Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

บทเรียนหลังน้ำท่วมใหญ่ซ้ำซาก คนไทยไม่ควรกลับไปเหมือนเดิม รัฐต้องสร้างระบบเตือนภัย - ปรับผังเมืองใหม่ รับมืออย่างยั่งยืน - อย่าทำเพียงแจกถุงยังชีพ

หลังน้ำท่วมใหญ่ คนไทยไม่ควรกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมอีกแล้ว

3 การบ้านใหม่ของประเทศ – จากดูแลตัวเอง ไปจนถึงบังคับให้รัฐวางระบบ “อยู่กับน้ำ” ให้ได้จริง

ภาพที่เราเห็นแทบทุกครั้งหลังน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทย แทบจะเหมือนเดิมทุกยุคทุกสมัย  บ้านพัง ถนนขาด รถจมครึ่งคัน ผู้คนยืนมองทรัพย์สินของตัวเองพังไปกับสายน้ำ  
จากนั้นจะตามมาด้วยขบวนแจกถุงยังชีพ เรือท้องแบนของหน่วยงานต่าง ๆ ภาพถ่ายช่วยเหลือประชาชนลงหน้าข่าวและโซเชียลมีเดีย  

ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ กระแสเงียบลง น้ำลด ผู้คนกลับไปซ่อมบ้าน กู้หนี้ เพิ่มภาระชีวิต  
แล้วประเทศนี้ก็เดินหน้ารอ “น้ำท่วมครั้งต่อไป” เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำถามคือ…  
ทำไมคนไทยถึงต้องยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทั้งที่รู้ว่าน้ำท่วมใหญ่จะกลับมาอีกแทบจะ “แน่นอน” ?

บทความนี้ชวนมอง “หลังน้ำท่วมใหญ่” ไม่ใช่แค่คู่มือเอาตัวรอด แต่เป็นการบ้าน 3 ชั้นของประเทศ  
จากระดับตัวเรา ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดับรัฐและผังเมืองที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง

1. หลังน้ำลด คนไทยถูกปล่อยให้อยู่กับอะไรบ้าง
สำหรับคนจำนวนมาก น้ำลดไม่ได้แปลว่าปัญหาจบ

แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติระยะยาว” ที่มองไม่ค่อยเห็นในกล้องข่าว

- บ้านเรือนที่โครงสร้างเสียหาย แต่ไม่มีเงินพอจะซ่อมแบบได้มาตรฐาน  
- เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ที่ต้องผ่อนต่อ ทั้งที่ใช้การไม่ได้แล้ว  
- คนทำงานอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ที่รายได้หายไปหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน  
- ภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม บวกกับหนี้ใหม่ที่ต้องกู้มาเพื่อ “เริ่มต้นใหม่”  

ในขณะที่ภาครัฐมี “คู่มือหลังน้ำท่วม” กระจายอยู่ตามเว็บไซต์ หน่วยงาน กระดาษประชาสัมพันธ์  
ความจริงคือข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้ไปถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเท่าที่ควร  

หลายครอบครัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่า  
- จะเก็บหลักฐานยังไงเพื่อขอรับการเยียวยา  
- สิทธิ์ของตัวเองในการช่วยเหลือจากรัฐมีอะไรบ้าง  
- หน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบเรื่องไหน  

เราจึงอยู่ในสภาพแปลกประหลาด คือ  
ประเทศที่น้ำท่วมแทบทุกปี แต่ประชาชนต้องหาวิธีเอาตัวรอดเองแทบทุกครั้ง

2. การบ้านระดับ “ตัวเรา–ครอบครัว–ชุมชน” ที่ต้องเริ่มทำจริงจัง

แม้รัฐจะมีหน้าที่หลักในการจัดการภัยพิบัติ แต่ในความเป็นจริง คนไทยไม่อาจฝากชีวิตไว้กับระบบเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง สิ่งที่เรา “ควรทำให้เป็นเรื่องปกติ” ในระดับครอบครัวและชุมชนมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

2.1 เปลี่ยนจากผู้ประสบภัย → เป็นครอบครัวที่มี “แผนอพยพ”

ทุกวันนี้เรามักได้ยินเพียงประโยคปลอบใจกันว่า “สู้ ๆ นะครับ” แต่เราไม่ค่อยถามกันว่า  
“ถ้าน้ำมาอีกครั้ง เรามีแผนอพยพรึยัง?”

ครอบครัวไทยควรมีอย่างน้อย 3 สิ่งนี้เป็นมาตรฐานเหมือนการมีกล่องปฐมพยาบาล  
- จุดนัดพบของครอบครัว ถ้าเกิดเหตุแล้วแยกกันอยู่  
- เบอร์โทรฉุกเฉิน ของ ปภ. หน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล ผู้นำชุมชน  
- “กระเป๋าฉุกเฉิน” ประจำบ้าน ที่มีเอกสารสำคัญ ยา อาหารแห้ง น้ำดื่ม ไฟฉาย แบตสำรอง เสื้อผ้าและของจำเป็นสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ  

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยของประเทศร่ำรวย แต่ควรเป็น “วิถีชีวิตใหม่” ของคนไทยทั้งประเทศ

2.2 ดูแลบ้านให้ “พร้อมท่วม” ไม่ใช่แค่พร้อมอยู่ในวันที่อากาศดี

บ้านไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อวันที่ฝนไม่ตก น้ำไม่ท่วม  
แต่ในความเป็นจริง เราอยู่ในประเทศที่น้ำท่วมเป็นวัฏจักร  

หลังน้ำท่วมใหญ่ทุกครั้ง เราควรเริ่มชินกับการถามตัวเองว่า  
- ปลั๊กไฟถูกยกสูงพอหรือยัง  
- เอกสารสำคัญทั้งหมดถูกเก็บในกล่องกันน้ำหรือบนชั้นที่ปลอดภัยหรือไม่  
- ชั้นล่างของบ้านมีอะไรที่ “ต้องไม่เสียหายถ้าน้ำท่วมอีก” บ้าง  

บางคนอาจต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างเป็นวัสดุที่ทนน้ำมากขึ้น แยกของสำคัญไว้ชั้นบน  
เพราะความจริงคือ เราอาจไม่มีสิทธิ์เลือกไม่ให้น้ำมา แต่เราเลือกได้ว่าจะให้มันทำร้ายเราได้แค่ไหน

2.3 ชุมชนต้องเป็น “หน่วยปฏิบัติการจริง” ไม่ใช่แค่รายชื่อในเอกสาร

ในยามน้ำท่วม ความช่วยเหลือชุดแรก ๆ มักมาจาก “คนใกล้ตัวที่สุด” ไม่ใช่ส่วนกลาง  
จึงถึงเวลาที่ชุมชนไทยควรมี “แผนรับมือน้ำท่วมของตัวเอง” อย่างเป็นทางการ

- จุดอพยพกลางที่ทุกคนรู้จัก – วัด โรงเรียน หอประชุม  
- ใครมีเรือ ใครมีรถกระบะสูง ใครมีวิทยุสื่อสาร  
- ระบบแจ้งเตือนผ่านไลน์กลุ่มหรือเสียงตามสาย ที่ทุกคนรับรู้และทดสอบใช้งานจริง  

ชุมชนจำนวนมากอาจเริ่มต้นจากการตั้ง “กองทุนภัยพิบัติของหมู่บ้าน”  
สะสมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สม่ำเสมอ เพื่อใช้ในยามที่ต้องซื้อทราย ถุงยังชีพ หรือค่าเช่าเรือ  
ไม่ต้องรอ “งบจากส่วนกลาง” ทุกครั้งที่น้ำมาถึงหน้าบ้าน

3. การบ้านระดับ “รัฐ–ท้องถิ่น–ผังเมือง” ที่คนไทยต้องเริ่มเรียกร้อง

ถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าคนไทยจะเตรียมตัวดีแค่ไหน ถ้า “โครงสร้างใหญ่ของประเทศ” ยังเหมือนเดิม  
เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับวงจรเดิม ๆ – น้ำมา / บ้านพัง / ซ่อม / ลืม / น้ำมาอีก

การบ้านของรัฐและท้องถิ่นจึงไม่ใช่แค่การแจกถุงยังชีพหรือถ่ายภาพลงข่าว  
แต่คือการตอบคำถามยาก ๆ ที่ประชาชนควรเริ่มถามดัง ๆ ตั้งแต่วันนี้

3.1 ผังเมืองที่ยอมให้น้ำท่วมคน หรือยอมน้ำเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ควรเป็นทางน้ำ

หลายพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก ไม่ใช่เพราะธรรมชาติโหดร้ายกว่าเดิมอย่างเดียว  
แต่เพราะผังเมืองและการใช้ที่ดินได้ “รุกเข้าไปแทนที่ทางน้ำเดิม”  

แทนที่จะมีพื้นที่รับน้ำ แก้มลิง ป่าชุ่มน้ำ คลองธรรมชาติ  
เรากลับมีหมู่บ้านจัดสรร ถนน คอนโด และสิ่งปลูกสร้างที่กันน้ำอย่างเต็มที่  

ประชาชนจึงมีสิทธิ์ถามหน่วยงานรัฐและท้องถิ่นว่า  
- แผนผังเมืองในอีก 10–20 ปีข้างหน้า จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมเลวร้ายลงหรือลดลง?  
- ยังมีการอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่ ๆ ในพื้นที่ที่รู้อยู่แล้วว่า “เป็นทางน้ำ” หรือไม่?  

3.2 ระบบป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่แค่เขื่อน–คลอง แต่ต้องมี “พื้นที่ให้ธรรมชาติทำงาน”

ที่ผ่านมา เรามักคุ้นกับวิธีคิดแบบ “สู้กับน้ำ”  
สร้างเขื่อน กำแพง คลองคอนกรีต เพื่อกันน้ำให้อยู่นอกเมือง  

แต่ประเทศที่เริ่มเรียนรู้จากน้ำท่วมขนาดใหญ่หลายแห่ง  
กลับหันไปสู่แนวคิด “ให้พื้นที่กับน้ำ” ด้วยการเพิ่มพื้นที่รับน้ำ พื้นที่สีเขียว พื้นที่ชุ่มน้ำ  
ทำให้เวลาน้ำมา น้ำมีที่ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปอยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา

คำถามที่ประชาชนไทยควรเริ่มถามคือ  
- เมืองที่เราอยู่ มีพื้นที่รับน้ำจริง ๆ เท่าไหร่?  
- งบประมาณป้องกันน้ำท่วม ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง – เฉพาะงานก่อสร้างแข็ง ๆ หรือมีงบให้ธรรมชาติช่วยทำงานด้วย?  

3.3 ระบบเตือนภัยและการสื่อสารที่ “เข้าใจง่ายและเข้าถึงทุกคน”

ในยุคที่คนไทยแทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การเตือนภัยไม่ควรจำกัดอยู่แค่ประกาศทางทีวีหรือข้อความราชการอ่านยาก  
ระบบเตือนภัยที่ดีต้องตอบคำถามง่าย ๆ ให้ประชาชนได้ คือ  
“ใน 24–48 ชั่วโมงข้างหน้า ฉันควรทำอะไร?”

- น้ำจากเขื่อนหรือจากต้นน้ำจะลงมาถึงพื้นที่นี้ประมาณเมื่อไหร่  
- ระดับน้ำที่คาดว่าจะท่วม สูงประมาณกี่เซนติเมตร  
- ถนนเส้นไหนที่ควรหลีกเลี่ยง  
- โรงเรียน วัด หรืออาคารใดเป็นจุดอพยพ  

การมีข้อมูลแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว  
แต่คือ “สิทธิพื้นฐานของประชาชน” ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

4. จากชาติที่ “สู้กับน้ำ” สู่ชาติที่ “อยู่กับน้ำ”

ปัญหาน้ำท่วมของไทยถูกเล่าในกรอบเดิมมานาน  
เรามักถามกันว่า “จะทำยังไงให้น้ำไม่ท่วมอีก?”  
แต่ในทางปฏิบัติ เรารู้ดีว่าในยุคภูมิอากาศเปลี่ยน น้ำฝนแปรปรวน และผังเมืองซับซ้อนแบบทุกวันนี้  
คำถามที่ควรถามใหม่อาจไม่ใช่ “จะทำยังไงไม่ให้น้ำท่วมเลย”  

แต่คือ  
“จะทำยังไงให้น้ำท่วมแล้วคน เสียหาย และประเทศไม่พังซ้ำๆ”

การเปลี่ยนจาก mindset “สู้กับน้ำ” ไปเป็น “อยู่กับน้ำ” จึงหมายถึง  
- เราออกแบบบ้านและเมืองให้รองรับการท่วมได้ระดับหนึ่ง  
- เรามีระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่ใช้งานได้จริง  
- เรามีพื้นที่ให้ธรรมชาติช่วยรองรับน้ำ แทนที่จะเทปูนแข่งกับมันทุกตารางเมตร  

สรุปให้!!  Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการลงทุนใหญ่

สรุปให้!!  Thailand FastPass ปลดล็อก 80 โครงการลงทุนใหญ่ มูลค่า 4.8 แสนล้าน เป้าหมายอนุมัติเร็วขึ้น 20-50% แก้ 4 ปัญหาหลัก: ไฟฟ้า-ที่ดิน-วีซ่า-ใบอนุญาต พร้อมพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน 
 

EGCO เดินเครื่อง!! ‘โรงไฟฟ้าขนอม’ ผลิตไฟเต็มที่ เสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้  ด้วยการผลิตไฟฟ้า 930 เมกะวัตต์ ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมหนัก

(25 พ.ย. 68) นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ขานรับนโยบายจากศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

‘พีระพันธุ์’ ลุยน้ำพัทลุง มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุดถึงมือชาวบ้าน พร้อมกำชับ ‘สส.นิติศักดิ์’ ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่

(25 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมนำถุงยังชีพ 1,000 ชุด มอบให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค, นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค, นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค และนายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ได้ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อพี่น้องชาวปันแตและควนขนุน โดยยอมรับว่าสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในปีที่แล้ว ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์และนายนิติศักดิ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและดำเนินการผลักดันน้ำลงสู่ทะเลน้อยอย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์ในปีนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ภัยธรรมชาติครั้งนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่พัทลุงเท่านั้น แต่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบหนักมาก และจังหวัดสตูลที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีนี้ แม้ว่าจะไม่เคยท่วมมานานหลายปีแล้ว นายพีระพันธุ์ได้กล่าวขอบคุณ ทีมงานในพื้นที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็งและให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคฯ รวมถึง นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สส.พัทลุง เขต 2 ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและในพื้นที่

พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 ดัน 2 โปรเจกต์ใหญ่ภาคใต้-เร่งแก้จุดคอขวดทั่วไทย เดินหน้า 12 นโยบาย ยกระดับมาตรฐานถนนชนบท มุ่งทุกเส้นทางเชื่อม “โอกาส-ความปลอดภัย-ความสุข”

กรมทางหลวงชนบท เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 จากการโอนภารกิจมาจากกรมโยธาธิการและกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท มีหน้าที่พัฒนาและยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท สนับสนุนการคมนาคม การขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาชายแดน และการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ รวมถึงช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลทางหลวงท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยและยั่งยืนทั่วประเทศ

การได้ “พิชิต หุ่นศิริ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทคนที่ 12 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจเหล่านี้ให้เดินหน้าอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคของไทย

วันนี้ THE STATES TIMES จะพาแฟนเพจทุกคนมารู้จัก “พิชิต หุ่นศิริ” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 

พิชิต เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2514 เริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพจากสายวิศวกรรมโยธา โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2537 และต่อยอดความรู้ด้านงานโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการ ด้วยปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมโครงการพื้นฐานและการบริหาร) จากสถาบันเดียวกันในปี 2559

นอกจากวุฒิการศึกษาแล้ว ยังผ่านหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงหลายด้าน ทั้งการบริหารภาครัฐ การปกครองระดับสูง นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ และหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการงบประมาณ ซึ่งช่วยเสริมมุมมองทั้งเชิงเทคนิคและเชิงนโยบายในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่

เส้นทางรับราชการของพิชิตผูกพันอยู่กับงานทางหลวงชนบทมาอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับพื้นที่เมื่อปี 2554 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดปราจีนบุรี ต่อเนื่องมากับตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทปราจีนบุรี (ชื่อหน่วยงานที่ปรับใหม่) ระหว่างปี 2558-2559

จากนั้นย้ายมาดูแลพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญฝั่งตะวันออกในตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทชลบุรี ช่วงปี 2559-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงข่ายทางหลวงชนบทในพื้นที่อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวต้องรองรับปริมาณการเดินทางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์ภาคสนามที่หลากหลาย นำไปสู่บทบาทเชี่ยวชาญระดับภูมิภาค โดยในช่วงปี 2561-2565 พิชิตดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 3 ชลบุรี ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบำรุงทางในปี 2565 ดูแลมาตรฐานบำรุงรักษาทางหลวงชนบททั้งประเทศอย่างเป็นระบบ

ปลายปี 2565 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ด้านบำรุงทาง) รับผิดชอบนโยบายและการบริหารงานบำรุงรักษาทางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญก่อนก้าวสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดี พิชิตได้ประกาศแนวคิดหลัก “ทางหลวงชนบท สร้างความสุข-DRR MAKES HAPPINESS” พร้อมมอบนโยบาย 12 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัด ตั้งแต่ส่วนกลาง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1-18 ไปจนถึงแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ

นโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณภาพโครงข่ายทางหลวงชนบท การเพิ่มความปลอดภัยทางถนน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการงานบำรุงรักษา การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ พิชิตผลักดันอย่างชัดเจนให้กรมทางหลวงชนบทเร่งเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะ 2 โครงการสำคัญในภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) วงเงินประมาณ 4,841 ล้านบาท และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (เกาะกลาง-เกาะลันตาน้อย) จังหวัดกระบี่ วงเงินประมาณ 1,854 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านบาท เพื่อช่วยลดเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนรอบข้าง

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุงจุดตัดคอขวดสำคัญ เช่น โครงการอุโมงค์ทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย วงเงินกว่า 849 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจราจรหน้าสนามบินและรองรับการเติบโตของการค้าและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีการเร่งสำรวจและวางแผนแก้ไขจุดตัดคอขวดสำคัญในภูมิภาคอื่น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อให้การเดินทางบนโครงข่ายถนนชนบททั่วประเทศมีความคล่องตัวและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในมิติภาพลักษณ์องค์กรและบทบาทต่อสังคม นายพิชิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและคนไทย ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารกับประชาชน เช่น การประกาศจัดกิจกรรมประดับไฟสะพานภูมิพล 1 และ 2 ในวันนวมินทรมหาราช เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสะท้อนบทบาทของโครงข่ายสะพานและถนนที่รับใช้ประชาชนตามพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศ

พร้อมกันนั้น กรมทางหลวงชนบทภายใต้การนำของเขายังมุ่งเน้นมาตรการอำนวยความปลอดภัยการเดินทางช่วงเทศกาล ผ่านการจัดขบวนรถอำนวยความสะดวกและการตรวจความพร้อมโครงข่ายทางร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างมั่นใจ

เมื่อติดตามเส้นทางชีวิตและผลงานของ “พิชิต หุ่นศิริ” จะเห็นภาพของข้าราชการวิศวกรที่เติบโตจากหน้างานภาคสนามจนถึงระดับนโยบาย ผ่านทั้งการสะสมประสบการณ์ในพื้นที่ การพัฒนาตนเองด้านวิชาการและการบริหาร และการขับเคลื่อนโครงการที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนจริง ๆ วันนี้ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เขาจึงเปรียบเสมือน “แม่ทัพทางหลวงชนบท” ที่ผสมผสานมุมมองวิศวกรรม ความเข้าใจพื้นที่ และวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพาโครงข่ายทางหลวงชนบทไทยเดินหน้าอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้ประชาชนและชุมชนในทุกภูมิภาคสามารถไว้วางใจได้ว่า ถนนทุกเส้นทางที่กรมทางหลวงชนบทดูแล จะเป็นเส้นทางสู่โอกาส ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ยูเครนยังทำผิดกติกา แอบใช้ทุ่นระเบิดต้องห้าม หวังปลิดชีพทหารรัสเซียจำนวนมาก ผิดหลัก ‘อนุสัญญาออตตาวา’  ที่ห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอน

(28 พ.ย. 68) หนึ่งในผู้บัญชาการทหารของรัสเซีย ระบุว่า กองทัพยูเครนยังคงใช้กับระเบิดบุคคลและกับดักระเบิดต้องห้ามจำนวนมาก แถมมีรุ่นใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงทุ่นที่จุดชนวนจากระยะไกลด้วยสัญญาณแม่เหล็ก ทำให้ความเสี่ยงบนแนวรบสูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว

เขาระบุว่า แม้ยูเครนจะใช้กระสุนคลัสเตอร์น้อยลงกว่าในช่วงการสู้รบรอบเมืองชาสอฟ ยาร์เมื่อปีก่อน แต่กลับเพิ่มการวางกับระเบิดและทุ่นรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนากับดักเพื่อหลอกหรือทำลายอุปกรณ์กู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายตรงข้าม

ผู้บัญชาการรายนี้ยังกล่าวว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ “อนุสัญญาออตตาวา” ที่ห้ามใช้ สะสม และผลิตทุ่นระเบิดบุคคล ซึ่งยูเครนได้ให้สัตยาบันตั้งแต่ปี 2005 

‘hatyaitongrod’ แพลตฟอร์มแจ้งขอความช่วยเหลือ จากฝีมือ ‘นิสิตวิทย์คอมพ์’ จุฬา เปิดให้ผู้ประสบภัยปักหมุดที่อยู่โดยตรง ทำให้การช่วยเหลือเข้าถึงรวดเร็วและแม่นยำ 

นิสิตสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาแพลตฟอร์ม “hatyaitongrod” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ผู้ประสบภัยสามารถ ปักหมุดที่อยู่อาศัย และ แจ้งความต้องการความช่วยเหลือ ได้โดยตรง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น จิตอาสา อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ทหาร หรือหน่วยกู้ภัย ยังสามารถเปิดดูแผนที่ปักหมุดของผู้ประสบภัย เพื่อเข้าช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

กรมการท่องเที่ยว เดินหน้าขับเคลื่อนประจวบคีรีขันธ์ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ มอบรางวัลผู้ประกอบการเด่น 7 ราย สร้างภาพลักษณ์จุดหมายด้าน Wellness City

(25 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับนานาชาติ ตามนโยบายรัฐบาล โดยพัฒนาศักยภาพจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต้นแบบ (Wellness City)” ครอบคลุม 5 มิติหลัก เพื่อยกระดับพื้นที่ท่องเที่ยวคุณภาพ สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาตรฐานสากล

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมการท่องเที่ยว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานในพื้นที่ที่ร่วมผลักดันจังหวัดสู่บทบาทเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยว จัดพิธีมอบรางวัลต้นแบบผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Living in Prachuap Khiri Khan : A Holistic Wellness Showcase 2025” ณ โรงแรมโลลิโก้ รีสอร์ท หัวหิน โดยได้รับเกียรติจากนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้การต้อนรับและร่วมแสดงความยินดี และได้รับเกียรติจากนางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

รวมจำนวน 7 รางวัล ได้แก่
1. โรงแรมเล็ทส์ซี หัวหิน อัลเฟรสโก้ รีสอร์ท - ต้นแบบมิติ Physical Wellness
2. เอชินน์ รีทรีทมาสสาจ - ต้นแบบมิติ Sensory Wellness
3. บ้านศิลปินหัวหิน - ต้นแบบมิติ Artistic & Community Wellness
4. เชวาลา เวลเนส หัวหิน - ต้นแบบมิติ Medical & Scientific Wellness
5. ร้านชิกเก้น แอนด์ บี - ต้นแบบมิติ Gastronomy Wellness
6. บ้านทะเลดาว - รางวัลชมเชย มิติ Physical Wellness
7. ไร่เกษมสุข ออร์แกนิค ฟาร์ม กุยบุรี - รางวัลชมเชย มิติ Gastronomy Wellness

นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยว เชิงสุขภาพต้นแบบในระดับประเทศ การคัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการที่ดีเยี่ยม แต่ยังเป็นตัวอย่างของการนำความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน มาช่วยยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ เรามุ่งหวังให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นพื้นที่ต้นแบบที่จะสามารถต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นทั่วประเทศในอนาคต

ขณะเดียวกัน ได้พัฒนาเกณฑ์คัดเลือกผู้ประกอบการต้นแบบอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาจากคุณภาพและความปลอดภัยของบริการ มาตรฐานที่ได้รับ ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลและการบูรณาการประเมินร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผลการประเมินมีความโปร่งใสและสะท้อนศักยภาพผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

รู้จัก ‘ดร.รวีวรรณ ภูริเดช’ จากนักวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ สู่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติคนใหม่ ผู้ขับเคลื่อน One Map จัดสรรที่ดิน พร้อมผลักดันขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนางรวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แทนนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ซึ่งถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แทน

รวีวรรณ ภูริเดช เป็นใคร ไฉนจึงสามารถข้ามห้วยมาสลับตำแหน่งกับ ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้ซึ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่ถึง 4 เดือนได้ ดร.รวีวรรณ หรือ ดร.ติ๊ก ลูกหม้อของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขนานแท้ จบการศึกษา วิศวกรรมบัณฑิต (วศ.บ.) (เกียรตินิยมอันดับ 2) : วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ (Water Resources Engineering) จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อด้วย วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต M.Sc. : Water Resources Systems Engineering จาก University of Newcastle Upon Tyne ประเทศอังกฤษ และ ดุษฎีบัณฑิต Ph.D. : Civil and Environmental Engineering จาก University of Wisconsin-Madison ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ดร.ติ๊ก รับราชการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในปี พ.ศ. 2557 ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และย้ายเป็น เลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปีต่อมา โดยดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 6 ปี ก่อนย้ายขึ้นเป็น ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี (ระดับบริหารสูง เทียบเท่า ปลัดกระทรวง) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564

ผลงานสำคัญของ ดร.ติ๊ก ในด้านต่าง ๆ ได้แก่:  
(1) การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ
• การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map)
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติผลการดำเนินงานกลุ่ มจังหวัดที่ 1-4 (จำนวน 44 จังหวัด)
และกลุ่มที่ 5-7 (จำนวน 33 จังหวัด ) ผ่านความเห็นชอบจาก คทช. โดยอยู่ระหว่างเสนอ ครม.

• การจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)
พื้นที่เป้าหมาย คทช. ทั้งหมด 17.7 ล้านไร่ ได้ดำเนินการอนุญาตพื้นที่แล้ว 7.8 ล้านไร่ จัดราษฎร
เข้าทำประโยชน์แล้ว 1.9 แสนครอบครัว (ประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคน) และมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพแล้ว 357 พื้นที่

• การพิสูจน์สิทธิของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ
ในปี พ.ศ. 2568 ดำเนินการแล้ว 3,134 แปลง (ปี พ.ศ. 2566-2568 รวมจำนวน 6,852 แปลง)
รวมถึงดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปาในพื้นที่นำร่องจังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 259 หมู่บ้าน 3,906 ครัวเรือน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 88 หมู่บ้าน 11,753 ครัวเรือน

• หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน
การแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16 (UNCCD COP 16) ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567

(2) การผลักดันขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) ของประเทศไทย จำนวน 3 แหล่ง
• กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2564)
• เมืองโบราณศรีเทพ (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2566)
• อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2567)

• คณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการดำรงตำแหน่งกรรมการมรดกโลก วาระปี พ.ศ. 2562-2566

• รองประธาน ในคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
เป็นมรดกโลก (พ.ศ. 2567-ปัจจุบัน)

• กรรมการ ในคณะกรรมการเพื่อการดำเนินการขึ้นทะเบียนพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม
เป็นมรดกโลก (พ.ศ. 2568-ปัจจุบัน)

(3) การอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่าของประเทศไทย
• กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า
(พ.ศ. 2558-2564)

(4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
• จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593

(5) การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• จัดทำพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562

• ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการผู้ ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการเหมืองแร่

นอกจากนั้นแล้ว ดร.ติ๊ก ยังเคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการติดตามผลกระทบข้ามพรมแดน ในคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) (วาระ พ.ศ. 2565-2566) 

มหาดไทยเปิดอบรม “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ปลุกจิตสำนึก “ข้าราชการรุ่นใหม่” ย้ำ 4 หลักคิด “ข้าราชการที่ดี” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพี่น้องประชาชน

(25 พ.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ การเป็นข้าราชการมหาดไทยที่ดี” โดยมี น.ส.รัตนา สรภูมิ สถาบันดำรงราชานุภาพ สป. พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 90 คน เข้าร่วม โดยหลังจากการบรรยายแล้วเสร็จ นายชัยวัฒน์ ได้ร่วมรับประทานอาหารกับข้าราชการใหม่ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การอบรมต้นกล้าข้าราชการ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่การปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้าราชการยุคใหม่ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายของการทำงานภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและทันสถานการณ์

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ทุกท่านได้ยึดถือหน้าที่สำคัญของข้าราชการที่ดี ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ

1. “การเป็นผู้ให้บริการที่ดี” แน่นอนว่าทุกวันนี้ชีวิตของเรามันยาก เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นที่พึ่งในการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วและง่ายต่อการเข้าถึงแก่พี่น้องประชาชนมากที่สุด

2. “การแก้ไขปัญหาให้ได้” พี่น้องประชาชนทุกล้วนมีปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่อาจรีรอได้ ข้าราชการจึงต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหา ไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาเสียเอง เราทุกคนต้องรีบดำเนินการรับฟังปัญหา แก้ไขให้รวดเร็ว และตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของทุกพื้นที่ให้ดีที่สุด

3. “การรักษากฎหมาย” ต้องยึดหลักกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในหน้าที่และพฤติกรรมส่วนตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

4. “การอำนวยความเป็นธรรมให้เยี่ยม” เราต้องรับฟังข้อร้องเรียนและปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน ดำเนินการตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ภาครัฐพร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top