว้าทองทีมซีเกมส์สมัยที่ 10 ผงาดครองแชมป์ 7 สมัยติด ย้ำภาพ ‘เจ้าแม่ซีเกมส์’ ตัวจริง

(11 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันซีเกมส์ 2025 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทีมแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังอินโดนีเซีย 0-1 คู่ เอาชนะไป 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองประเภททีมเป็นสมัยที่ 10 และครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 7

การแข่งขันเริ่มด้วยประเภทหญิงเดี่ยวมือหนึ่ง "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ พ่ายให้กับมืออันดับ 7 ของโลกชาวอินโดนีเซีย ทำให้ทีมไทยตามหลัง 0-1 คู่ ทว่าหญิงคู่มือหนึ่ง "มูนา" เบญญาภา เอี่ยมสอาด และ "เฟม" ศุภิสรา เพียวสามพราน พลิกเกมชนะ 2-1 เกม ช่วยทีมไทยตีเสมอ 1-1 คู่

ในประเภทหญิงเดี่ยวมือสอง "เมย์" รัชนก อินทนนท์ แสดงความมุ่งมั่นและนิ่งยืน ควบคุมเกมได้เหนือกว่าเอาชนะไป 2-0 เกม นำทีมแซงนำอินโดนีเซีย 2-1 คู่ ก่อนที่คู่หญิงคู่ "มุก" อรณิชา จงสถาพรพันธุ์ และ "เจน" เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ ปิดเกมชนะในสองเกมรวด ทำให้ทีมไทยชนะรวม 3-1 คู่ คว้าเหรียญทองอย่างสง่างาม

ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการได้ทองเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำความแข็งแกร่ง และความลึกของขุมกำลังทีมชาติไทย ที่ผสมผสานประสบการณ์และดาวรุ่งได้ลงตัว โดยเฉพาะผู้นำทีม "เมย์ รัชนก" ที่ช่วยให้ทีมพลิกเกมกลับมาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมชาติไทยแบดมินตันหญิงกลายเป็นตัวเต็งระดับอาเซียนและนานาชาติ ด้วยการเล่นที่มั่นใจ การรับมือแรงกดดัน และทีมเวิร์กที่แข็งแกร่ง ซึ่งชัยชนะครั้งนี้สะท้อนถึงหัวใจแห่งมาตรฐานสูงที่มากกว่าผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง

ผนึกอินฟลูฯ - คนดังเปิดตัว “พรรครักชาติ” ย้ำจุดยืนทำการเมืองยุคใหม่ “ไร้เจ้าของ” ปราศจากกลุ่มทุน "ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ใคร" หวังพลังคนรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศ

เปิดตัวพรรครักชาติ ‘ชัยวุฒิ’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำ เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน “ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร” ลั่น พร้อมเป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ชี้ที่ผ่านมาการเมืองวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่ตระกูล จวกอดีตรัฐบาลทำให้เกิดสงครามกับกัมพูชา ซัด “หัวหน้าพรรคขายฝัน” ไม่กล้าแตะ แต่บอกให้กองทัพรบเบา ๆ ลั่นแรง “ไม่รู้เรื่องอย่าเสือก ปล่อยเขาทำหน้าที่ไป”

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ พรรครักชาติ นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานเปิดตัวพรรคและกรรมการบริหารพรรค ภายใต้สโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” โดยมีเหล่าบรรดาศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงาน เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก วิ่งบนถนนพญาไทไปจนถึงแยกปทุมวัน และวนกลับมาที่สามย่าน มิตรทาวน์ โปรโมตพรรคและสมาชิกของพรรค

นายชัยวุฒิ ขึ้นเวที โดยหยิบไข่ต้มขึ้นมา พร้อมระบุว่า ไข่ต้มเป็นอาหารที่ไม่มีชนชั้น ประชาชนจะรวยจะจนกินได้หมด มีโปรตีนรสชาติอร่อย และที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองควรจะมีคือความพอเพียง

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัญหาของเมืองไทยคือการเมือง พร้อมถามว่าเบื่อการเมืองหรือไม่ ที่วนอยู่แต่ในอ่าง วนเวียนไปกับคนเดิม ๆ แต่ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ โดยเศรษฐกิจถดถอยและพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซึ่งตนลงเล่นการเมือง เลือกตั้งครั้งแรก เป็น สส. สิงห์บุรี เมื่อปี 2544 เป็นเด็กคนรุ่นใหม่ มีความฝัน และมีความคิดที่อยากเป็นน้ำดี เข้ามาทำงานการเมือง มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และทำงานการเมืองมา 24 ปี มีทั้งสอบตกบ้าง สอบได้บ้าง โดนตัดสิทธิทางการเมืองก็เคย ซึ่ง 24 ปีก่อน บางพรรคเอาพ่อมาเป็นนายกฯ เมื่อพ่อไปไม่ได้ ก็เอาน้องสาวมาเป็นนายกฯ และวันนี้ 24 ปีผ่านไป ก็เอาลูกสาวมาเป็นนายกฯ และก็ไปไม่ได้แล้ว ปีต่อไปคงเอาหลานมา การเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับตระกูลการเมืองแบบนี้

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ไม่ใช่แค่ตระกูลนี้ ซึ่งทุกพรรคมีเจ้าของ มีกลุ่มทุนทุกตระกูล และดูแลกันเป็นอย่างดีมาตลอด 24 ปี วนเวียนอยู่กับคนเดิม ๆ แต่ไม่มีโอกาสให้คนใหม่ ๆ หรือคนเก่ง ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้เลย หนำซ้ำมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่มาอีก แต่ก็มาจากคนนามสกุลเดิม อาอยู่อีกพรรคหนึ่ง หลานทำพรรคใหม่ และโดนยุบไปแล้ว 2 รอบ หากถามว่านโยบายที่มีทำได้หรือไม่ เป็นเพียงแค่พรรคขายฝัน อยากเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แต่ด่าทุกสิ่ง โจมตีทุกอย่าง สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน

“มองฟ้าก็ด่าฟ้า มองแผ่นดินก็ด่าแผ่นดิน มองทหารก็ด่าทหาร ไอ้คนที่พูดว่า ทหารมีไว้ทำไม รบไปก็แพ้ ตอนนี้ไปอยู่ไหน มันเคยช่วยอะไรบ้างหรือไม่” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนพูดแล้วเลือดรักชาติมันขึ้น เพราะที่หนักกว่า คือทุกวันนี้เขารบกันอยู่ แต่หัวหน้าพรรคขายฝันก็มาพูดว่าให้รบกันเบา ๆ หน่อย เกรงใจเขมร ซึ่งหาก “ไม่รู้เรื่องก็อย่าเสือก ให้ทหารเขาทำหน้าที่ไป”

อีกทั้งการเมืองในทุกวันนี้ก็วนเวียนอยู่แต่เดิม ๆ ผลัดกันเกาหลัง รัฐบาลที่แล้วนายกฯ พ่อ นายกฯ ลูกมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับฮุน เซน ทำให้ประเทศพังพินาศเข้าสู่สงครามกับกัมพูชา ซึ่งพรรคขายฝัน เคยโจมตีหรือเคยพูดเรื่องนี้หรือไม่ ก็ไม่เคย ด่าทุกคน แต่ไม่เคยด่าพ่อลูกคู่นี้ และวันนี้บอก “มีเราไม่มีเทา” แล้วจะทำยังไงให้ไม่มีเทา เพราะคุณเพิ่งโหวตให้คนที่เป็นสีเทามาเป็นรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ คุณไม่พูดความจริง เพราะคุณก็รู้ว่า เทาเข้ามาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เข้ามาพร้อมพ่อลูกที่จะเปิดกาสิโนเพื่อเอาทุนเทาเข้ามา แต่ก็ไม่เคยโจมตีหรือไม่เคยพูดถึง เพราะสุดท้ายก็เป็นกลุ่มการเมืองนามสกุลเดียวกัน ตระกูลก็ผูกพันกันวนเวียนอยู่ในกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่ม

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ตอนนี้ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ดูหน้าไปก็คือคนเก่าที่อยู่กับนักการเมืองคนที่ติดคุก ก็อยู่ด้วยกันมาก่อนทั้งนั้น เมื่อทะเลาะกันก็แยกออกมา วนเวียนอยู่ไม่กี่ตระกูล สุดท้ายประเทศก็ถอยหลัง ประชาชนก็สิ้นหวัง หากอยากมีพรรคการเมืองดี ๆ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่พวกเราไม่สิ้นหวัง พวกเราเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ที่มีความรักชาติอยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ที่มีความรักชาติ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า อยากเห็นพี่น้องอยู่กินดีกว่าทุกวันนี้ และตนก็เชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ เพราะหลาย ๆ คนก็อยากให้เข้ามาทำงานการเมือง โดยให้ตนเข้ามาเป็นสะพาน เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองประเทศนี้ ให้โอกาสที่ดีกับพี่น้องคนไทยในอนาคต

วันนี้พวกเราจึงรวมกันเป็นพรรครักชาติขึ้นมา ซึ่งตนได้คุยกับ สส. และผู้ใหญ่หลายคน ก็ค่อนข้างที่จะปรามาสพวกเรา เจอแต่คำถามว่าทำงานการเมืองมีทุนหรือไม่ หรือมีกลุ่มทุนหนุนหลังหรือไม่ ตนก็บอกว่าถ้ามีก็ต้องเกรงใจกลุ่มทุนหนุนหลัง เราก็ต้องเกรงใจ และเราจะทำเพื่อประชาชนได้อย่างไร

มีคนมาถามว่าพรรครักชาติจะได้ สส. กี่คน หรือมี สส. เก่ามาอยู่ด้วยหรือไม่ เมื่อชวนมา ก็จะถามว่าจะให้เท่าไหร่ หากทำแบบนี้ก็จะทำการเมืองทุจริตคอร์รัปชัน เอาเงินมาซื้อประเทศไทย ซึ่งการเมืองแบบนี้มันไปไม่ได้ รวมทั้งมีมาถามว่าหรือมีบ้านใหญ่หรือไม่ หากกลุ่มการเมืองมารวมกลุ่มกันต่อรองผลประโยชน์ ทำธุรกิจสีเทา ไม่คำนึงประชาชน ตนก็ไม่เอา

“เราอยากมีพรรคการเมืองที่เป็นของคนรุ่นใหม่จริง ๆ คนที่ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัว คนที่เงินซื้อไม่ได้ วันนี้เราจึงมารวมกัน และก้าวไปด้วยกัน เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจที่จะมาทำการเมืองร่วมกัน ผมเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

จากนั้น พรรครักชาติ ได้มีการเปิดตัว The New Political Start-up โดยให้สมาชิกพรรค ได้พูดถึงแนวคิดการทำงานการเมืองแบบใหม่ ไร้คอร์รัปชัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต

วิเคราะห์ท่าที ‘พิธา’ ในวิกฤตชายแดน เลิกเถียงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” มุ่งสู่บริบทปฏิรูปบทบาทกองทัพยุคใหม่ แยก "ทหารตัวเล็ก" ออกจาก "การเมืองของนายพล"

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ” — พิธากำลังรีเซ็ตบทสนทนาเรื่องกองทัพไทยยังไง

ช่วงแรกที่คลิปคำพูดสั้น ๆ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกตัดวนในโซเชียล มันถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองง่าย ๆ ว่าเขา “เกลียดทหาร – จะรื้อกองทัพ – ไม่เห็นความสำคัญความมั่นคง”

แต่ช่วงวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ระลอกล่าสุด พิธากลับออกมาพูดชัดเจนว่า

“ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ”

ฟังเผิน ๆ เหมือนแค่แก้ตัวจากคลิปเก่า แต่ถ้าขยายดูดี ๆ นี่คือการรีเฟรมทั้งบทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ให้กลับมาอยู่บนคำถามว่า เราต้องการ “ทหารแบบไหน” มากกว่าจะทะเลาะกันว่า “เอาทหารหรือไม่เอาทหาร”

1. จุดเริ่ม: คลิปสั้น “ทหารมีไว้ทำไม” กับการถูกตีความแบบขาว–ดำ

คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ประโยคแยกเดี่ยวในสุญญากาศ มันถูกพูดในบริบทของการหาเสียง ที่วิจารณ์เรื่อง
• งบประมาณกองทัพที่สูง แต่คุณภาพชีวิตทหารชั้นผู้น้อย–เกณฑ์ทหารกลับไม่ได้ดีตาม
• การเมืองไทยที่ถูกยึดอำนาจโดยทหารมาหลายครั้ง
• โครงสร้างที่ทำให้กองทัพมีอิทธิพลทางการเมืองเกินกว่าหน้าที่ป้องกันประเทศ

แต่เมื่อคลิปถูก “ตัดสั้น” เหลือแค่ประโยคเดียว มันก็ถูกตีความง่ายมากว่าเป็นการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นของทหารทั้งหมด”

ในสนามการเมืองที่แบ่งขั้วชัด การโจมตีในแนว “คนนี้ไม่เห็นความสำคัญของกองทัพ / ไม่รักทหาร / จะทำให้ประเทศอ่อนแอ” จึงขายง่าย และหมุนซ้ำได้เรื่อย ๆ

2. รีเฟรมด้วยประโยคใหม่: “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง”

เมื่อกระแสดราม่ากลับมาอีกครั้งในช่วงชายแดนเดือด พิธาเลือกไม่ตอบโต้ด้วยการเถียงเรื่องคลิปเก่า แต่โยน “กรอบคิดใหม่” เข้าสู่สาธารณะว่า

ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ

ประโยคนี้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน
1. 1) ยืนยันความจำเป็นของทหาร
• เขาไม่ได้บอกว่าต้องลดบทบาททหารจนหายไป
• แต่บอกว่าทหารจำเป็นต่อการป้องกันชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน

2. 2) ขีดเส้นแดงให้ชัดว่าทหารไม่ควรทำอะไร
• ไม่ควรเป็นผู้เล่นในเกมแย่งอำนาจทางการเมือง
• ไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่ควรใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เหนือการตรวจสอบ

พูดในเชิง framing ก็คือ เขา “ตัดคำว่า ทหาร ออกจากคำว่า รัฐประหาร” แล้วแทนที่ด้วยคำว่า ทหารอาชีพ ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน

3. แยก “ทหารปกป้องประเทศ” ออกจาก “ทหารปกครองประเทศ”

เมื่อพิธาอธิบายต่อ เขามักแยกภาพ “ทหาร” ออกเป็นสองแบบ

3.1 ทหารที่ควรถูกปกป้อง

คือทหารในความหมายของ
• คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องประเทศ
• ทหารเกณฑ์–ทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ในระบบคำสั่ง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง
• คนที่ควรได้สวัสดิการดี มีอุปกรณ์พร้อม มีระบบฝึก–ระบบบังคับบัญชาที่เป็นธรรม

กลุ่มนี้คือทหารที่เขาบอกว่าต้องยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้เป็น “อาชีพที่มีเกียรติ” จริง ๆ

3.2 ทหารที่ไม่ควรปกครองประเทศ

คือภาพของ
• นายพล–กลุ่มอำนาจที่ทำรัฐประหาร
• การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง
• การใช้งบประมาณ ความลับ หรือ IO เพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง มากกว่าปกป้องประชาชน

กลุ่มนี้คือ “บทบาท” ที่เขาต้องการจำกัด/ยุติ มากกว่าการไปปฏิเสธตัวบุคคลที่เป็นทหารทั้งหมด

ตรงนี้สำคัญ เพราะทำให้การถกเถียงเรื่อง “ทหาร” ขยับจากความขัดแย้งแบบ “รัก–ไม่รัก” ไปเป็นการถกเรื่อง “บทบาท–โครงสร้าง” แทน

4. ผูกเข้ากับวิกฤตชายแดน: ต้องมีทั้งทหาร–การทูต–ข้อมูล–มนุษยธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พิธาไม่พูดเรื่องทหารในเชิง “ทฤษฎีลอย ๆ” แต่ผูกเข้ากับเหตุการณ์จริงอย่างวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา

ในสารที่เขาส่งออกมา มีใจความประมาณว่า
• ไม่ต้องการเป็นปัจจัยเพิ่มความตึงเครียด
• แต่ประชาชนมีสิทธิถามรัฐบาลว่า แผนรับมือคืออะไร เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร มีทางออกทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ หรือเวทีพหุภาคีอะไรบ้าง
• มาตรการทางทหารควรใช้เท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และไม่ละเลยชีวิตพลเรือน–ผู้ลี้ภัย–คนไทยในพื้นที่

พูดง่าย ๆ คือในวิธีคิดของพิธา ทหารจำเป็นในสมรภูมิ แต่ “การรบ” ต้องมาพร้อม “การทูต–ข้อมูล–กฎหมาย–มนุษยธรรม” ไปพร้อมกัน

นี่ไม่ใช่การลดค่าทหาร แต่เป็นการบอกว่ากองทัพคือ “หนึ่งในเครื่องมือ” ไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของความมั่นคง

5. มิติภาพลักษณ์: จาก “คนรุ่นใหม่ต้านรัฐประหาร” สู่ “นักการเมืองที่คุยเรื่องกองทัพได้เป็นเรื่องเป็นราว”

ในทางการเมือง ภาพของพิธาในช่วงแรกถูกผูกกับ
• คนรุ่นใหม่
• ฝ่ายประชาธิปไตย
• กระแสต้านรัฐประหารและโครงสร้างเก่า

จุดแข็งคือจับใจคนที่ไม่เอาอำนาจนอกระบบ แต่จุดเสี่ยงคือถูกตีง่ายว่า “สุดโต่ง – ล้มทุกอย่าง – ไม่เคารพสถาบันกองทัพ”

การออกมาพูดว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครองประเทศ” พร้อมอธิบายเชิงรายละเอียด จึงมีผลทางภาพลักษณ์อย่างน้อยสองด้าน

3. 1) ลดช่องให้ถูกตีว่าเป็น ‘ศัตรูทหาร’
• เขาแยกชัดว่าปกป้อง “ทหารตัวเล็ก” แต่คัดค้าน “การเมืองของนายพล”
• ทำให้ทหาร–ครอบครัวทหารบางส่วนอาจเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือระบบ ไม่ใช่การมีอยู่ของพวกเขา

4. 2) ยกระดับบทสนทนา จากสโลแกนสั้น ๆ ไปสู่การออกแบบนโยบาย
• จากคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
• สู่คำตอบว่า “เราอยากเห็นกองทัพแบบไหน งบประมาณเท่าไร อยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบใด”

ในมุมหนึ่ง นี่คือการขยับจากการเมืองแบบวาทกรรม ไปสู่การเมืองแบบดีเบตเรื่องโครงสร้างกองทัพจริง ๆ

6. บทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ยังไม่จบแค่ประโยคเดียว

ท้ายที่สุด ประโยคของพิธาเป็นเพียง “หนึ่งเสียง” ในบทสนทนาใหญ่ที่สังคมไทยคุยกันมานานแล้วว่า
• กองทัพควรมีขนาดเท่าไร
• เกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่
• งบประมาณกองทัพควรกระจายไปด้านไหนมากขึ้น
• เส้นแบ่งระหว่าง “ปกป้องประเทศ” กับ “ปกครองประเทศ” ควรชัดตรงไหน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ และไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองคนเดียว

แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการ “ลบทหารออกจากประเทศ” แต่อาจเป็นจุดเริ่มของการออกแบบใหม่ว่า

ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยควรมี “กองทัพแบบไหน” ที่ทั้งปกป้องได้จริง และไม่กลายเป็นผู้ปกครองประชาชนอีกต่อไป

#THESTATESTIMES
#POLITICS
#พิธา_ลิ้มเจริญรัตน์
#ทหารมีไว้ทำไม

ภายในปี 2026–2027 หลัง ‘ซูบียันโต’ เข้าพบผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เพื่อกระชับความร่วมมือ ทั้งเรื่องพลังงาน–เกษตร–ความมั่นคง

(11 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ของอินโดนีเซีย ให้เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตาในปี 2026–2027 โดยทั้งสองผู้นำพบปะกันที่กรุงมอสโก ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวขอบคุณและยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย

การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและอินโดนีเซีย โดยปูตินระบุว่าทั้งสองประเทศมีแผนพัฒนาความสัมพันธ์ในหลายด้าน รวมถึงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียพร้อมสนับสนุนหากอินโดนีเซียเห็นว่าเหมาะสม

ในด้านเกษตรกรรม ปูตินเผยว่าจะหารือประเด็นการส่งออกข้าวสาลีให้จาการ์ตาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันรัสเซียมีดุลเกินดุลทางการค้าในภาคเกษตรกับอินโดนีเซียอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายสามารถขยายความร่วมมือด้านเกษตรได้อีกมากในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยรัสเซียมองว่าอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีซูบียันโตระบุว่าการเยือนรัสเซียครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือเชิงลึกและแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนระหว่างสองประเทศ


ที่มา : Sputnik
 

ยังไม่ติดต่อมา พร้อมอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม รับคุย ‘อันวาร์’ แล้ว

(11 ธ.ค. 2568) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว
 

จากมาตรการห้ามจับปลา ในแม่น้ำแยงซี 10 ปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมหาทางออกให้ชาวประมงกว่าแสนราย มีงานรองรับ และได้รับบำนาญทั้งหมด

(11 ธ.ค. 68) รัฐบาลจีนเผยความคืบหน้าสำคัญของมาตรการห้ามจับปลาในแม่น้ำแยงซีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำและคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทระบุว่าจีนสามารถผลักดันมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุรักษ์และการดูแลชีวิตชาวประมงที่ต้องยุติอาชีพด้านประมง

ภาครัฐร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดมาตรการช่วยเหลือด้านอาชีพและสวัสดิการ ส่งผลให้ชาวประมง 142,000 คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รับการจ้างงานใหม่ครบถ้วน และชาวประมงที่มีคุณสมบัติ 220,000 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมกองทุนประกันบำนาญแล้วทั้งหมด

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แม่น้ำแยงซีมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยในปี 2025 มีการปล่อยปลาสเตอร์เจียนจีนกว่า 970,000 ตัว และกว่า 60% ได้ว่ายออกสู่ทะเลผ่านปากแม่น้ำแยงซี สะท้อนการฟื้นคืนถิ่นอาศัยที่สมบูรณ์ขึ้นตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าฟื้นฟูถิ่นอาศัยสำคัญ จัดการพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด และดำเนินการเพาะพันธุ์–ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการประกาศห้ามจับปลาในพื้นที่อนุรักษ์ 332 แห่งเมื่อปี 2020 ก่อนขยายสู่มาตรการห้ามจับปลาตลอดลำน้ำสายหลักและสาขาสำคัญซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2021


ที่มา : Xinhua
 

"ไม่มีเดือนปกติ" รวมคำทำนายหมอดูไทย 12 เดือน ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปีม้าไฟ 2569 ไม่มีเดือนปกติ หมอดู–โหราศาสตร์ไทย มองปีหน้าเป็นช่วง ‘วิกฤตสลับโอกาส’ 12 เดือนติด  ใครคิดว่าปีนี้หนักแล้ว… ลองเปิดปฏิทินดวงปีหน้า แล้วถามตัวเองว่า  เราจะ ‘เตรียมตัวรอด’ หรือ ‘รอให้ดวงเล่นงาน’ กันแน่?
 

ครบรอบ 5 ปี THE STATES TIMES จากอัตลักษณ์สีแดง สู่ สีเหลือง ย้ำจุดยืน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เปลี่ยนแปลง!

12 ธันวาคม 2563 ประวัติศาสตร์หน้าแรกของ THE STATES TIMES จุดเริ่มต้นการเดินทางในฐานะสื่อออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ กับจุดยืนยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563 คือวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของสำนักข่าว THE STATES TIMES ในฐานะสื่อออนไลน์น้องใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย 

วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นมากกว่าการปล่อยคอนเทนต์ชุดแรกสู่สาธารณะ แต่เป็นการประกาศการเข้าสู่สมรภูมิสื่อที่กำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด

ในช่วงปลายปี 2563 สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจากโควิด-19 ควบคู่ไปกับวิกฤตข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และมาตรการของรัฐบาลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนสับสนและขาดที่พึ่งในการแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง THE STATES TIMES จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยภารกิจที่ชัดเจนในการเป็น "แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้" และเป็น "เสียงแห่งความจริง" ท่ามกลางความวุ่นวาย

การเปิดตัวคอนเทนต์แรกของสำนักข่าวฯ จึงไม่ได้เน้นเพียงแค่การนำเสนอข่าวร้อน แต่เน้นการนำเสนอข่าวสารที่ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์อย่างรอบด้าน สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อที่ "ชัดเจน เป็นกลาง"  พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ 

จากจุดเริ่มต้น เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2563 จวบจนก้าวย่างมาครบ 5 ปี ของ THE STATES TIMES ในวันนี้ แม้หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยจะเปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์สำคัญ ของ THE STATES TIMES จากโลโก้สีแดงสู่สีเหลือง แต่จุดยืนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือ การยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จะยังคงอยู่ตลอดไป
 

เชื่อมไทย - คาซัคสถาน เปิดเส้นทางบินตรงใหม่ “ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ” 2 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หนุนการค้าและการท่องเที่ยว 2 ประเทศ

Scat Airlines ขยายปีกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้! เปิดเที่ยวบินตรง "ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ" เชื่อมไทย - คาซัคสถาน ความถี่สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ตอบรับดีมานด์นักท่องเที่ยวคาซัคสถาน หนุนการค้าของ 2 ประเทศ

(11 ธ.ค. 68) บริษัท สแคท แอร์ไลน์ส (Scat Airlines) สายการบินสัญชาติคาซัคสถาน ได้ประกาศเปิดเส้นทางบินตรงใหม่เชื่อมระหว่าง ชิมเคนต์ (Shymkent) ประเทศคาซัคสถาน และ กรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดให้บริการสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน การเปิดเส้นทางบินครั้งนี้ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งสำคัญของสายการบินฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

เที่ยวบินตรงเส้นทาง ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ นี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากเมืองชิมเคนต์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อสูง การเชื่อมโยงโดยตรงนี้จะเข้ามาตอบรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานที่นิยมเดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวของประเทศแถบเอเชียกลาง

การตัดสินใจเปิดเส้นทางบินใหม่นี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ไม่มีข้อจำกัดด้านวีซ่า หรือมีการผ่อนปรนวีซ่าชั่วคราว การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากประเทศคาซัคสถานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไทยมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ นับเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวคาซัคสถาน การเปิดเส้นทางบินตรงจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทางลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวของไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

เส้นทางใหม่นี้จะให้บริการด้วยเครื่องบิน โบอิ้ง 737-800 จำนวน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตามตารางบินดังนี้:
• เที่ยวบิน DV469 ออกเดินทางจากชิมเคนต์ (CIT) เวลา 19:50 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)  เวลา 04:00 (+1) (ให้บริการวันอาทิตย์ และวันพุธ)
• เที่ยวบิน DV470 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)  เวลา 05:20 ถึงชิมเคนต์ (CIT)  เวลา 09:30 (ให้บริการวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี)

เส้นทาง ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ คาดว่าจะสามารถรองรับนักเดินทางได้หลายพันคนต่อปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นอีกก้าวของไทยในการเสริมสร้างบทบาทเป็น Hub การบินในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top