Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

“ลิซ่า” ปรากฏตัวลุคซีทรู Louis Vuitton จนสื่อเกาหลีเทใจเรียก ‘ตุ๊กตาที่มีชีวิต’ เผยแฟชั่นชิคจาก Spring 2026 ตอกย้ำไอคอนแฟชั่นระดับโลก

(4 ธ.ค. 68) 'ลิซ่า ลลิษา มโนบาล' หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ปรากฏตัวในฐานะฮาวส์แอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton ที่งาน Louis Vuitton Visionary Journey ที่เกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางสายตาสื่อและแฟน ๆ ทั่วโลก

ลิซ่าสวมใส่ชุดซีทรูจากคอลเลกชัน Louis Vuitton Spring 2026: Home Sweet Home Collection โดยแทบไม่ปรับแต่งจากรันเวย์ ชุดดีไซน์ชิคเผยให้เห็นบราด้านในอย่างชัดเจน ผสมผสานกับสไตลิ่งโทนโมเดิร์นที่เน้นความโฉบเฉี่ยวแต่ดูหรูหรา เสริมด้วยทรงผมลอนหยิกที่ช่วยให้ภาพลักษณ์ดูคล้าย “ตุ๊กตาที่มีชีวิต” ตามคำบรรยายของสื่อเกาหลีและชาวเน็ต

หลังภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตหลายคนยกย่องว่า “ลุคดีกว่านางแบบบนรันเวย์” และยอมรับว่า 'ลิซ่า' นำเสนอชุดนี้ได้มีชีวิตชีวามากขึ้น ความเห็นส่วนใหญ่เชื่อว่า หากลิซ่าขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton ก็สามารถทดแทนนางแบบได้สบาย ด้วยคาแรกเตอร์และพลังการนำเสนอชุดที่โดดเด่น

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 'ลิซ่า' กับ Louis Vuitton ที่ยังคงเดินหน้าสร้างกระแสในแฟชั่นและซอฟต์พาวเวอร์ของ K-pop บนเวทีโลก ชุดซีทรูของเธอจึงไม่เพียงแค่ “เอาอยู่ทุกมุมกล้อง” แต่ยังตอกย้ำการเป็นแฟชั่นไอคอนระดับโลกของศิลปินไทยบนเวทีลักซ์ชัวรีชั้นนำอีกด้วย

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา

(7 ธ.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 พระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและเสนาธิการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจมากมาย ทั้งในด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมายที่ทรงมีความเชี่ยวชาญ ด้วยพระกรุณาที่ทรงเสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา เมื่อครั้งทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีและเป็นผู้เชิญธรรมจักรสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย รวมถึงทรงทำงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ

‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย’ ก่อตั้งขึ้นในช่วงอุทกภัยปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพระองค์ทรงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและทำให้เหตุการณ์สงบขึ้น อีกทั้งทรงก่อตั้ง ‘โครงการกำลังใจ ในพระดำริ’ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กในทัณฑสถาน โดยทรงนำเสนอร่างข้อกำหนดต่อองค์การสหประชาชาติในชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นประธาน ‘มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ’ ซึ่งมุ่งให้โอกาสและพัฒนาชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมถึงอดีตผู้ต้องขัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเขากลับสู่สังคมอย่างปกติสุข พระองค์ยังทรงจัดตั้งมูลนิธิอื่น ๆ เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเครือข่ายคนรักน้องหมา

พระกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งการกุศล พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ด้วยคำว่า "เสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา" แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ทรงมีต่อภารกิจรับใช้ประชาชนและพระมหากษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อนักการเมืองยื่นปลา แต่พระราชายื่นเบ็ด มรดกคำสอนจาก ‘พ่อหลวง’ ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานแต่ไม่ตกยุค

เนื้อหาของบทความนี้ผมตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งอีกนัยหนึ่งยังเป็น ‘วันพ่อ’ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพ่อของปวงชนชาวไทย ผมเลยขอนำเรื่องความประทับเรื่องหนึ่งมาเขียนเล่าในบทความนี้

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เคยเห็นภาพหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2518 จาก ‘สมุดภาพโครงการตามพระราชดำริ’ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยเนื้อหาใต้ภาพระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การพัฒนาที่ดินตามโครงการที่ได้ทรงเริ่มมาตั้งเเต่พุทธศักราช 2507 ที่ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้ผลเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงต้องพระราชประสงค์ที่จะขยายงานด้านการช่วยเหลือเกษตรกรให้เเพร่หลายต่อไป ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 51,967 ไร่ 95 ตารางวา สำหรับใช้ในการปฏิรูปที่ดินเป็นการประเดิมเริ่มเเรก โดยให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พุทธศักราช 2518”

สมุดภาพเล่มนี้รวบรวมโครงการพระราชดำริจนถึง พ.ศ. 2525 ไว้ทั้งหมด 654 โครงการ (ซึ่งปัจจุบันมี 4,000 กว่าโครงการ) จากภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์ที่ได้เห็นจากหนังสือ ผมก็เลยไปลองหาข้อมูลต่อ โดยเฉพาะความสนใจเรื่องของ ‘ที่ดินทำกิน’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนไทย ที่เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก และเป็นเรื่องหลักที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานให้เป็นมรดกของปวงชนชาวไทย 

ปฐมบทของเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จ.เพชรบุรี แล้วทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพจึงทรงรับกลุ่มเกษตรกรนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานเงินให้กู้ยืมไปลงทุน (ย้ำว่าให้กู้นะครับ) จำนวน 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับสมัยนั้น แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปมาคืนได้ (ทำไมล่ะ ?) เหล่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่มูลเหตุที่เกษตรกรเหล่านี้ไม่มีเงินมาคืนก็เพราะพวกเขา ‘ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง’ ต้องเช่าที่ดินของกรมประชาสงเคราะห์ เฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 2 ไร่ ทั้งอยู่ ทั้งเพาะปลูก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ พอพระองค์ทรงทราบถึงมูลเหตุแห่งการนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ อดีตองคมนตรี ไปจัดหาที่ดินในเขต จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร (คือวัดผลกันอีกครั้ง เงินที่ให้กู้ไป ก็ช่างมัน) 

เป็นความบังเอิญที่โชคดีอย่างยิ่ง!! เพราะในขณะนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ขอทราบหลักการของโครงการเรื่องของที่ดินเกษตรในครั้งนั้นและอาสาช่วยเหลือในด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล โดยเริ่มโครงการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ให้ชื่อว่า ‘โครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุงกะพง)’ นั่นคือการต่อยอดจากพระราชดำริในการสร้างที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร 

พื้นที่โครงการเดิมเป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่ทำกินไม่ค่อยได้ผล เพราะดินไม่ดีและขาดแคลนน้ำ การทำกินจึงเป็นไปในลักษณะไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ทำกินทุก 3-4 ปี จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากพื้นที่ป่า โดยทรงจับจองที่ดินตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำมาจัดให้ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความขยันหมั่นเพียร แต่ขาดแคลนที่ทำกินได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์ นั่นคือจุดเริ่มต้นจนเกิดเป็นข่าวนี้ในปี พ.ศ. 2518 

เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องที่ดิน ผมขอยกบทความของท่านอดีตประธานองคมนตรี ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เรื่อง ‘พระบารมีคุ้มเกล้าฯ’ ในหนังสือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับคณะองคมนตรี’ โดยมีใจความบางส่วนบางตอนที่เล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’ ความว่า...

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกิน เพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างเริ่มจาก ‘โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง’

“รัฐบาลแต่ละชุดหลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ (พระองค์ไม่ได้บังคับให้ทำตามนะครับ แต่ถ้ารัฐบาลไหนเห็นประโยชน์ตรงนี้ก็สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน)”

“ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตราพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณาฯ รับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิม โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น (ให้ทำกินได้ แต่ไม่ให้ขายเพราะจะหมดที่ทำกินหากขายไป)”

“ต่อมาในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระราชดำริเรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยทรงขอให้รัฐบาลดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ช้านัก แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีเวลาอยู่ในหน้าที่ไม่นาน (เป็นรัฐบาลผสมยิบย่อยมาก ๆ) จึงยังไม่มีโอกาสสนองพระราชดำริเต็มที่ การปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินั้น จึงเริ่มดำเนินการในสมัยรัฐบาลชุดของผม (รัฐบาลของ ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร) ตามที่ได้มีพระราชดำรัสแนะนำ คือ ให้มีการแจกเอกสารสิทธิแก่ราษฎรผู้ไร้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และจัดให้มีการบูรณาการต่อไปด้วยการสร้างถนน สะพาน ขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงคุณภาพดิน แจกปุ๋ย ฝึกอบรมสาธิตการเพาะปลูกพืชต่างๆ ที่ดูแลง่าย โตเร็ว ให้ราคาสูง และจัดสรรเงินทุนของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่อการเกษตรด้วย…”

ถึงตรงนี้จบเรื่องราวที่ดินในบทความเล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’

น่าสังเกตว่าโครงการหุบกะพงที่ทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างนั้น มีการทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ วางแผนผังการจัดที่ดิน บำรุงรักษาพัฒนาแหล่งน้ำรวมกลุ่มเกษตรจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร เพื่อการผลิต การจำหน่าย จัดหาสินเชื่อ มีการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาอาชีพ ครบวงจร 

ที่น่าสนใจ คือ พระองค์พระราชทานที่ดินเพื่อใช้ประเดิมสำหรับการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินในท้องที่ภาคกลางด้วย โดยรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มทำการปฏิรูปที่ดินที่ได้รับพระราชทานมาทั้ง 50,000 ไร่เศษก่อน โดยมีที่ดิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถปฏิรูปได้ 43,902ไร่ จากนั้นก็บุกเบิกปฏิรูปที่ดินในท้องถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ตามพระราชดำริ รวมอีก 17 จังหวัด ปฏิรูปไปถึงท้องที่ ที่แห้งแล้งที่สุดในอีสาน คือ ทุ่งกุลาร้องไห้!! (วันนี้ไม่มีกุลามาร้องไห้ มีแต่ข้าวเจ้าที่อร่อยมาก ๆ) 

ต่อจากนั้น รัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินี้จวบจนถึงปัจจุบัน จนสามารถช่วยเกษตรกรไทยให้มีที่ดินทำกิน และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติม โดยทรงชี้แนะด้วยว่า การปฏิรูปที่ดินในแต่ละท้องที่ จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลโดยไม่ชักช้าส่วนเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ซึ่งรัฐบาลจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายตามกฎหมายนั้น เพื่อพระราชทานให้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินงานของสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเหล่านั้น (คือเงินพระองค์ที่ชาวบ้านมาใช้ที่ดินของพระองค์พระองค์ไม่รับ ที่จ่าย ๆ กันมาให้เอาไปหมุนเวียนในสหกรณ์) พูดง่าย ๆ ว่า ทรงให้ทั้งที่ดินทำกิน ให้ทั้งเงิน แล้วยังให้พัฒนาทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่น ๆ พร้อมด้วยความรู้ในการผลิตและการดำเนินการต่อไปด้วย

นอกจากเรื่องที่ดินทำกินแล้ว เมื่อพระองค์ทรงมีโครงการในพระราชดำริหลังจากที่ได้พระราชทานที่ดินไปหมดแล้ว แต่มีความจำเป็นจะต้องใช้ที่ดินดำเนินโครงการ เช่น ทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ ทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น ในหลายครั้ง หลายโครงการ แทนที่พระองค์จะเรียกคืนที่ดิน พระองค์กลับมีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา (ไม่ขอฟรีนะครับ) หลังจากทดลองสำเร็จก็นำไปจัดสรรแบ่งแปลงแบ่งให้กับผู้ยากไร้ไว้ทำกินต่อไปอีก โดยทั้งหมดด้วยการใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

ส่วนเรื่องสหกรณ์การเกษตรกับฉางข้าวและพืชผล ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์เล่มที่ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่านั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำให้มีการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและร่วมกันยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาในการตั้งสหกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่งในปี 2520 จนทั่วประเทศในขณะนั้นมีสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 664 แห่ง สหกรณ์และรัฐบาลก็เร่งรัดจัดหาเงินให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกู้ยืม เพื่อไปลงทุนและปลดเปลื้องหนี้สิน นอกจากสหกรณ์ในหลวง ร.9 ยังทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่า ควรมีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที ทำให้สามารถเก็บไว้รอขายในยามที่เหมาะสมได้ โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นให้สมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันจัดสร้างเอง ครบวงจรการร่วมมือราษฎร์กับรัฐ ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้จริง 

ดังนั้น คำที่ว่า ‘นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงให้เบ็ด’ จึงเป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยังชวนบำรุงดิน ชวนปลูกพืช ชวนสร้างสหกรณ์ ชวนสร้างยุ้งฉาง ชวนขุดบ่อ เพาะพันธุ์ปลา อีกต่างหาก 

“นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงยื่นเบ็ด”

นี่คือพระราชปณิธานปฏิรูปที่ดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำเพื่อประโยชน์แท้จริงแด่ปวงชนชาวไทยของท่าน


เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager

โครงการปลูกกาแฟบนดอย จุดเริ่มต้นเปลี่ยน ‘ฝิ่น’ เป็น ‘ไร่กาแฟ’ น้อมระลึกทุกถ้วยที่เราอิ่มเอม ล้วนมีเงาของพระองค์อยู่ในนั้นเสมอ

ไม่มีความสุขใดที่จะมากไปกว่า การได้นั่งจิบกาแฟควันกรุ่นถ้วยโปรดรับอรุณ ก่อนจะเริ่มกิจการงานในแต่ละวัน 

ว่าแต่กาแฟที่จิบในแต่ละวันนั้น มีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับ 'โครงการหลวง' และเกิดเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ระหว่างชายสองคน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นโครงการปลูกกาแฟบนดอยอีกด้วย

โครงการหลวงหรือมูลนิธิโครงการหลวงก่อตั้งในปี  พ.ศ. 2512 เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น โดยมีเป้าประสงค์คือช่วยเหลือให้ชาวเขามีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยในระยะแรกมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง

ผลผลิตจากโครงการหลวงส่วนใหญ่เป็นพืชผักและผลไม้เมืองหนาว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าผลผลิตโครงการหลวงนั้นมีกาแฟรวมอยู่ด้วย 

ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งหมด 9,491 ไร่ เกษตรกร 2,602 ราย เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตัน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจระหว่างชายสองคนที่บ้านหนองหล่ม จังหวัดเชียงใหม่ คนหนึ่งเป็น 'พระราชา' ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น 'ชายชาวกะเหรี่ยง'

(ในเวลานั้นบ้านหนองหล่ม อำเภอจอมทอง เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ชายกะเหรี่ยงคนนี้นำเสด็จพระราชาเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตรเพื่อไปดูต้นกาแฟ ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่นในโครงการหลวง)

'พะโย่ ตาโร' คือชายกะเหรี่ยงที่นำรัชกาลที่ 9 บุกป่าฝ่าดงไปดูต้นกาแฟ เมื่อเห็นว่าสามารถปลูกกาแฟบนดอยได้ พระองค์จึงให้ชาวเขาหันมาปลูกกาแฟแทนฝิ่น โดยพระราชทานสัญญาว่าจะช่วยเหลือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  

พระองค์ทรงเสด็จกลับมาอีกหลายครั้งหลายหน เพื่อนำความช่วยเหลือด้านอื่น เช่น พันธุ์สัตว์และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยพระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า...

“แต่ก่อนเขาปลูกฝิ่น เราไปพูดจาชี้แจง ชักชวนให้เขามาลองปลูกกาแฟแทน กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกกาแฟมาก่อน ยังดีที่กาแฟไม่ตายเสียหมด แต่ยังเหลืออยู่หนึ่งต้นนั้น ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้าสำหรับกะเหรี่ยง จึงต้องเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร จะได้แนะนำเขาต่อไปว่า ทำอย่างไรกาแฟจึงจะเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งต้น”   

จากต้นกาแฟที่ทรงดั้นด้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร กลายมาเป็นโครงการหลวง ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟของชาวเขา ช่วง พ.ศ. 2517-2522 มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาพันธุ์กาแฟอาราบิกา ที่สามารถต้านทานโรคราสนิมที่ระบาดในแหล่งปลูกภาคเหนือของไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวเขามีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการปลูกกาแฟส่งให้กับโครงการหลวง โครงการหลวงจะรับซื้อกาแฟจากชาวเขาเป็นจำนวนมากปีละหลายร้อยตัน นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อดำเนินการขายกาแฟให้กับทั้งโครงการหลวงและแบรนด์กาแฟชื่อดังอื่น ๆ อีก

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์  ทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ด้วยความที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงเกิดโครงการในพระราชดำริมากถึง 4,000 กว่าโครงการ ล้วนเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น  

โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในป่า เพื่อทอดพระเนตรเห็นต้นกาแฟประวัติศาสตร์แห่งแรงบันดาลใจ เมื่อ พ.ศ. 2517 

ทุกครั้งที่ดื่มกาแฟ โปรดระลึกถึงเสมอว่า ทุกถ้วยกาแฟมีเงาของพระราชาผู้เป็นที่รักอยู่ในนั้นเสมอ
 

เมื่อบารมี 'ติโต้' และคอมมิวนิสต์สิ้นสุด ความขัดแย้งเชื้อชาติ-ศาสนา คืบคลาน สุดท้ายกลายเป็นสงครามกลางเมือง จบด้วยโศกนาฏกรรม - แตกเป็น 8 ประเทศ

ยูโกสลาเวีย หรือ Yugoslavia เป็นชื่อของอดีตประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านในทวีปยุโรป ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความหมายของคำว่า “ยูโกสลาเวีย” คือ "ดินแดนของชาวสลาฟตอนใต้" สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย รวมตัวกันระหว่างปี ปี 1943-1992 โดยมีชื่อก่อนหน้านี้ว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยยูโกสลาเวีย,สหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย ตามลำดับ ประกอบด้วย  สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย (เซอร์เบียในปัจจุบัน) ,สโลวีเนีย, โครเอเชีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และ มาซิโดเนีย โดย ยูโกสลาเวีย เป็นประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของ 6 ชนชาติในดินแดนสลาฟใต้ ซึ่งประกอบด้วย : ชาวโครเอเชีย, ชาวมาซิโดเนีย, มอนเตเนโกร, ชาวบอสเนีย, ชาวเซิร์บ และ ชาวสโลวีน และ ยูโกสลาเวีย ใช้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการระหว่า ปี 1945 จนถึง ปี 1992

ในปี 1944 ยอซีป บรอซ ติโต้ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการกองโจรชาวยูโกสลาฟต่อต้านนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง นักปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ และรัฐบุรุษชาวยูโกสลาฟ ได้เข้ายึดยูโกสลาเวียแล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีจัดการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย” ติโต้เป็นนายกรัฐมนตรี (1944–1963) และประธานาธิบดี (ต่อมาเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพ) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (SFRY) จนถึงแก่อสัญกรรมในปี 1980 

ติโต้ถือเป็นบุรุษเหล็กสามารถทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันได้เหนียวแน่น ซึ่งประกอบไปด้วย 6 สาธารณรัฐ ได้แก่ โครเอเชีย สโลวีเนีย เซอร์เบีย มอนเตเนโกร มาซิโดเนีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (ซึ่งต่อมาก็แยกตัวออกเป็นคนละประเทศ) นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีก 2 มณฑลอิสระคือ โคโซโวและวอยวอดีนา ได้สร้างลัทธิบูชาบุคคลที่ทรงอำนาจอย่างมากรอบ ๆ ตัวเขา ติโต้สามารถควบคุมความตึงเครียดของกลุ่มชาติพันธุ์โดยมอบหมายอำนาจให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แก่แต่ละสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญยูโกสลาเวียในปี1974 กำหนดให้สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียเป็น "สหพันธ์สาธารณรัฐแห่งชาติและเชื้อชาติที่เสมอภาค โดยอยู่ร่วมกันอย่างอิสระบนหลักการภราดรภาพและเอกภาพในการบรรลุผลประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงและร่วมกัน" แต่ละสาธารณรัฐยังได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตนเองและทำการแยกตัวออก ถ้าหากทำผ่านช่องทางกฎหมาย ผลสุดท้าย, โคโซโวและวอยวอดีนา ทั้งสองมณฑลที่มีอำนาจการเลือกตั้งของเซอร์เบียต่างได้รับเอกราชเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งอำนาจโดยพฤตินัยในรัฐสภาเซอร์เบีย สิบปีภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรม ลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรปตะวันออกและประเทศยูโกสลาเวียได้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ เช่น สโลวีเนียและโครเอเชียตั้งอยู่ทางตะวันตกและทางเหนือ เคยอยู่ในอาณัติของอาณาจักรโรมันก่อนจะสืบทอดมาถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี วัฒนธรรมส่วนใหญ่จึงค่อนไปทางยุโรป เป็นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนรัฐอื่น ๆ ตั้งอยู่ทางใต้เคยอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักร Byzantineและจักรวรรดิ Ottoman พื้นฐานของวัฒนธรรมเป็นแบบมุสลิม บ้างก็ไปข้างศาสนาคริสต์นิกาย Orthodox  นี่เป็นการพูดถึงพื้นฐานอย่างกว้าง ๆ ซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ลึก ๆ ตลอดเวลาแม้จะรวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน ติโต้ซึ่งเป็นทั้งคอมมิวนิสต์และจอมเผด็จการสามารถสร้างเอกภาพของความแตกต่างหลากหลายในแต่ละสาธารณรัฐให้รวมตัวเป็นประเทศหนึ่งเดียวได้ ผู้นิยมซึ่งชมชอบความสามารถของติโต้เกี่ยวกับเรื่องนี้สรุปว่า เอกภาพทั้งหมดที่ทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันอยู่ได้นานมาจากเหตุปัจจัยดังนี้

 1. บารมีส่วนตัวของติโต้ รวมทั้งการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็งในแบบเผด็จการ องค์ประกอบเหล่านี้จึงสามารถกดอำนาจอื่น ๆ ไว้ได้
 2. ติโต้เป็นกึ่งคอมมิวนิสต์และกึ่งเผด็จการ ด้วยเขาเข้าใจดีว่า การใช้อุดมการณ์สังคมนิยมเป็นลัทธิและระบอบในการครอบงำการปกครองประเทศ เพราะการหล่อหลอมโดยหลักการสังคมนิยมนั่นเองอาจเป็นอีกปัจจัยที่สามารถกดและทำให้แต่ละสาธารณรัฐไม่อาจเปลี่ยนไปเป็นอื่นหรือแยกตัวออกไปมีเอกราชเอง
 3. การปกครองของติโต้ผูกขาดอำนาจ ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้ติโต้เป็นผู้นำตลอดกาล ด้วยเงื่อนไขนี้จึงเท่ากับเป็นการควบคุมอำนาจเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จยากที่จะต่อต้านขัดขืน
 4. อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน

จนกระทั่งปี 1980 เมื่อติโต้ถึงแก่อสัญกรรม ทันใดนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมตัวมานานทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ ก็ถึงจุดที่ระเบิดออก เริ่มจากปี 1989 เมื่อ Slobodan Milosevic ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อีก 2 ปีถัดมาโครเอเชียและสโลวีเนียก็ประกาศเอกราช ในช่วงที่มีการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ถัดไปอีกปีบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาก็แยกตัวเป็นเอกราชอีก จากนั้นในแต่ละรัฐก็เกิดความวุ่นวายสับสน บางแห่งมีการสู้รบเข่นฆ่ากันเองบาดเจ็บล้มตายมหาศาล ทุกวันนี้ยูโกสลาเวียถูกแยกออกเป็น 8 ประเทศ อำนาจที่ถูกผูกขาดโดยติโต้เป็นศูนย์กลาง เมื่อติโต้ตายไปพร้อมกับการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งยึดโยงอยู่ด้วยศรัทธาในตัวบุคคล ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตจึงล่มสลายไป มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งหมดของปัญหาของการแตกสลายของยูโกสลาเวียนั้นเกิดจากการยุแหย่จากประเทศที่ไม่มีอาณาเขตที่ติดกับทะเลจึงพยายามทำให้ยูโกสลาเวียแยกตัวออกจากกัน เพื่อที่จะได้ช่องทางออกทะเลได้ 

คู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองยูโกสลาเวียทุกฝ่ายต่างก็ก่ออาชญากรรมสงครามทั้งหมดทุกฝ่าย สงครามกลางเมืองในอดีตยูโกสลาเวียทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และผู้อพยพอีกมหาศาล หลังจากเหตุการณ์ที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวของแผนสันติภาพที่นำโดยสหภาพยุโรป การเจรจาหยุดยิงจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพเดย์ตัน (The Dayton Peace Accords) ณ ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมือง Dayton มลรัฐ Ohio สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1995 โดยคู่สงครามตกลงที่จะทำสัญญาสันติภาพ และเป็นรัฐอธิปไตยเดียวที่เรียกว่า “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” ประกอบด้วยสองส่วนคือ Republika Srpska ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บ และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวบอสเนียและ โครเอเชีย ผลจากข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดการยุติการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังติดอาวุธ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาขยับย้ายจากระยะหลังความขัดแย้งในช่วงแรกผ่านกระบวนการสร้างชาติใหม่ และการรวมกลุ่มด้วยแนวทางการแบ่งปันอำนาจแบบสมานฉันท์ 

ข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดกองกำลัง IFOR (The Implementation Force) ขึ้น โดย กองกำลัง IFOR นำโดย NATO และกำลังผสมนานาชาติประกอบด้วย กองกำลังจาก 32 ประเทศ และมีกำลังทหาร 54,000 นายในประเทศ (BiH) และกำลังทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดประมาณ 80,000 นาย (ด้วยการสนับสนุนและกองกำลังสำรองที่ประจำการใน โครเอเชีย ฮังการี เยอรมนี และอิตาลี และบนเรือรบในทะเลเอเดรียติก) ในช่วงเริ่มต้นของ IFOR กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยหน่วยงานที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ UNPROFOR แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งและเปลี่ยนเครื่องหมายของสหประชาชาติด้วยเครื่องหมาย IFOR แทน โดย IFOR เปลี่ยนกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ UNPROFOR ซึ่งเข้ามาในปี 1992 และมีการหารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจในมติคณะมนตรีความมั่นคง 1031 กำลังทหาร NATO เกือบ 60,000 นาย นอกเหนือจากกองกำลังจากประเทศนอก NATO ถูกส่งไปยังบอสเนีย ตามปฏิบัติการ Decisive Endeavour (SACEUR OPLAN 40105) เริ่มตั้งแต่ 6 ธันวาคม 1995 โดยเป็นส่วนประกอบย่อยของปฏิบัติการ Joint Endeavour 

ประเทศสมาชิก NATO ที่สนับสนุนกำลังทหารในกองกำลัง IFOR ได้แก่ เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน ตุรกี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ประเทศนอก NATO ที่สนับสนุนกองกำลังทหาร ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย บังกลาเทศ สาธารณรัฐเช็ก อียิปต์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย สวีเดน รัสเซีย และยูเครน เมื่อ 20 ธันวาคม 1996 งานของกองกำลัง IFOR ถูกแทนที่โดยกองกำลัง SFOR ปี 1999 NATO เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดในเซอร์เบียโดยไม่เลือกเป้าหมาย ใช้เครื่องบินรบมากกว่า 1,000 ลำ มีเรือรบและเรือดำน้ำอีกหลายสิบลำร่วมยิงจรวดร่อน เพื่อกดดันให้เซอร์เบียถอนทหารออกจากโคโซโว โดย NATO ทิ้งระเบิดไม่จำกัดเพียงแต่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่ย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล สำนักข่าว ฯลฯ ถูก NATO ทิ้งระเบิดหมด โดยสถานทูตจีนก็โดนลูกหลงด้วย ปฏิบัติการดำเนินไป 78 วัน สุดท้ายเซอร์เบียจึงยอมถอนทหารออกจากโคโซโว NATO ส่งกองกำลังทหารเข้าไปในโคโซโวในชื่อว่า KFOR (Kosovo Force) ซึ่งยังคงประจำการอยู่จนทุกวันนี้

ยูโกสลาเวียเมื่อล่มสลายแล้ว แยกออกเป็นประเทศต่าง ๆ ดังนี้
1. บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
2. โครเอเชีย
3. นอร์ทมาซิโดเนีย
4. มอนเตเนโกร
5. เซอร์เบีย
6. สโลวีเนีย

มีหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านคือ "ติโต" ซึ่งพระราชนิพนธ์แปล ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแปลจากเรื่อง Tito ของ Phyllis Auty เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก "ติโต" เป็นผู้ทำให้ประเทศ "ยูโกสลาเวีย" ซึ่งประกอบด้วยชนชาติที่แตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ให้กลับมารวมกันเป็นฝึกแผ่นในยามวิกฤต สามารถรักษาความสมบูรณ์ และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา เมื่อ "ติโต" สิ้นชีวิตไปตามอายุขัย เมื่ออายุได้ 88 ปี ในปี 2000 ประเทศยูโกสลาเวีย ก็ค่อย ๆ สลายจนกระทั่งมีสภาพแตกแยกอันยากที่จะแก้ไขดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน หลากหลายเรื่องราวอันน่าสนใจของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและปรากฎการณ์อันเหลือเชื่อมากมายในช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่

IQ สูงสูด!! เปิดค่าเฉลี่ย IQ ประจำปี 2025

ส่อง IQ กลุ่มประเทศอาเซียน!! สิงคโปร์ ยังยืนหนึ่ง พร้อมครองอันดับ 5 ของโลก ส่วนไทย อันดับ 2 ของอาเซียน และอันดับ 15 ของโลก ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่อันดับใด ไปดูกันเลย

 

หน้าตาทัพไทยยุคใหม่ ได้รับเกียรติ ควงคู่ถือธงไตรรงค์ นำทัพไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 สะท้อนพลังนักกีฬาเจนใหม่ของวงการกีฬาไทย

“กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” คู่ฮีโร่โอลิมปิก รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ นำทัพนักกีฬาไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 เดินหน้าเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เกียรติสูงสุดในพิธีเปิด นั่นคือการถือธงชาติไทยนำหน้าขบวนนักกีฬา จะเป็นของสองฮีโร่โอลิมปิก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และ “บี” จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง

โดย “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ทำหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายชาย และ จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักมวยสากลสมัครเล่นหญิง เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 รับหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายหญิง ในพิธีเปิดซีเกมส์ วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

ธนา ระบุว่า ทั้งสองคนเป็นนักกีฬาที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในระดับโลก มีความประพฤติดี และได้รับการยอมรับในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย จึงเห็นว่า “เหมาะสมทุกด้าน” สำหรับการเป็นตัวแทนถือธงไตรรงค์ นำหน้าทัพนักกีฬาชาติไทยเข้าสู่สนามในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญบนแผ่นดินบ้านเกิดสำหรับ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ถือเป็นดาวเด่นของวงการแบดมินตันโลกยุคปัจจุบัน เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกประเภทชายเดี่ยวให้ทีมชาติไทยเป็นคนแรก ก่อนต่อยอดผลงานกวาดแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์หลายรายการ และก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของโลก จนคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ในประเภทชายเดี่ยว สร้างความภาคภูมิใจให้แฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศ

ด้าน จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกจากจังหวัดหนองคาย เป็นกำปั้นหญิงที่สร้างผลงานต่อเนื่องในเวทีนานาชาติ ทั้งรายการชิงแชมป์เอเชียและชิงแชมป์โลก ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิก ปารีส 2024 รุ่น 66 กิโลกรัมหญิง กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกีฬามวยสากลหญิงไทย พร้อมดันให้ชื่อของจันทร์แจ่มขึ้นมาเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากคู่ธงชาติแล้ว พิธีเปิดซีเกมส์ครั้งนี้ยังมีการวางตัวนักกีฬาคนสำคัญร่วมทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการถือธงหรือคำปฏิญาณในสนาม ขณะที่ “หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง นักเทควันโดแชมป์โลก และ “ธัญญ่า” ธันยพร พฤกษากร นักยิงปืนมากประสบการณ์ จะร่วมกล่าวคำปฏิญาณในนามนักกีฬาไทย แสดงเจตจำนงแข่งขันด้วยน้ำใจนักกีฬาและเคารพกติกา

การได้รับเลือกให้ถือธงชาติในพิธีเปิด ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักกีฬา เพราะหมายถึงการได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ใบหน้า” ของทัพนักกีฬาทั้งประเทศ สำหรับครั้งนี้ การที่ “กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” ได้รับเกียรติดังกล่าว จึงไม่ใช่แค่ภาพสวยงามในพิธีการเท่านั้น หากยังสะท้อนว่า ทั้งสองคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในวงการกีฬาไทย 

ผู้ว่าฯ กฟผ. แถลงทิศทางการทำงาน ขับเคลื่อน กฟผ. สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย มุ่งเน้นพลังงานสะอาด ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่มั่นคง-ยั่งยืน

(4 ธ.ค. 68) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. และแนวทางการบริหารงานหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่าทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว กฟผ. ได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนองค์กร “SENSE” เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

S - Safety Operation ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในการผลิตและส่งไฟฟ้า ลดความสูญเสียของทั้งบุคลากรและชุมชน 

E - Energy Security ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ 

N - Naturality มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 

S - Social Responsibility ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

E - Economic Energy บริหารจัดการต้นทุนพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้ง 16 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

นายนรินทร์ เผ่าวณิช กล่าวต่อไปว่า ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (A) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance - Risk Management - Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

นายนรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า กฟผ. จะไม่เป็นเพียง "ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง" แต่จะเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ" เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน
 

‘หอการค้า’ มองเศรษฐกิจไทยปลายปี ชี้ "คนละครึ่งพลัส" ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ถูกทอนด้วยน้ำท่วมใต้ 20,000 ล้าน เชื่อ! ภาคใต้ฟื้นได้ใน 3 เดือน หากรัฐเร่งเยียวยา

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) เดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากเดือนตุลาคมที่ 51.9 ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณบวกที่น่ายินดี แต่เมื่อวิเคราะห์ลงลึก จะพบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่แน่นอน มีแรงผลักดันจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล แต่ก็มีแรงฉุดรั้งจากปัญหาภัยพิบัติและความเสี่ยงภายนอกที่ท้าทายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

"คนละครึ่งพลัส": แรงกระตุ้นชั่วคราวหรือทางออกจริง?

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า การปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ด้วยเม็ดเงินรวมกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงราว 40,000 ล้านบาท

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ลดรายจ่ายของประชาชน และกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2568 ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนในการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ดัชนีค่าครองชีพปรับตัวดีขึ้น 4-5 จุด สะท้อนถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ เป็นแรงกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง หากไม่มีแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานอื่น เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้จริงหรือการลงทุนภาคเอกชน เศรษฐกิจอาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะดีขึ้น แต่เมื่อดูตัวเลขย่อยจะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ที่ระดับ 46.8 ซึ่งต่ำกว่า 50 แสดงว่าประชาชนยังมองภาพรวมเศรษฐกิจแบบไม่มั่นใจ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานอยู่ที่ระดับ 50.9 ใกล้เคียงกับจุดสมดุล แสดงว่าตลาดแรงงานยังไม่แข็งแกร่ง มีเพียงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่อยู่ที่ระดับ 61.9 ที่สูงกว่าจุดกลางอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความหวังที่ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีในระยะต่อไป

น้ำท่วมใต้: ปัจจัยลบที่ "ทอนแรง" การฟื้นตัว

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังส่งผลบวก เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนกลับกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินว่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงเงินออกจากระบบจำนวนมาก ทำให้ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลข เงิน 40,000 ล้านบาทที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากมาตรการคนละครึ่งพลัสถูกทอนไปเกือบครึ่งหนึ่งจากความเสียหายในภาคใต้ นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อแยกดัชนีความเชื่อมั่นตามภูมิภาค พบว่ามีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่ตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปัจจุบัน อนาคต และรายได้ติดลบเฉลี่ย 2% สวนทางกับภูมิภาคอื่นๆ ที่ดัชนียังเป็นบวกทั้งในปัจจุบันประมาณ 1.5% และในอนาคตเกือบ 2% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าปัญหาน้ำท่วมเป็นปัจจัยหลักที่กดทับการมองภาพเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นายธนวรรธน์มองในแง่บวกว่า หากรัฐบาลสามารถเร่งเยียวยาผลกระทบในภาคใต้ได้ทัน จะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าภาคใต้จะเริ่มฟื้นตัวภายใน 3 เดือน หากไม่มีเหตุลบซ้ำเติม ประเด็นสำคัญคือความรวดเร็วและประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าภาคใต้จะสามารถฟื้นตัวได้ตามกรอบเวลาที่คาดหวังหรือไม่

ความเชื่อมั่นหอการค้า: สัญญาณเตือนจากภาคธุรกิจ

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกมาอยู่ที่ระดับ 44.0 ซึ่งต่ำกว่า 50 อย่างมีนัยสำคัญ นายธนวรรธน์มองว่า หากไม่มีปัญหาน้ำท่วมใต้ ความเชื่อมั่นหอการค้าน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

การที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นนั้น สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ผู้บริโภครู้สึกดีขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงและความท้าทายในระยะยาวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาความเชื่อมั่นในแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกัน แต่ก็มีผลกระทบไปยังภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางก็ได้รับรู้และรับผลกระทบจากสถานการณ์ในภาคใต้ นี่แสดงถึงการเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจที่ปัญหาในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปยังพื้นที่อื่นได้

เงินเฟ้อติดลบ 8 เดือน: ดีหรือน่ากังวล?

ประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ สถานการณ์เงินเฟ้อซึ่งติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน อยู่ที่ราว -0.5% ในระยะสั้น สถานการณ์นี้ทำให้ผู้บริโภคมองว่าค่าครองชีพไม่แพง และเมื่อรวมกับมาตรการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่า คือ การขาดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ (Deflation) ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าลดลง ผู้บริโภคและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการซื้อและการลงทุนออกไปเพราะคาดว่าราคาจะถูกลงไปอีก ส่งผลให้อุปสงค์ลดลงมากขึ้น ราคาตกลงอีก และเศรษฐกิจซบเซามากขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และอาจต้องพิจารณาใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อยังคงติดลบต่อเนื่อง

ความเสี่ยงภายนอก: สงครามการค้าและปัญหาชายแดน

นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกสองประการสำคัญ คือ สงครามการค้าระหว่างประเทศและปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนระยะสั้น แต่ปีหน้าอาจต้องจับตาความเสี่ยง

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่น แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ก็สร้างความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนในระยะยาว

โอกาสในช่วงปลายปี: การท่องเที่ยวและการบริโภค

แม้จะมีปัจจัยลบหลายประการ แต่นายธนวรรธน์ยังมองเห็นโอกาสในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนปลายทางมาไทยมากขึ้น หลังแนวโน้มเดินทางไปญี่ปุ่นลดลง

นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ยังมองว่า ช่วงนี้ถือเป็น "จังหวะเหมาะ" สำหรับการซื้อบ้าน ซื้อรถ และการท่องเที่ยว เนื่องจากดัชนีปัจจัยบวกทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่าช่วงปีใหม่จะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเพิ่มเติม

มาตรการต่อเนื่อง: กุญแจสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน

นายธนวรรธน์เน้นย้ำว่า มาตรการกระตุ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งเฟสใหม่หรือการเยียวยาภาคใต้ จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะต้องมีความต่อเนื่องในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถหยุดได้หลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องก็มีข้อจำกัด คือ ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และความไม่ยั่งยืนในระยะยาว ในระยะยาว ประเทศต้องสร้างแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเพิ่มผลิตภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน

บทสรุป: เดินหน้าอย่างระมัดระวังบนเส้นทางไซต์เวย์

คำกล่าวของนายธนวรรธน์ที่ว่า "เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางแบบ 'ไซต์เวย์' แต่มีโอกาสค่อยๆ ฟื้นตัว" สรุปสถานการณ์ได้อย่างตรงประเด็น เศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ตกต่ำลงอย่างรุนแรง มันอยู่ในสภาวะ "คาราคาซัง" ที่เคลื่อนไหวไปข้างๆ โดยมีปัจจัยบวกและลบสลับกันไป

มาตรการคนละครึ่งพลัสสร้างแรงกระตุ้นระยะสั้นที่เห็นผลชัดเจน แต่ถูกทอนลงด้วยน้ำท่วมใต้ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจกลับลดลง การส่งออกยังแข็งแกร่ง แต่มีความเสี่ยงจากสงครามการค้า

ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการ:
1. เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในภาคใต้ให้ฟื้นตัวภายใน 3 เดือนตามเป้าหมาย
2. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุด
3. บริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามการค้าและปัญหาชายแดน
4. สร้างรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวที่ไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากรัฐอย่างต่อเนื่อง

หากทำได้สำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวและเคลื่อนจากทิศทาง "ไซต์เวย์" สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ในที่สุด แต่หากล้มเหลว เศรษฐกิจอาจตกลงสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top