Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

คว้ารางวัลระดับโลก Clark R. Bavin Wildlife Law Enforcement Award สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสัตว์ป่า ต่อสู้กับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ในระหว่างการประชุม CITES CoP20 ที่เมืองซามาร์คานด์ ประเทศอุซเบกิสถาน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับรางวัล Clark R. Bavin Wildlife Law Enforcement Award เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า

อธิบดีอรรถพลฯ ได้รับการยกย่องจากผลงานสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การสลายเครือข่ายอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การปราบปรามการลักลอบตัดไม้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่า บทบาทสำคัญในการส่งสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์กลับคืนถิ่นกำเนิด

พร้อมคำยกย่องจากคณะกรรมการว่า “For his visionary leadership, innovative enforcement strategies, success in dismantling environmental crime networks and suppressing illegal logging, dedication to resolving human-wildlife conflicts, and trailblazing work in endangered species repatriation.”

รางวัลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเจ้าหน้าที่ด่านหน้าผู้ทุ่มเททำงาน ยกย่องความกล้าหาญในภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง สนับสนุนการปกป้องสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ ส่งเสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศต่าง ๆ ยกระดับมาตรการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในระดับสากล

พิธีมอบรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอธิบดีอรรถพลฯ ในการปกป้องสัตว์ป่าและต่อสู้กับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ

ใครตกหล่นคนละครึ่งพลัสเฟสแรก เตรียมรับสิทธิ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ธ.ค. 68 นี้ ติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ให้พร้อม คาด!! ใช้ซื้อของร้านค้าคนละครึ่งทั่วไทย ม.ค. 69

ข่าวดีส่งท้ายปี 68! อัปเดตความคืบหน้าจากกระทรวงการคลัง "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" พร้อมแจกเงินอีกรอบ 4,000 บาท ให้ผู้ที่พลาดจากเฟสแรก และเติมเงินเพิ่มให้คนใช้สิทธิครบ คาดสแกน QR Code ถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่ง ได้ทั่วไทย เดือนมกราคม 2569 ยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ เป๋าตัง เช็กคุณสมบัติและวิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนใครที่นี่

ภายหลังจากที่โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟสแรก" ได้เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่ง 50% ของยอดใช้จ่าย ล่าสุดได้มีสัญญาณชัดเจนถึงความต่อเนื่องของโครงการ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ลงทะเบียนไม่ทัน หรือเปิดใช้งานไม่ทันตามกำหนดในเฟสแรก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมายืนยันด้วยตนเองถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ตกหล่นสิทธิ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหา เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม คาดการณ์ว่าการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากเฟสแรกมากนัก ซึ่งหมายความว่าผู้ที่พลาดโอกาสครั้งที่แล้ว มีสิทธิลุ้นรับเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท ในรอบนี้

จากการรายงานของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะสามารถ เริ่มต้นใช้งานได้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569

รายละเอียดโครงการทั้งหมดคาดว่าจะถูกสรุปและจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวลงทะเบียนและใช้จ่ายเงิน 4,000 บาท ในต้นปีหน้า

เพื่อให้การใช้จ่ายหมุนเวียนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย แนวคิดการจัดสรรสิทธิใน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ได้กำหนดไว้สำหรับ 2 กลุ่มผู้ใช้สิทธิหลัก ดังนี้

กลุ่มที่ 1: ผู้เคยร่วม "คนละครึ่งพลัส" เฟสแรก
ได้รับวงเงินเพิ่มเติม: หากใช้สิทธิครบ 2,000 บาทแล้ว รัฐบาลจะพิจารณาเติมเงินเพิ่มให้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่อง

กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟสแรก
ได้รับวงเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท: ต้องลงทะเบียนใหม่ใน เฟส 2 เพื่อรับสิทธิอย่างสมบูรณ์

คุณสมบัติหลักของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการยังคงเข้มงวดตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใส

-เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
-มีบัตรประจำตัวประชาชน
-ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ตามฐานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568)
-ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐบาลก่อนหน้า (รวมถึงโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5)

สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งาน หรือต้องการเตรียมความพร้อมก่อนการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ที่จะมาถึง การติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่าน "แอปพลิเคชัน เป๋าตัง" คือขั้นตอนสำคัญที่สุด

ดาวน์โหลดแอปฯ: ค้นหา "เป๋าตัง" ใน App Store หรือ Google Play/Play Store (รองรับ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iOS 15.0 ขึ้นไป) แล้วเลือก "ติดตั้ง" โดยธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ดูแลระบบแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

เปิดแอปฯ และให้ความยินยอม: เปิดใช้งานและกดให้ความยินยอมในการจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน: เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม และถ่ายรูปหน้าบัตร

ตรวจสอบข้อมูล/รับ OTP: ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อรับรหัส OTP 6 หลัก แล้วใส่รหัสที่ได้รับ 

กรอกข้อมูลและเลือกยืนยันตัวตน: กรอกข้อมูลบัตรประชาชนให้สมบูรณ์ และเลือกช่องทางยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย
 

คณะนักเรียนผู้แทนประเทศไทย คว้า 1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประเทศรัสเซีย

(3 ธ.ค. 68) การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568​ (IJSO 2025) ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน - วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีนักศึกษาจาก 24 ประเทศเข้าร่วม

สำหรับการแข่งขันประกอบด้วย 3 รอบ (แบบเลือกตอบ ทฤษฎี และปฏิบัติ) ในรอบเลือกตอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องตอบคำถาม 30 ข้อ (ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ข้อละ 10 ข้อ) ในรอบทฤษฎี ผู้เข้าแข่งขันต้องสอบวัดความรู้ทั้งสามวิชา ส่วนในรอบปฏิบัติ (ทดลอง) ผู้เข้าแข่งขันต้องดำเนินโครงการวิจัยที่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

โดยประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจะส่งนักเรียนและครูผู้สอนสูงสุด 6 คน การแข่งขันนี้เป็นหนึ่งในการแข่งขัน วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการ ค้นพบและบ่มเพาะเยาวชนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลงานของนักเรียนที่เป็นผู้แทนประเทศไทย ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง และ 5 เหรียญเงิน จากการแข่งขันในครั้งนี้ 


 

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

อันต่ำเตี้ยของพรรคการเมืองไทย ศาลตัดสินแล้วว่าผิด แต่ก็ยังใช้เอกสิทธิ์ ทำงานกินเงินเดือนต่อ

ถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่น วัยเรียน รวมถึงผู้ใหญ่ “คิดน้อย” จำนวนหนึ่งที่อยากมีที่ยืนในสังคมและเคยออกไปร่วม “ชูสามนิ้ว” จาบจ้าง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามท้องถนน คดีถึงที่สุดแล้วหลายคน โดนกันไปคนละหลายปี กรรมไล่ล่าทันในชาตินี้ ต่างเดินคอตกเข้าคุกรายวัน ชีวิตดับมืดเพราะหลงเชื่อคำปลุกปั่น ยกยอ แผนร้ายหลอกใช้ให้มาทำผิด 112  

เมื่อเลือกจะเป็นเหยื่อ ก็อย่าร้องคร่ำครวญเวลาต้องนอนในตะราง

เหยื่อผู้หลงผิด บ้างมาขอโอกาส ก็รีบเอาตัวออกห่าง “พรรคการเมืองปีศาจ” และก็มีไม่น้อยก่อนที่คดีจะสิ้นสุด ศาลเห็นใจให้ประกันตัวออกมาโดยหวังว่าจะสำนึก กลับใจเป็น “พลเมืองที่คิดเป็น” ของประเทศชาติ แต่เปล่าเลย ไปกระทำผิดซ้ำ ๆ เพิ่มโทษเพิ่มคดีอีกไม่รู้เท่าไหร่

เมื่อศาลหมดความเห็นใจยกเลิกการให้ประกันตัวเหยื่อไร้สำนึก ฝ่าย “ลัทธิตี๋เกลียดกษัตริย์” ก็รีบไปปลุกปั่นให้ “สามกีบสมองกลวง” กล่าวหาว่าศาลนั้นเป็นอันตราย และพุ่งโจมตีว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาต่อสังคมไทย สมควรต้องยกเลิก หรือช่วยกันกระทืบให้อ่อนปวกเปียกเหมือนมะเขือเผา เพื่อที่ “สามกีบสมุนตะวันตก” จะได้เคี้ยวและกลืนสถาบันลงคอไปได้ง่าย ๆ

เหยื่อ ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ติดคุกรายวัน เพราะไม่มี “เอกสิทธิ์” คุ้มครอง ผิดกับ “นักการเมืองสามกีบ” ขนาดศาลตัดสินว่าผิดจริง ต้องโทษจำคุกหลายปี แต่ก็ยังแสดงออกถึงการเป็นคนไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าละอาย หน้าด้านใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” คุ้มครองตนเองให้ทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปหน้าตาเฉย เปลือยธาตุแท้ให้เห็นว่าไม่ได้แคร์ประชาชน ไม่ได้แคร์สังคม ไม่ได้แคร์เกียรติยศของตนเอง

คดีเดียวกัน แสดงพฤติกรรมเลว ๆ เหมือนกัน แต่การเป็น สส. ทำให้ไม่ต้องติดคุก จึงรีบฉวยใช้โอกาสของการอยู่นอก “กรงขังกีบ” เร่งหาวิธีแก้กฎหมาย หวังให้พวกพ้องที่โดนคดี 112 พ้นผิดแบบเท่ ๆ 

ประเทศไทยถ้าอยากเจริญ ควรยกเลิก “เอกสิทธิ์บาป” นี้ก่อนโดยเร็ว มิเช่นนั้น “สส. โจร” จะไม่มีทางเข็ดหลาบ แต่ใครล่ะจะจริงใจมาแก้กฎหมายให้สังคมไทยได้ประโยชน์ ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คิดดีเช่นนี้สักคนจริง ๆ หรือ?

คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศไทย


โดย : แจ็ค รัสเซล

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา_TEST

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

“ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้

โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
-งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
-โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
-การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา
-หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน

นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

“บิ๊กคลีนนิ่ง” เมืองหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมให้คำมั่น “จะเร่งคืนความปกติให้เมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 68 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ภายหลังสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่กำลังเร่งระดมสรรพกำลังปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเมือง (Big Cleaning) เพื่อชะล้างดินโคลน และขยะที่ตกค้าง พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการช่วยเหลือประชาชน โดยได้ลงพื้นที่สำรวจจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่สาธารณะ 4 จุดหลัก ดังนี้ โซน 1 โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อดูแลความสะอาดบริเวณสถานพยาบาลให้พร้อมรองรับผู้ป่วย โซน 3 ตลาดกิมหยงซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมือง บริเวณรอบ ถนนเพชรเกษมเส้นทางคมนาคมหลัก และตลาดสดแหล่งปากท้องของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้เดินเท้าพบปะพูดคุยกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด โดยได้กล่าวเน้นย้ำ และให้คำมั่นสัญญาว่า “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด”


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top