“10 อาชีพมาแรงสุดในปี 2034 โตพุ่งแรงไม่หยุด!”
ส่อง 10 อาชีพในอนาคต รายได้ดี มีโอกาสเติบโตเร็ว แถมความต้องการในตลาดแรงงานสูง มีอาชีพใดบ้างไปดูกัน
ส่อง 10 อาชีพในอนาคต รายได้ดี มีโอกาสเติบโตเร็ว แถมความต้องการในตลาดแรงงานสูง มีอาชีพใดบ้างไปดูกัน
(9 ธ.ค. 68) วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี คือ "วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล" ที่สหประชาชาติย้ำเตือนให้โลกตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทุกประเทศและคนรุ่นต่อไป
หัวใจของวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลคือ "อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต" หรือ UNCAC สนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ให้สินบน การยักยอก การฟอกเงิน ถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยบังคับให้ประเทศภาคีต้องป้องกัน ปราบปราม ร่วมมือข้ามชาติ และดึงทรัพย์สินที่ถูกยักยอกกลับคืนสู่ประชาชน
วันที่ 9 ธันวาคมในปี 2003 คือวันเปิดไฟสู่การต่อสู้กับคอร์รัปชัน เมื่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรอง UNCAC อย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล "9 ธันวาคมจึงไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่โลกถูกตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรจริงเพื่อหยุดการโกงหรือไม่?"
ผลกระทบของคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงสิทธิมนุษยชนและโอกาสที่ถูกพรากไป เช่น เด็กที่พลาดโอกาสทางการศึกษา โรงพยาบาลที่ขาดยา หรือโครงการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเป็นกลุ่มเจ้าของโลกยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีตั้งคำถามอำนาจและผลักดันความโปร่งใส
ในปี 2024–2025 ธีมของแคมเปญสหประชาชาติคือ "Uniting with Youth Against Corruption: Shaping Tomorrow's Integrity" ซึ่งชูบทบาทคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ท้าทายการโกงตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งแต่ละประเทศเน้นกิจกรรมสร้างความตื่นตัวเพื่อการต่อต้านการทุจริตไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน
ในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือ ไม่เข้าร่วมระบบเส้นสาย ฝากสินบน หรือจ่ายใต้โต๊ะ ควรถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิในการร้องเรียน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์และต่อต้านวัฒนธรรมการโกงที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในสังคมและองค์กรของตนเอง "คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสังคมยอมรับการโกงเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ"
อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ถล่มภาคใต้ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่กลายเป็น "วิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจ" ที่ซ้ำเติมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว ภาระคู่จากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติครั้งใหญ่ทำให้รัฐบาลต้องสู้กับสงครามสองแนวรบพร้อมกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคมจากอุทกภัย
ความเสียหายที่หนักกว่าที่คิด: แรงกดดันทางการคลังที่ไม่คาดคิด
การประเมินเบื้องต้นจากหน่วยงานต่างๆ ระบุว่า ความเสียหายจากอุทกภัยภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งความเสียหายทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และภาคธุรกิจ สำหรับภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินความเสียหายเกิน 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสวนยางพาราและสวนผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และต้นทุนทางสังคมจากการสูญเสียชีวิตและความเจ็บป่วย หากรวมทั้งหมด ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาท
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การช่วยเหลือเบื้องต้นครัวเรือนละ 9,000 บาทสำหรับผู้ประสบภัยหลายแสนครัวเรือนต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปาอาจต้องใช้งบอีก 10,000-15,000 ล้านบาท
ปัญหาคือ งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการใช้จ่ายประจำปี รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนงบประมาณ การกู้เงินเพิ่มเติม หรือการใช้เงินสำรองฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังและอาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว
เสถียรภาพการคลัง: ความกังวลที่เพิ่มขึ้น
ก่อนเกิดอุทกภัย รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการคลังอยู่แล้วจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ใช้งบประมาณกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และมาตรการอื่นๆ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น
หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60-61% ของ GDP ใกล้เคียงกับเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% การที่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมหลักหมื่นล้านบาทเพื่อรับมือกับอุทกภัยจะทำให้อัตราส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายรายแสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายและหารายได้เพิ่มเติมได้ ความยั่งยืนทางการคลังอาจเป็นปัญหาในระยะยาว สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจปรับลดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมหรือการกู้เงินผ่านสภาผู้แทนราษฎรจะยากลำบากมาก รัฐบาลต้องต่อรองกับฝ่ายค้านและพรรคร่วมที่ไม่มั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่การล่าช้าในการช่วยเหลือหรือต้องยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย
การบริหารจัดการวิกฤต: ทดสอบความสามารถจริง
นอกจากเรื่องเงินแล้ว ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาลก็ถูกจับจ้องอย่างใกล้ชิด ประชาชนและฝ่ายค้านกำลังประเมินว่า รัฐบาลอนุทินมีความพร้อมและประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติมากน้อยแค่ไหน
ในช่วงแรกของอุทกภัย มีคำวิจารณ์ว่า การเตือนภัยล่วงหน้าและการอพยพประชาชนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังมีปัญหา และการกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลล่าช้า
แม้ว่าในภายหลังรัฐบาลจะพยายามแก้ไขและเร่งการช่วยเหลือ แต่ความประทับใจแรกที่ไม่ดีก็สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์แล้ว นี่คือโอกาสที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จะใช้โจมตีความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกในหลายเดือน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากปัญหาน้ำท่วมใต้ นี่สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤต
ผลกระทบทางการเมือง: เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลที่อ่อนแอ
อุทกภัยกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านอื่นๆ กำลังเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นการจัดการอุทกภัยจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์
ฝ่ายค้านจะตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่สามารถป้องกันหรือลดผลกระทบได้ แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนัก ทำไมการอพยพและช่วยเหลือช้า ทำไมไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน และที่สำคัญ รัฐบาลจะหาเงินมาช่วยเหลือและฟื้นฟูได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การคลังแย่ลง
สำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ความไม่พอใจต่อการช่วยเหลือที่ล่าช้าหรือไม่เพียงพออาจแปลงเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง การสูญเสียความเชื่อมั่นในพื้นที่นี้อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคต
แนวทางฝ่าวิกฤต: ต้องการมากกว่าเงิน
เพื่อให้รอดพ้นวิกฤตนี้ รัฐบาลอนุทินต้องดำเนินการหลายด้านพร้อมกัน หนึ่ง เร่งความช่วยเหลือเยียวยาให้ถึงผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและลดความทุกข์ของประชาชน
สอง จัดหางบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยอาจต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการอื่นๆ และหาแหล่งเงินที่ไม่กระทบเสถียรภาพการคลังมากเกินไป การเจรจากับฝ่ายค้านเพื่อผ่านงบประมาณเพิ่มเติมอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น
สาม สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูระยะยาวและมาตรการป้องกันในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
สี่ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง หากรัฐบาลสามารถจัดการวิกฤตนี้ได้ดี อาจฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปได้บ้าง
อุทกภัยภาคใต้เป็นมากกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันคือจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่อาจกำหนดชะตากรรมของรัฐบาลอนุทิน การจัดการที่ล้มเหลวจะเป็นหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกโลงศพทางการเมือง
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถจัดการได้ดี รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความชอบธรรมใหม่ให้กับรัฐบาลที่กำลังโซเซ
เวลาไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล น้ำลดแล้ว แต่ภูเขาของปัญหายังคงตระหง่านอยู่ ทั้งการฟื้นฟู การเยียวยา และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำในช่วงนี้จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดและจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือช่วงเวลาที่รัฐบาลอนุทินไม่มีสิทธิ์ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดครั้งต่อไปอาจเป็นครั้งสุดท้าย
สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ (8 ธันวาคม 2568) โดยพบว่ากำลังทหารกัมพูชามีการเสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมถึงมีแนวโน้มว่าฝ่ายกัมพูชาระบุพิกัดใช้อาวุธระยะไกลลึกเข้ามาในเขตไทย
ส่งผลให้กำลังพลไทยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ช่องบก โดยยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตทางการ 1 ราย และมีข้อมูลไม่เป็นทางการอีก 1 รายซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ เบื้องต้นความเสียหายจากการยิงช่วงเช้าอยู่ในพื้นที่การเกษตร ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในกลุ่มประชาชน โดยกองทัพจะทยอยให้ข้อมูลผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต และการดูแลในศูนย์อพยพเป็นระยะ
ล่าสุดสำนักสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี ได้ออกประกาศ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน #รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ใน 10 โรงพยาบาล ได้แก่
1. ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 เปิดบริการทุกวัน 08.30 -19.30 น. เสาร์ อาทิตย์ 09.00-19.30 น.
2. รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ณ งานธนาคารเลือด ชั้น 2 อาคารผ่าตัดและพยาธิวิทยา วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00-18.00 น.
3. รพ.๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิตประตู 3 ชั้น 1 ตึก 9 ชั้น ทุกวันเวลา 08.00-20.00 น.
4. รพ.วารินชำราบ ณ ห้องบริจาคโลหิต อาคารบำบัด ตึก 3 ชั้น 2 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.15-15.30 น.
5. รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ณ ห้องบริจาคเลือด งานเทคนิคการแพทย์ อาคาร 4 ชั้น 2 เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.
6. รพ.ตระการพืชผล ณ ห้องคัดกรองผู้บริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกอุบัติเหตุ ชั้น 2 เปิด จันทร์ - ศุกร์ (วันทำการ) เวลา 08.00-16.00 น.
7. รพ.พิบูลมังสาหาร ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 1 เปิดบริการทุกวันราชการ 08.30-15.30 น.
8. รพ.เขมราฐ ณ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกผู้ป่วยนอก เปิดบริการ ทุกวันราชการ เวลา 08.30-15.30 น.
9. รพ.บุณฑริก ณ ตึก 5 ชั้น 2 เปิดบริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.30 น.
10. รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ (วันทำการ) เช้า 09.00-11.00 น. บ่าย 13.00-15.30 น.
นอกจากนี้ ยังมี โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอรับบริจาคโลหิตจำนวนมากเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ธนาคารเลือด อาคาร 10 ชั้น 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษเวลาทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-20.00 น. (ไม่หยุดพัก) และวันหยุด เวลา 09.00-15.30 น. (หยุดพักเที่ยง 12.00-13.00 น.)
.
โรงพยาบาลสุรินทร์ ขอรับบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานที่: บริจาคโลหิตได้ทุกวันที่คลังเลือด อาคารพยาธิ ชั้น 2 เวลาทำการ: เวลา 08.30-18.00 น.
โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ สถานที่รับบริจาค 2 จุด ได้แก่ ศูนย์รับบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารจอดรถ และแผนกคลังเลือด ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เวลาทำการ: ทั้งสองจุดเปิดรับทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น. มีสถานที่จอดรถสำหรับผู้บริจาคโลหิตที่อาคารจอดรถ ชั้น 2 และบริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 5
(10 ธ.ค. 68) วันที่ 10 ธันวาคม คือวันสำคัญระดับชาติและสากล ที่มีความหมายคู่ขนานกันในประเทศและเวทีโลก สำหรับประเทศไทยคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งระบุแนวทางการปกครองภายใต้กฎหมายสูงสุด ส่วนในระดับนานาชาติคือ "วันสิทธิมนุษยชนสากล" ที่เน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีและสิทธิที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน
วันที่ 10 ธันวาคม 2475 ประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนผ่านเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย ซึ่งกำหนดให้อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ปวงชนชาวสยาม และวางกรอบอำนาจบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ นับเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงถึงอิสรภาพทางประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน
ในขณะที่ระดับโลก วันที่เดียวกันนี้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" เมื่อปี 2488 ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและศักดิ์ศรีไม่อาจถูกละเมิดโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจ และได้ประกาศ 10 ธันวาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อรณรงค์ความตระหนัก
เทศกาลวันรัฐธรรมนูญในไทยเคยจัดอย่างยิ่งใหญ่เชื่อมกับประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันหลายคนมองเป็นแค่วันหยุดปลายปี ขณะที่คำถามคาใจคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ยังคงสะท้อนความหมายของ "สิทธิและอำนาจของประชาชน" มากน้อยแค่ไหน นำไปสู่การทบทวนว่า กฎหมายสูงสุดและสิทธิมนุษยชนสมควรมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวันของคนไทยและสังคมโลก
สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นวันที่เตือนใจเราให้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม "ใช้" และ "ปกป้อง" สิทธิของตนในสังคม เพื่อให้รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนกลายเป็นกุญแจปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ทั้งในระดับชาติและระดับโลกอย่างแท้จริง
(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน”
ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก
รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง
ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นบริษัทจดทะเบียน หลังตรวจพบการเปิดเผยข้อมูลงบการเงินและแบบ 56-1 เป็นเท็จ เปิดทางผู้ลงทุนซื้อขายชั่วคราว 7 วันทำการก่อนเพิกถอนถาวร ด้วยบัญชี Cash Balance พร้อมเตือนใช้ความระมัดระวังสูง
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (JKN) จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน เนื่องจากบริษัทเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จในงบการเงินประจำปี 2566 และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่มีงบการเงินเท็จ ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีอันอาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือการตัดสินใจลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ อันเป็นเหตุเพิกถอนตามข้อ 7(3) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2564
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ JKN เป็นเวลา 7 วันทำการก่อนวันที่มีผลเป็นการเพิกถอนหลักทรัพย์ คือ ระหว่างวันที่ 18-26 ธันวาคม 2568 ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้
ให้หลักทรัพย์ JKN ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance กล่าวคือ ผู้ซื้อต้องชำระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหลักทรัพย์
ขึ้นเครื่องหมาย NC กำกับตลอดระยะเวลาที่เปิดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์
ไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor), Dynamic Price Band และ Auto Pause สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ JKN ในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการซื้อขาย ต่อเนื่องไปจนกว่าหลักทรัพย์ JKN จะมีการซื้อขาย
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่นำหลักทรัพย์ JKN มารวมในการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index)
และเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากงบการเงินประจำปี 2566 และแบบ 56-1 One Report ที่บริษัทได้เผยแพร่ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเป็นข้อมูลเท็จ และยังมิได้นำส่งงบการเงินฉบับดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สั่งแก้ไข และงบการเงินประจำปี 2567 จนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิกถอนหลักทรัพย์ JKN แล้ว ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนสามารถติดตามการเปิดเผยข้อมูลฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และแบบ 56-1 One Report ของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th
(8 ธ.ค. 2568) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงการณ์แสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองเพื่อยุติวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาต้องการมากที่สุดนอกจากช่องอานม้า ช่องบก ก็คือทรัพยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานใต้ท้องทะเลในอ่าวไทย เพราะฉะนั้นหลักหมุดเขตแดนที่สำคัญที่สุด ก็คือ หลักเขตที่ 73
"เราจะเห็นว่าเขาพยายามเปลี่ยนแปลงหลักเขต 73 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งเส้นเขตแดนในทะเลหลายวิธีการ หลังสุดที่เขาทำตั้งแต่ปี 2540 คือการถมทะเล อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคลื่น แต่ว่ามันมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่า อะไรที่ติดตรึงกับแผ่นดินยื่นไปในทะเลจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ผมมั่นใจและเชื่อว่านี่คือยุทธวิธีที่เขาต้องการจะเปลี่ยนหมุด 73 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ไปปลายของเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาการอ้างสิทธิ์ในทะเลในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงและกองทัพไทย รัฐบาลไทยต้องเตรียมการคือวันนี้ต้องเตรียมการกองทัพเรือให้พร้อมครับ ถ้าเราไม่เตรียมกองทัพเรือให้พร้อม เราไม่ป้องกันหลัก 73 และเส้นเขตแดนในทะเลให้พร้อม เราจะเกิดปัญหาตรงนั้น ขึ้นมาอีกปัญหานึงครับ และนั่นคือเป้าหมายสำคัญของกัมพูชา"นายพีระพันธุ์กล่าว
นายพีระพันธุ์ เสนอแนะว่า สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศต้องเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้กองทัพดำเนินการลำพังเพียงฝ่ายเดียว
"จากการปะทะครั้งนี้ เราต้องได้อยู่ในจุดที่ได้เปรียบ 1. ต้องให้กองทัพเดินหน้าเต็มที่ 2. ถ้าสามารถเข้าไปยึดดินแดนของเขาได้ ยึดเลยครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะยึดเพื่อเอาเป็นของเรา แต่ยึดเพื่อให้ได้เปรียบทางการทหารและการเจรจาว่า ถ้าคุณไม่ทำความตกลงกับเรา เราก็ยึดอยู่แบบนั้น กี่สิบปีแล้วครับที่เขายึดแผ่นดินไทยมา แล้วทำไมเราจะยึดชั่วคราวเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้กับประเทศไทยและคนไทยและกองทัพไทยทหารไทยที่ต้องสูญเสียชีวิต สูญเสียร่างกายไม่ได้ครับ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือเราต้องหายุทธวิธี ยุทธการที่เราจะต้องได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง เขาทำแบบไหน ทำแบบเดียวกันครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่เองครับ ต้องเป็นคนสั่งการที่ผมพูดทั้งหมดวันนี้ด้วยตัวท่านเอง"นายพีระพันธุ์กล่าว
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ และขอเป็นกำลังใจให้แก่กองทัพอากาศและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านในการปกป้องอธิปไตยของชาติในครั้งนี้
"ปัญหาเหล่านี้ ผมอยากให้จบลงได้สักที ทหารไทยและประชาชนคนไทยต้องสังเวยชีวิต ร่างกาย และอนาคตของตนเอง รวมถึงครอบครัว ต่อการโจมตีของประเทศกัมพูชาหลายครั้ง แต่มันไม่จบ เพราะไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา จากปัญหาเริ่มต้นเล็ก ๆ กลายเป็นวิกฤตประเทศ"
นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยึดมั่นในอธิปไตยของชาติ และดำเนินการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ด้วยยุทธวิธีที่เด็ดขาดและหลากหลาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม เปิดปฏิบัติการทางด้านข่าวสารและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้มากกว่านี้
"เราจะไม่อนุญาตให้ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อไปอีก เราต้องยุติปัญหานี้เพื่อคนไทย ประเทศไทย และอนาคตของลูกหลานไทยอย่างแท้จริงตลอดไป"
(10 ธ.ค. 68) คนทำงานกลางทะเลลึกในเขตห่างไกลอย่างขั้วโลก ที่เคยแทบไม่ได้แตะผักสด อาจมีชีวิตง่ายขึ้น เมื่อจีนเปิดตัว “ฟาร์มอัจฉริยะบนเรือ” รุ่นใหม่ในงาน Marintec China 2025 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งระบบนี้ออกแบบโดยบริษัท China State Shipbuilding Corporation Limited (CSSC) ให้สามารถปลูกผัก ผลไม้ และเห็ดกินได้บนเรือได้ตลอดทั้งปี
หยาง เหวินอู่ (Yang Wenwu) ประธานบริษัท CSSC International Engineering ระบุว่า ไฮไลต์ของฟาร์มนี้คือระบบ ผัก–เห็ด สดที่ร่วมกันในห้องปิด เห็ดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่ผักใช้แก๊สนี้ไปสังเคราะห์แสง กลายเป็นวงจรแก๊สที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการเปิด–ปิดระบบปรับอากาศและลดผลกระทบจากอุณหภูมิภายนอกที่ต่างกันมาก จึงประหยัดพลังงานกว่าระบบปลูกผักทั่วไปอย่างชัดเจน
ฟาร์มบนเรือดังกล่าวใช้วิธีปลูกแบบปลอดสารเคมี สามารถปลูกเห็ด ผัก และผลไม้ได้มากกว่า 120 ชนิด พร้อมออกแบบโครงสร้างและวัสดุให้ทนต่อสภาพแวดล้อมสุดโหดบนทะเล ทั้งไอเค็ม การกัดกร่อน และแรงสั่นสะเทือนจากคลื่นกับเครื่องยนต์ ด้านตัวเลขประสิทธิภาพ หยาง เหวินอู่เผยว่า ขณะที่ระบบปลูกผักทั่วไปทั่วโลกใช้ไฟเฉลี่ยราว 10 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อผัก 1 กิโลกรัม ระบบของจีนใช้ไฟต่ำกว่า 6 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม
ด้านนักพัฒนามองว่า นวัตกรรมนี้จะช่วยให้แรงงานนอกฝั่งและพื้นที่กันดาร ไม่ต้องรอเรือส่งเสบียงเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจจากการขาดผักสดในระยะยาว และยังสามารถต่อยอดใช้กับเกาะที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แห้งแล้งลึกเข้าไปในแผ่นดิน หรือชุมชนที่เข้าถึงทรัพยากรอาหารสดได้ยาก ให้มี “ฟาร์มสดเคลื่อนที่” เป็นแหล่งผักปลอดภัยของตัวเองได้ในอนาคต
ที่มา : Xinhua
(10 ธ.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯและชลบุรี โดยถือเป็นครั้งที่ 7 ที่ไทยรับบทเจ้าภาพมากที่สุดในอาเซียน สะท้อนบทบาทสำคัญในวงการกีฬาระดับภูมิภาค
ประเทศไทยเดินหน้ารับบทเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งแรกเมื่อปี 1959 ในชื่อ "กีฬาแหลมทอง" ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แม้เป็นครั้งแรกแต่ไทยคว้าเหรียญทองรวมอันดับ 1 ของตารางและได้รับคำชื่นชมว่าการจัดงานสำเร็จ รูปแบบนี้เป็นต้นแบบที่เติบโตมาเป็น SEA Games ปัจจุบัน
ยุคสงครามเย็น ไทยเป็นเจ้าภาพปี 1967 และ 1975 ในฐานะเวทีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้เผชิญความท้าทายด้านการเมือง ในปี 1985 ไทยรับไม้เจ้าภาพ SEA Games ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพฯ โดยเพิ่มชนิดกีฬาและจำนวนประเทศสมาชิกมากขึ้น
ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ ไทยยังส่งเสริมกีฬาโดยจัดครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ปี 1995 แล้วขยับไปที่นครราชสีมาในปี 2007 ซึ่งสร้างมิติใหม่ของกีฬา เริ่มมาตรฐานโมเดิร์น และกีฬาผูกกับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น
สำหรับ SEA Games 2025 พบว่ามี 11 ชาติร่วมมากกว่า 9,000 คนแข่ง 574 เหรียญใน 50 ชนิดกีฬา รัฐบาลไทยต้องการยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก โดยใช้สโลแกน "Ever Forward" สื่อถึงการเดินหน้าของกีฬาไทยและอาเซียนอย่างยั่งยืน