Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ช้างศึกพ่ายเวียดนาม!! เจ้าภาพไทยพลาดทองฟุตบอลชายซีเกมส์ โดนเวียดนามทวงแชมป์ ครั้งแรกในรอบ 50 ปี พลาดทองในบ้าน โค้ชขอโทษ ยันทีมยังต้องลุยต่อ U23

(19 ธ.ค. 68) ฟุตบอลชายซีเกมส์ 2025 รอบชิงชนะเลิศ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ทีมชาติไทย เจ้าภาพและแชมป์ 16 สมัย ขึ้นนำเวียดนาม 2-0 ในครึ่งแรก แต่สุดท้ายพ่ายแพ้ 2-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ตัดสินโดยเวียดนามพลิกเกมกลับมาแซงชนะอย่างน่าตื่นเต้น ทำให้ไทยพลาดแชมป์สมัยที่ 17 ท่ามกลางแฟนบอลเต็มสนามกว่า 17,000 คน

ไทยเข้าสู่รอบชิงจากการเป็นแชมป์กลุ่มเอ ขณะที่เวียดนามเป็นแชมป์กลุ่มบี และมีเป้าหมายชัดเจนในการล้มเจ้าภาพ เกมเริ่มต้นด้วยไทยที่ทำประตูนำ 2 ครั้งจากฟรีคิกของ 'ยศกร บูรพา' และลูกยิงของ 'เสกสรรค์ ราตรี' ก่อนจะถูกตีเสมอจากจุดโทษและลูกโหม่งของเวียดนามในครึ่งหลัง

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 96 เวียดนามได้ประตูชัยจาก 'เหวียน ทรันห์ นาห์น' จบเกมไทยเสียทองในบ้านครั้งแรกในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ปี 1975 ที่ไทยได้ทองฟุตบอลชายซีเกมส์ทุกครั้งที่เป็นเจ้าภาพ

'โค้ชวัง' ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ขอโทษแฟนบอลและรับผิดชอบผลงาน พร้อมชี้ว่าการเสียประตูเร็วในครึ่งหลังเป็นจุดเปลี่ยนเกม และยืนยันว่าทีมยังต้องเดินหน้าต่อในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีที่ซาอุดีอาระเบียในเดือนม.ค. 2026 นี้

ที่มา : https://www.matichon.co.th/sport/seagames2025/news-seagames2025/news_5511756

นำเวิร์กช็อปว่าที่ผู้สมัครสส. รวมไทยสร้างชาติ ย้ำจุดยืน "เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ปิดฉากรบสยบเขมร ปราบทุจริต-สแกมเมอร์ ผลักดันลดค่าไฟ-น้ำมัน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

‘พีระพันธุ์’ นำเวิร์กช็อปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส. รทสช.ทั่วประเทศ ย้ำจุดยืน ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัครฯ ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแกนสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักจะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือแนวคิด ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการมีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหาและพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยแนวนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาราคาพลังงาน ปัญหาภาคเกษตร และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้ วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวสรุปประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโรที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมในการยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกนโยบายเรือธงของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรีควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ของรางวัลไม่เบา!! สาวหาดใหญ่ดวงปัง จับสลากได้ตู้เย็นกลางสวนลุมฯ แต่ปลายทางอยู่สงขลา ชาวเน็ตแนะ ‘ไปรษณีย์ช่วยได้’

(19 ธ.ค. 68) สาวจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กลายเป็นไวรัลในโซเชียล หลังจับสลากขำ ๆ งานกาชาด 2568 ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้รางวัลที่ 2 เป็นตู้เย็นขนาดใหญ่ ทำให้ชาวเน็ตสนุกกับคำถามที่ว่า "แล้วเอากลับบ้านยังไง?"

ผู้ใช้ TikTok @mewtanaa เล่าโมเมนต์ที่ได้รางวัลใหญ่ ถึงความช็อกปนขำกับตู้เย็นที่หิ้วกลับบ้านลำบาก โดยมีคอมเมนต์จากชาวเน็ตทั้งแซวและช่วยคิดทางออก ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้ติดต่อบูธไปรษณีย์ในงานเพื่อจัดส่งกลับบ้านแทน

งานกาชาดปีนี้มีร้านไปรษณีย์ไทยออกร้าน พร้อมบริการส่งพัสดุขนาดใหญ่ (EMS JUMBO) รองรับของรางวัลอย่างตู้เย็น โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้นักเที่ยวงานที่ได้รางวัลชิ้นโตส่งของกลับบ้านสะดวกขึ้นจริง

งานกาชาด 2568 จัดที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคมนี้ เริ่มตั้งแต่ 11.00 น. และมีเวลาปิดแตกต่างระหว่าง 22.00-23.00 น. ตามแต่แหล่งข่าว ธีมปีนี้คือ “ร้อยดวงใจปวงประชา น้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” มีทั้งนิทรรศการ การออกร้าน และการเสี่ยงโชค

ไวรัลนี้สะท้อนว่าแม้จะได้รางวัลใหญ่ง่าย แต่ต้องมีแผนจัดส่งช่วยเหลือเพื่อความสะดวกของผู้รับรางวัลจริงจังในงานกาชาดประจำปีนี้

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/251015

‘เชอรี่-ชยาภา’ น้องสาว ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ วอนหยุดใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่จบลงแล้วโดยสมบูรณ์ ไปดิสเครดิตพี่ชาย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 น.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Shirley Chayapa” ระบุว่า ตามที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของดิฉัน ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตและได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน มาเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน พี่ชายของดิฉัน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก

ดิฉันขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของดิฉันว่าครอบครัวของดิฉัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆทางการเมืองระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด และยิ่งไม่เคยได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีตเลย พวกเราเป็นคนไทยที่รักชาติ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ดิฉันจึงอยากวอนขอความกรุณาท่านงดเว้นการเผยแพร่ หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีต มาใช้โจมตีในทางการเมืองเลย แค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เคยคิดผิดในอดีตไป ก็แย่พอแล้ว และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมากค่ะ

กูรูการตลาดติงรีแบรนด์ 'พลังประชารัฐ' ชี้ โลโก้ล่าสุด หวังใช้สีส้มเชื่อมสัมพันธ์ทุกฝ่าย แต่ใช้ฟอนต์ล้าสมัยระดับ Word จุฬาฯ ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกทั้งดูเก่าและเชย

‘ดร.ณัฐพงษ์’ เจ้าของช่อง Spark Update วิพากษ์ฟอนต์โลโก้ใหม่ พปชร. สุดล้าสมัย! ชี้การเติมสีส้มเป็นกลยุทธ์การเมืองก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกเพราะภาพลักษณ์ที่ดูเก่าและเชย

ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ เจ้าของช่อง Spark Update กล่าวถึงการรีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ว่า คนที่เรียนการตลาดมาจะรู้ว่า การรีแบรนดิ้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้ อยากจะกล่าวถึงการรีแบรนดิ้งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนโลโก้พรรคมาแล้ว 4 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค โดยครั้งนั้นเปิดตัวพรรคด้วยการรวบรวมกลุ่มเทคโนแครต รวมบุคคลในแวดวงต่างๆ มาอยู่ในพรรค จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตัวโลโก้พรรคที่เปลี่ยนจากรูปแบบวงกลมและใช้สี 3 สี คือ น้ำเงิน ขาว แดง เปลี่ยนมาเป็นแบบกังหันลมและเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงิน เขียว แดง และล่าสุดได้เปลี่ยนอีกครั้งโดยได้เติมสีส้มเข้าไปด้วย

ดร.ณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไปสังเกต ข้อมือของท่านหัวหน้าพรรค จะเห็นว่าเป็นเครื่องรางของขลังจากฮ่องกง เพราะฉะนั้น โลโก้ใหม่ให้จึงให้อารมณ์เหมือนกังหันลม เพียงแต่มีสีสันมองเหมือนจานสีวาดภาพ ส่วนการเติมสีส้มลงไปด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงนำเอามารวมกัน รวมแล้วตอนนี้มีเกือบทุกสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ในส่วนของฟอนต์หรือชื่อพรรคในโลโก้นั้น ต้องบอกว่า เป็นการใช้ฟอนต์ที่ล้าสมัยอย่างมาก เปรียบเทียบเหมือนเลือกจาก Microsoft Word แต่ไม่ใช่แค่เวิร์ดธรรมดา แต่ย้อนไปถึง เวิร์ดจุฬา ไม่ใช่เวิร์ด 98 ซึ่งเรียกได้ว่าเก่าและเชยมาก

 

ปิดล้อมเวเนซุเอลา สหรัฐฯ บีบมาดูโร แต่สะเทือนเอเชีย น้ำมันเวเนซุฯ ถูกสกัด ตลาดหันหาทางรอดใหม่ ตลาดน้ำมันเอเชียเผชิญผลกระทบไม่เล็ก จีน-สหรัฐฯ อาจเจรจาหลีกเลี่ยงวิกฤติ

(19 ธ.ค. 68) การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่นำโดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อทำให้นายกรัฐมนตรี 'นิโกลัส มาดูโร' อ่อนแอขึ้นทางการเมืองและก่อให้เกิดความแตกแยกในชนชั้นนำของประเทศ

ดร.วินิซิอุส วิเอรา รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมูลนิธิอาร์มันโด อัลวาเรส เปนเตอาโด กล่าวว่า "ความทุกข์ยากของประชาชนชาวเวเนซุเอลาน่าจะเพิ่มขึ้น" อันเนื่องมาจากประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก และผลกระทบอาจลุกลามถึงตลาดน้ำมันในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเวเนซุเอลา

รองศาสตราจารย์วิเอรายังชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเจรจาแบบหลังฉากระหว่างจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นเจ้าหนี้และผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เขายังระบุว่าในสุนทรพจน์ปลายปีของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ไม่มีการกล่าวถึงเวเนซุเอลา เพราะประธานาธิบดีเน้นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจง่ายกว่า และได้อัปเดตความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเวเนซุเอลาผ่านโซเชียลมีเดียแทน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบจากมาตรการปิดล้อมน้ำมัน ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาและตลาดน้ำมันระดับโลก

ที่มา : Sputnik

 

ชู ‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ 3 บิ๊กเทคโนแครต เปลี่ยนภาพพรรคการเมืองสู่ "ทีมบริหารมือโปร" อุดช่องโหว่ด้านต่างประเทศ – ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในไทยและเวทีโลก

‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ ไพ่เด็ดภูมิใจไทย สูตรทีมเทคโนแครตที่ตั้งใจส่งสัญญาณถึงคนทั้งประเทศ

ถ้าการเลือกตั้งคือเกม “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่เกม “กระแส” การขยับของภูมิใจไทยรอบนี้ชัดเจนมาก—พรรคกำลังพยายามติดอาวุธใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการดึง “คนทำงานสายบริหาร–เศรษฐกิจ–การทูต” ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา และถูกพูดถึงในฐานะทีมแกนหลัก/ตัวเลือกสำคัญของพรรค

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม “สายบริหารประเทศ” คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก “ทีมการเมือง” ไปเป็น “ทีมบริหาร” อย่างมีนัยสำคัญ

1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ไพ่ “มือบริหาร–นักพลิกฟื้น” ที่พรรคอยากให้คนจำ

ชื่อของ “ศุภจี” ถูกเล่าในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่คุ้นกับการวัดผลและการบริหารองค์กรแบบ KPI พรรคได้ประโยชน์จากภาพจำนี้ เพราะมันพูดกับคนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ตรงภาษา: ทำงานเป็นระบบ วัดผลได้ และเน้นผลลัพธ์มากกว่าคำขวัญ

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่โปรไฟล์สวย แต่คือการแปลง “ความเก่งเชิงองค์กร” ให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้และลงพื้นที่ได้จริง—ไม่ใช่เก่งเฉพาะบนสไลด์หรือในห้องประชุม

2) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ไพ่ “เศรษฐกิจ–การคลัง” เพื่อคุมความกังวลของตลาด

เอกนิติมักถูกมองเป็นตัวแทนสายเศรษฐกิจ/การคลัง ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในประเด็นปากท้อง โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนและตลาดกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง

พูดตรง ๆ นี่คือ “ไพ่ลดความกลัว” เพราะอย่างน้อยทำให้เห็นว่าพรรคพยายามมีแกนคิดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขายฝันหรือสัญญาสวยหรู

3) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ไพ่ “ต่างประเทศ–เวทีโลก” เพื่อปิดช่องโหว่ที่การเมืองไทยมักโดนถาม

การมีชื่อ “สีหศักดิ์” ในทีม ทำให้สูตรของพรรคชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจในประเทศต้องเดินพร้อมการต่างประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือหมากที่ช่วย “อัปเกรดภาพลักษณ์” ให้พรรคดูพร้อมต่อการเจรจาในโลกจริง เพราะความท้าทายยุคใหม่ไม่ใช่แค่บริหารภายใน แต่คือการวางตำแหน่งประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย

เกมที่ภูมิใจไทยกำลังเล่น: “เลือกตั้ง = เลือกทีมบริหาร”

สรุปให้ชัด—พรรคกำลังพยายามทำให้การเลือกตั้งรอบหน้าเป็นเรื่อง “เลือกทีม” มากกว่า “เลือกขั้ว” และสามชื่อนี้คือหน้าปกของแนวคิดนั้น

แต่การเล่นเกมแบบ “ทีมเทคโนแครต” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากสื่อสารไม่ดี ประชาชนอาจมองว่าเป็นการดึงคนเก่งมาเป็นฉากหน้า แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงที่พรรคต้องตอบให้ได้ (แบบไม่อ้อมค้อม)

• ถ้าเน้นภาพ “เทคโนแครต” มากไป คนจะถามทันทีว่า แล้วประชาชนฐานรากได้อะไร?

• ถ้าเน้น “โปรไฟล์” มากไป คนจะย้อนว่า ประเทศไม่ได้ขาดคนเก่ง—ประเทศขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้

• การเลือกตั้งไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ถ้านโยบายไม่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คนก็ไม่ซื้อ

ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์ อาจเป็น “ไพ่เด็ด” ที่ช่วยให้ภูมิใจไทยดูเป็นพรรคมือบริหารขึ้นจริง แต่ไพ่เด็ดจะชนะเกมได้ ก็ต่อเมื่อพรรคตอบให้ได้ว่า

คืนฟอร์มโหด!! “รัชนก”“เมย์ รัชนก” ล้างตาแบบเนียนกริบ ไล่ต้อน “หาน เยี่ย” 2-0 เกม เข้ารอบรองชนะเลิศศึกเวิลด์ทัวร์ พร้อมประกาศความพร้อมล่าแชมป์

(20 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 19 "เมย์" รัชนก อินทนนท์ สร้างฟอร์มเก่ง ไล่อัด หาน เยี่ย มืออันดับต้นจากจีน 2-0 เกม 21-17, 21-10 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศศึก HSBC BWF World Tour Finals 2025 ที่หางโจว ประเทศจีนได้สำเร็จ

เกมนี้ถือเป็นแมตช์สำคัญที่แฟนแบดมินตันไทยจับตามองอย่างมาก เพราะเกมชิงตั๋วรอบรองชนะเลิศต้องตัดสินกันในกลุ่ม B โดยเมย์ตั้งใจเล่นอย่างใจเย็น ควบคุมบอลและบังคับคู่แข่งให้เสียจังหวะจนชนะเกมแรก 21-17 และยิ่งเล่นเกมสองเธอคืนฟอร์มอย่างสมบูรณ์แบบ ปิดเกม 21-10 อย่างเด็ดขาด "เมย์ล็อกจังหวะตั้งแต่ต้นจนจบ" เป็นคำอธิบายที่ตรงใจแฟน ๆ นักกีฬาและต่อสู้กับคู่แข่งในเวทีโลก

หลังเกม เมย์ส่งสารผ่านผลงานว่าเธอยังเป็นตัวแทนไทยที่พร้อมลุยบนเวทีโลกอีกครั้ง การชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อผ่านรอบแต่เป็นการประกาศตัวตนว่า "เมย์เวอร์ชันนี้พร้อมชนทุกคน" และเธอจะเข้าสู่รอบรองชนะเลิศโดยเป็นรองแชมป์กลุ่มไปรอชิงตั๋วรอบชิงชนะเลิศ

ตารางคะแนนกลุ่ม B ระบุว่า หวัง จื้ออี้ มืออันดับหนึ่งจากจีนครองแชมป์กลุ่ม ขณะที่ เมย์ คว้ารองแชมป์กลุ่มผ่านเข้ารอบไป ส่วนหาน เยี่ย ต้องพลาดตกรอบเร็ว ทั้งนี้กลุ่มนี้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อ "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ นักแบดมินตันไทยชื่อดังถอนตัวเพราะเจ็บน่อง ส่งผลให้ทุกคะแนนมีความหมายในการแข่งชิงตั๋ว

ศึก World Tour Finals เป็นการประชันสุดยอดนักแบดมินตันระดับโลกประจำปี การที่เมย์รักษาฟอร์มเก่งและผ่านเข้ารอบถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับวงการแบดไทยว่าพร้อมสู้ครบทั้งฤดูกาล และแฟนคลับเชื่อว่ายังมีโอกาสทำผลงานโดดเด่นในรอบรองและรอบชิงชนะเลิศ

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/badminton/96579/?tbref=hp

BOJ เดิมพันครั้งใหญ่!! ญี่ปุ่นปิดตำนานดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรรษ ชี้ ส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ระวังค่าเงินผันผวน -แรงเทขายสินทรัพย์เสียง

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับสูงสุดรอบ 30 ปี จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan - BOJ) ได้ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งถือเป็นระดับดอกเบี้ยสูงสุดในรอบ 30 ปี นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในนโยบายการเงินของญี่ปุ่นที่ยึดถือนโยบายดอกเบี้ยต่ำและเงินผ่อนคลายมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

บริบทและเหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ แรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเงินฝืด (deflation) และเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย

ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย:

หนึ่ง เงินเฟ้อพุ่งเกินเป้าหมาย
เงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมาอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน อาหาร และต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า

สอง ค่าจ้างเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
การเจรจาค่าจ้างประจำปี (Shunto) ในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ค่าจ้างของพนักงานญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ไม่เคยเห็นมานานหลายทศวรรษ สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัวและอำนาจต่อรองของลูกจ้างที่เพิ่มขึ้น

สาม ความกังวลเรื่อง "Lost Decades" ซ้ำรอย
BOJ ต้องการหลีกเลี่ยงการที่เงินเฟ้อฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อที่ควบคุมยากในภายหลัง

สี่ ค่าเงินเยนอ่อนค่าหนัก
ช่วงก่อนหน้านี้ เงินเยนอ่อนค่าลงถึงระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มต้นทุนการนำเข้า

ประวัติศาสตร์นโยบายดอกเบี้ยต่ำของญี่ปุ่น
เพื่อเข้าใจความสำคัญของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์นโยบายการเงินของญี่ปุ่น:

ทศวรรษ 1990s - จุดเริ่มต้นของ "Lost Decades"
หลังฟองสบู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะซบเซา BOJ เริ่มลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง

ปี 1999 - Zero Interest Rate Policy (ZIRP)
BOJ ประกาศใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์เป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ปี 2001 - Quantitative Easing (QE)
BOJ เป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกที่ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ โดยซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อสูบสภาพคล่องเข้าระบบ

ปี 2016 - Negative Interest Rate Policy (NIRP)
BOJ ก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้ดอกเบี้ยติดลบ (-0.1%) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน

ปี 2024-2025 - การพลิกกลับนโยบาย
หลังจากมากกว่า 3 ทศวรรษของนโยบายเงินผ่อนคลาย BOJ ได้เริ่มเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนมาถึงการขึ้น 0.25% ครั้งล่าสุด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ด้านบวก

เงินเยนแข็งค่าขึ้น - การขึ้นดอกเบี้ยช่วยสนับสนุนค่าเงินเยน ทำให้กำลังซื้อของประชาชนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการนำเข้า

ผู้ฝากเงินได้ประโยชน์ - ผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น จะได้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น

ควบคุมเงินเฟ้อ - ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่กัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชน

ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน - แสดงให้เห็นว่า BOJ สามารถบริหารเศรษฐกิจแบบปกติได้ ไม่ต้องพึ่งพามาตรการพิเศษตลอดไป

ด้านลบ
กดดันภาคธุรกิจ - บริษัทที่กู้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs จะเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง - ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้พันธบัตรน่าสนใจขึ้น เงินทุนอาจไหลออกจากตลาดหุ้น

ภาระหนี้ของรัฐบาล - ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 260% ของ GDP การขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอย่างมาก

ความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ - หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวชะงักได้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

การไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ

การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นจะทำให้ "Yen Carry Trade" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงในต่างประเทศ มีต้นทุนสูงขึ้นและน่าสนใจน้อยลง

ผลที่ตามมาคือ เงินทุนอาจไหลกลับญี่ปุ่นมากขึ้น ส่งผลให้:
- ตลาดหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมทั้งไทยอาจได้รับแรงกดดัน
- สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่อาจอ่อนค่าลง
- ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศต่างๆ อาจเพิ่มขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

การส่งออก - เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอาจช่วยให้สินค้าไทยมีราคาแข่งขันได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจลดกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มาไทย

การลงทุนจากญี่ปุ่น - นักลงทุนญี่ปุ่นอาจลดการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งไทย เมื่อผลตอบแทนในประเทศเพิ่มขึ้น

ค่าเงินบาท - หาก Yen Carry Trade ถูกปิดฐานะจำนวนมาก อาจส่งผลให้เงินบาทผันผวนในระยะสั้น


จุดเปลี่ยนที่รอคอยมานาน.
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้แม้จะเป็นเพียง 0.25% แต่มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวออกจาก "Lost Decades" และภาวะเงินฝืดที่หลอกหลอนมานานกว่า 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย BOJ ต้องเดินบนเส้นทางที่แคบมากระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและมีหนี้สาธารณะสูงมาก

สำหรับตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก จะส่งผลกระทบต่อการไหลของเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลก นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในทุกประเทศจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ของ BOJ สู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีเป็นมากกว่าตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจญี่ปุ่น จากยุคของดอกเบี้ยติดลบและเงินเฟ้อต่ำ สู่ยุคใหม่ของการฟื้นฟูเงินเฟ้อและการปกติสู่ปกติของนโยบายการเงิน

ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับญี่ปุ่น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศอื่นๆ ที่อาจเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่โครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนแปลงและความท้าทายทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยและนักลงทุนไทย การติดตามพัฒนาการของนโยบายการเงินญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะส่งผลกระทบต่อการไหลของเงินทุน ค่าเงิน และโอกาสทางการลงทุนในภูมิภาคเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ DP-20 คือก้าวสำคัญสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยี ฝีมือคนไทย ช่วยเลื่อนฐานะจาก "ผู้นำเข้า" สู่ "ผู้ผลิต" ลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณมหาศาล

(19 ธันวาคม 2568) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ SVOA (เอสวีโอเอ) และเป็น กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DCT) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เพิ่งได้รู้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งจากเหตุการณ์โดรนตกครั้งนี้ว่า โดรนที่ถูกยิงตกเป็น “โดรนของไทย” และที่สำคัญคือ “ผลิตในประเทศไทย” ครับ ยอมรับตรง ๆ ว่ารู้แล้วดีใจมากกว่ากังวล

ดีใจ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ แต่มันคือสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังขยับสถานะจาก “ผู้นำเข้าเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ” ไปสู่ “ผู้พัฒนาและผู้ผลิตเอง” อย่างจริงจัง

โดรนลำนี้คือ DP-20 เป็นอากาศยานไร้คนขับแบบปีกตรึง (Fixed-wing UAV) ใช้ในภารกิจลาดตระเวน ตรวจการณ์ และเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน พัฒนาภายใต้ความร่วมมือของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) และอุตสาหกรรมการบินในประเทศ

บินได้นานหลายชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ส่งภาพและข้อมูลกลับมาศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่โดรนเชิงพาณิชย์ แต่เป็นโดรนในระบบยุทธวิธีจริง

สิ่งที่สำคัญกว่าสเปกคือ เงินทุกบาทที่ใช้พัฒนา DP-20 ไม่ต้องไหลออกไปต่างประเทศ ไม่ต้องผูกชะตากรรมกับใบอนุญาตส่งออก ไม่ต้องรออะไหล่จากต่างชาติในวันที่โลกปั่นป่วน

เหมือนกับที่เราเริ่มเห็นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
– รถหุ้มเกราะที่ประกอบในประเทศ
– ระบบสื่อสารทางทหารที่พัฒนาเอง
– ระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ต่างชาติทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันคือ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ในรูปแบบที่จับต้องได้

และไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ที่อยากเห็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยเติบโตจริง ไม่ใช่แค่ซื้อของเหมือนในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ท่านพูดประโยคหนึ่งว่า “เรามีคนเก่ง มีเทคโนโลยี แต่เราไม่เคยชวนเขาเข้ามาเล่นเกมนี้อย่างจริงจัง”
ผมเลยอยากใช้พื้นที่นี้ชวนพี่ ๆ น้อง ๆ Startup ไทย ที่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ ลองช่วยกัน “ส่งเสียง” ดูสักนิด
เพราะความจริงคือ หลายบริษัทไทยต่อยอดสู่ด้านกลาโหมได้ทันที

คนแรกที่ผมคิดถึงคือ HG Robotics ของ ดร. ช้าง Mahisorn Wongphati หลายคนอาจรู้จักจาก Tiger Drone ที่ถูกนำไปใช้ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

ผมคิดว่าโดรนตัวเดียวกันนี้ ถ้าเปลี่ยนภารกิจ เปลี่ยนเซนเซอร์ ก็กลายเป็นโดรนลาดตระเวนหรือโดรนสนับสนุนภาคสนามได้ไม่ยาก

หรืออาจารย์ Prinya Hom-anek แห่ง Cybertron เพราะไซเบอร์ซีเคียวริตี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือ “แนวป้องกันประเทศในยุคที่สงครามไม่ต้องยิงปืน” SOC, Threat Intelligence, Critical Infrastructure Protection ทั้งหมดนี้คือ defense tech เต็มตัว

หรือ mu Space อวกาศกับความมั่นคงไม่เคยแยกจากกัน ดาวเทียม การสื่อสาร การนำทาง การรับรู้สถานการณ์ (situational awareness) คือหัวใจของกองทัพยุคใหม่ และนี่คือบริษัทไทยที่ยืนอยู่ในสนามนี้แล้ว

ผมเชื่อว่ายังมีอีกมาก
บริษัทที่ทำ AI Vision
บริษัทที่ทำ Robotics
บริษัทที่ทำ Secure Communication
บริษัทที่ทำ Geospatial / Data Analytics

บางทีคุณอาจไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่ใน “อุตสาหกรรมกลาโหม” แต่เทคโนโลยีที่คุณมีอาจเป็นชิ้นส่วนที่ประเทศต้องการที่สุดในอนาคต

ลองมองไปที่อิสราเอล ประเทศเล็ก แต่สร้างอุตสาหกรรม defense tech ระดับโลก ไม่ใช่เพราะเขารวย แต่เพราะเขา เปิดโอกาสให้ startup เติบโตไปพร้อมกับโจทย์ความมั่นคงของชาติ

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันบอก ช่วยกันเสนอชื่อว่า ประเทศไทยยังมีใครบ้างที่พร้อมเดินเส้นทางนี้

ผมเชื่อจริง ๆ ว่า ถ้าเราเริ่มวันนี้ 
ประเทศไทยไม่ได้มีแค่อดีตให้ปกป้อง
แต่มีอนาคตอีกมากให้สร้างครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/25254460300847101/?rdid=RyUehYbaxo9sYTji#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top