Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ยูเอ็นเผชิญวิกฤต!! สหรัฐค้างจ่ายกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ บทบาทยูเอ็นถูกตั้งคำถาม ต้องเร่งฟื้นบทบาทแก้ความขัดแย้ง ปลดพนักงาน-ตัดโครงการรัดเข็มขัด

(30 ธ.ค. 68) องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำลังประสบวิกฤตการเงินครั้งใหญ่จากการที่หลายประเทศยังค้างชำระเงินสมทบ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้จ่ายรายใหญ่ที่สุดและเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุด ค้างชำระเงินมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้นำยูเอ็น เปิดเผยว่ายูเอ็นแทบไม่มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องกลับมา "ทวงคืน" บทบาทดังกล่าวอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' เคยวิจารณ์ว่า ยูเอ็นไม่ได้ช่วยในการยุติความขัดแย้งในยูเครน ขณะที่ยูเอ็นต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตการเงินนี้ โดยมีการทยอยปลดพนักงาน ตัดลดโครงการด้านมนุษยธรรม และใช้มาตรการรัดเข็มขัด เช่น การปรับขึ้นราคาคาเฟทีเรีย และการปิดบริการบางพื้นที่ภายในสำนักงานใหญ่

วิกฤตการเงินครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อศักยภาพของยูเอ็นในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลก จึงเป็นความท้าทายที่จะทำให้องค์กรกลับมามีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศอีกครั้ง

ที่มา : Sputnik

31 ธันวาคม 2549 ปีใหม่ที่ไม่ได้มีแค่พลุ ย้อนคืนระเบิดป่วนกรุง เคาท์ดาวน์กรุงเทพฯจบด้วยเสียงไซเรน คดีไม่มีคำตอบ ผู้คนยังจดจำเหตุการณ์

คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 กรุงเทพมหานครถูกสั่นสะเทือนจากเหตุระเบิดหลายจุดทั่วเมือง ก่อนงานเคาท์ดาวน์ที่จะจัดขึ้น ส่งผลให้คืนสิ้นปีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสนในหมู่ประชาชน

ระเบิดแรกเกิดขึ้นประมาณ 18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกสะพานควาย ตลาดคลองเตย รวมถึงฝั่งชานเมืองอย่างซีคอนสแควร์และแคราย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ สร้างความวุ่นวายและทำลายภาพลักษณ์ความปลอดภัยของกรุงเทพฯ

หลังเคาท์ดาวน์ มีระเบิดเพิ่มอีก 2 จุดบริเวณย่านประตูน้ำและใกล้ห้าง CentralWorld ส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือปรับลดขนาดงานปีใหม่ในหลายพื้นที่ ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้ประชาชนนับถอยหลังปีใหม่แบบสั้น ๆ และรีบแยกย้ายกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมย้ำ "นี่ไม่ใช่คืนแห่งความสุข แต่เป็นคืนที่ต้องระวัง"

เหตุการณ์นี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ สังคมตั้งคำถามและความสงสัยหลากหลายถึงแรงจูงใจ เบื้องหลังเหตุการณ์ยังเป็นปริศนาไม่เคยคลี่คลาย การจัดงานปีใหม่ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น การวางกำลังตำรวจทหารและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ภาพจำของคืนปีใหม่ 2549 ยังคงฝังลึกในใจผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการจัดงานเคาท์ดาวน์ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549

1 มกราคม 2484 ไทยลุยปีใหม่สากล จุดเปลี่ยนปฏิทินชาติ วันแรกที่ไทยเลิกขึ้นปีใหม่กลางเมษา วันไทยหันหน้าเข้าหาโลก เลิกนับปีใหม่ที่สงกรานต์มาขึ้นปีใหม่พร้อมสากล

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยประกาศใช้วันปีใหม่ตามปฏิทินสากล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปฏิทินแบบ 1 มกราคมกลายเป็นมาตรฐานปีใหม่ราชการและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น ไทยนับวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ประมาณวันที่ 13-15 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพิธีกรรมที่รวมถึงการทำบุญรดน้ำดำหัวและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างชัดเจน แต่หลังปี 2484 ปีใหม่ในเชิงราชการบริหารประเทศและวัฒนธรรมเริ่มแยกกันชัดเจนระหว่าง

ปีใหม่สากลในเดือนมกราคม และปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเร่งให้ประเทศทันสมัยด้วยการออกพระราชกำหนดปีปฏิทิน ผลักดันให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเชื่อมประสานกับระบบโลก ลดความสับสนในงานราชการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ปี 2483 ถือเป็นปีที่มีเพียง 9 เดือน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายนเป็น 1 มกราคม ซึ่งส่งผลให้ปีนั้นเริ่มต้นที่ 1 เมษายน และสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2483 เท่านั้น จากนั้นเริ่มต้นปีใหม่สากลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2484

แม้ว่าการเปลี่ยนวันปีใหม่จะทำให้ไทยซิงค์กับมาตรฐานสากล แต่วัฒนธรรมสงกรานต์ก็ยังคงอยู่ในใจคนไทย โดยวันที่ 13-15 เมษายน กลายเป็นวันปีใหม่เชิงจิตใจ ปีที่เริ่มต้นของครอบครัวและวัฒนธรรมควบคู่กับการขึ้นปีใหม่ทางการในเดือนมกราคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=1_%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2484

เวทีใหญ่ก็ไม่หวั่น!! “สึสึมิ” โชว์พลังหมัด น็อกควินตานาในยก 4 ที่ริยาด เป้าหมายชัดล่าชื่อแชมป์โลก ยืนยันขึ้นสู่ระดับที่ใหญ่กว่า

(30 ธ.ค. 68) 'เรียโตะ สึสึมิ' นักมวยดาวรุ่งชาวญี่ปุ่น รักษาฟอร์มร้อนแรงด้วยชัยชนะน็อกในยกที่ 4 เหนือ 'ลีโอบาร์โด ควินตานา ซานเชซ' จากเม็กซิโก ในศึก The Ring V: Night of the Samurai ที่เมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้สถิติชนะเพิ่มเป็น 4 ไฟต์รวด

ไฟต์นี้ สึสึมิสามารถควบคุมจังหวะและความนิ่งบนเวที แม้ฝ่ายคู่ชกจะพยายามเปลี่ยนท่าเต้นและสร้างความสับสน แต่กำปั้นญี่ปุ่นชกด้วยหมัดซ้ายที่แรงและแม่นยำ โดยในยก 4 เขาเร่งเครื่องทำหมัดชุดลำตัวจนควินตานาทรุดและกรรมการยุติการชกที่เวลา 1:14 นาที

หลังชัยชนะ สึสึมิเผยเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเป็นแชมป์โลกภายใน 10 ไฟต์ และจะไต่ระดับขึ้นทีละขั้นเพื่อยกระดับอันดับและขึ้นสู่เวทีที่ใหญ่กว่า "ผมจะขยับแบบทีละขั้นเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้" สึสึมิกล่าว

ความโดดเด่นของสึสึมิอยู่ที่หมัดหนักและจังหวะคมที่สร้างความกดดันต่อคู่ชกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความเร็วในการปิดเกมที่ทำให้เขามีสถิติชนะน็อกถึง 3 ใน 4 ไฟต์ และน่าจะถูกดันขึ้นสู่ด่านที่หนักขึ้นในอนาคตอันใกล้

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1629254/

ปฏิวัติวงการขนส่ง!! จีนทดสอบ "Lanying R6000" โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน บรรทุกหนัก 2 ตัน บินได้ไกล 4,000 กม. รองรับการขนส่ง - การกู้ภัยในภูมิประเทศซับซ้อน

จีนผงาด! ทดสอบบินเที่ยวแรก “Lanying R6000” โดรนใบพัดปรับมุมได้ขนาด 6 ตัน ปฏิวัติวงการขนส่งและการกู้ภัย

(ซินหัว) เต๋อหยาง, 29 ธันวาคม 2568 — จีนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการบินระดับโลกอีกครั้ง เมื่อบริษัท ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ (United Aircraft) ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินเที่ยวแรกของ “หลานอิ่ง อาร์6000” (Lanying R6000) อากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ขนาดมหึมาถึง 6 ตัน ณ เมืองเต๋อหยาง มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา

 นวัตกรรม Tilt-rotor: ลูกผสมที่ลงตัวระหว่างเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบิน

ความพิเศษของ Lanying R6000 คือเทคโนโลยี ใบพัดปรับมุมได้ (Tilt-rotor) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถ บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง (VTOL) ได้เหมือนเฮลิคอปเตอร์โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ แต่เมื่อลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ว ใบพัดจะสามารถปรับทำมุมเพื่อทำหน้าที่เป็นใบพัดผลักดันแบบเครื่องบินทั่วไป ทำให้สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงและไปได้ไกลกว่าโดรนปกติทั่วไปหลายเท่า

 เปิดสเปกสุดล้ำ: บรรทุกหนัก บินไว ไปได้ไกล

จากการเปิดเผยของ ยูไนเต็ด แอร์คราฟต์ สมรรถนะของหลานอิ่ง อาร์6000 นั้นอยู่ในระดับที่น่าทึ่งและตอบโจทย์การใช้งานเชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง:

* น้ำหนักตัวเครื่อง: 6 ตัน
* กำลังบรรทุกสูงสุด: 2,000 กิโลกรัม (2 ตัน)
* ความเร็วสูงสุด: 550 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
* พิสัยการบิน: ไกลถึง 4,000 กิโลเมตร
* เพดานบินสูงสุด: 7,620 เมตร (25,000 ฟุต)

 พลิกโฉมภารกิจกู้ภัยและโลจิสติกส์ในพื้นที่ซับซ้อน

ด้วยขีดความสามารถที่ยืดหยุ่น Lanying R6000 จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในหลากหลายภารกิจ โดยเฉพาะในสภาพภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก เช่น:

1. การกู้ภัยฉุกเฉิน: เข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติที่รันเวย์ถูกทำลายเพื่อส่งเสบียงหรือเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
2. โลจิสติกส์ขั้นสูง: ขนส่งสินค้าระหว่างเมืองหรือระหว่างแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล (Offshore) ได้อย่างรวดเร็ว
3. ปฏิบัติการพิเศษและการสำรวจ: ด้วยเพดานบินที่สูงและระยะทางที่ไกล ทำให้เหมาะกับการสำรวจทรัพยากรหรือภารกิจทางเทคนิคในพื้นที่ห่างไกล

 ก้าวสำคัญของ "เศรษฐกิจระดับต่ำ" (Low-Altitude Economy)

การทดสอบที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของบริษัทผู้พัฒนา แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของจีนในการครองความเป็นผู้นำด้าน "เศรษฐกิจระดับต่ำ" ซึ่งเป็นการนำอากาศยานไร้คนขับมาใช้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ Lanying R6000 คือคำตอบของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และความสามารถในการเอาชนะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

การขึ้นสู่ท้องฟ้าของ "หลานอิ่ง อาร์6000" ในครั้งนี้ จึงเป็นดั่งสัญญาณเตือนว่า อนาคตของการบินไร้คนขับขนาดใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเต็มตัว

'รวี' พรรครักชาติ ไม่นิ่ง!! จี้ กกต. สั่งสอบอย่างจริงจัง เร่งสร้างความโปร่งใส - น่าเชื่อถือ หลังมีข่าวสะพัดเงินแสนล้านว่อนเลือกตั้ง หวั่นทุนใหญ่ครอบงำรัฐทำชาติล่มจม

พรรครักชาติ จี้ กกต.ตรวจสอบจริงจังหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง หวั่น ประเทศล่มจมหากนายทุนได้อำนาจรัฐ

วันนี้ (29 ธันวาคม 2568) นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรครักชาติ ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีที่มีกระแสข่าวว่าขณะนี้มีเงินทุนจำนวนมากกว่าแสนล้านบาท หลั่งไหลเข้ามาในระบบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้

นายรวี ระบุว่า หาก กกต.ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ใช้เงินทุนเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภา ได้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทย ประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร และเป็นกังวลว่าอาจทำให้ประเทศ “ล่มจม” ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรต่อไป

รองหัวหน้าพรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

ท้าชนทุนผูกขาดพลังงาน "อรรถวิชช์" ลั่น! เบอร์ 6 ไม่โกหก รทสช. พร้อมแก้วิกฤตชาติ ประกาศหั่นค่าไฟ 3.30 บาท

‘อรรถวิชช์’ ลั่นคุ้มค่าแลก สส. ไหลออกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน เปิดแผนเดือด 'ทุบหม้อข้าวกลุ่มทุน' ดันค่าไฟเหลือ 3.30 บาท ย้ำเบอร์ 6 "ไม่โกหก" ขอ 20 ที่นั่งเข้าไปลุยต่อ

(29 ธ.ค. 2568) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ "เจาะข่าวเด็ด" ทางสถานีโทรทัศน์ MONO 29 ถึงความพร้อมและทิศทางของพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำนโยบายด้านพลังงานได้สำเร็จ แม้กระทรวงพลังงานจะมีงบประมาณน้อยที่สุด แต่ในยุคที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท ลดลง 76 สตางค์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้ประชาชนไปแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท รวมถึงเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนดยกเลิกกองทุนน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำมันสำรอง ให้โรงกลั่นเป็นผู้เสียภาษีแทนประชาชนทำให้น้ำมันลดลง 5-6 บาท

นายอรรถวิชช์ กล่าวเสริมว่า การลดค่าไฟฟ้าคือการเข้าไปแตะกำไรของกลุ่มทุนเอกชน เพราะปัจจุบันเอกชนผลิตไฟฟ้าถึง 71% ขณะที่ กฟผ. ผลิตเองเพียง 29% นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามีปัญหากับนายทุน

"ค่าไฟที่ลดลงทุกสตางค์ กับ สส. ที่เดินออกไปคุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้รับ รทสช. ตั้งเป้าลดค่าไฟลงอีกให้เหลือ 3.30 บาท" นายอรรถวิชช์ กล่าว

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังย่ำอยู่กับที่มา 20 ปี เพราะขาดนวัตกรรม และถูกผูกขาดโดย 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ พลังงาน และ ธนาคาร ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Data Center หรือการผลิตชิป Semi-conductor ต้องการพลังงานสะอาด 100% เพื่อเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่ไทยไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เพราะกลัวกระทบทุนผูกขาด พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้เปิด "เสรีโซลาร์" เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ไม่ต้องรอรัฐหรือกลุ่มทุน

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า 90% เกิดจากระบบเครดิตบูโรที่ล้าหลัง ซึ่งแช่แข็งประวัติลูกหนี้นานถึง 3 ปี แม้จะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม ทำให้คนทำงานขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องกู้หนี้นอกระบบโดนดอกเบี้ยแพงมาก จึงเสนอให้ใช้ระบบ Credit Scoring แบบสหรัฐอเมริกา คือการแสดงเป็นคะแนนแทนประวัติการชำระหนี้ คนคะแนนดีดอกเบี้ยต่ำ คนคะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง พร้อมจ่ายหนี้ครบ ลบประวัติทันที และสามารถกู้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 3 ปี

ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและชายแดนไทย-กัมพูชา พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอให้ ยกเลิก MOU 44 และ MOU 43 ทันที โดยยืนยันไม่แบ่งทรัพยากรในพื้นที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา และต้องยึดตามหลักหมุดเดิม ไม่ยอมรับการเปลี่ยนหลักหมุดที่ล่วงล้ำเข้ามา และกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลเรื่องลงนามหยุดยิงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ว่าเป็นการ "ยึกยัก" ทั้งที่ไทยมีแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าในทุกมิติ

ด้านการปฏิรูปกองทัพ เสนอนโยบายสมัครใจเกณฑ์ทหารมอบเงินค่าตอบแทน 30,000 บาท ทันที และผู้ที่สมัครใจรบมอบให้ 200,000 บาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้น GDP ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตั้งเป้าจำนวน สส. อย่างน้อย 20 ที่นั่งเพื่อเข้าไปในสภาฯ และ สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ หากประชาชนอยากให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปสู้ให้ท่าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน โปรดเลือกรวมไทยสร้างชาติ "เบอร์ 6 ไม่โกหก" มั่นใจว่าคุ้มเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์แน่นอน นายอรรถวิชช์ กล่าว

ละมุนจนคนแซว!! “โต๋-ไบรท์” อุ้มหลานตัวน้อย โมเมนต์อบอุ่นสุดละมุน เผยภาพซ้อมอุ้มเด็กน้อย ต้อนรับสมาชิกใหม่บ้านเวชสุภาพร

(30 ธ.ค. 68) คู่รักคนดัง 'โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร' และ 'ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ' โพสต์ภาพสุดอบอุ่นขณะอุ้มเด็กทารกตัวน้อยผ่านอินสตาแกรมของทั้งคู่ในช่วงคริสต์มาส ส่งความน่ารักทะลุจอจนแฟน ๆ แอบลุ้นว่ามีข่าวดีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เด็กน้อยที่อุ้มกันนั้นคือ "น้อง Estelle" หลานสาวตัวน้อยของครอบครัวเวชสุภาพร ทั้ง 'โต๋' และ 'ไบรท์' ต่างเขียนแคปชั่นในโทน "มือใหม่หัดอุ้ม" และต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่างเป็นทางการ โดย 'โต๋' แท็กแสดงความยินดีกับคุณพ่อคุณแม่ของน้องในโพสต์ด้วย

'ไบรท์' ยังโพสต์ข้อความต้อนรับน้องเอสเทลงดงาม พร้อมบอกว่าเป็นการ "ซ้อมอุ้ม" ของอาป้ายแดง แฟน ๆ ใจละลายกับความน่ารักของเบบี๋ ในขณะที่ 'โต๋' เล่าขำ ๆ ว่าถึงจะเป็น "มือใหม่หัดอุ้ม" แต่หลานสาวนอนหลับนิ่งในอ้อมแขน และยกให้โมเมนต์นี้เป็นของขวัญคริสต์มาสปีนี้

ภาพดังกล่าวสร้างความสุขให้เพื่อน ๆ ในวงการและแฟนคลับที่แห่คอมเมนต์ยินดีอย่างล้นหลาม บางคนแซว "ฝึกไว้ก่อน" และรอลุ้นข่าวดีสมาชิกตัวน้อยของทั้งคู่ในอนาคต

โมเมนต์นี้สะท้อนความอบอุ่นและความรักในครอบครัวของทั้งคู่ พร้อมเปิดทางให้แฟน ๆ ได้มีความหวังและร่วมเชียร์ให้โต๋-ไบรท์มีสมาชิกใหม่ของตัวเองในไม่ช้าอย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9865186/

จีนชี้กัมพูชา-ไทยหยุดยิง ประชุม 3 ฝ่ายที่อวิ๋นหนาน ตั้งเป้าเดินหน้าฟื้นความไว้วางใจ ย้ำไม่ละทิ้งข้อตกลงหยุดยิง ส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

(31 ธ.ค. 68) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กัมพูชา และไทย ประชุมไตรภาคีที่เมืองอวี้ซี มณฑลอวิ๋นหนาน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยมีการหารือเพื่อส่งเสริมการหยุดยิงและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกัมพูชาและไทย

'หวังอี้' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า "กระทรวงการต่างประเทศและกองทัพของกัมพูชาและไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ความขัดแย้ง และยินดีจะปรับปรุงความสัมพันธ์ทวิภาคีบนพื้นฐานของการหยุดยิง"

การหารือสามฝ่ายเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดฉันทามติหลัก ได้แก่ การรักษาข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่ทิ้งกลางทาง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ และการเน้นฟื้นคืนความไว้วางใจซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

แถลงการณ์หลังการประชุมระบุว่ากัมพูชาและไทยจะร่วมกันยกระดับการติดต่อสื่อสาร เพิ่มพูนความเข้าใจ และส่งเสริมสถานการณ์หยุดยิงอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมทั้งฟื้นฟูความสัมพันธ์และรักษาสันติภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ที่มา : Xinhua

2 มกราคม 2488 ระเบิดสะเทือนสะพานพระราม 6 วันที่สงครามโลกบินมาลงกลางเจ้าพระยา ระเบิดจากเครื่องบิน สะพานรถไฟสายใต้ถูกลอบโจมตี ทำลายเส้นเลือดยุทธศาสตร์ญี่ปุ่น

(2 ม.ค. 88) เช้าวันที่ 2 มกราคม 2488 สะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นเส้นเลือดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายใต้ของไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างและการเดินรถไฟสายใต้ต้องหยุดชะงัก

ฝ่ายสัมพันธมิตรมองประเทศไทยไม่ใช่ประเทศกลางทาง แต่เป็นฐานลำเลียงสำคัญของกองทัพญี่ปุ่นในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงวางแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ลำเลียงทหารและเสบียง โดยสะพานพระราม 6 กลายเป็นเป้าหมายที่ห้ามพลาดเพื่อทำลายเส้นทางลำเลียงนี้

ตามข้อมูลและภาพรวม เหตุการณ์นั้นทำให้การลำเลียงทหารและยุทธปัจจัยของญี่ปุ่นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกันนั้นยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนกรุงเทพฯรับรู้และสัมผัสสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างแท้จริง ด้วยเสียงระเบิดและความเสียหายรอบบริเวณสะพาน พร้อมมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

หลังสงครามสิ้นสุด สะพานพระราม 6 ได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ความทรงจำวันที่ 2 มกราคม 2488 ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่ากรุงเทพฯ เคยเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานเหล็กแห่งนี้คือพยานเงียบที่ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของเมืองหลวงในเหตุการณ์ระดับโลกนี้

"เวลารถไฟวิ่งข้ามสะพาน หรือรถยนต์ลอดใต้โครงเหล็กนี้ ลองหยุดคิดสักครู่ คุณอาจได้ยินเสียงในอดีตที่สะท้อนถึงสงครามและความเปลี่ยนแปลงของเมือง" ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตในเมืองหลวงของเรา

ที่มา : https://url-shortener.me/5PWP


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top