Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ภารกิจใหญ่ “ศักดิ์ศรีทัพลูกยางไทย” สมาคมฯ เคาะ 20 สาวตบ ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คน ลุยมหกรรม “ซีเกมส์ 2025”

(3 ธ.ค. 68) สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย จำนวน 20 คนชุดแรกสำหรับแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ "ป้องกันเหรียญทอง" ในสนามบ้านตัวเอง

ทีมภายใต้การคุมทัพของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จะเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท. พร้อมตรวจความพร้อมร่างกายและแท็กติก ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คนที่คาดว่าจะประกาศในวันที่ 7 ธันวาคม 2568

รายชื่อ 20 คนประกอบด้วยแกนหลักซึ่งผ่านประสบการณ์ระดับโลก เช่น 'ชัชชุอร โมกศรี', 'อัจฉราพร คงยศ' และ 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' รวมทั้งดาวรุ่งไฟแรงที่ผ่านสนามแข่งนานาชาติในปีนี้ จุดมุ่งหมายคือสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์กับความสด พร้อมรับมือโปรแกรมแข่งขันที่เข้มข้น

ซีเกมส์ 2025 คือเวทีสำคัญที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจะเผชิญความกดดันสูงสุดจากการเป็นเจ้าภาพ และการพัฒนาทีมคู่แข่งในภูมิภาค แฟนกีฬาไทยจึงหวังว่า "ไทยต้องเก็บเหรียญทองให้ได้" เพราะเป็นทั้งศักดิ์ศรีและอนาคตของวงการวอลเลย์บอลไทย

โดยภาพรวม ทีมดังกล่าวถือเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ในบ้าน หากการเตรียมพร้อมลงตัวและสภาพร่างกายของผู้เล่นหลักดีเพียงพอ ความสำเร็จที่รออยู่จึงไม่ไกลเกินเอื้อม

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

ขยับสถานะสู่สมาชิก BRICS เต็มตัว พร้อมชวนอินเดียร่วมเจ้าภาพต้านสแกมฯ ถกความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์เมียนมา และชายแดนไทย-กัมพูชา

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศไทยเผยว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายซุปรามณยัม ไชชานการ์ รมว.ต่างประเทศอินเดีย โดยไทยได้ขอการสนับสนุนจากอินเดียให้ช่วยผลักดันความต้องการของไทย ในการยกระดับจาก “รัฐภาคีหุ้นส่วน” ขึ้นเป็น “สมาชิกเต็มรูปแบบ” ของกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะในช่วงที่อินเดียจะทำหน้าที่ประธาน BRICS ในปี 2026

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือประเด็นนโยบายต่างประเทศท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะมิจฉาชีพออนไลน์ และการช่วยเหลือเหยื่อชาวอินเดียที่ได้รับผลกระทบบนแผ่นดินไทย ไทยได้เชิญอินเดียเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ “Global Partnerships to Combat Online Scams” ที่กรุงเทพฯ วันที่ 17–18 ธันวาคม 2025 พร้อมแสดงความสนใจจะเป็นเจ้าภาพร่วมในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และสถานการณ์ในเมียนมาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพชายแดนและความมั่นคงมนุษย์ของภูมิภาค ซึ่งทั้งไทยและอินเดียต่างมองว่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือด้านการทูตและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมควบคู่กันไป

สำหรับกลุ่ม BRICS จัดตั้งขึ้นในปี 2006 เดิมมีสมาชิกหลัก 5 ประเทศ คือ รัสเซีย บราซิล อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ปัจจุบันขยายรวมอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทย เบลารุส โบลิเวีย คาซัคสถาน คิวบา มาเลเซีย ยูกันดา และอุซเบกิสถาน เพิ่งได้รับสถานะ “รัฐภาคีหุ้นส่วน BRICS” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2025 และกำลังก้าวต่อไปสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบในอนาคต


ที่มา : Sputnik
 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

“วันคนพิการสากล ประจำปี 2568” เชิดชูเกียรติคนพิการต้นแบบ - หนุน 2 MOU ขยายโอกาสคนพิการสร้างอาชีพ พร้อมใช้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ

(3 ธ.ค. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการต้นแบบ ประจำปี 2568 และสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 อีกทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ 2) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU ) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย , องค์การคนพิการแต่ละประเภท , ภาคีเครือข่ายคนพิการ , คนพิการ , ผู้ดูแลคนพิการ , ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) วันนี้ (3 ธ.ค. 68) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1) นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568 จำนวนกว่า 500 รางวัล 3) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 4) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 5) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย ผู้แทนจาก United Nations (UN) และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 6) การเปิดตัวกิจกรรม Kick off "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" และ 7) นิทรรศการนำเสนอผลงานวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ และผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ  

สำหรับสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชู ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย , ไทยรัฐ กรุ๊ป , สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD , สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT , สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก , สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD , สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย , อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 , บ้านเมืองออนไลน์ และ THAILAND PLUS

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น กระทรวง พม. มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแล “คนพิการ” ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด และมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1)  บูรณาการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการลดรายจ่าย การสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาอาชีพคนพิการ 2) ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และ 3) พลิกโฉม One Stop Service : จุดเดียวจบครบถึงเบี้ย ด้วยการพัฒนาระบบการให้บริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนา 3 ระบบสำคัญ คือ การประเมินและรับรองความพิการ , การออกบัตรประจำตัวคนพิการ และการยื่นคำขอรับสวัสดิการเบี้ยความพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถรับบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูลคนพิการเพื่อการใช้งานร่วมกัน นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติเช่นเดียวกัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569 โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด บูรณาการความร่วมมือในการจัดงานฯ กับจังหวัด และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการทั่วประเทศ จำนวน 3,880,608 คน ซึ่งกระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนในเรื่องของสิทธิคนพิการ เพื่อส่งเสริมให้คนพิการและครอบครัวคนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง โดยการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้หลักเกณฑ์ทางกายภาพส่งผลให้คนพิการส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงหลักเกณฑ์และไม่สามารถทำบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่ตนมุ่งมั่นและตั้งใจจะขับเคลื่อนงานเพื่อให้คนพิการและครอบครัวคนพิการได้เข้าถึงสิทธิมากที่สุด คือการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ จากทางกายภาพเป็นทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังจะปรับเบี้ยความพิการให้เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนพิการ อย่างไรก็ตาม กระทรวง พม. พร้อมเคียงข้างคนพิการ และพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัวคนพิการ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างความเสมอภาคให้กับทุกคน และเป็นการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้มากที่สุด

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟ ให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ย้ำค่าไฟถูกกว่านี้แน่ หากรัฐจริงใจช่วยประชาชน  แนะตรวจสอบบิลค่าไฟให้ตรงตามอัตราจริง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาทว่า  หากต้องการจะช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนจริง ๆ แล้ว ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้มากกว่านี้ และควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.71 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ย้ำมาตลอดว่า ในปี 2569 ค่าไฟฟ้าควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.70 บาท สาเหตุที่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะภาครัฐมีแหล่งเงินที่สามารถนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของพี่น้องประชาชนได้ นั่นคือ “เงินชอร์ตฟอล” (Short Fall) ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เงินที่ ปตท.ขายก๊าซเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงต้องมีการคืนเงินส่วนเกินนี้ให้ กกพ. เพื่อนำมาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่ตนจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้สำรวจพบเงินในส่วนนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 12,000–13,000 ล้านบาท ซึ่งทาง กกพ. และ ปตท. ต่างยอมรับยอดเงินนี้แล้ว เหลือเพียงแต่ให้ กกพ. ออกคำสั่งเรียกให้ ปตท. จ่ายเงินในส่วนนี้เท่านั้น เพื่อนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน หากสามารถเรียกคืนเงินจำนวนนี้จาก ปตท. มาได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟของประชาชนลงได้อีกประมาณ 17 สตางค์  จากหน่วยละ 3.88 บาท เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ตามเป้าหมายที่ตนเคยบอกไว้

สำหรับรอบนี้ที่ กกพ.ประกาศลดค่าไฟลงมาอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท นายพีระพันธุ์ อธิบายว่า มาจากผลลัพธ์ของราคาก๊าซที่ถูกลง 6 สตางค์ และยังไม่ได้มีการนำ ‘เงินชอร์ตฟอล’ มาช่วยลดต้นทุนค่าไฟแต่อย่างใด

"ผมเสนอให้ กกพ. มีคำสั่งเรียกเงินส่วนนี้จาก ปตท. เพื่อนำมาสร้างประโยชน์ ลดค่าไฟให้ประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ก่อนที่ผมจะพ้นจากตำแหน่ง" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ กกพ. และกระทรวงพลังงาน ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การตรวจสอบว่าการคิดค่าไฟฟ้ากับประชาชนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยจะต้องอยู่ที่อัตราหน่วยละ 3.94 บาท สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 และหน่วยละ 3.88 บาท สำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นราคาหรืออัตราเฉลี่ยตามมติของ กพช. เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ตนจึงขอให้ประชาชนตรวจสอบบิลค่าไฟฟ้าจาก กฟน. สำหรับกรุงเทพมหานคร และจาก กฟภ. สำหรับจังหวัดในส่วนภูมิภาคว่ามีการเรียกเก็บถูกต้องตามอัตราดังกล่าวหรือไม่  ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะติดตามความคืบหน้าต่อไป
 

ออกมาตรการแบน ‘สมาร์ตโฟน’ ในโรงเรียน มีผลในระดับมัธยมศึกษาทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นไป หวังช่วยปรับสุขภาพจิตเด็ก และโฟกัสที่ดีขึ้น

(3 ธ.ค. 68) กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศมาตรการใหม่ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศ “ห้ามใช้สมาร์ตโฟนและสมาร์ตวอทช์ตลอดเวลาเรียน” เริ่มมีผลเดือนมกราคม 2026 จากเดิมที่ห้ามใช้เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น โดยจะขยายให้ครอบคลุมทั้งช่วงพักกลางวัน เวลาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน (CCA) รวมถึงชั่วโมงเสริม ซ่อม และติวเข้มต่าง ๆ โดยอุปกรณ์ของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในที่จัดเก็บที่โรงเรียนกำหนด หรือในกระเป๋าเรียนตลอดเวลา ยกเว้นกรณีจำเป็นที่โรงเรียนอนุญาตเป็นรายๆ ไป

MOE ระบุว่า แนวทางเดียวกันนี้ถูกใช้กับโรงเรียนประถมแล้วภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพระดับชาติ “Grow Well SG” และมีโรงเรียนมัธยมบางแห่งนำไปใช้ล่วงหน้าจนพบผลเชิงบวก เช่น เด็กมีสมาธิมากขึ้น สุขภาวะดีขึ้น และหันกลับมาพูดคุย–เล่นกับเพื่อนแบบเผชิญหน้ามากกว่าเดิม มาตรการใหม่ยังสอดรับกับการผลักดันแนวทางใช้หน้าจออย่างเหมาะสมในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว หลังผลสำรวจพบว่าเด็กจำนวนมากใช้หน้าจอเกินเวลาที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ

แม้รัฐบาลจะวาง “กรอบใหญ่” ให้แต่แต่ละโรงเรียนยังมีอิสระออกกฎระเบียบด้านวินัยของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในกรณีใช้มือถือหรือสมาร์ตวอทช์ผิดวัตถุประสงค์ โรงเรียนจะเน้นทำงานเชิงให้การศึกษา พูดคุยกับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ และช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางวินัยเมื่อจำเป็น เพื่อให้เด็กเข้าใจผลของพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนระดับที่สูงขึ้นอย่างจูเนียร์คอลเลจและ สถาบันมิลเลนเนีย (Millennia Institute) รัฐบาลคาดหวังว่านักเรียนมีวุฒิภาวะพอจะใช้มือถือและสมาร์ตวอทช์อย่างมีวินัย แต่ก็ยังคงจำกัดการใช้ในชั่วโมงเรียน ต้องได้รับอนุญาตจากครู ขณะที่นอกเวลาเรียนอาจใช้ได้เมื่อจำเป็น นอกจากนี้ MOE ยังขยับเวลา “ปิดเครื่องอัตโนมัติ” บนแอปจัดการอุปกรณ์การเรียนส่วนตัว (Device Management Application) ให้เร็วขึ้นจาก 23.00 น. มาเป็น 22.30 น. เพื่อช่วยให้เด็กวางหน้าจอเร็วยิ่งขึ้นและเข้านอนได้ตรงเวลา พร้อมเชิญชวนผู้ปกครองร่วมปรับกติกาที่บ้านให้สอดคล้องกับกฎใหม่

ด้าน กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า แนวทางและเหตุผลของมาตรการทั้งหมดจะถูกสื่อสารกับนักเรียนและผู้ปกครองผ่านหลายช่องทาง เช่น การปาฐกถาตอนเปิดเทอม สมุดพกนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกันตั้งแต่ต้นปีการศึกษา แจสมิน หลิว (Jasmin Lau) รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา กล่าวผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนจะทยอยแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมในช่วงต่อไป และหวังว่าผู้ปกครองจะร่วมมือกับโรงเรียนในการพาเด็กๆ ไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและมีสติ

ที่มา : https://www.channelnewsasia.com/singapore/secondary-school-can-use-phone-in-class-smartphone-screen-time-students-5495621
 

“วิว–กุลวุฒิ” ร่างกายไม่เต็มร้อย ขอช่วยชาติแค่ประเภททีม ยืนหยัดเป็นหัวใจของทีมชายไทย แบดมินตันซีเกมส์ 2025

(5 ธ.ค. 68) กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หรือ 'วิว' มือหนึ่งแบดมินตันทีมชาติไทย ออกมายืนยันว่าจะลงแข่งเพียงประเภททีมชายในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมงดลงประเภทชายเดี่ยวบุคคล เนื่องจากร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อยหลังผ่าฟันคุดและผ่านโปรแกรมหนักในปีนี้

'วิว' ระบุว่า "ไม่ใช่ไม่อยากลง แต่เดี๋ยวไม่ไหว" กับการเล่นทุกประเภทในโปรแกรมอัดแน่นของซีเกมส์ พร้อมประเมินสภาพร่างกายตัวเองอยู่ที่ประมาณ 80% และต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมรวมถึงความฟิตอีกเล็กน้อย

การตัดสินใจนี้มีเหตุผลสำคัญ ได้แก่ การเซฟร่างกายในระยะยาวเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเรื้อรังที่อาจกระทบต่ออาชีพในระดับเวิลด์ทัวร์และการทุ่มสมาธิเพื่อช่วยทีมชาติในประเภททีมชายอย่างเต็มที่ รวมถึงบทบาทผู้นำของ 'วิว' ในฐานะมือหนึ่งและรุ่นพี่ที่มีส่วนช่วยยกระดับทั้งทีม

ซีเกมส์ 2025 ถูกมองว่าเป็นศึกแบดมินตันที่เข้มข้นกว่าทุกครั้ง มีหลายชาติส่งนักกีฬาระดับโลกมาร่วมแข่ง และประเภทบุคคลที่แข่งถี่ในเวลาไม่กี่วันทำให้การลงหลายประเภทเป็นภาระหนัก ทั้งนี้ 'วิว' ยืนหยัดเป็นหัวใจของทีมชายไทย โดยที่เพียงแค่ชื่อเขาในไลน์อัปก็สร้างแรงกดดันต่อคู่แข่ง

แฟนแบดมินตันต่างมีความเห็นแตกต่างกัน บางส่วนเสียดายที่ไม่ได้เห็นเขาลงแข่งเดี่ยว ส่วนอีกฝ่ายชื่นชมที่เขารู้จักรักษาตัวเองและแสดงความรับผิดชอบต่อทีมชาติอย่างชัดเจน แม้ไม่ลงแข่งเดี่ยวแต่ 'วิว' ยังเป็นกำลังสำคัญของทีมและพร้อมกลับมาเต็มร้อยเมื่อร่างกายฟื้นตัว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top