Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ผลักดันภูมิภาคเปิดกว้าง รวมพลังอาเซียน–จีน หนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

(12 ธ.ค. 68) จีนประกาศพร้อมเดินหน้าปรับแนวนโยบายพัฒนาให้สอดคล้องกับอาเซียน และร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว รวมถึงแนวคิดสงครามเย็น โดย “หวังอี้” รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุว่าอาเซียนคือ “หุ้นส่วนความร่วมมือที่ใกล้ชิดที่สุด” ของจีน ระหว่างการพบปะกับดาโต๊ะ เอรีวาน เปฮิน ยูซอฟ  รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่กรุงปักกิ่ง

ในการหารือ จีนและบรูไนเห็นตรงกันว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจะเป็นพลังสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค โดยปีหน้าเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายจึงเตรียมยกระดับการสื่อสารระดับสูงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ

นอกจกานี้ หวังอี้อธิบายจุดยืนของจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าคำพูดล่าสุดของผู้นำญี่ปุ่นทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น พร้อมขอบคุณบรูไนที่ยืนหยัดสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” มาโดยตลอด และหวังว่าบรูไนจะยังคงสนับสนุนจีนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนต่อไป

ด้านบรูไนระบุว่า จีนคือพลังหลักในการผลักดันความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาค และยืนยันสนับสนุนการรวมชาติของจีน พร้อมตั้งเป้าขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรม การเกษตร ประมง และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม 

ทั้งสองฝ่ายย้ำเดินหน้าหารือรหัสปฏิบัติ (COC) ทะเลจีนใต้ และเห็นพ้องว่าประชาคมโลกต้องผลักดันการหยุดยิงถาวรในปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ตามแนวทางสองรัฐ พร้อมย้ำมาตรฐานเดียวและสร้างสันติภาพระยะยาวในตะวันออกกลาง


ที่มา : Xinhua

วิเคราะห์สูตร 'ภาษีกดปุ่มหยุดยิง' ของทรัมป์ ชี้ไทยควรรับสายเพื่อมนุษยธรรม แต่ต้องยืนยัน 'กรอบทวิภาคี' พร้อมแยกความมั่นคงออกจากการค้าให้ชัดเจน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาประกาศอีกครั้งว่าจะโทรศัพท์คุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา หลังสถานการณ์ปะทะชายแดนระหว่างสองประเทศกลับมาบานปลายอีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายไทยส่งสัญญาณ "ระวังตัว" โดยย้ำว่าควรแก้ปัญหาแบบทวิภาคี และพร้อมชี้แจงหากได้รับสายจริง

ประเด็นที่น่าจับตาคือ "สูตรเดิม" ของทรัมป์ที่เคยใช้มาก่อน นั่นคือการใช้แรงกดดันทางการค้าและภาษีเป็นคันโยกเพื่อบังคับให้เกิดโต๊ะหยุดยิง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "คุยหรือไม่คุย" แต่คือ คุยแล้วไทยจะได้อะไร และต้องกันอะไรไม่ให้เสีย

โอกาสที่ไทยอาจได้รับ

หากสายจากทำเนียบขาวสามารถกดปุ่มหยุดยิงชั่วคราวได้จริง ไทยจะได้ "เวลาหยุดเลือดไหล" แบบเร่งด่วน ทำให้สามารถอพยพพลเรือน ส่งความช่วยเหลือ เปิดทางรับ-ส่งผู้บาดเจ็บ และคลายความตื่นตระหนกของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้ทันที

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์มักทำเรื่องหยุดยิงให้เป็น "คำประกาศสาธารณะ" จะสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องแสดงท่าทีตอบสนอง สำหรับไทย นี่คือการได้ "ตัวเร่ง" ให้เกิดโต๊ะเจรจาโดยไม่ต้องเพิ่มไฟในสนามจริง

ช่องทางตรงกับผู้มีอำนาจสูงสุดของสหรัฐยังทำให้ไทยส่งสารและยืนยันเงื่อนไขได้เร็วกว่าเล่นผ่านหลายชั้นของการทูตปกติ โดยเฉพาะในจังหวะที่สถานการณ์กำลังไหลไปสู่ความสูญเสียเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

อย่างไรก็ตาม หากไทยคุยโดยไม่วางเกมอย่างรอบคอบ อาจเสี่ยงถูกทำให้ "อธิปไตย" กลายเป็นตัวประกันของการค้าและภาษี ถ้ายอมให้สูตร "ภาษีกดปุ่มหยุดยิง" สำเร็จหนึ่งครั้ง มันอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ใครถืออำนาจเศรษฐกิจมากกว่าก็สามารถใช้มันกดปุ่มความมั่นคงของเราได้

การหยุดยิงแบบเร่งด่วนอาจช่วยลดความสูญเสียเฉพาะหน้า แต่ถ้าไม่มีระบบติดตามผลและกลไกแก้รากปัญหา ประเทศอาจได้แค่ "พักรบ" แล้วกลับมาจ่ายต้นทุนเดิมซ้ำ นี่คือความเสี่ยงของการถูกลากเข้า "เกมโชว์ตัวกลาง" ที่เป้าหมายไม่ใช่สันติภาพยั่งยืน

ในมิติการเมืองภายใน ทุกท่าทีต่อคนกลางต่างชาติถูกอ่านเป็นคะแนนนิยมทันที คุยแบบไม่กำหนดกรอบอาจถูกโจมตีว่าเอาอธิปไตยไปแลกดีล แต่ไม่คุยเลยก็เสี่ยงถูกโจมตีว่าทิฐิจนปล่อยสถานการณ์บาน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากจบด้วย "สายจากสหรัฐ" มากกว่ากลไกภูมิภาค สัญญาณที่ส่งออกไปคือภูมิภาคจัดการตัวเองไม่ได้ และครั้งหน้าอาจมีผู้เล่นรายอื่นยื่นข้อเสนอพร้อม "ราคา" เข้ามาอีก

กลยุทธ์ที่ไทยควรใช้

ไทยควร "รับสาย" เพื่อหยุดเลือดไหล แต่ต้อง "ตั้งกรอบ" ให้ชัดตั้งแต่นาทีแรก เพื่อไม่ให้การหยุดยิงถูกผูกกับการค้าหรือภาษี

หนึ่ง เรียกร้องหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันที เปิดทางช่วยเหลือ อพยพ และดูแลพลเรือน

สอง ยืนยันว่ากรอบเจรจาเป็นทวิภาคีและ/หรือภูมิภาค ให้ไทยคุยกับกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ให้คนกลางกลายเป็นผู้กำกับเกมระยะยาว

สาม ไม่ผูกชายแดนกับภาษีและการค้า กันไม่ให้เกิด "ภาษีบังคับสันติภาพ" และแยกไฟล์ความมั่นคงออกจากโต๊ะการค้า

ดังนั้น การคุยกับทรัมป์อาจเป็นโอกาสให้ไทยได้หยุดยิงเร็ว แต่หากไม่ตั้งกรอบอย่างรอบคอบ ไทยอาจเสียอธิปไตยเชิงนโยบายให้กับสูตรใหม่ของโลกที่ใครถือภาษีก็ถือรีโมตความมั่นคงของคนอื่นได้ ความท้าทายคือการใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นตัวประกันของเกมใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

“FDI ไทยไปไหนมาบ้าง? สรุปให้ในภาพเดียว”

ทุนไทยบุกโลก หรือแค่ซ่อนเงินในสวรรค์ภาษี? เพราะกว่า 40% ของ FDI ทั่วโลกคือ Phantom FDI ซึ่งเป็นเงินลงทุนที่วิ่งผ่านประเทศหรือดินแดนที่ขึ้นชื่อด้านภาษีต่ำ ( TAX HAVENS) เช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, BVI, เคย์แมน และมอริเชียส ถึงเวลาหรือยังที่รัฐไทยจะก้าวทันเกมทุนโลก

417 ปีแห่งความรุ่งเรืองไม่ได้หายไปกับไฟสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลก จากเมืองหลวงเก่าถึงมรดกชาติ ศูนย์กลางการค้าและศิลป์ไทย ภารกิจรักษาและส่งต่อต่อไป

(13 ธ.ค. 68) เมื่อปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน "เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งยืนยันว่าอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงอดีตราชธานีของไทย แต่เป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติทั้งโลก

พระนครศรีอยุธยาก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การค้า และศิลปวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มากว่า 417 ปี ก่อนถูกทำลายจนกลายเป็นซากเมืองร้างในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกทำลายเมือง

ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรเริ่มบูรณะโบราณสถานพร้อมประกาศบางส่วนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2534 อยุธยาจึงได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยครอบคลุมเกาะเมืองและกลุ่มโบราณสถานสำคัญ รวมทั้งเขตกันชนที่ดูแลโดยร่วม

อยุธยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานโดดเด่นของอารยธรรมสยามที่เคยรุ่งเรืองและเชื่อมโลกผ่านชุมชนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส ดัตช์ และเปอร์เซีย สะท้อนภาพเมืองหลวงข้ามวัฒนธรรมที่มีคุณค่าระดับโลก พร้อมประกาศว่า "การได้ป้ายมรดกโลกไม่ใช่แค่ภูมิใจ แต่เป็นภารกิจของคนไทย"

หลังจากขึ้นทะเบียน ต้องมีการบูรณะและอนุรักษ์อย่างถูกวิชาการ พร้อมวางแผนป้องกันภัยและพัฒนาการเมืองโดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากนี้อยุธยายังเป็นเวทีสำคัญที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยให้โลกได้รับรู้และสะท้อนความพร้อมในการรักษามรดกวัฒนธรรมนี้ต่อไป

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2

#THESTATESTIMES
#LITE
#CoolLife
#TodaySpecial
#อยุธยา
#มรดกโลก
#ประวัติศาสตร์ไทย

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 

วันลงนามหลักการร่วมยุทธ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเชียบูรพา เปิดเกมสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนประวัติศาสตร์ชาติ

(14 ธ.ค.68) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2484 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรี ลงนามใน "หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น" ที่ผูกมิตรภาพทางทหารอย่างเป็นทางการหลังจากญี่ปุ่นบุกไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จากการยอมให้เดินทัพผ่าน รัฐบาลไทยตัดสินใจร่วมรบเคียงข้างญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

เอกสารหลักการร่วมยุทธเจาะลึกภารกิจไทยในสงคราม เช่น การร่วมปฏิบัติในพม่า รักษาแนวชายแดน และสนับสนุนเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมกันนี้แบ่งเขตยุทธการโดยญี่ปุ่นรับบทใต้ไทยทำหน้าที่เหนือ นอกจากนี้กองทัพอากาศและเรือไทยได้รับบทบาทเฉพาะที่ส่งเสริมการรบในภูมิภาค

ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การร่วมมือทางเทคนิค แต่คือจุดเปลี่ยนที่ไทยกลายเป็นพันธมิตรเต็มตัว จากนั้นในปี 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐ แม้ความสัมพันธ์หลังสงครามจะมีปัญหา แต่รัฐบาลไทยผ่านขบวนการเสรีไทยเพื่อพิสูจน์ว่าการร่วมมือเป็นผลจากแรงกดดัน

การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ทิศทางประเทศไทยเปลี่ยนจากผู้ถูกบุกสู่ผู้ร่วมรบเต็มตัวในสงครามโลกครั้งที่ 2 และนำไปสู่คำถามทางประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงในปัจจุบันว่าไทยเลือกเองหรือถูกบังคับในการร่วมมือครั้งนี้

โพลชี้ "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" พุ่งอันดับ 1 สะท้อนคนไทยไม่ปิดประตู พร้อมเปิดช่องว่างให้พรรคเล็กชิงใจคนไทย แต่ต้อง “จริงใจ ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม"

ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ

พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"

พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้

พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม

พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ

พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก

ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"

สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก

พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้

หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ

สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ

สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง

โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"

การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก

โพลชี้ "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" พุ่งอันดับ 1 สะท้อนคนไทยไม่ปิดประตู พร้อมเปิดช่องว่างให้พรรคเล็กชิงใจคนไทย แต่ต้อง “จริงใจ ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม"

ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ

พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"

พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้

พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม

พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ

พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก

ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"

สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก

พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้

หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ

สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ

สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง

โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"

การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก

กำหนดให้เป็น “วันชาสากล” ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา สหภาพแรงงานเรียกร้องความเป็นธรรม ชาไม่ใช่สินค้าแต่คือชีวิตชาวไร

(15 ธ.ค. 68) 15 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันชาสากล" ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา เพื่อสื่อสารถึงคุณค่าและความสำคัญของใบชาในมิติประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ จากภูเขาไร่ชา สู่ถ้วยชาในมือผู้บริโภคทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของวันชานี้มาจากกลุ่มสหภาพแรงงานชาในเอเชียใต้และแอฟริกา ที่ร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรมทางราคาชาและสวัสดิการแรงงานไร่ชา ผ่านเวที World Social Forum และจัดกิจกรรม International Tea Day ครั้งแรกในปี 2005 ที่อินเดีย พร้อมด้วยประเทศผู้ปลูกชาอื่นๆ ที่สานต่อความสำคัญของวันชานี้ ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เพื่อให้คนทั่วโลกตั้งคำถามว่า "ชาแก้วนี้...แฟร์กับคนต้นทางแล้วหรือยัง?"

ถึงแม้สหประชาชาติจะรับรองวันชานานาชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม เน้นเรื่องลดความยากจนและพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่วันที่ 15 ธันวาคมยังคงเป็นวันสำคัญที่เชื่อมโยงกับแรงงานและเกษตรกรที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชาทั่วโลก

ใบชา หรือ Camellia sinensis ที่มีประวัติยาวนานหลายพันปี เป็นทั้งเครื่องดื่มและยาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสมองให้โฟกัส โดยชาแต่ละชนิดมีวิธีการแปรรูปแตกต่างกัน เช่น ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง ที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

15 ธันวาคม จึงเป็นวันที่สะท้อนความหมายลึกซึ้งและเชื่อมโยงการดื่มชากับประวัติศาสตร์ ความเป็นธรรม และสุขภาพ ที่ต้องการให้ผู้บริโภคใส่ใจทั้งรสชาติและผู้ปลูกชาอย่างแท้จริง

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top