Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

เพื่อไทย เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'สุริยะ-ยศชนัน-จุลพันธ์' เตรียมกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรค 16 ธ.ค.นี้

(15 ธ.ค. 2568) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จำนวน 3 คนที่จะเปิดตัววันที่ 16 ธ.ค.ในกิจกรรม "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" จะประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักวิชาการ เคยทำวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ร่างกายขยับไม่ได้ แต่สมองยังทำงานจากเคสคนที่ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์มาแล้ว

อีกสองคน คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย คนในพรรคต่างให้การยอมรับ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถสามารถ ขึ้นเวทีดีเบตในนามพรรคเพื่อไทยได้ และมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้ง 3 คน จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย

กกต.เคาะแล้ว วันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เปิดรับสมัคร สส. 27-31 ธ.ค.68 เช็กวันเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น การประชุมกกต.วันนี้ สำนักงานได้เสนอร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กกต.พิจารณา โดยที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานเสนอ ดังนี้

1.วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

2.วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้งวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

3.วันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้ วันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศกำหนด

ส่วนวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

4.กำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขตเลือกตั้ง / นอกเขตเลือกตั้ง / นอกราชอาณาจักร) ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

5.การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 

ทั้งนี้ สำนักงานกกต.จะได้ส่งประกาศดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

เขี้ยวหนูลากดิน!! วงการการเมืองไทยฝุ่นตลบ เมื่อความเถื่อน โหด และทรยศ กลายเป็นทักษะเอาตัวรอดต้องชิงยุบสภา สามกีบชังเจ้า หนีทหาร โดนลูกหลงเต็ม ๆ

ยุคสมัยนี้นักการเมืองไทยถ้าไม่เถื่อน ดิบ โหด และสกปรกเข้าขั้น ก็ยากจะไปต่อและอยู่รอดได้แบบเท่ ๆ แถมใจยังต้องอำมหิต สัจจะก็ห้ามมี ต้องโกหกหน้าด้าน ๆ ให้ชำนาญ ไม่เช่นนั้นเหล่า “มหาโจรร่วมก๊วนห้อย” จะไม่มีวันไว้เนื้อเชื่อใจ 

ถ้าไม่แตะระดับ “เขี้ยวหนูลากดิน” โอกาสจะปีนขึ้นสูงแล้วเอามือกะล่อนปิดแผ่นฟ้าด้วยความโลภในใจ ยังไงก็ปิดไม่ทั่ว ต้องชั่วให้สุด โลภชนิดที่คาดไม่ถึง “วงการสแกมเมอร์” ถึงจะซูฮกยอมให้เป็น “คุณหนูขาใหญ่” คลุมประเทศที่มีประชากรอ่อนเกมชีวิตมากถึง 30 ล้านเป็นอย่างน้อยได้สำเร็จ 

การทรยศใครต้องทำได้ทันที อย่ารีรอ โดยเฉพาะการ “ทรยศประชาชนคนไทย” ถ้าเกมแห่งการหักหลังนั้นเราได้ผลประโยชน์ลับ ๆ ของชาติ รวมถึงปกปิดความชั่วของเราได้จริง และถ้าจะมีพรรคการเมืองใดที่หน่อมแน้ม อ่อนหัด ตื้นเขิน วัน ๆ คิดแต่จะแก้รัฐธรรมนูญหวัง “ล้มล้างสถาบัน” ก็รีบฉวยโอกาสนี้ ทับถมมันตามน้ำแรง ๆ ไม่ต้องไปแคร์ไก่อ่อนแถมซ่อนชั่วที่เพิ่งจะเริ่มหัดขัน ด้วย “โลกของคนบาป” ต้องหยาบเกินบรรยาย กระหายแค่ผลประโยชน์อย่างเดียว อย่าหยุด อย่าพอ อย่ารอข้ามวัน

ยิงนกนัดเดียว จากกระสุนราคาถูกแถวบุรีรัมย์ ก็สามารถหลอกต้ม “เหล่าคนโง่” ที่หลงเปลือกคนมากกว่าแก่น ก็จะได้ใจคนเบาปัญญาว่าเป็น “หนูน้ำดี” หนำซ้ำจะพากันกาเลือก “กลุ่มก๊วนหนูเทา” ให้ไปต่อยาว ๆ บนผืนแผ่นดินทอง 

มาถูกทางแล้วครับน้องหนู

ส่วน “ไอ้หนูสามกีบ” ทั้งที่โดนคดี 112 และหนีการเกณฑ์ทหาร เมื่อ “เอกสิทธิ์คุ้มกะลาโจร” ถูกตัดขาด ปัญหาของพวก “ส้มขี้กลาก” เหล่านี้ก็มีอยู่แค่สองวิถี หนึ่งคือตะรางขัง “สส.ชั่ว” กับสองคือเส้นทางธรรมชาติ ที่สามารถขี้เยี่ยวระหว่างหนีคดีได้ทุกตารางชีวิต 

แต่อย่างหลังสำหรับวันนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดระเบิด เพราะขนาดพวกเดียวกันยังหลงเดินไปเหยียบจนขาขาด แล้ว “คนที่ทรยศชาติตัวเอง” เขมรมันจะปล่อยแกไว้หรือ “ไอ้ส้มเน่า”  


โดย แจ็ค รัสเซล

ประตูหลังสู่ทำเนียบขาว!! ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐ อเมริกา เงาอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาล หนึ่งในธุรกิจสุดเฟื่องฟูยุค "ภาษีทรัมป์" จนมาถึงบทบาทปั่นข่าวเอียงเขมรใส่ร้ายไทย

ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นอกเหนือจากอาคารรัฐสภา ทำเนียบขาว และอาคารหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ยังมีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการเมืองและนโยบายสาธารณะของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ (Lobbying Industry) ซึ่งเป็นกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน กลุ่มผลประโยชน์ และผู้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐบาล

ล็อบบี้ยิสต์คือบุคคลหรือองค์กรที่ได้รับการว่าจ้างให้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล โดยเฉพาะการออกกฎหมาย นโยบาย และการจัดสรรงบประมาณ เพื่อประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งอาจเป็นบริษัท สมาคมอุตสาหกรรม กลุ่มแรงงาน หรือแม้แต่รัฐบาลต่างประเทศ

แม้ว่าการล็อบบี้จะเป็นกิจกรรมที่ถูกกฎหมายและได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิเสรีภาพในการยื่นคำร้องต่อรัฐบาล (Right to Petition) ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความโปร่งใสและอิทธิพลที่มากเกินไปของเงินทุนต่อกระบวนการประชาธิปไตย

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐอเมริกาเป็นอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาล ตามข้อมูลจาก Center for Responsive Politics (OpenSecrets.org) ในปี 2022 มีการใช้จ่ายเงินเพื่อการล็อบบี้มากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีล็อบบี้ยิสต์ที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการมากกว่า 12,000 คน

อุตสาหกรรมที่ใช้จ่ายเงินล็อบบี้มากที่สุด ได้แก่:

ภาคเภสัชกรรมและสุขภาพ - ใช้จ่ายกว่า 700 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ภาคการเงินและประกันภัย - ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์
ภาคอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี - กว่า 500 ล้านดอลลาร์
ภาคพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ - ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์

ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ มีบทบาทอย่างสูง ในช่วงที่นโยบาย "America First" และ "ภาษีทรัมป์" มีอิทธิพลอย่างสูง บทบาทของบริษัทเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญขึ้น

นั้นเพราะในระบบการเมืองสหรัฐฯ ที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การมี "สายตรง" หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนวงในถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

 ปรากฏการณ์ "Revolving Door": นี่คือรูปแบบธุรกิจที่แพร่หลายที่สุด บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งสูงในรัฐบาล (เช่น อดีตสมาชิกสภา, อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว, หรืออดีตหัวหน้าหน่วยงานรัฐ) จะออกจากตำแหน่งมาเป็นล็อบบี้ยิสต์ โดยใช้ความรู้ความสัมพันธ์ และข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากตำแหน่งเดิม เพื่อผลักดันผลประโยชน์ให้กับลูกค้า

 ความใกล้ชิดกับผู้นำ: ในยุคของทรัมป์ การเข้าถึงทำเนียบขาวโดยตรงมีความสำคัญกว่ากลไกการเมืองแบบเดิม บริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่จ้างบุคคลใกล้ชิดกับทรัมป์ หรือเคยร่วมงานในแคมเปญหาเสียง (Loyalists) สามารถอ้างถึงความสามารถในการส่งสารตรงถึงผู้นำได้ ซึ่งเป็นจุดขายที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเร่งด่วน

นโยบายการค้าและการจัดเก็บภาษี (Tariffs) ในยุคทรัมป์ มีความเฉพาะเจาะจงและมักประกาศอย่างกะทันหันภายใต้หลักการ "America First" ซึ่งสร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อธุรกิจทั่วโลก ในสถานการณ์เช่นนี้ บริษัทล็อบบี้ยิสต์มีบทบาทสำคัญ 3 ประการ:

 การจัดการความเสี่ยงด้านภาษี (Tariff Mitigation): ลูกค้าหลักคือบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาษีนำเข้า (เช่น บริษัทจีน, ผู้ผลิตเหล็ก/อะลูมิเนียม หรือภาคเกษตร) ล็อบบี้ยิสต์จะทำงานเพื่อขอให้รัฐบาลยกเว้นภาษี (Exclusion) หรือลดผลกระทบของภาษีสำหรับสินค้าเฉพาะอย่างของลูกค้า

 การกำหนดวาระการเจรจา: สำหรับรัฐบาลต่างประเทศที่กำลังเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ (เช่น การเจรจา NAFTA/USMCA) บริษัทล็อบบี้ยิสต์จะช่วยกำหนดวาทกรรม และเชื่อมโยงผู้นำต่างชาติเข้ากับผู้มีอำนาจตัดสินใจในคณะรัฐบาล เพื่อให้ข้อเสนอของตนเป็นที่ยอมรับ

 การเชื่อมโยงกับพรรครีพับลิกัน: เนื่องจากนโยบายภาษีทรัมป์ขับเคลื่อนโดยฝ่ายบริหารและพรรครีพับลิกันเป็นหลัก บริษัทล็อบบี้ยิสต์ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับผู้นำพรรคและสมาชิกสภาจึงสามารถเข้าถึงช่องทางในการโน้มน้าวและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วกว่า

นอกจากนี้ ล็อบบี้ยิสต์ ยังรับจ้างรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ในต่างประทศด้วย ยกตัวอย่างกรณีของ National Consulting Services, Inc. (NCS) ภายใต้การนำของ ดอน เบนตัน (Don Benton) สะท้อนภาพธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในยุคทรัมป์ได้อย่างชัดเจน:

 ความเชื่อมโยงกับทรัมป์: ดอน เบนตัน คือหนึ่งใน ผู้จงรักภักดี (Loyalists) ที่มีบทบาทสูงในแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ และเคยได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ (เช่น ผู้อำนวยการ Selective Service System)

 จุดขายคือ "สายตรง": ประสบการณ์ 45 ปีและความใกล้ชิดกับศูนย์อำนาจในยุคทรัมป์ ทำให้ NCS มีจุดขายที่แข็งแกร่งในการเป็นสะพานเชื่อมสู่ผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงสุดในฝ่ายบริหารและรัฐสภา

 บทบาทรับจ้างกัมพูชา: การที่รัฐบาลกัมพูชาเลือกจ้าง NCS ในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในวอชิงตัน ดี.ซี. สะท้อนให้เห็นว่า กัมพูชา ซึ่งมีความขัดแย้งกับไทยอยู่ในขณะนี้ เลือกใช้เครื่องมือล็อบบี้ยิสต์ที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจพรรครีพับลิกันและคนรอบตัวทรัมป์ เพื่อให้บรรลุผลประโยชน์ทางการทูตและยุทธศาสตร์ของตนในสหรัฐฯ โดยเริ่มต้นจากการจ้างงานเจรจาภาษีทรัมป์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมาจนถึงเกิดความขัดแย้งกับไทย และใช้ในการทำสงครามข้อมูลข่าวสาร ด้วยการนำเสนอข้อมูลด้านบวกทางฝั่งกัมพูชาไปยังผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำโลก ให้เอนเอียงเข้าข้างกัมพูชาอย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป ธุรกิจล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคที่นโยบายของผู้นำมีความเป็นปัจเจกสูง เป็นการซื้อการเข้าถึงและความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าการซื้อนโยบายทางเทคนิค บริษัทอย่าง NCS จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ความใกล้ชิดกับคนรอบตัวผู้นำเพื่อเป็น "ประตูหลัง" ในการผลักดันวาระของลูกค้าต่างชาติในวอชิงตันนั่นเอง

ภัยคุกคามข้ามชาติ!! แฉเครือข่ายทหารรับจ้างต่างชาติ “CPU” ปักฐานในกัมพูชา ศูนย์ฝึกกำลังคนป้อนอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างขุมกำลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงและการสืบสวนข้ามชาติ ระบุถึงบทบาทของบริษัททหารรับจ้างเอกชนระดับนานาชาติชื่อ Close Protection Unit หรือ CPU ซึ่งถูกจับตาว่าปฏิบัติงานในกัมพูชาและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

CPU ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดย Krisztian Korom อดีตนักสืบเอกชนชาวฮังการี เดิมดำเนินงานในลักษณะบริษัทคุ้มครองบุคคลและรักษาความปลอดภัยระดับสูง ก่อนจะขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่ภารกิจด้านความมั่นคงเชิงยุทธวิธีในหลายประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ต่อมาบริษัทเริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นในบริบทของกัมพูชาตั้งแต่ราวปี 2020 เป็นต้นมา ไม่ใช่เพียงในฐานะพื้นที่รับงานทั่วไป แต่ในฐานะฐานปฏิบัติการที่มีนัยสำคัญเชิงโครงสร้าง

แหล่งข่าวหลายฝ่ายให้ข้อมูลตรงกันว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นทั้งฐานปฏิบัติการและศูนย์ฝึกอบรมของ CPU สำหรับการจัดหา คัดเลือก และเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการทหารและความมั่นคง ก่อนจะส่งต่อไปยังพื้นที่ความขัดแย้งหรือพื้นที่ผลประโยชน์ในประเทศอื่น รูปแบบดังกล่าวทำให้กัมพูชากลายเป็นจุดพักกำลังและศูนย์กลางการหมุนเวียนบุคลากรของบริษัททหารรับจ้างเอกชน โดยดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่การกำกับดูแลของรัฐถูกตั้งคำถามจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือข้อกล่าวอ้างเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง CPU กับกลุ่มทุนสีเทาในกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทในธุรกิจคาสิโน คอมพาวด์ปิด และกิจกรรมที่เข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แหล่งข่าวบางรายระบุว่า บุคลากรด้านความมั่นคงที่ได้รับการฝึกจาก CPU ถูกใช้ในการคุ้มครองผลประโยชน์ของเครือข่ายเหล่านี้ รวมถึงการควบคุมพื้นที่และบุคลากรภายในคอมพาวด์ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ CPU ยังถูกเชื่อมโยงกับบริษัททหารรับจ้างสัญชาติจีนชื่อ Shadow Defense ซึ่งเคยจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ก่อนเลิกกิจการไปในเวลาต่อมา ความเชื่อมโยงดังกล่าวสะท้อนภาพของเครือข่ายความมั่นคงเอกชนข้ามชาติที่ทำงานทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจ ความมั่นคง และการเมือง โดยมีการเคลื่อนย้ายกำลังคนและทรัพยากรข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

 กรณีของ CPU ไม่ใช่เพียงเรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้กัมพูชากลายเป็นพื้นที่รองรับบริษัททหารรับจ้างเอกชนและเครือข่ายกำลังติดอาวุธนอกระบบรัฐ การใช้ประเทศหนึ่งเป็นฐานฝึกและฐานปฏิบัติการเช่นนี้ เปิดช่องให้กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถสนับสนุนกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้งในภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในขั้นการสืบสวนและรวบรวมหลักฐาน แต่คำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบคือ ใครคือผู้ให้การคุ้มครองทางการเมืองแก่เครือข่ายเหล่านี้ และกำลังคนที่ได้รับการฝึกในกัมพูชาถูกส่งไปปฏิบัติการในพื้นที่ใดบ้าง ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนอกภูมิภาค ประเด็นนี้กำลังถูกจับตาในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค ที่ประชาคมระหว่างประเทศอาจไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป

'COCKTAIL' ปิดฉากวง ย้อนชมคอนเสิร์ตสุดอลังการ ปล่อยบน Netflix และของสะสมมีให้เก็บ ทัวร์สุดท้าย 24 ธ.ค. ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วงประกาศยุติปี 2568 จุดจบสมบูรณ์แบบ

 

(16 ธ.ค. 68) วงดนตรีชื่อดัง 'COCKTAIL' กำลังจะปิดฉากการเป็นวงในปี 2568 หลังร่วมสร้างประวัติศาสตร์ดนตรีไทยมานานกว่า 23 ปี โดยวงได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้าย "COCKTAIL EVER LIVE" เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2568 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน และได้นำคอนเสิร์ตนี้กลับมาฉายบนแพลตฟอร์ม Netflix พร้อมจัดทำเป็นสื่อสะสมทั้ง Blu-ray, Vinyl และ CD เพื่อให้แฟนเพลงได้เก็บรักษาความทรงจำ

 

คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฉายซ้ำเท่านั้น แต่ยังยกระดับประสบการณ์ด้วยภาพระดับ 4K และเสียงระบบ Dolby Atmos อีกทั้งยังมีมุมกล้องพิเศษที่ช่วยให้เห็นโปรดักชัน แสง สี เสียง และพลุไฟอย่างเต็มตา รวมถึงแขกรับเชิญชื่อดังมากมาย อาทิ 'BOWKYLION', 'ตูน BODYSLAM', 'ปั๊บ POTATO' และวงซิมโฟนี 28 Orchestra ที่เสริมความยิ่งใหญ่ให้บรรยากาศ

 

กลุ่มแฟนเพลงยังสามารถสั่งซื้อของสะสมพิเศษ เช่น Vinyl Box Set ราคา 6,900 บาท Blu-ray 2,900 บาท และ CD 1,290 บาท โดยมีช่วงพรีออร์เดอร์ตั้งแต่ 7–24 ธันวาคม 2568 ผ่านช่องทางออนไลน์ สำหรับแฟนเพลงทุกคนได้เตรียมใจรับการอำลากันอย่างสมบูรณ์

 

นอกจากนี้ 'COCKTAIL' ยังจัดทัวร์ "77 EVER TOUR" และปิดฉากด้วยโชว์สุดท้ายที่สนามกีฬาเทพหัสดิน กรุงเทพฯ ในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 โดยเปิดให้แฟนเพลงเข้าร่วมฟรีผ่านระบบลงทะเบียนลุ้นสิทธิ์ ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันเกิดวง

 

วงได้ประกาศยุติบทบาทตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยระบุว่า หลังปี 2568 จะไม่เล่นในนามวงอีก และ "นี่เป็นบทสรุปที่ตั้งใจ "จบให้ดีที่สุด" และเป็นการบอกลาอย่างสมบูรณ์แบบ"

 

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10060509

ชี้ทางแก้วิกฤตชายแดน 'ผู้พันแซม-เฟื่องวิชช์' เปิดแผนปฏิบัติการบุกกัมพูชา แนะทัพไทยยึด 'ปอยเปต-เกาะกง' ชิงอำนาจต่อรอง-จัดการสแกมเมอร์

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ 'ผู้พันแซม' อดีตผู้บังคับกองพันทหารม้า กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เสนอแผนการสู้รบของกองทัพไทยเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า หากกองทัพไทยยังคงจำกัดการสู้รบไว้เพียงแนวชายแดน ความขัดแย้งจะไม่มีวันจบสิ้น จึงเสนอให้กองทัพใช้กลยุทธ์ ‘รุกเร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด’ เจาะลึกเข้าไปในจุดไข่แดงของฝ่ายตรงข้าม

เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา พันเอก เฟื่องวิชชุ์ เสนอแผนยุทธวิธี โดยแบ่งเป็น 2 มิติสำคัญ คือ ทางบก และ ทางทะเล ในมิติทางบก กองทัพภาคที่ 1 ต้องใช้กองพันรถถังรุกคืบเข้าไปยังปอยเปต ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชาไม่คาดคิดว่าไทยจะกล้าบุกเข้าไปลึกถึงขนาดนั้น การรุกคืบที่รวดเร็วและรุนแรงนี้จะส่งผลให้กองกำลังกัมพูชาจากทั้งพื้นที่บริเวณด้านบนและด้านล่างของประเทศกรูกันเข้ามาช่วยทัพที่ปอยเปต ส่งผลให้แนวรบหลักของกองทัพภาคที่ 2 รบได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังโดยการมีกองกำลังทหารม้าป้องกันทางปีกซ้ายและขวา เพื่อกันไม่ให้กองกำลังกัมพูชาตีโอบล้อมกองพันรถถังที่มุ่งหน้าสู่ปอยเปต

ส่วนในมิติทางทะเล พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ได้เสนอให้กองทัพเรือเปลี่ยนยุทธวิธี จากที่เคยใช้เรือฟริเกตแค่ป้องกันการขนส่งน้ำมัน กองทัพเรือควรเข้ายึดเกาะกงของกัมพูชา เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่และบีบให้กองกำลังกัมพูชาที่ป้องกันปอยเปตต้องแบ่งกำลังลงมาช่วยเกาะกง ซึ่งจะทำให้กองทัพภาคที่ 1 ที่อยู่บริเวณปอยเปตสามารถเข้ายึดได้ง่ายยิ่งขึ้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ในปัจจุบันพื้นที่ตามแนวสันปันน้ำตามความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดบุรีรัมย์ ทำการยึดพื้นที่สำคัญ เช่น เนิน 677 ไว้ได้อย่างมั่นคงนั้น ถือเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่การจะเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาที่ได้เปรียบในภายหลังนั้น กองทัพไทยต้องมีอำนาจต่อรองจากการยึดครองตามที่ระบุไปข้างต้น

พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าวอีกว่า การทอดเวลาที่ผ่านมาถึง 4 เดือน นับตั้งแต่มีการสั่งให้กองทัพไทยหยุดปฏิบัติการในเดือนกรกฎาคมนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่กองทัพกัมพูชาใช้ในการเตรียมความพร้อมและวิเคราะห์แม่ทัพแต่ละฝ่ายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ถึงความเคลื่อนไหวของไทยอย่างแน่นอน

“กองทัพไทยมีกำลังรบเหนือกว่ากัมพูชามาก และยังมีกองทัพอากาศที่พร้อมสนับสนุนในการเปิดน่านฟ้า ถ้าเรายึดปอยเปตได้จะช่วยสามารถจัดการสแกมเมอร์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าตั้งฐานอยู่ที่นั่น และช่วยเหลือคนไทยที่เดือดร้อนได้มากขึ้นกว่าเดิม” พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการทหาร การเมือง และการกีฬา โดยสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 33 และระดับปริญญาโทด้านการจัดการ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยทหารม้ารักษาพระองค์ รวมถึงเป็นอาจารย์ถวายงานในการทรงม้าแด่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเคยเป็นนักกีฬาขี่ม้าเหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นนายกสมาคมขี่ม้าอาเซียน สำหรับบทบาทด้านการเมือง พันเอกเฟื่องวิชชุ์ เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

รัสเซียเอาคืน!! แบงก์ชาติฟ้อง Euroclear เรียกค่าเสียหาย 2.29 แสนล้านดอลลาร์ ตอบโต้ EU อายัดทรัพย์ เขย่าความน่าเชื่อถือยุโรป

 

(16 ธ.ค. 68) รัสเซียดำเนินการตอบโต้สหภาพยุโรป (EU) อย่างฉับไว หลัง EU ประกาศอายัดทรัพย์สินรัสเซียในยุโรป โดยธนาคารกลางรัสเซียเรียกค่าเสียหาย 229.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Euroclear ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์กลางในเบลเยียม ผ่านศาลอนุญาโตตุลาการกรุงมอสโกที่รับคำฟ้องเรียบร้อยแล้ว

 

มาตรการของ EU เป็นการอายัดทรัพย์สินรัสเซียแบบไม่มีกำหนด คิดเป็นมูลค่าราว 210,000 ล้านยูโร เพื่อนำเงินไปสนับสนุนทางการเงินและทหารแก่ยูเครน โดยหลีกเลี่ยงข้อกำหนดที่ต้องเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากสมาชิก EU ทุกประเทศ

 

นาง 'มาเรีย ซาคาโรวา' โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย แถลงในวันเสาร์ว่า "การกระทำของ EU เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง" โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อระบบการเงิน EU เท่านั้น แต่ยังบั่นทอนชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และสถานะของ EU ในสายตานานาชาติ

 

ประเด็นนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและ EU ที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาท และการสนับสนุนทางทหารของ EU ต่อยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

 

ที่มา : Sputnik

 

ปตท.สผ. เดินหน้าขยายการดำเนินงานในมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วมการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 ขยายฐานการเติบโตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

(16 ธ.ค. 2568) นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท พีทีทีอีพี เอสจี โฮลดิ้ง พีทีอี แอลทีดี (PTTEP SG Holding Pte. Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัท TotalEnergies SE (TTE) ในโครงการ เอสเค408 ผ่านการเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 49.99 ในบริษัท AzurVista Resources Pte. Ltd. (AzurVista Resources) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TTE โดย AzurVista Resources ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 20 ในแปลงเอสเค408 ซึ่งจะส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการดังกล่าวร้อยละ 9.998

แปลงเอสเค408 เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสท ตั้งอยู่นอกชายฝั่งน้ำตื้น ในประเทศมาเลเซีย โดยปัจจุบันมีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และคอนเดนเสท ประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้กับบริษัทฯได้ทันที นอกจากนี้ โครงการยังมีแผนจะเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

“การขยายฐานลงทุนในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท เป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของ ปตท.สผ. รวมทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้จับมือกับ TotalEnergies ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันมาอย่างยาวนานในหลายภูมิภาคของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลักดันแปลงเอสเค408 ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และต่อยอดการเติบโตให้กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานของประเทศมาเลเซีย” นายมนตรีกล่าว

ปัจจุบัน ปตท.สผ. ยังมีการลงทุนกว่า 10 โครงการ ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในระยะการผลิต การพัฒนา และการสำรวจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top