Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ผู้สานต่อภารกิจท่าอากาศยานทั่วประเทศ เน้นความปลอดภัย มาตรฐานสากล และฟังเสียงชุมชน ผลักดันแผนพัฒนาสนามบินไทยให้ก้าวทันโลกการบิน

กรมท่าอากาศยาน เป็นหน่วยงานระดับกรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายการบินของประเทศ บริหารและส่งเสริมกิจการท่าอากาศยานของรัฐให้มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย 

ปัจจุบันกรมฯ ดูแลท่าอากาศยาน 29 แห่งทั่วประเทศ โดยสืบทอดภารกิจมาจากการปรับโครงสร้างกรมการบินพลเรือนเดิมให้เป็น “กรมท่าอากาศยาน” เมื่อปี 2558 เพื่อแยกบทบาทด้านกำกับดูแลออกจากบทบาทผู้ประกอบการสนามบินอย่างชัดเจน ในจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานการบินของไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสากล ควบคู่กับดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม การได้ “ดนัย เรืองสอน” วิศวกรผู้สั่งสมประสบการณ์ด้านทางหลวงและความปลอดภัยทางคมนาคมมายาวนาน เข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมท่าอากาศยาน จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการบินยุคใหม่

วันนี้ THE STATES TIMES จะพามาทำความรู้จักดนัย เรืองสอน ให้มากยิ่งขึ้น 

ดนัย เติบโตมาจากสายวิศวกรรม จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น วศ.2532 (สำเร็จการศึกษาในปี 2536) ก่อนจะต่อยอดความรู้เชิงลึกด้านการคมนาคมขนส่ง ด้วยการศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมขนส่ง (Transportation Engineering) ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมระดับนานาชาติ พื้นฐานการศึกษาทั้งในและต่างประเทศนี้ ทำให้เขามีทั้งกรอบคิดทางวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และมุมมองด้านระบบการขนส่งที่มองภาพรวมทั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับผังเมือง ถนน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ดนัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการช่วยงานครอบครัวในสวนไม้ดอกไม้ประดับระยะหนึ่ง ก่อนก้าวเข้าสู่งานวิศวกรอย่างเต็มตัว ทั้งในภาคเอกชนโรงหล่อเสาเข็ม และสุดท้ายตัดสินใจเข้ารับราชการที่กรมทางหลวงในปี 2537 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา กองสำรวจและออกแบบ 

เขามีบทบาทสำคัญในการออกแบบถนนและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การออกแบบทางลอดใต้สะพานและโครงข่ายถนนในพื้นที่ชุมชนตลอดแนวถนนเพชรเกษม เพื่อให้ความเร็วจากถนนสายหลักไม่กลายเป็นจุดเสี่ยงเมื่อเข้าสู่เขตเมือง รวมถึงการออกแบบทางแยก วงเวียน และสะพานข้ามจุดกลับรถ เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความคล่องตัวของจราจร โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างการใช้วิศวกรรมจราจรเชิงปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างแท้จริง

จากสายออกแบบ ดนัยขยับมาสู่บทบาท “ลงพื้นที่-บริหารโครงข่าย” มากขึ้น เขาเคยประจำอำเภอหัวหิน ดูแลงานขยายถนนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในเมือง เช่น การจัดเกาะกลางให้คนข้าม มีจุดพักรถโดยสาร และช่องรอเลี้ยวที่ปลอดภัย ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการแขวงการทางหลายแห่ง ทั้งชุมพร กรุงเทพฯ และชลบุรีที่ 2 ซึ่งต้องดูแลทั้งงานบำรุงรักษา ซ่อมถนน และบริหารความปลอดภัยในพื้นที่คับคั่งด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว 

ต่อมาดนัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 จังหวัดพิจิตร ทำหน้าที่ก่อสร้างสะพาน อุโมงค์ และสะพานชั่วคราวในภาวะภัยพิบัติ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจทั้งมิติ “สร้างใหม่” และ “ฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน” ของโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนต้องพึ่งพิงในยามวิกฤต

เมื่อสะสมประสบการณ์ครบทั้งงานออกแบบ งานบำรุงรักษา และงานก่อสร้าง ดนัยจึงก้าวสู่บทบาทระดับนโยบายในกรมทางหลวง เขาได้รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ก่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศ ดูแลโครงข่ายถนนที่เชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางหลวงอาเซียน ทางหลวงเอเชีย และโครงการสำคัญอย่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ที่จังหวัดบึงกาฬ หน้าที่เหล่านี้ทำให้เขาเห็นบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานไทยในสมการภูมิภาคเอเชียอย่างชัดเจน ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็น “วิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ และการออกแบบถนนให้ “ปลอดภัยตั้งแต่แรก” ทั้งระบบ

ตลอดเส้นทางด้านวิศวกรรม ทำให้ดนัยมีความเพียบพร้อมทั้งฝีมือ ประสบการณ์ และความรู้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 แต่งตั้ง “ดนัย เรืองสอน” จากวิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ให้ข้ามมารับตำแหน่ง “อธิบดีกรมท่าอากาศยาน” เพื่อขับเคลื่อนสนามบินภูมิภาคของไทยให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจและความปลอดภัยในยุคใหม่ 

ซึ่งหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขาเดินหน้าหลายโครงการสำคัญ ทั้งการพัฒนาท่าอากาศยานตรัง เร่งแก้ปัญหาความล่าช้าของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่และการขยายรันเวย์ เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึงราว 3.4 ล้านคนต่อปีในอนาคต 

การพัฒนาท่าอากาศยานลำปาง วงเงินรวมราว 2,900 ล้านบาท ทั้งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตารางเมตร และต่อเติมรันเวย์เป็น 2,500 เมตร เพื่อรองรับอากาศยานเจ็ตขนาดกลาง ตามมาตรฐาน ICAO ควบคู่กับแผนขยายรันเวย์สนามบินชุมพร และการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างหรือพัฒนาสนามบินใหม่ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น พะเยา พัทลุง สตูล บึงกาฬ มุกดาหาร และสนามบินสารสินธุ์ โดยเน้นการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความพร้อมในภาวะวิกฤต เช่น การเฝ้าระวังสนามบินภาคใต้ในช่วงน้ำท่วม พร้อมสื่อสารเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยให้ประชาชน และดูแลให้ระดับน้ำบนรันเวย์อยู่ในมาตรฐาน พร้อมให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ตลอดเส้นทางจากวิศวกรออกแบบถนนสู่ผู้บริหารสนามบินทั่วประเทศ ดนัย เรืองสอน แสดงให้เห็นถึงการเป็น “ผู้นำสายเทคนิค” ที่ไม่เพียงเข้าใจตัวเลข วิศวกรรม และมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังมองเห็นผู้ใช้ถนนและผู้โดยสารตัวจริงอยู่เบื้องหลังทุกโครงการ เขานำประสบการณ์จากโครงข่ายทางหลวงขนาดใหญ่ มาผสานกับโจทย์ใหม่ของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารต้นทุน การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารให้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้สำหรับประชาชนในทุกภูมิภาค การขับเคลื่อนกรมท่าอากาศยานภายใต้การนำของเขาจึงไม่ใช่แค่การสร้างอาคารผู้โดยสารหรือขยายรันเวย์ แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้สนามบินของรัฐเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนไว้ใจได้ เป็นประตูเชื่อมโอกาสเศรษฐกิจใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาที่เดินหน้าไปพร้อมกับชุมชนอย่างแท้จริง

แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ อาจนำสู่หยุดยิงชั่วคราว แต่ยังไม่ตอบโจทย์สันติภาพยั่งยืน แม้ สหรัฐฯ ผลักดันให้เจรจาหยุดยิง  แต่ยูเครน-รัสเซียยังขัดแย้งอธิปไตยและดินแดน

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2022 ได้กลายเป็นความขัดแย้งทางทหารและการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงของยุโรปและระเบียบโลกแม้ยูเครนจะได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและยุโรปในการป้องกันการรุกราน แต่สถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงความเสื่อมถอยของศักยภาพทางทหาร เศรษฐกิจ และแรงสนับสนุนจากบางประเทศ ทำให้นานาชาติหันมาให้ความสนใจต่อแนวทางการยุติสงครามเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2025 สื่อชั้นนำหลายแห่งเช่น Axios, Al Jazeera, Sky News, และ The Guardian รายงานว่ามีเอกสาร “แผนสันติภาพยูเครน 28 ข้อ” ซึ่งฝ่ายสหรัฐจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีเป้าหมายเพื่อเริ่มการหยุดยิงและสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคงในภูมิภาค 

แม้เอกสารดังกล่าวไม่ใช่ข้อตกลงทางการ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการผลักดันแนวทางการจัดการความขัดแย้งมากกว่าการทำสงครามยืดเยื้อ โดยแผน 28 ข้อนี้ถูกร่างขึ้นโดยตัวแทนของสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ตัวแทนอำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมกับตัวแทนจากรัสเซีย คือ คิริล ดมิทรีเยฟ (Kirill Dmitriev) หัวกองทุนความมั่งคั่งของรัฐรัสเซียและผู้ที่ได้รับมอบหมายในทางการทูต) หลังการประชุมระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซียที่อะแลสกาในช่วงกลางปี 2025 เบื้องต้นรัฐบาลยูเครนยอมรับว่าได้เห็นเอกสารฉบับนี้แล้วแต่มีรายงานว่าฝ่ายยูเครนเสนอให้ปรับแก้หลายข้อ ในขณะที่รัฐบาลรัสเซียตอบสนองเชิงบวกว่า “สามารถนำไปพิจารณาได้” แต่ไม่ผูกพันกับข้อเสนอใด ๆ 

อย่างไรก็ตาม แผน 28 ข้อถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในเรื่องความเป็นไปได้ เนื่องจากข้อเสนอหลายข้อขัดแย้งกับผลประโยชน์หลักของทั้งยูเครนและรัสเซีย โดยเฉพาะประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาท การจัดทำประชามติในพื้นที่ยึดครอง การจำกัดอาวุธโจมตี และรูปแบบหลักประกันความมั่นคงที่อาจไม่เทียบเท่าการเข้าเป็นสมาชิก NATO ทำให้แผนดังกล่าวถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการเจรจา” มากกว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของสันติภาพ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญ และประเมินความเป็นไปได้ของแผนสันติภาพนี้ โดยพิจารณาทั้งมุมมองของยูเครน รัสเซีย และสหรัฐ เพื่อให้เห็นภาพว่าแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทูตในอนาคตของความขัดแย้งครั้งนี้อย่างไร และมีศักยภาพเพียงใดในการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในอนาคต

ตามข้อมูลที่เปิดเผยในสื่อแผนสันติภาพยูเครนจำนวน 28 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้
1) “อธิปไตยของยูเครน” จะต้องได้รับการค้ำประกันอย่างเป็นทางการ

2) จะมีการลงนามข้อตกลงไม่รุกรานระหว่างรัสเซีย-ยูเครน-ยุโรปเพื่อแก้ไขปัญหาความคลุมเครือทั้งหมดตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

3) รัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้านและนาโตจะหยุดการขยายสมาชิก 

4) สหรัฐฯจะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างรัสเซีย - นาโต เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงพยายามลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

5) ยูเครนได้รับ “หลักประกันความมั่นคง” จากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและเชื่อถือได้

6) จำกัดให้กองทัพยูเครนมีขนาดไม่เกิน 600,000 นาย

7) ยูเครนต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ “ไม่เข้าร่วม นาโต” และ นาโต ต้องแก้ข้อบังคับไม่รับยูเครนในอนาคต

8) นาโตห้ามตั้งฐานทหารหรือส่งกำลังทหารไปประจำในยูเครน

9) มีการนำเครื่องบินรบยุโรปไปประจำที่โปแลนด์ (เพื่อช่วยป้องกันในภูมิภาค)

10) สหรัฐฯ ให้ “การประกัน” (guarantee) ด้านความมั่นคงแก่ยูเครนตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น สหรัฐฯจะได้ค่าตอบแทนสำหรับหลักประกัน หากยูเครนรุกรานรัสเซียก่อนการประกันข้างต้นจะถูกยกเลิก หากรัสเซียรุกรานยูเครนจะมีการตอบโต้ทางทหารร่วมกันและกลับมาคว่ำบาตรรัสเซีย หากยูเครนยิงขีปนาวุธใส่มอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยไร้เหตุผลการรับประกันจะถูกยกเลิกทันที

11) ยูเครนยังมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าในช่วงรอพิจารณา

12) มีแพ็กเกจขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยูเครน เช่น ตั้ง “กองทุนพัฒนา (Ukraine Development Fund)” เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมเติบโต เช่น เทคโนโลยี, ข้อมูล, โครงสร้างพื้นฐาน, สาธารณูปโภค, แหล่งพลังงาน ฯลฯ

13) รัสเซียจะได้รับการ “กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจโลก” โดยยกเลิกคว่ำบาตร บางจำกัด และอาจกลับเข้าสู่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม (G8) รวมถึงการมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน ทรัพยากรธรณี เหมืองแร่ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กับสหรัฐฯ/พันธมิตร

14) ทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัดจะถูกนำมาใช้ โดย US-led โครงการลงทุน/ฟื้นฟูยูเครนโดยยุโรปเพิ่มเงินในส่วนนี้เพื่อการฟื้นฟูยูเครน  บางส่วนอาจถูกใช้ในโครงการร่วม US-Russiaโดยผลกำไรบางส่วนจะตกเป็นของสหรัฐตามเงื่อนไข “ค่าตอบแทน/ผลประโยชน์” สำหรับการให้ความคุ้มครองความมั่นคง

15) ตั้งกลุ่มทำงานร่วมสหรัฐ-รัสเซีย เพื่อดูแลให้ทุกข้อผูกพันในข้อตกลงถูกปฏิบัติจริง

16) รัสเซียจะตรากฎหมายยืนยันนโยบาย “ไม่รุกราน” ต่อยุโรปและยูเครน

17) สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงขยายความคุ้มครองสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ / ไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสนธิสัญญา START

18) ยูเครนยอมรับสถานะ “ไม่เป็นรัฐนิวเคลียร์” (non-nuclear state) ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)

19) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia Nuclear Power Plant จะกลับมาเดินเครื่องภายใต้การควบคุมของ IAEA และไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกแบ่งระหว่างรัสเซียและยูเครน 50:50

20) ทั้งสองประเทศจะต้องมีโครงการส่งเสริม “ความเข้าใจและความอดทนทางวัฒนธรรม” ระหว่างกัน กำจัดการเลือกปฏิบัติ, รับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อย, ประกันเสรีภาพสื่อและการศึกษา; ยุติการกีดกันทางภาษา หรือศาสนา รวมถึงยอมรับภาษา/ศาสนาในรูปแบบที่หลากหลาย

21) ข้อตกลงเรื่องดินแดน

-Crimea, Donetsk Oblast และ Luhansk Oblast จะได้รับการรับรองว่าเป็นของรัสเซีย (de facto Russian territory) โดยสหรัฐฯให้การรับรอง 

-ส่วน Kherson Oblast และ Zaporizhzhia Oblast จะอยู่ใน สถานการณ์ถูก “แช่แข็ง” (frozen along current lines of contact) (freeze current frontlines) โดยยอมรับเส้นเขตการควบคุมปัจจุบันเป็นเส้นอาณาเขตชั่วคราว/ถาวรตามข้อตกลง 

-กองทัพยูเครนจะถอนกำลังออกจากพื้นที่ของ Donetsk ที่ยังควบคุมอยู่ และพื้นที่นั้นจะกลายเป็น “demilitarized neutral buffer zone” โดยถือเป็นของรัสเซียอย่างเป็นทางการ และกองทัพรัสเซียไม่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่นี้ 

22) ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องยอมรับว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนโดยใช้กำลังในอนาคต

23) รัสเซียต้องไม่ขัดขวางสิทธิของยูเครนในการใช้แม่น้ำ Dnipro River เพื่อกิจกรรมทางพาณิชย์ และต้องยอมให้การขนส่งผลผลิต (เช่น ธัญพืช) ผ่านทะเลดำ (Black Sea) เป็นไปอย่างเสรี

24) ตั้ง “คณะกรรมการด้านมนุษยธรรม (Humanitarian committee)” เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเชลย สลับตัว, คืนศพ, รวมครอบครัว, ส่งคืนผู้ถูกจับ, รวมถึงดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสงคราม (พลเรือน, เด็ก, ครอบครัว), การฟื้นฟูด้านมนุษยธรรมทั้งในพื้นที่การสู้รบและพื้นที่พักพิงและลี้ภัย

25) ยูเครนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 100 วัน หลังการลงนามข้อตกลง

26) ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจะได้รับ “นิรโทษกรรมเต็มรูปแบบ”สำหรับการกระทำในช่วงสงคราม และทุกฝ่ายยอมสละสิทธิในการฟ้องร้องในอนาคต

27) ข้อตกลงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย และจะมีสภาสันติภาพภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้กำกับ พร้อมบทลงโทษถ้าฝ่ายใดละเมิดสัญญา

28) เมื่อทุกฝ่ายลงนาม การ“หยุดยิง (ceasefire)” จะเริ่มทันที หลังทั้งสองฝ่ายถอนกำลังไปยังจุดที่ตกลงไว้ เพื่อเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มรูปแบบ

ศาลให้ประกันตัว อดีตนางเอก ‘ปู มัณฑนา’ วงเงิน 3 แสนบาท คดีฉ้อโกงหลอกลงทุน คอลลาเจน 1.1 ล้าน

(26 พ.ย. 68) ศาลอุทธรณ์อนุญาตปล่อยชั่วคราว "ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ" อดีตนางเอกชื่อดัง หลังโดนพิพากษาคดีฉ้อโกงร่วมลงทุนธุรกิจคอลลาเจนจนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทว่าเธอต้องวาง "ประกันอิสรภาพ" ด้วยกรมธรรม์วงเงิน 300,000 บาท แทนเงินสดเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล

คดีนี้เกิดจากผู้เสียหายซึ่งเชื่อมั่นในชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของปู ลงทุนเงินกว่า 1.1 ล้านบาท ตามข้อเสนอที่รับประกันผลตอบแทน แต่ธุรกิจคอลลาเจนนั้นไม่มีตัวตนจริงและเงินไม่คืนตามสัญญา ศาลชั้นต้นจึงตัดสินว่าปูมีความผิดฐานฉ้อโกงและสั่งจำคุกทันที

"ประกันอิสรภาพ" ที่ใช้โดยปู เป็นกรมธรรม์ประกันวงเงิน 3 แสนบาท ที่หากจำเลยไม่มาศาลตามนัด, หลบหนี หรือกระทำผิดเงื่อนไข ศาลสามารถเพิกถอนประกันและสั่งปรับตามวงเงินดังกล่าวได้ทันที ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตนอกเรือนจำตอนนี้ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด

แม้คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่สถานะของเธอคือจำเลยที่ถูกตัดสินแล้ว ความไม่ประพฤติตามเงื่อนไขแค่ครั้งเดียวอาจทำให้ต้องกลับเข้าคุกพร้อมสูญเงินประกันเป็นค่าปรับ ภาพรวมนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเงินและภาพลักษณ์ ที่ปู มัณฑนากำลังเผชิญ

กรณีของเธอยังเป็นบทเรียนสำคัญต่อสังคมเรื่องการระวังการลงทุนที่เกี่ยวกับชื่อเสียงคนดัง การรักษาคำพูดและความโปร่งใสของบุคคลสาธารณะ รวมถึงการใช้ "ประกันอิสรภาพ" เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและการคุ้มครองสังคมในกระบวนการยุติธรรม
 

บรรยากาศก่อนซีเกมส์ ไทยเจ้าภาพทดสอบระบบ สามคลัสเตอร์สุดท้าทาย ตั้งเป้า 241 เหรียญทอง จาก 50 ชนิดกีฬา

ปลายปี 2568 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม ในฐานะเวทีโชว์ศักยภาพกีฬาและฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังปีที่เหนื่อยล้า แต่ซีเกมส์ 2025 ไม่ใช่แค่สนามกีฬาธรรมดา หากเป็นสนามสอบระบบประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ งบประมาณ และบทบาท "ทีมชาติไทย" ที่ต้องพิสูจน์อย่างแท้จริง

งานจัดใน 3 คลัสเตอร์หลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งแต่ละแห่งมีความท้าทายแตกต่างกันไป แต่ถูกผูกด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในขณะที่สงขลาถูกน้ำท่วมรุนแรง ระบบสาธารณูปโภคถูกทดสอบอย่างหนัก สะท้อนภาพความจำเป็นต้องมีแผนรับมือเชิงระบบกับวิกฤตภูมิอากาศมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สงขลากำลังเผชิญ น้ำท่วมหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี มีทั้งคำเตือนน้ำหลาก-ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ-อพยพประชาชน โดยเฉพาะโซนหาดใหญ่ที่น้ำสูงและระบบขนส่งได้รับผลกระทบชัดเจน ฝ่ายการกีฬา (กกท. และ อลป.ไทย) เลยเตรียม “แผนสำรองย้ายบางชนิดกีฬาออกจากสงขลาไป กทม.-ชลบุรี” หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายใกล้วันแข่ง

ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ไทยวางเกมด้วยดีไซน์โลโก้ที่ผสานลายไทยในรูปแบบมินิมอล มาสคอตช้างสีธงชาติไทย และเหรียญรางวัลที่สื่อความหมาย "การถักทอมิตรภาพ" ระหว่างชาติสมาชิก เพื่อสื่อสารไปยังผู้ชมและนักกีฬา แต่ความสำเร็จยังขึ้นกับความรู้สึก "มีส่วนร่วมและภูมิใจ" ของทุกคนในระบบกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้า 241 เหรียญทองจาก 50 ชนิดกีฬา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำหรับนักกีฬาและสมาคมกีฬา ในขณะที่ระบบสวัสดิการและเงินอัดฉีดยังมีความไม่แน่นอน เสี่ยงกลายเป็นเป้าหมายที่สวยบนกระดาษมากกว่าความจริง

ซีเกมส์ 2025 จึงกลายเป็นบทพิสูจน์วิธีบริหารจัดการที่ครบวงจร ตั้งแต่การรับมือวิกฤตน้ำท่วมจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองเจ้าภาพ ไทยจะไม่เพียงแค่โชว์เหรียญแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมระบบที่ตอบโจทย์อนาคต และรู้จักเคารพคนในระบบกีฬาทุกฝ่ายอย่างแท้จริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนหลังจบงาน

เผยโฉมเลย์เอาต์ครั้งแรก สนามแข่งรถ F1 กลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวม 5.732 กม. รอบจตุจักร กกท. พร้อมเปิดแบบสอบถาม ฟังเสียง ปชช.ก่อนเดินหน้าโปรเจกต์

(27 พ.ย. 68) เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมตอบแบบสอบถาม “การจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One (F1) ในประเทศไทย” พร้อมเผยรายละเอียดโครงการ Formula One (F1) Thailand Grand Prix 2028 และเลย์เอาต์สนามแข่ง (Track Layout) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยเสนอใช้พื้นที่ย่านจตุจักรจัดแข่งในรูปแบบสนามถนนเมือง (สตรีตเซอร์กิต)

ตามข้อมูลในแบบสอบถาม ระบุว่าเส้นทางแข่งมีความยาวรวม 5.732 กิโลเมตร วิ่งตามเข็มนาฬิกา ครอบคลุม 8 พื้นที่หลัก ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีขนส่งหมอชิตเดิม ตลาดนัดจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พื้นที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบ้านพักรถไฟของการรถไฟฯ โดยโครงการตั้งเป้าจัดแข่งต่อเนื่อง 5 ปี ช่วง พ.ศ. 2571-2575 ปีละ 3 วัน ระหว่างวันศุกร์-อาทิตย์ ในเดือนมีนาคมหรือกันยายน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางจัดกีฬาและอีเวนต์ระดับโลก สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬายานยนต์ควบคู่ไปกับนวัตกรรม แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบตามมา ทั้งการปิดการจราจรบางส่วนในช่วงก่อสร้างและเตรียมงาน การปิดใช้พื้นที่บางส่วนของสวนสาธารณะ 3 แห่ง การปรับจุดรอรถและเส้นทางเดินรถขนส่งสาธารณะ รวมถึงความไม่สะดวกของผู้ค้า-นักท่องเที่ยวตลาดนัดจตุจักร แม้ในวันแข่งจะยังเปิดตลาดตามปกติเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

กกท.ย้ำว่า การจัด F1 ต้องใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จึงจำเป็นต้องสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในมิติ “ความต้องการ” และ “ผลกระทบ” เพื่อนำไปใช้ศึกษาความเป็นไปได้ วางมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนให้เหมาะสม พร้อมเปิดลิงก์แบบสอบถามให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นต่อโปรเจกต์ F1 ไทยแลนด์ก่อนขยับสู่ขั้นตอนต่อไป 

“เมย์ วาสนา” แฉชัด “ดิว อริสรา” ยังไม่ได้เงินเลยแม้แต่สักงวด จับตาผลลัพธ์หลังครบกำหนด 1 ปี ทิ้งท้ายชัด “ผิดเงื่อนไขมีฟ้องใหม่แน่”

(27 พ.ย. 68) มหากาพย์หนี้สินระหว่าง 'เมย์ วาสนา' กับ 'ดิว อริสรา' ยังคงไม่จบ หลังผู้ว่าจ้าง 'เมย์' เปิดใจครั้งแรกว่า ยังไม่ได้รับเงินชำระหนี้แม้แต่สักงวดเดียว แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยตกลงเคลียร์และเซ็นสัญญาผ่อนชำระเงินจำนวน 62 ล้านบาทไว้ พร้อมระบุว่าจะผ่อนภายใน 1 ปี

'เมย์' เผยผ่านสื่อว่า หลังเซ็นสัญญาและคืนทรัพย์สินตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ได้พบหรือติดต่อกับ 'ดิว' โดยตรง ทุกอย่างดำเนินผ่านทนายความและเอกสารสัญญา และย้ำว่า "เท่าที่เช็กตอนนี้ ยังไม่ได้นะ ยังไม่ได้รับสักงวดเลย" โดยสัญญานี้เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หากไม่ชำระครบภายใน 1 ปี ฝ่ายเจ้าหนี้จะนำสัญญามาใช้เดินเกมคดีได้

ตั้งแต่ต้นเรื่อง เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่าง 'เมย์' ที่ทำธุรกิจซื้อขายของแบรนด์เนม กับ 'ดิว' คนในวงการแฟชั่นที่ยืมใช้ของหรูและไม่คืนจนตกเป็นหนี้สินรวมกว่า 62 ล้านบาท ต่อมาได้มีการเจรจาและคืนทรัพย์สินบางส่วน พร้อมถอนฟ้องคดีอาญาสำหรับทรัพย์สินที่คืนแล้ว

แม้สถานการณ์ดูเหมือนจะมีทางออก แต่ 'เมย์' เลือกที่จะมูฟออนและโฟกัสธุรกิจตัวเอง ขณะที่ยังรอดูผลการชำระเงินตามสัญญาเพื่อการตัดสินใจในเกมกฎหมายต่อไป ท่าทีนี้แสดงถึงความเข้าใจต่อสถานการณ์ของ 'ดิว' และมุมมองที่ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของระบบสัญญาและกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีข่าวลือเกี่ยวกับการจ้าง 'ดิว' ไลฟ์ขายของครั้งละ 5 แสนบาท ซึ่ง 'เมย์' ได้ปฏิเสธและชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับเธอ และมองว่าทั้งสองควรแยกเดินทางทำงานของตัวเองต่อไป เรื่องนี้ยังสะท้อนการตั้งคำถามในสังคมเรื่องเส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพ ธุรกิจ และความน่าเชื่อถือในยุคโซเชียล ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่าเมื่อครบ 1 ปี การชำระหนี้จะเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ หรือจะกลับเข้าสู่สนามกฎหมายอีกครั้ง

29 พฤศจิกายน 2494 รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. วิทยุหนึ่งคืน เปลี่ยนทั้งรัฐธรรมนูญ คณะทหาร-ตำรวจได้อำนาจควบตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นต้นแบบรัฐประหารทางการเมืองไทยยุคใหม่

รัฐประหารเงียบในคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะหรือใช้รถถังในไทย แต่ใช้เสียงประกาศจากสถานีวิทยุเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 เดิม และนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้กติกาใหม่ชั่วคราวแทน

กลุ่มคณะทหารและตำรวจระดับสูงได้ยึดอำนาจทางการเมืองผ่านแถลงการณ์ทางสถานีวิทยุ พร้อมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตั้งคณะบริหารประเทศชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลว่า "จำเป็นต้องปฏิรูปกติกาเพื่อรักษาชาติจากภัยคอมมิวนิสต์และความวุ่นวาย" แต่แท้จริงเพื่อฉีกข้อจำกัดทางการเมืองของทหารและขยายอำนาจในระบบการเมือง

แม้ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะปฏิเสธข้อเสนอรัฐประหารช่วงแรก แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพและตำรวจสนับสนุนคณะรัฐประหาร และภาคการเมืองอ่อนแอ เขาก็กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อในระบบกติกาใหม่ที่ไม่เคยรับรอง รัฐประหารครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า "รัฐประหารตัวเอง" หรือ Self-Coup

ผลลัพธ์คือระบบการเมืองไทยเปลี่ยนไปโดยถาวร กลุ่มทหารและตำรวจได้รับสิทธิ์นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในขณะที่ยังเป็นผู้บังคับบัญชาทหารและตำรวจ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่รัฐมนตรีในเครื่องแบบทหารคุมเกมการเมืองอย่างเปิดเผย การฉีกกติกาเดิมและออกแบบกติกาใหม่กลายเป็นแบบแผนการเมืองไทยตั้งแต่นั้นมา

จากคำพูดที่ว่า!! ประเทศไทยไม่ต้องมี ‘กัน จอมพลัง’ ก็ได้ แต่วันที่หาดใหญ่จมน้ำ เขายังลุยต่อ พิสูจน์คุณค่าด้วยการช่วยชีวิตจริง ไม่ใช่ด้วยดราม่า ทิ้งคำด่าไว้ข้างหลัง แล้วลงน้ำไปช่วยคนก่อนใคร

(26 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รวมความสุข ให้กำลังใจ โพสต์ข้อความว่า…ในวันที่เขาถูกบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้”

เดือนที่ผ่านมา…เขาคือคนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกพูดอย่างร้ายแรงว่าประเทศไทย “ไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” คำพูดที่บาดลึก และเหมือนพยายามลบค่าความดีที่เขาทำมาตลอดหลายปี

แต่วันนี้…วันที่หาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 4 วัน วันที่ผู้คนหลายพันชีวิตติดอยู่ในบ้านตัวเอง วันที่อาหารขาดแคลน ยาไม่พอ คนล้มป่วยกันเป็นแถว วันที่หลายคนรู้สึก “ไม่มีใครจะพึ่งได้”

กลับเป็นวันที่ชื่อของ กัน จอมพลัง ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว พร้อมเสื้อชูชีพและเรือช่วยเหลือแทนคำด่าทอที่เคยเจอ เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด “ลงพื้นที่ และเข้าหาคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ”

และในบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเขาพบ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ ติดอยู่ในบ้านตามลำพังหลายคืน เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอาหารพอ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครปลอบ มีเพียงน้ำท่วม… และความกลัวที่กัดกินหัวใจทุกนาที

วินาทีที่เด็กเห็นเขา มันเกินกว่าคำว่า “ดีใจ” เธอร้องไห้ออกมาสุดเสียง ร้องเหมือนแบกความกลัวไว้หลายคืน ร้องเหมือนเห็น “ผู้ใหญ่คนแรกที่เข้ามาหาเธอ” หลังจากติดอยู่คนเดียว ร้องเหมือนเสียงที่บอกว่า “หนูรอดแล้ว มีคนมาช่วยหนูแล้ว”

และก็เป็น กัน จอมพลัง คนเดิมที่อุ้มเด็กขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง เหมือนจะบอกเธอว่า “หนูไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”

บางครั้ง…คำว่าคุณค่าของคน ไม่ได้วัดจากเสียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่วัดจากวินาทีที่มนุษย์คนหนึ่งยื่นมือไปช่วย “ชีวิตจริง” อีกชีวิตหนึ่งในวันที่โลกทั้งใบไม่เหลือใครให้พึ่ง

วันนี้ หาดใหญ่หลั่งน้ำตา…แต่ไม่ใช่เพราะน้ำท่วมอย่างเดียว เพราะยังมีคนแบบเขา ที่ยืนลุยน้ำเพื่อช่วยชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งให้ปลอดภัย

และอาจถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะหันกลับมาถามตัวเองว่า เพราะอะไรเราถึงเคยบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” ?

ถึงเวลาแก้วิกฤตซ้ำซาก "เมื่อ 'กรุงเทพของภาคใต้' จมน้ำ น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่แค่ภัยพิบัติรายปี แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจมูลค่านับแสนล้าน สั่นคลอนการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ภาคใต้

หาดใหญ่ท่วม = สะเทือนเศรษฐกิจระดับ “หนึ่งจังหวัดใหญ่” ของทั้งภาคใต้

เวลาข่าวขึ้นว่า “น้ำท่วมหาดใหญ่” คนกรุงเทพฯ มักนึกถึงภาพเมืองท่องเที่ยวใต้น้ำ ร้านดังจม ศูนย์การค้าปิด แต่สำหรับคนทำธุรกิจ–ขนส่ง–ค้าชายแดน น้ำที่ท่วมหาดใหญ่ไม่ได้ท่วมแค่ “เมืองหนึ่งเมือง” แต่มันคือการสั่นสะเทือนหัวใจเศรษฐกิจระดับ “กรุงเทพของภาคใต้” ทั้งดวง

1. หาดใหญ่: เมืองเดียว แบกเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

ถ้าดูตัวเลข “ทั้งจังหวัดสงขลา” ก่อน จะเห็นภาพชัดขึ้น
ปี 2565 ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา (GPP) อยู่ราว ๆ 254,368 ล้านบาทต่อปี

ในเอกสารของหน่วยงานรัฐและงานวิชาการหลายชิ้น ระบุชัดว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาไม่ใช่ “ตัวจังหวัดสงขลา” แต่คือ “เมืองหาดใหญ่” ที่เป็นทั้งเมืองการค้า ศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลางการแพทย์ และเมืองการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้

พูดง่าย ๆ คือ เงินส่วนใหญ่ที่ทำให้ตัวเลข 2.5 แสนล้านบาทของสงขลา “ขยับขึ้น” มันหมุนอยู่ในโซนหาดใหญ่เป็นหลัก

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่คือ “เครื่องจักรทำเงิน” ให้กับทั้งจังหวัด และเชื่อมต่อเศรษฐกิจกับมาเลเซีย-ชายแดนใต้ ผ่านการค้าชายแดน ด่านสะเดา-ปาดังเบซาร์ สนามบินนานาชาติ และโครงข่ายรถไฟ-ถนนสายหลักของภาคใต้

2. ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจ: หาดใหญ่ (สงขลา) vs จังหวัด “เพื่อนบ้านใหญ่” อย่างนครศรีฯ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าหาดใหญ่ “ใหญ่แค่ไหน” ในภาคใต้ ลองเทียบทั้งจังหวัดสงขลา กับจังหวัดใหญ่ที่ใกล้เคียงสุดด้านเศรษฐกิจ คือ นครศรีธรรมราช

สงขลา (ปี 2565): GPP ≈ 254,368 ล้านบาท

นครศรีธรรมราช (ปี 2566): GPP ≈ 194,669 ล้านบาท

หยิบมาเทียบกันตรง ๆ จะได้ประมาณว่า เศรษฐกิจทั้งจังหวัดสงขลา “ใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด” ราว 1.3 เท่า

และในเมื่อ “ตัวเร่งหลักของสงขลา” คือ หาดใหญ่ เวลาน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ มันจึงใกล้เคียงกับภาพประมาณว่า “เมืองเดียวสะดุด = เศรษฐกิจทั้งจังหวัดที่ใหญ่กว่าจังหวัดเพื่อนบ้านทั้งจังหวัด สะดุดตามไปด้วย”

ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้

3. เมืองที่ไม่เคยหลับ: ทำไมหาดใหญ่ถูกเรียกว่า “กรุงเทพของภาคใต้”

คำว่า “กรุงเทพของภาคใต้” ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบเล่น ๆ แต่เป็นภาพจริงที่เห็นได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจของเมืองนี้: เมืองการค้า-ค้าส่ง-ค้าปลีก: ศูนย์การค้า ตลาดกิมหยง ย่านการค้าถนนเสน่หานุสรณ์-ศรีภูวนารถ-ปุณณกันฑ์ ค้าส่งสินค้าไปทั้งภาคใต้ตอนล่าง และต่อไปถึงฝั่งมาเลเซีย

ศูนย์กลางการแพทย์และการศึกษา: โรงพยาบาลใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน มหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค โรงเรียนชื่อดัง-โรงเรียนกวดวิชา ดึงกำลังซื้อจากทั้งชายแดนใต้ พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ขึ้นมารักษา/เรียนที่นี่

ชุมทางคมนาคม-การท่องเที่ยวข้ามแดน: จุดเชื่อมรถไฟ รถทัวร์ สนามบินหาดใหญ่ เป็นหลักไมล์สำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์ที่ขับรถเข้ามาเที่ยวไทย

เวลาเมืองแบบนี้ “ล้มทั้งระบบ” เพราะน้ำท่วม สิ่งที่สะเทือนตามมาไม่ใช่แค่ร้านอาหาร ร้านชาบู หรือห้างหนึ่งห้าง แต่คือการหยุดชะงักของการไหลของคนไข้ การเรียน-การสอบ การขนสินค้า และเงินท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เลือกพักหาดใหญ่เป็น base

4. น้ำท่วมหาดใหญ่ = ความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ความเดือดร้อนชั่วคราว

ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจมหภาค น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ข่าวภัยพิบัติประจำฤดูฝน แต่คือ “stress test” ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติ:

1) ความเปราะบางของเมืองศูนย์กลาง (Hub Vulnerability): เราปล่อยให้เศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างผูกอยู่กับ “เมืองเดียว” มากเกินไปหรือไม่ เมืองนี้มีระบบป้องกันน้ำท่วม-บริหารความเสี่ยงสมฐานะของมันแล้วจริงหรือยัง

2) ผลกระทบลูกโซ่ข้ามจังหวัด: เมื่อหาดใหญ่สะดุด สินค้าที่จะไปถึง พัทลุง สงขลาอื่น ๆ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็สะดุดตาม การไหลของคนไข้ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซียที่เข้าเมือง ก็ชะลอตัว

3) ความพร้อมในการ “กลับมาตั้งหลักเร็ว”: เมืองระดับนี้ควรมีแผนฟื้นตัวเร็วแค่ไหน? รัฐ–เอกชน–ท้องถิ่นมีแพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการรายย่อย-ค้าปลีก-โลจิสติกส์ เหมือนเวลาเราพูดถึง “ช่วยห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ” หรือเปล่า

4) การวางแผนระยะยาวในฐานะเมืองเศรษฐกิจภาคใต้: เมื่อรัฐกำลังวางแผน SEC / IMT-GT / มอเตอร์เวย์หาดใหญ่-สะเดา / แลนด์บริดจ์ ฯลฯ แต่ถ้าตัวเมืองหาดใหญ่เองยัง “จมน้ำง่าย” แบบนี้ ต่อให้โครงสร้างพื้นฐานครบแค่ไหน นักลงทุนก็ถามหาความเสี่ยงก่อนเหมือนกัน

5. ทำไมเราควรพูดถึง “น้ำท่วมหาดใหญ่” ในฐานะเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องสงสารคนใต้

เวลาภัยพิบัติเกิดขึ้น เรามักมองในมุม “ความเดือดร้อนประชาชน” เป็นหลัก ซึ่งถูกต้องและจำเป็น แต่สำหรับเมืองระดับหาดใหญ่ 

เราควรยกระดับคำถามขึ้นไปอีกขั้นว่า: แผนน้ำท่วม-ระบายน้ำ-ผังเมืองของหาดใหญ่ “สมฐานะเศรษฐกิจ” หรือยัง เมืองที่แบก GPP ระดับสองแสนกว่าล้านบาทของจังหวัด ควรมีระบบจัดการน้ำที่คิดไกลกว่าระดับ “รอประกาศสีธงเขียว-แดง” แค่ไม่กี่วันก่อนมวลน้ำมา

รัฐบาลกลางมองหาดใหญ่ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ” ของประเทศหรือยัง ถ้าเรากล้าทุ่มเงินแสนล้านกับรถไฟฟ้า-ทางด่วน-แลนด์บริดจ์ การลงทุนป้องกันเมืองเศรษฐกิจภาคใต้จากน้ำท่วมซ้ำซาก ก็ควรอยู่ในระดับ “เมกะโปรเจกต์ด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่โครงการชลประทานปกติ

เมื่อเศรษฐกิจสงขลาใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ได้กระทบแค่คนสงขลา การปล่อยให้ศูนย์กลางแบบนี้จมน้ำซ้ำ ๆ คือความเสี่ยงต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจของภาคใต้.

6. บทสรุป: จาก “เมืองหนึ่งที่ท่วม” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เราต้องปกป้อง”

หาดใหญ่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เมืองในข่าวน้ำท่วม แต่คือเมืองที่ทำให้จังหวัดสงขลามีเศรษฐกิจใหญ่กว่าจังหวัดใหญ่ ๆ ข้างเคียงอย่างนครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด เป็นศูนย์กลางการค้า-แพทย์-การศึกษา-คมนาคมของทั้งภาคใต้ตอนล่าง และเป็นหน้าตาของไทยในสายตานักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์จำนวนมหาศาลทุกปี

สิ้น ‘ท่านชายใหม่’ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ สิริชันษา 78 ปี

พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ ท่านชายใหม่ ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top