อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

ภูมิบุตร มาเลเซีย นโยบายกีดกันคนเชื้อชาติอื่นเพื่อคนมาเลย์ พลเมืองชั้นหนึ่งคือคนเชื้อชาติมาเลย์ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายที่นำไปสู่วิกฤตสมองไหล


ช่วงที่มาลายู (มาเลเซียปัจจุบัน) ยังเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่กับคนจีนที่อพยพมาเข้ามากับอังกฤษ โดยประกอบธุรกิจ เหมืองแร่, ค้าขาย, ธนาคาร ฯ ในขณะที่ชาวมลายู ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมประกอบอาชีพ ทำนา, ทำประมง หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ พรรคอำโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้นำนโยบายภูมิปุตราที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูมุสลิม (ภูมิบุตร) เหนือชนกลุ่มน้อย (จีน, อินเดีย) มาใช้ โดย
• มีการสงวนที่ดินหนึ่งส่วนไว้สำหรับชาวมลายู
• สงวนตำแหน่งราชการบางตำแหน่งให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการออกใบอนุญาตและใบทะเบียน ในส่วนที่เกี่ยวกับถนนและคมนาคมให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น\
• จำกัดโควตาการให้ทุนช่วยเหลือการศึกษาให้แก่ชาวลายูเท่านั้น
• ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
• ให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ

ภูมิปุตรา หมายถึงประชากรต้นกำเนิดของมาเลเซีย ได้แก่ มาเลย์อุรังอัสลี และกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ของรัฐซาบาห์และซาราวัก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย มาตรา 153 คำนี้มาจากคำว่า "บุมิ" (แผ่นดิน) และ "ปุเตรา" (บุตร) ซึ่งหมายถึงบุตรแห่งแผ่นดิน และหมายถึงสิทธิพิเศษของพวกเขา ทำให้ ภูมิบุตร จึงเป็นระเบิดเวลาที่รอการระเบิดของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยปัญหาหลักดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจที่เกิดจาก นโยบายภูมิบุตร ที่ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียมีความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง จนทำให้เกิดปัญหามากมาย อันได้แก่

1. ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ: ชาวมลายู (ภูมิบุตร) ได้รับสิทธิพิเศษในด้านการศึกษา การทำงาน และธุรกิจ ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกเสียเปรียบและถูกกีดกัน
2. ปัญหาพลเมืองชั้นสอง: ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับชาวมลายู
3. สมองไหล (Brain Drain): ผู้มีความสามารถเชื้อสายจีนและอินเดียจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เพราะมองไม่เห็นอนาคตในมาเลเซีย
4. ความตึงเครียดทางสังคม: ความไม่พอใจสะสมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์จลาจลปี 1969 ที่มีชนวนมาจากความรู้สึกขัดแย้งนี้
5. การเมืองแบ่งแยก: นโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การสร้างชาติที่เข้มแข็งเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเน้นการแบ่งแยกมากกว่าการรวมเป็นหนึ่ง

ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งอาศัยหรือเกิดในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนซึ่งอพยพเข้ามาในมาเลเซียเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจมาเลเซียเป็นอย่างมาก ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไทย และรองจากกลุ่มชาวมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย มากถึงกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากพูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ อาทิ ภาษาจีนหมิ่น ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนแคะ และภาษาจีนแต้จิ๋ว ประชากรจีนมาเลเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเป็นกลุ่มมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบครองกิจการธุรกิจและการพาณิชย์ในประเทศ แต่ในปี 2010 มีรายงานจาก World Bank ว่ามีชาวมาเลเซียอพยพออกนอกประเทศจำนวนเกือบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อชาติจีน โดยเหตุผลหลักในการอพยพของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนคือ หาสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่า ทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคมมาเลเซีย

เดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม  เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา  ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป  เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น  จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการสัญญาประชาคม หรือ Social Contract  โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้  ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร จึงเป็นการให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของพวกเขาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลกลางต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวด้วยการจัดโควตา (Kuota) ในด้านต่างๆ เช่น
• ข้าราชการพลเรือน (Perkhidmatan Awam)
• ทุนการศึกษา (Biasiswa)
• การศึกษา (Pendidikan)

การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร  ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรงเท่า มีเหตุสังหารหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเช่นกัน อาทิ เหตุการณ์ Sook Ching ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 1942 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิตกว่า 70,000 คน โดยกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองมาลายู และ เหตุการณ์จลาจลเดือนพฤษภาคม 1969 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิต 143 คนในเหตุจลาจลดังกล่าว

แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ยังคงค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนลดลงมาก หลังจากการประกาศเอกราชมาลายา โดยลดลงจาก 37.6% ในปี 1957 จนเหลือเพียง 24.6% ในปี 2010 และลดลงเหลือเพียง 21.4% ในปี ค.ศ. 2015 (ประมาณ 6.9 - 7.4 ล้านคน)

ภูมิบุตรคือปัญหาของมาเลเซีย ข้อกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่รุนแรงและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในมาเลเซียนโยบายบุมิปุตรา (มาตรการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง) มักเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน โดยผู้ที่ต่อต้านระบุว่า มันเป็นปัญหา มันอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันโดยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าความสามารถ ซึ่งอาจเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลเนื่องจากผู้ที่มีทักษะสูงที่ไม่ใช่ชาวบุมิปุตราออกจากประเทศไป บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกทางเชื้อชาติแทนที่จะสร้างความสามัคคี สวัสดิการอาจไม่กระจายไปถึงชาวบุมิปุตราที่ยากจนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับไปช่วยเหลือชนชั้นสูงแทน 
ขณะผู้ที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า: มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีต ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางสังคมในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สิ่งนี้ได้ช่วยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางชาวมาเลย์ การถอดถอนอย่างกะทันหันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและสังคม

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สังคมหลายคนชี้ว่า ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ชาวบุมิปุตราแต่เป็น: นโยบายได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างไร ขาด ความช่วยเหลือ ตามความต้องการ (ตามรายได้) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ไม่เข้มแข็ง การใช้นโยบายชาติพันธุ์ในทางที่ผิดทางการเมือง ขณะที่บรรดาผู้ที่ที่มีแนวคิดสายกลางที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอว่า: การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก นโยบาย ที่อิงตามเชื้อชาติไปสู่นโยบายที่อิงตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ มากขึ้น ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน พร้อมความช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบและการปกครองไม่ใช่จากตัวบุคคล

คงไม่ต้องบอกย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ ด้วยบ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคนได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาอะไร และมีความเชื่ออย่างไร อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยเศรษฐานะ  สงบสุขและร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ 

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

👍 ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล