Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตจริงของ “นานา ไรบีนา” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม แบรนด์เสื้อผ้า ไปจนถึงอีเวนต์และกีฬา YBL Thailand: อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตของ

ในวันที่คนส่วนใหญ่รู้จัก “นานา ไรบีนา” ในหลายบทบาท ทั้งพิธีกร ดีเจ นักแข่งรถ คุณแม่แก๊งส์ “เด็กเท่” หรือภรรยาของแร็ปเปอร์ชื่อดัง “เวย์ ไทเทเนียม” อีกมุมหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือบทบาท “นักธุรกิจ” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม Never Say Cutz, แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก DekTay, โปรเจกต์แฟชั่น–แอคเซสซอรี่ ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และกีฬาอย่าง YBL Thailand 

สำหรับ The States Times วันนี้ เราชวนมาดูให้ชัดว่า YBL Thailand คืออะไร ทำเงิน–เผาเงินแบบไหน และสะท้อน “ดีเอ็นเอธุรกิจ” ของนานาอย่างไร 
--------------------------------------------------
 YBL Thailand คืออะไร? มากกว่าลีกบาสฯ เด็ก
 --------------------------------------------------
.
YBL Thailand หรือ Youth Ballers League Thailand คือ “ลีกบาสเกตบอลเยาวชนแบบผสมลีก” ที่ออกแบบให้เด็กไทยได้เล่นบาสอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รุ่นอายุประมาณ U10–U12 ด้วยกติกาที่อ้างอิงจาก NBA Junior และการเก็บสถิติแบบละเอียด ไม่ต่างจากลีกอาชีพย่อส่วนสำหรับเด็ก ๆ 

ลีกนี้ดำเนินการโดยทีมของ “Daboyway – เวย์ ปริญญา” และ “นานา ไรบีนา” ในฐานะผู้อำนวยการร่วมของ YBL Thailand เชื่อมโลกฮิปฮอป–บันเทิง เข้ากับโลกกีฬาและเยาวชนอย่างเต็มตัว 

สิ่งที่ทำให้ YBL ต่างจากทัวร์นาเมนต์เยาวชนทั่วไป คือ 
 - มีระบบ Draft คัดเลือกตัวเด็กเข้าแต่ละทีม เหมือนลีกอาชีพ 
 - เน้นการสร้างประสบการณ์แบบ “ลีกจริง” ทั้งเพลงเปิดตัว, โลโก้ทีม, ชุดแข่ง, สถิติ และคอนเทนต์ออนไลน์ 
 - สร้าง “ความเป็นแบรนด์” ให้กับแชมป์ ผ่านรายละเอียดอย่างแหวนแชมป์ YBL ที่หลายสื่อเคยหยิบไปเล่าเรื่องดีไซน์และความหมาย

ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้เป็นแค่ “รายการแข่งบาสฯ เด็ก” แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มกีฬา + คอนเทนต์ + ไลฟ์สไตล์ ในเวลาเดียวกัน 
--------------------------------------------------
 อีกหนึ่ง “เสา” ในพอร์ตธุรกิจของนานา
 --------------------------------------------------
สื่อหลายแห่งที่เปิดพอร์ตธุรกิจของ “นานา–เวย์” จะจัด YBL Thailand ไว้ในหมวด “ธุรกิจอีเวนต์และกีฬา” เคียงข้างกับการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์บันเทิงขนาดใหญ่ เช่น LAND OF MUSIC เป็นต้น 
หากมองเชิงโครงสร้าง YBL เป็นธุรกิจที่มีองค์ประกอบครบถ้วนแบบ Startup ด้านกีฬา–เอนเตอร์เทนเมนต์ คือ 
 1. มี Community ชัดเจน – ฐานเยาวชน นักกีฬา ผู้ปกครอง และแฟนกีฬา 
 2. มีคอนเทนต์ต่อเนื่อง – การแข่งขันเป็นซีซัน, ตัดไฮไลต์, ทำไลฟ์, ทำคลิปสถิติ 
 3. มีสินค้า–แบรนด์ต่อยอด – เสื้อแข่ง, เมอร์ชันไดซ์, เสื้อผ้าเด็กสายสตรีท, ดีลพาร์ตเนอร์ (เช่น แบรนด์ที่ตามไปเปิดบูธข้างสนาม, แบรนด์เสื้อผ้า Dektay ฯลฯ) 
 4. มีภาพลักษณ์ “ให้โอกาสเด็ก” – ซึ่งตีคู่ไปกับการเป็นคุณแม่และสายสปอร์ตของนานาโดยตรง 

พอเอามารวมกับธุรกิจเดิมอย่าง DekTay, Never Say Cutz, โปรเจกต์แว่น และล่าสุดแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง YBL Energy ที่เตรียมบุกตลาด จะเห็นว่า นานากำลังสร้าง “จักรวาล YBL” ที่เชื่อม 3 โลกเข้าหากันคือ 
Street Culture – Youth Sport – Family Lifestyle 
--------------------------------------------------
 โมเดลรายได้: จากสนามแข่ง สู่สปอนเซอร์ และประสบการณ์ระดับโลก
 --------------------------------------------------

แม้จะไม่มีตัวเลขทางการเปิดเผยละเอียดทั้งหมด แต่จากการเคลื่อนไหวของ YBL Thailand พอจะอ่านโมเดลรายได้–รายจ่ายได้คร่าว ๆ ดังนี้ 
1. รายได้จากการจัดลีก 
 - ค่าสมัครทีม/นักกีฬา 
 - รายได้จากการขายบัตร (ถ้ามีรูปแบบอีเวนต์ใหญ่) 
 - ค่าบริการต่าง ๆ ในวันแข่ง (บูธอาหาร เครื่องดื่ม แบรนด์สินค้า) 
2. รายได้จากแบรนด์และสปอนเซอร์ 
 ดีลกับแบรนด์กีฬาระดับโลก เช่นการร่วมกิจกรรมกับ CURRY Brand และ Under Armour ที่พานักกีฬาบาสเยาวชนจากทีม YBL Thailand ไปสัมผัส Curry Camp Asia ใกล้ชิดระดับขอบสนาม ถือเป็นตัวอย่างของการจับมือพาร์ตเนอร์เพื่อต่อยอดทั้งภาพลักษณ์และโอกาสในอนาคต 
ดีลแบบนี้ไม่ใช่แค่รายได้สปอนเซอร์ แต่เพิ่ม “เครดิต” ให้กับลีกเยาวชนไทยว่าเชื่อมถึงระดับเอเชีย–ระดับโลกได้จริง 
3. รายได้จากคอนเทนต์และเมอร์ชันไดซ์ 
 - การถ่ายทอดสด, ไลฟ์สตรีม, การขายคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 
 - เมอร์ชันไดซ์ เช่น เสื้อแข่ง, เสื้อยืด, หมวก, แบรนด์ร่วมกับ DekTay ฯลฯ 
ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้พึ่งแค่ “ค่าสมัครแข่ง” แต่ยืนอยู่บนโมเดล Sport x Entertainment x Commerce อย่างเต็มตัว 
--------------------------------------------------
 ความฝัน vs ความจริง: ลีกเด็กที่ขาดทุน 2 ปี
 --------------------------------------------------

ในด้านธุรกิจ YBL ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป มีการเปิดเผยหลังจบ Season 3 ว่า YBL Thailand ขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปี และต้องประกาศปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ เพื่อให้ลีกเดินหน้าต่อในระยะยาว 

นี่คือภาพตรงไปตรงมาแบบที่หลายคนในวงการกีฬาเยาวชนรู้ดีว่า 
 - การทำลีกคุณภาพสูง ใช้ต้นทุนมหาศาล ทั้งสนาม ทีมงาน โปรดักชัน และการจัดการ 
 - ในช่วงแรก รายได้จากสปอนเซอร์และค่าสมัคร มักไล่ตามค่าใช้จ่ายไม่ทัน 
 - สิ่งที่เจ้าของลีกได้ “กลับมา” จึงไม่ได้เป็นแค่เงิน แต่คือแบรนด์–เครดิต–และทุนทางสังคม (Social Capital) 
.
สำหรับนานา–เวย์ การยอมรับว่าขาดทุน และยังยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนเยาวชนต่อไป คือการส่งสัญญาณว่า พวกเขามอง YBL ไม่ใช่แค่ “ธุรกิจเงินสด” แต่เป็นแพลตฟอร์มระยะยาว 
--------------------------------------------------
 เมื่อเจ้าของลีกกลายเป็นข่าว: ความเสี่ยงแบบคนดังทำธุรกิจ
 --------------------------------------------------

ในช่วงปลายปีนี้ ชื่อของ “นานา ไรบีนา” ถูกพาดหัวข่าวใหญ่จากกรณีถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกงและเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน โดยก่อนถูกจับไม่กี่ชั่วโมง เธอโพสต์ร่ายยาวถึงเด็ก ๆ ในลีก YBL และประกาศ “ขอถอยออกมาจัดการและแก้ไขเรื่องส่วนตัว” 

กรณีนี้สะท้อน “ด้านมืดของการทำธุรกิจในนามคนดัง” อย่างชัดเจน คือ 
 - แบรนด์ = คน : เมื่อคนเป็นแบรนด์หลัก ทุกความเคลื่อนไหวส่วนตัว ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง 
 - ธุรกิจดี แต่เจ้าของมีปัญหา : ลีก YBL ในฐานะแพลตฟอร์มเยาวชน–กีฬา ยังได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและเด็กจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงกลับมาจากฝั่งการเงิน/ส่วนตัวของเจ้าของ 
 - การแยกโครงสร้างธุรกิจ : นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ YBL ต้องรีบปรับโครงสร้างบริหาร เพื่อให้ลีกสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้เจ้าของเดิมต้องถอยไปจัดการปัญหาส่วนตัว 

สำหรับสังคมไทยที่กำลังจับตาเคสนี้ บทเรียนที่ควรเก็บไม่ใช่แค่ “ดราม่าดารา” แต่คือคำถามสำคัญว่า 
เราจะสร้างระบบธุรกิจ–กีฬาเยาวชนที่ “พึ่งพาคนดังให้น้อยลง แต่พึ่งพาระบบให้มากขึ้น” ได้อย่างไร? 
--------------------------------------------------
 บทเรียนจาก YBL: ทำธุรกิจที่ “กำไร” เกินตัวเลขในงบการเงิน
 --------------------------------------------------

ถ้าแยก YBL Thailand ออกจากดราม่ารอบตัวเจ้าของ แล้วมองในฐานะ “เคสธุรกิจ” เราเห็นบทเรียนหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย 
1. เริ่มจาก Passion แต่ต้องจบด้วย System 
    - YBL เริ่มจากความรักในกีฬาและลูก ๆ ของตัวเอง แต่การจะโตต่อ ต้องมีระบบบริหาร สายป่าน และโครงสร้างการเงินที่โปร่งใส–ตรวจสอบได้ 
2. กีฬาเยาวชน = ธุรกิจระยะยาว 
    - รายได้ไม่ระเบิดในปีสองปีแรก แต่สร้างทุนทางสังคมและแบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าเชื่อมต่อกับแบรนด์ใหญ่ ระดับภูมิภาค–โลก ได้แบบที่ YBL ทำร่วมกับ CURRY Brand / Under Armour 
3. คนดังทำธุรกิจ ต้องแยก “บุคคล” ออกจาก “องค์กร” ให้ชัด 
    - ยิ่งแบรนด์ผูกกับตัวบุคคลมากเท่าไร ความเสี่ยงจากปัญหาส่วนตัวก็ยิ่งสูงเท่านั้น 
    - โครงสร้างบริษัทที่ชัด การมีบอร์ด/ผู้ร่วมบริหารที่เข้มแข็ง อาจช่วยปกป้องธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อเจ้าของต้องถอยออกไปจัดการเรื่องส่วนตัว 
4. กำไรแบบ Non-financial 
    - การเห็นเด็ก ๆ ได้สนาม, ได้เพื่อน, ได้โอกาสเดินทาง, ได้เจอไอดอลระดับโลก — ทั้งหมดนี้คือ “กำไรทางสังคม” ที่สะท้อนผ่านชื่อ YBL อยู่แล้ว 
    - ถ้าปรับโครงสร้างการเงิน–การบริหารให้ยืนระยะได้ กำไรทางตัวเลขจะตามมาในที่สุด 
--------------------------------------------------
 สรุป: YBL Thailand อีกหนึ่งเสาที่พิสูจน์ว่า “นานา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา
 --------------------------------------------------

YBL Thailand ทำให้เห็นชัดว่า “นานา ไรบีนา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา–อินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นผู้เล่นตัวจริงในธุรกิจที่เชื่อมบันเทิง กีฬา และเยาวชนเข้าด้วยกัน

แม้วันนี้เธอจะต้องถอยหลังจากลีกชั่วคราวเพื่อจัดการปัญหาส่วนตัว แต่สิ่งที่ YBL สร้างไว้ — เด็ก ๆ ที่รักบาสเกตบอลมากขึ้น, ครอบครัวที่ได้มานั่งเชียร์กันข้างสนาม, และมาตรฐานใหม่ของลีกเยาวชนไทย — คือ “ร่องรอยธุรกิจ” ที่ไม่มีใครลบได้ง่าย ๆ 

คำถามต่อไปไม่ใช่แค่ว่า “นานาจะกลับมาอย่างไร” 
แต่คือ “สังคมไทยจะช่วยกันทำให้แพลตฟอร์มอย่าง YBL เดินหน้าต่ออย่างยั่งยืนได้อย่างไร” 
และนี่คืออีกหนึ่งหน้าของอาณาจักรธุรกิจในชื่อ YBL Thailand ที่ต้องจดไว้ในแฟ้ม “นักธุรกิจนานา ไรบีนา” ของ The States Times

 

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 

‘นายกฯ ญี่ปุ่น’ เบรกความตึงเครียดกับจีน ย้ำจุดยืน "ไต้หวัน" ไม่เปลี่ยนแปลง ตามปฏิญญาร่วมปี 1972 หลังคำพูดแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ส่งกระทบหนัก

โตเกียว – หลังความสัมพันธ์กับจีนเข้าสู่ภาวะผันผวนหลายสัปดาห์ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่แข็งกร้าวเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในที่สุด นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้พยายามลดระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยย้ำถึงจุดยืนดั้งเดิมของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน

ในการตอบคำถามของสมาชิกสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นว่า จุดยืนของรัฐบาลโตเกียวต่อเกาะไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอ้างอิงถึงข้อตกลงร่วมปี 1972 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียว

“จุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวันยังคงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 และจุดยืนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นางทาคาอิจิกล่าว

ตามแถลงการณ์ร่วมปี 1972 นั้น รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของอาณาเขตของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพจุดยืนนี้อย่างเต็มที่" แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารทางกฎหมายที่ปักกิ่งมักใช้อ้างถึงเพื่อสนับสนุนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การแสดงความคิดเห็นล่าสุดของนางทาคาอิจิมีขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า การโจมตีไต้หวันโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ" ซึ่งอาจเปิดทางให้โตเกียวเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารได้

คำกล่าวในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อกรณีไต้หวัน และเป็นการเบี่ยงเบนจากนโยบาย "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมายาวนาน แม้ภายหลังเธอระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียง "สมมติฐาน"

คำกล่าวที่แข็งกร้าวดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปักกิ่งได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น งดการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและวัฒนธรรม รวมถึงแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางหรือศึกษาในญี่ปุ่น

คำพูดล่าสุดของนางทาคาอิจิในวันพุธนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ "เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างแท้จริง ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น"

“รถถัง” ขึ้นแท่นนักมวยไทยค่าตัวโหด ฟันค่าตัวพุ่งแตะ 20 ล้าน ศึกรีแมตช์ “ทาเครุ” บนเวที ONE 175

(6 ธ.ค. 68) ศึก ONE 175 นำแฟนหมัดมวยทั่วเอเชียสู่การลุ้นไฟต์รีแมตช์ระหว่าง ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ ยอดมวยไทยและ ‘ทาเครุ เซกาวา’ ซูเปอร์สตาร์คิกบ็อกซิ่งญี่ปุ่น พร้อมกระแสข่าวค่าตัวสูงที่สุดในชีวิตของ ‘รถถัง’ ทะลุหลัก 20 ล้านบาท

เส้นทางของ ‘รถถัง’ เริ่มจากเด็กเดินสายเวทีภูธรสู้ชีวิตจนกลายเป็นนักมวยระดับโลกใน ONE Championship ด้วยสไตล์ดุดันและมูลค่าทางการตลาดสูง ทำให้เขากลายเป็นนักสู้ค่าตัวหลักสิบล้านบาทต่อไฟต์อย่างเต็มภาคภูมิ

การน็อก ‘ทาเครุ’ ในบ้านญี่ปุ่นครั้งแรกสร้างชื่อเสียงของ ‘รถถัง’ อย่างรวดเร็ว พร้อมค่าตัวกว่า 16.7 ล้านบาทที่ถือเป็นสถิติส่วนตัวสูงสุด ก่อนมาถึงไฟต์ล้างตาที่แฟนมวยทั่วโลกจับตาในวันนี้ ‘ค่าตัว’ ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเติบโตของตลาดนักมวยไทยบนเวทีโลกและการยกระดับวงการมวยไทยอย่างชัดเจน

ไฟต์ล้างตานี้ไม่ใช่แค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานและหัวใจนักสู้ของ ‘รถถัง’ ขณะที่การทุบสถิติค่าตัวแสดงถึงศักยภาพตลาดมวยไทยในระดับสากล ที่แฟนมวยทั่วโลกพร้อมสนับสนุนและต้อนรับนักมวยไทยสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว

‘รถถัง’ เป็นตัวแทนของมวยไทยยุคใหม่ที่สามารถสร้างรายได้สูงและขยายฐานแฟนได้ทั้งในและต่างประเทศ ไฟต์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์และสัญญาณบวกของวงการมวยไทยที่สามารถสู้ได้ในเวทีโลก และค่าตัวระดับนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับนักมวยไทยในอนาคต

 

 

กัมพูชา ไฟเขียวทดลอง ‘ฟรีวีซ่า’ อนุญาตพลเมืองจีนพำนักในประเทศ 14 วัน เริ่มกลางปีหน้า 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 หวังดึงนักท่องเที่ยว - นักธุรกิจ - นักลงทุนจากจีน

นักธุรกิจจีนเฮ กัมพูชาไฟเขียวทดลองฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีน อนุญาตพำนักในประเทศ 14 วัน เริ่มกลางปี 2026

(4 ธ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จดหมายทางการที่ลงนามโดยฮิง โถรักสี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ฉบับวันอังคาร (2 ธ.ค.) ระบุว่ากัมพูชาจะทดลองนโยบายยกเว้นวีซ่าแก่พลเมืองจีนระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 หลังจากรัฐบาลเห็นชอบในหลักการทดลองยกเว้นวีซ่าแก่พลเมืองจีนที่เดินทางมาจากจีนและอนุญาตให้พำนักอยู่ในกัมพูชา 14 วัน

รายงานระบุว่านักเดินทางจากจีนสามารถเดินทางเยือนกัมพูชาแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งในช่วงทดลองนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลา 4 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าหรือชำระค่าธรรมเนียมใดๆ เพียงแค่กรอกแบบฟอร์มแจ้งการเดินทางถึงฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (E-arrival card)
.
นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชายังจะเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อลดทอนและเพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการยื่นขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาที่ต้องการเดินทางเยือนจีน เพื่อบรรลุการดำเนินนโยบายยกเว้นวีซ่าซึ่งกันและกันตามหลักการต่างตอบแทนในอนาคต

ธอร์น ซีนาน ประธานสมาคมการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิกประจำกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวในวันพุธ (3 ธ.ค.) ว่าการทดลองนโยบายนี้ถือเป็นข่าวดีที่รอมานานและจะสร้างผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ เนื่องจากจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากจีนเข้าสู่กัมพูชามากขึ้น

อนึ่ง จีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของกัมพูชา รองจากไทยและเวียดนาม โดยกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชาระบุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 ราว 1 ล้านคน

‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เลขาฯ กบข. นั่ง ‘ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน’ คนใหม่ เตรียมเสนอ รมว.คลัง เห็นชอบ คาดเริ่มปฏิบัติงาน ม.ค. 2569

บอร์ดสรรหาฯ เคาะ ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ นั่ง ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ คาดเริ่มปฏิบัติงาน ม.ค. 2569

(4 พ.ย. 68) รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้เห็นชอบ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่

สำหรับขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหาฯ จะเสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะออกเป็นประกาศอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ในเดือน ม.ค. 2569

ทั้งนี้ก่อนที่ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ทรงพล ได้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 7 ด้วยประสบการณ์การบริหารการเงิน การคลัง และการลงทุน มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกับภารกิจของ กบข.
.
ประวัติการศึกษา
.
ทรงพล จบการศึกษาจาก วิทยาศาสตรบัณฑิต (B.S.) (Finance), University of Findlay, the United States of America และ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) (Finance), Case Western Reserve University, the United States of America

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตร เช่น หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังระดับสูง รุ่นที่ 3 กรมบัญชีกลาง

หลักสูตร Director Certification Program (DCP) รุ่นที่ 231/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

และหลักสูตร Corporate Governance for Capital Market Intermediaries (CGI) รุ่นที่ 7/2015 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

สำหรับเส้นทางการทำงาน ทรงพล มีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งสำคัญ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กรรมการบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

ไทยพร้อมเต็มร้อย ดึง “แบมแบม” ขึ้นเวทีพิธีเปิด โชว์ศักยภาพบันเทิง–กีฬาในช็อตเดียว นำทัพเปิดซีเกมส์ครั้งที่ 33

(7 ธ.ค. 68) มหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินไทย ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกสัญชาติไทย ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ ขึ้นแสดงบนเวทีพิธีเปิดร่วมกับศิลปินไทยคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นพลังเชียร์ทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน

รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมเต็ม 100% สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้ โดยจะมีนักกีฬาจาก 11 ชาติในอาเซียนเข้าร่วมแข่งขันในกว่า 50 ชนิดกีฬา ชิงเหรียญทองมากกว่า 500 เหรียญ โดยกิจกรรมหลักกระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี การถ่ายทอดสดจะให้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นแม่ข่ายควบคู่กับช่องทางออนไลน์ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

‘แบมแบม’ จะเป็นหัวใจของโชว์พิเศษในพิธีเปิด ตอกย้ำบทบาทจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์เชียร์ไทยสู่ศิลปินบนเวทีใหญ่ พร้อมคำสัญญาว่าจะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" สร้างความประทับใจให้แฟนกีฬาทั้งที่สนามและหน้าจอ เขายังสะท้อนความรักบ้านเกิดผ่านเพลงและโปรเจ็กต์ "Hometown" โดยกล่าวว่า "ไปในนามแบมแบม ไปในนามคนไทยครับ"

การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดให้ประชาชนสามารถจองบัตรเข้าชมพิธีเปิดฟรี เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าภาพร่วมของคนไทยทั่วประเทศ แม้การแข่งขันจะจัดในบางจังหวัดก็ตาม ภาพรวมของซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพทางซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรม สร้างภาพจำใหม่ในสายตาอาเซียนและโลก

ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แสงไฟและเสียงเพลงของ ‘แบมแบม’ บนเวทีราชมังคลากีฬาสถาน จะไม่ใช่แค่สัญญาณการเปิดการแข่งขัน แต่ยังเป็นประกาศว่าประเทศไทย...ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพที่ใช้กีฬาและวัฒนธรรมเป็นสะพานสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทีโลก

รัฐบาลส่งเรือผลักดันน้ำ 5 ลำ ลงคลองปากแตระ อ.ระโนด จังหวัดสงขลา เร่งดันมวลน้ำทะเลสาบสงขลาออกอ่าวไทย 'เจือ ราชสีห์' ขอบคุณภาครัฐทำตามข้อเรียกร้อง

‘เจือ ราชสีห์’ ขอบคุณภาครัฐ หลังทำตามข้อเสนอใช้เรือผลักดันน้ำดันมวลน้ำออกสู่อ่าวไทย ลดผลกระทบวงกว้างรอบทะเลสาบสงขลาทั้งหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ต้องทรมานเพราะน้ำท่วมบ้านไปอีกหลายเดือน

จากกรณีที่เกิดมหาอุทกภัยถล่มพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนหน้านี้ ซึ่งทางนายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ได้เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็นการด่วน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ โดยเสนอให้รัฐบาลสั่งการกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำกว่า 100 ลำ มาช่วยดันน้ำออกจากคลอง ร.1 ลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว เพื่อให้ระดับน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ลดลงโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ต้องจัดเรือผลักดันน้ำอีกชุดเพื่อดันน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ปากอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนรอบทะเลสาบสงขลา ทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา (ตำบลพะวง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะยอ ตำบลทุ่งหวัง ตำบลเกาะแต้ว) รวมถึงอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอระโนด ไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมนานเกินความจำเป็น
.
ล่าสุด รัฐบาลได้ดำเนินการตามที่นายเจือ ราชสีห์ เรียกร้อง โดยมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศบภ.สสน.นทพ.) จัดกำลังพลพร้อมเรือผลักดันน้ำจำนวน 5 ลำ ลงพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกับผู้นำชุมชนและส่วนราชการในพื้นที่ ติดตั้งเรือผลักดันน้ำบริเวณปากคลองปากแตระ ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด เพื่อเร่งอัตราการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด

โดยเรือผลักดันน้ำทั้ง 5 ลำ จะ สามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ประมาณ 342,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ

คลองปากแตระถือเป็นหนึ่งใน “ช่องระบายหลักออกทะเล” ของทะเลสาบสงขลา ทำหน้าที่รองรับมวลน้ำจากหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอหาดใหญ่ ก่อนระบายออกสู่อ่าวไทยโดยตรง การเร่งระบายน้ำบริเวณนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยดึงระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาให้ลดลงได้เร็วขึ้น

มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบในหลายพื้นที่ลุ่มรอบทะเลสาบสงขลาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในเขตอำเภอระโนด ,อำเภอกระแสสินธุ์,บางส่วนของอำเภอสทิงพระรวมถึงบางพื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ ที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ในขณะนี้

การปฏิบัติการเร่งด่วนของศป.กฉ.ส่วนหน้าครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการมวลน้ำขนาดใหญ่ และเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายเจือ ราชสีห์ ได้แสดงความขอบคุณ ที่ภาครัฐเห็นพ้องตามข้อเสนอ และได้ดำเนินการให้หน่วยบัญชาการ ทหารพัฒนา นำเรือผลักดันน้ำมาเพื่อเร่งระบายน้ำจากทะเลเสสาปที่อำเภอระโนดลงอ่าวไทย ทำให้ชาวบ้านที่มีบ้านเรือนอยู่ ต.เกาะยอ ต.พะวง อ.เมือง อ.สิงหนคร อ.สทิงพระ อ.ระโนด อ.กระแสสินธ์ จังหวัดสงขล รวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง ไม่ต้องทรมานเพราะน้ำท่วมบ้านไปอีกหลายเดือนหลังจากนี้

 

You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป

‘อนุทิน’ ลั่น "You know me little go รู้จักผมน้อยไป" หลังมีภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เชื่อเป็นมูลเหตุให้โดนออกจาก มท. สมัยรัฐบาลที่แล้ว บอกรู้หมดใครเป็นคนปล่อยภาพ แจงเคยเจอกัน 5-6 ครั้ง เป็นเพื่อนของเพื่อนแต่ไม่สนิท

เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 4 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบนจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ ว่า ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพถ่ายเมื่อไหร่ ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนไปแถลงข่าวมาแล้วเรื่องสแกมเมอร์ สื่อก็ถามว่าใครมีเส้น ใครมีสาย ตนก็พูดชัดเจนว่า หากไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

เมื่อถามว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รู้จักแต่ไม่สนิท พร้อมย้อนถามสื่อว่า “ปีนั้นปีอะไร นั่นแหละแค่เจอครั้งแรก”

เมื่อถามต่อว่า เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด โดยปกติ ตนไม่ได้ติดต่อมีธุรกิจมีธุรกรรมอะไรด้วยอยู่แล้ว พร้อมย้อนถามสื่ออีกว่า “จำไม่ได้หรือว่าทำไมเขาถึงไม่ได้สัญชาติ”

เมื่อถามย้ำว่า การโพสต์ภาพครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีรัฐบาลหรือไม่ที่ไม่ให้สัญชาติไทย นายกฯ กล่าวว่า เขาว่าเป็นมูลเหตุ พร้อมหัวเราะ

เมื่อถามต่อว่า เป็นมูลเหตุที่ทำให้โดนปลดจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย(ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ หนึ่งในข้อหาหนึ่ง ที่ผมโดนออกจาก รมว.มหาดไทย แต่ไม่ใช่การปลดออกจากรัฐบาล แต่ให้ไปเป็นรมว.สาธารณสุขแทน แต่ผมไม่เอา และขอถอนตัวออกจากรัฐบาล ต้องพูดกันให้แฟร์ๆ”
พร้อมกล่าวย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้โดนปลดจากรัฐบาลสมัยที่แล้ว ขอให้สื่อนำเสนอให้ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการขอให้ออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทยไปเป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ปฏิเสธ

เมื่อถามอีกว่า เป็นเกมการเมืองพากันดึงให้ลงเหวกันทั้งหมดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องคิดวิเคราะห์ และแยกเรื่องให้ถูก

เมื่อถามย้ำว่า รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพ นายกฯ กล่าวว่า “รู้หมดแหละ นักข่าวก็รู้ ใครก็รู้ทั้งนั้น”

เมื่อถามถึง เรื่องการขยายผลแล้วออกหมายจับสแกมเมอร์ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องหมายจับต้องไปถามตำรวจ แต่ในแนวทางการสืบสวน เส้นเงินถึงใครก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม

เมื่อถามด้วยว่า ตอนที่นายเบน สมิธ มานั้น ได้มาทำธุรกิจอะไร นายกฯ กล่าวว่า ตอนที่ตนคุยกับเขา ก็เป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันในฐานะเพื่อนของเพื่อนหากถามว่ารู้จักหรือไม่ ตนรู้จัก เจอกันตามงานก็ทักทาย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า เจอกันกี่ครั้ง นายกฯ หัวเราะ พร้อมตอบว่า “โห ถามอะไรกันขนาดนั้น”

เมื่อถามด้วยว่า เคยเจอนายเบน สมิธกี่ครั้ง นายกฯ ถามกลับว่า “เจอกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงมีอะไรอยู่ เจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายเบน สมิธ รู้จักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราดีใช่หรือไม่ นายกฯ หัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า “พวกคุณก็เห็นรูปแล้ว จะมาเอาเรื่องอะไรจากรูปที่ถ่าย 7 ปีที่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามพวกของนายเบน สมิธ อย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบกลับว่า “ผมหรือไม่กล้าแตะ You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป” ก่อนเดินเข้าประชุมทันที

‘ทุนเทา’ แทรกซึมฟอกเงิน ‘ตลาดหุ้นไทย’ สัญญาณเตือนความเสี่ยงเชิงระบบ บีบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปิดช่องโหว่ ชี้ หากไม่เด็ดขาดพอส่อกระทบเชื่อมั่นนักลงทุน

การที่หน่วยงานปราบปรามฟอกเงินยืนยันการ “อายัดหุ้นในบริษัทจดทะเบียนไทย” ที่เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนไทย ทั้งในมุมกำกับดูแล ความเชื่อมั่น และเบี้ยความเสี่ยง (risk premium) ของประเทศ นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักสูงกับความโปร่งใสแหล่งที่มาของเงิน (source of funds) และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค หากปล่อยให้ “เงินสกปรก” ผ่านระบบซื้อขายได้ จะกระทบปัจจัยพื้นฐานเชิงสถาบันทันที ทั้งต้นทุนเงินทุนของบริษัทไทยและการไหลเข้าของเงินต่างชาติ

ข้อเท็จจริงล่าสุดที่กระทบ “ชื่อบริษัท” โดยตรง

แถลงการณ์ ปปง. วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ระบุการอายัด “หุ้นบางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP)” มูลค่าราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ (อยู่ระหว่างสืบสวนเชิงลึก) ทำให้บริษัทต้องออกหนังสือชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมายต่อ “ผู้ถือหุ้นบางราย” ไม่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท พร้อมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจประเมินสถานการณ์และประสานหน่วยงานกำกับโดยตรง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด 

ก่อนหน้านี้ ดีลการเข้าถือหุ้น BCP ถูกตั้งคำถามด้านแหล่งที่มาของเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นจากรายงานสืบสวนในสื่อเศรษฐกิจต่าง ๆ ขณะที่กลุ่มผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้องก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าแหล่งเงินถูกต้องและไม่เกี่ยวโยงการเมืองไทย (ข้อเท็จจริงชุดนี้สะท้อน “ข้อมูลแข่งขันกัน” ในที่สาธารณะ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของรัฐ) 

ควบคู่กันนั้น หน่วยงานไทยหลายด้านประกาศ “ยกระดับปิดช่องโหว่” การเงินสกปรก ทั้ง AMLO–ธปท.–ก.ล.ต.–ดีอีเอส โดยลงนามความร่วมมือเพื่อสกัดเส้นทางทุนผิดกฎหมาย และยืนยันว่ากำลังติดตามทรัพย์สินเครือข่ายข้ามชาติอย่างใกล้ชิด หลังถูกสื่อชี้ว่าเงินจากศูนย์สแกมกัมพูชากำลังไหลข้ามพรมแดนเข้ามาในภูมิภาค 

กระทบต่อ “ความเชื่อมั่น” และกลไกตลาดอย่างไร

ความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน (Institutional trust): การที่รัฐ “ลงมือและสื่อสารเร็ว” กลับช่วยประคองความเชื่อมั่น—ตลาดจะให้เครดิตหากมีการอายัด-ตรวจสอบ-เปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นขั้นตอน และเห็นบทสรุปชัดเจนต่อคู่กรณี หัวใจคือความสม่ำเสมอในการบังคับใช้ ไม่ใช่ “ครั้งคราว” เท่านั้น (สัญญาณแข็งของฝ่ายไทยช่วงปลายปี 2568–2569 ถือว่าเป็นบวกต่อกรอบความเสี่ยงประเทศ) 

ความเสี่ยงการบิดเบือนราคา (Market integrity): เงินผิดกฎหมายมักไหลผ่านบัญชีพัวพันหลายชั้น ใช้แพลตฟอร์มซื้อขายเพื่อ “ล้าง” ผ่านพฤติกรรมผิดปกติ เช่น โยกหุ้นระหว่างบัญชีที่เกี่ยวข้อง (wash trade) หรือดันราคารายย่อยให้ตาม กระทบความยุติธรรมของราคาและสภาพคล่อง หากระบบตรวจจับคำสั่งซื้อขายเร็วไม่พอ ความเสียหายจะตกกับผู้ลงทุนทั่วไป (SET มีกลไกตรวจจับและข้อกำหนดธุรกรรมรูปแบบต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่กรณีนี้ชี้ว่าต้องเข้ม KYC/AML ที่ต้นน้ำโบรกเกอร์ยิ่งขึ้น) 

ต้นทุนเงินทุนของเอกชน (Cost of capital): เมื่อตลาดรับรู้ความเสี่ยง “ทุนเทา” พรีเมียมความเสี่ยงประเทศและตลาดจะขยาย โดยเฉพาะต่อดีล M&A ข้ามชาติและ IPO ที่ต้องพิสูจน์ beneficial owner ชัดเจน บริษัทที่โปร่งใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเรียบร้อยจะได้ส่วนลดพิเศษ (valuation premium) ในทางกลับกัน บจ.ที่มีเงาร่างผู้ถือหุ้นซับซ้อนจะโดน discount

ความเสี่ยงเชิงกำกับ (Regulatory risk): หากไทยจัดการไม่เด็ดขาด อาจเสี่ยงถูกกดดันหรือเฝ้าระวังจากต่างชาติ/องค์กรระหว่างประเทศ ทำให้ธุรกรรมการเงินข้ามแดนช้าลง และสถาบันการเงินต่างชาติ “ยกระดับตรวจเข้ม” ลูกค้าจากไทย (ปิดกั้นเงินดีไปพร้อมเงินร้าย) ซึ่งรัฐบาลได้ส่งสัญญาณ “เร่งเดินหน้า” อยู่แล้ว 

มิติธุรกิจ: โอกาส–ความเสี่ยงสำหรับบจ.และโบรกเกอร์

โบรกเกอร์/ผู้ดูแลสภาพคล่อง: ต้องยกระดับ AML/KYC แบบ “ตามเส้นทางเงิน” ไม่ใช่เพียงตรวจเอกสารเปิดบัญชี ปรับระบบการแจ้งเตือนคำสั่งซื้อขายผิดปกติ (pattern-based alert) และทำงานเชิงรุกกับ AMLO/ก.ล.ต.

บริษัทจดทะเบียน: เร่ง “ยืนยันเจ้าของที่แท้จริง (beneficial owner)” ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่และคู่ค้าระดับสำคัญ พร้อมเปิดเผยเชิงรุก—ยิ่งในดีลเพิ่มทุน/ซื้อกิจการ เพื่อปิดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง

นักลงทุนสถาบัน: ปรับแรงถ่วง ESG → “E” ไม่พอ ต้องเพิ่ม “G” (governance) ในกรอบลงทุนไทย เน้นบริษัทที่รายงานโครงสร้างผู้ถือหุ้น/ธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง (RPT) ชัดเจน

จะจบอย่างไร: สิ่งที่ตลาด “อยากเห็น” ใน 90–180 วัน

Roadmap คดีและการเปิดเผยข้อเท็จจริงรายบริษัท: กรณี BCP มีการอายัดหุ้นและบริษัทชี้แจงแล้ว—ตลาดรอผลสอบทางนิติและมาตรการถาวร หากพบความผิดต้องมีบทลงโทษชัด หากไม่พบ ต้องประกาศผลให้ความเชื่อมั่นกลับมาเร็วที่สุด 

กรอบทำงานร่วมกันของ AMLO–ก.ล.ต.–ธปท.–ตลาดหลักทรัพย์: บูรณาการข้อมูลธุรกรรมการเงิน–คำสั่งซื้อขาย–นิติบุคคลข้ามแดน เพื่อ “ต่อจิ๊กซอว์” ให้เร็ว ลดโอกาสเงินผิดกฎหมายเข้าตลาดอีก (รัฐบาลประกาศ MOU ปิดช่องโหว่แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี) 

เกณฑ์เปิดเผย/ตรวจสอบผู้ถือหุ้นรายใหญ่ข้ามแดนเข้มขึ้น: กำหนดเส้นตายและรูปแบบเอกสาร beneficial owner ที่ตรวจสอบได้ ช่วยลดข่าวลือและแรงกดดันต่อราคาหุ้นโดยรวม

บทสรุป: ความเชื่อมั่น “วัดกันที่การบังคับใช้”

กรณีทุนเทาซื้อหุ้นไทยไม่ใช่แค่ข่าวเชิงอาญา แต่คือ “สัญญาณสถาบัน” ของตลาดทุนไทย ระยะสั้นมีความผันผวนเชิงความเชื่อมั่น แต่ระยะกลาง–ยาว หากรัฐ–ตลาด–เอกชน เดินเกมโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปิดช่องโหว่ AML/KYC ให้แน่น การอายัด–สืบสวนครั้งนี้จะกลายเป็น “จุดพลิก” เสริมเครดิตระบบ มากกว่าทำลายมัน กุญแจคือบทสรุปข้อเท็จจริงรายกรณี (เช่น BCP) และกรอบกำกับที่ทันสมัยเท่าทุนสมัยใหม่—เพื่อยืนยันว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นพื้นที่ของ “ทุนสะอาด โปร่งใส และแข่งขันได้” ไม่ใช่ทางผ่านของเงินสกปรกจากขบวนการสแกมเมอร์ข้ามแดน

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top