Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

‘จุลพันธ์’ รับ ‘เท้ง’ ขอ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอก หลัง รธน.ผ่านวาระ 3 แต่ไม่ได้ข้อสรุป ย้ำ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลแน่

วันที่ 24 พ.ย.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเป็นนัยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการคุยกับพรรคเพื่อไทยให้ขอชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน โดยยอมรับว่า มีการร้องขอแบบนั้นจริง พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องจุดยืน ว่า จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่พรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อรอการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่ยังไม่มีข้อตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะติดต่อประสานงานพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ เพื่อสรุปทิศทางการดำเนินการอีกครั้ง

ส่วนความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านวาระ 3 นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่เราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ และต้องหารือกัน ซึ่งมีการพูดคุยมาแล้วหนึ่งครั้งในเรื่องทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค แต่ตามมารยาทก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องประสานงานกลับไปยังพรรคประชาชน แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ และคงเป็นการตัดสินใจภายใน ว่า จะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือ จะรออย่างไร ก็เป็นอำนาจเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ทั้งสามคน ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสนิทสนม รู้มือกันในการทำงาน และไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้บุคคลภายใน ก็ขอให้สามารถเดินหน้าได้ตามที่ตั้งหวังไว้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า เป็นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็ขอให้รอดดู ว่า จะเป็นที่ประทับใจของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หากเปิดตัวมาแล้วจะช่วยดึงกระแสกลับมาได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่น ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีพื้นหลัง พื้นเพที่มีความแตกต่าง เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มได้ ถือเป็นจุดเด่นของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนจะรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้สมัคร สส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ และทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน เพราะคือ DNA ของพรรค การทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชน ถือเป็น DNA ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน และตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยังรัก และศรัทธาในพรรคเพื่อไทยที่ยังมีจำนวนมาก

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรในการดึงสมาชิกไม่ให้ไหลออกอีก นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเลขาธิการพรรค ทำงานหนักในเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่มีคนเข้ามาสัมภาษณ์ และประสงค์เข้ามาสมัครจำนวนมาก คนที่ไปก็ไป คนที่อยู่ก็อยู่ และสู้กันอย่างเข้มแข็ง ไม่มีอะไรน่าห่วง การเลือกตั้งทุกครั้งธรรมชาติ คือ ทุกครั้งจะมีสมาชิกเปลี่ยนหน้า มีทั้งคนเก่า คนใหม่ มีการเข้า - ออก มีการสอบได้สอบตก เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตอบสนองของประชาชน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าตอบโจทย์ได้ทั้งหมดก็ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วงใย เชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง มีจุดเด่น และสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด

 

‘บิทคับ’ เบนเข็มจากตลาดหุ้นไทย จ่อ IPO ตลาดหุ้นฮ่องกงแทน หวังระดมทุน 6,500 ล้านบาท คาดดำเนินการเร็วสุดปีหน้า

สื่อนอกตีข่าว ‘บิทคับ’ จ่อ IPO ในตลาดหุ้น 'ฮ่องกง' เร็วที่สุดในปีหน้า หวังระดมทุนประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,500 ล้านบาท

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า Bitkub ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยักษ์ใหญ่ของไทยมีแผนพิจารณาเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน (IPO) ในตลาดฮ่องกงเร็วที่สุดในปี 2569 โดยมีเป้าหมายระดมทุนสูงถึงประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ แหล่งข่าวผู้เปิดเผยข้อมูลระบุว่าการพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปและอาจมีการเปลี่ยนแปลง  ขณะเดียวกัน Bitkub ในประเทศไทยยังไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นใด ๆ 

ก่อนหน้านี้ Bitkub เคยมีแผน IPO ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยมาก่อน แต่สถานการณ์ล่าสุดได้นำไปสู่การทบทวนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ 

ตลาดหุ้นไทย (SET) เผชิญกับภาวะซบเซาอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่าตลาดหุ้นไทยมีผลประกอบการแย่ที่สุดในโลกในปี 2568 ด้วยมูลค่าตลาดที่ลดลงมากกว่า 12% และดัชนี SET ร่วงลงไปแล้วประมาณ 10% ภายในปีนี้

 

ญี่ปุ่นยืนยันแผนติดตั้งขีปนาวุธ บนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ด้านจีนซัด! เป็นการก่อความตึงเครียดในภูมิภาค ซ้ำยังยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

ญี่ปุ่น ยืนยันแผนการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางวาทะกับจีน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในระหว่างการเยือนฐานทัพใกล้ไต้หวันเมื่อ 23 พฤศจิกายนว่า แผนการติดตั้งขีปนาวุธที่ฐานทัพบนเกาะโยนากุนิจะดำเนินต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะถูกโจมตีด้วยอาวุธ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกี่ยวกับไต้หวันยังคงคุกรุ่นอยู่

ย้อนไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายเก็น นากาตานิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าญี่ปุ่นต้องการติดตั้งขีปนาวุธ Type 03 Chu-SAM บนเกาะโยนากุนิ ในจังหวัดโอกินาวา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ขีปนาวุธที่ยิงจากรถบรรทุกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่อยู่ห่างออกไปถึงราว 48 กิโลเมตร

“ทุกวันนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เลวร้ายและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง” โคอิซูมิกล่าว และระบุอีกว่า “เพื่อปกป้องวิถีชีวิตที่สงบสุขของชาวญี่ปุ่น รวมถึงทุกคนที่เกาะโยนากุนิ เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเอง”

นายโคอิซูมิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนที่แล้วกล่าวว่า กระทรวงยังคงดำเนินการตามแผนดังกล่าวอยู่ และจะแจ้งรายละเอียดกับรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในเมืองโยนากุนิ เมื่อรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว

แผนการติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันไปทางตะวันออกประมาณ 110 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังทหารบนเกาะทางตอนใต้ของประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับอำนาจทางทหารที่กำลังเติบโตของจีน และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันในประเด็นไต้หวัน

ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น จากความคิดเห็นล่าสุดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารไปร่วมกับประเทศอื่น ๆ หากจีนโจมตีไต้หวัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากจีน ซึ่งจีนนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่ต้องรวมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยกำลังหากจำเป็น

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกาะโยนากุนิจากวิกฤตไต้หวัน โคอิซูมิกล่าวว่า เขาจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สมมติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น อ้างประชาชนไม่พอใจต่อคำพูดของทาคาอิจิ และต้องการให้ถอนคำพูด

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกแผนติดตั้งขีปนาวุธนี้ของญี่ปุ่นว่า จะสร้างตึงเครียดในภูมิภาค และยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

“พลังฝ่ายขวาในญี่ปุ่น… กำลังนำญี่ปุ่นและภูมิภาคสู่หายนะ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว

นายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 พฤศจิกายน กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าตกใจที่ผู้นำญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าความพยายามแทรกแซงทางทหารในไต้หวัน

“ญี่ปุ่นกำลังข้ามเส้นแดงที่ไม่ควรแตะต้อง” หวัง อี้กล่าว

"ครูพี่บลู" ลงพื้นที่ภาคตะวันออก ฟังเสียงคนจันทบุรี - ระยอง – สระแก้ว เตรียมนำข้อมูลจัดทำนโยบายทุกมิติ พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ร่วมขับเคลื่อนพรรค

เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี หรือ "ครูพี่บลู" รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้นำทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออก อย่างใกล้ชิด ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และสระแก้ว เพื่อรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นกันเองและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยครูพี่บลูได้พูดคุยสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเกษตร ราคาผลผลิต รวมถึงความต้องการด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดนโยบายของพรรคต่อไป

นอกจากนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ยังได้ถือโอกาสเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น โดยมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจและแสดงความจำนงค์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับพรรคไทยก้าวใหม่ ที่มุ่งเน้นการทำงานด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทีมงานได้เดินทางไปยัง บ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ตามแนวชายแดน เพื่อรับฟังปัญหาเฉพาะของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเจาะลึก ตัวแทนประชาชนในบ้านหนองจานได้สะท้อนปัญหาที่สำคัญและแตกต่างจากพื้นที่อื่น อาทิ ปัญหาที่ดินทำกินที่ทับซ้อน  พื้นที่ความมั่นคง ปัญหาด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตามแนวชายแดน ครูพี่บลูได้บันทึกทุกปัญหาและให้ความมั่นใจว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาเพื่อผลักดันเป็นนโยบายในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน

สหรัฐฯ ปรับแผน!! ลดแผนสันติภาพเหลือ 19 ข้อ จาก 28 ข้อ…หวังยุติสงคราม ‘ยูเครน’ ยุโรปโล่งใจ ถอดเงื่อนไขยึดทรัพย์รัสเซีย แต่ขู่เคียฟ หากไม่รับแผนจะสั่งงดช่วยเหลือทั้งหมด

(25 พ.ย. 68) แผนยุติความขัดแย้งยูเครนของสหรัฐฯ เดิมมี 28 ข้อ แต่ล่าสุดถูกลดเหลือ 19 ข้อ หลังการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนในกรุงเจนีวา โดยยังเป็นการทำงานต่อจากร่างฉบับเดิมของสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างทางเลือกจากยุโรป และจำนวนข้อสุดท้ายก็ยังไม่สรุปแน่ชัด

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า เขายังไม่เห็นข้อเสนอของยุโรป ขณะเดียวกันสื่อบลูมเบิร์กรายงานว่า ร่างล่าสุดได้ตัดข้อเสนอเรื่องนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกแช่แข็งกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ไปใช้ฟื้นฟูยูเครนออกไป ทำให้หลายประเทศยุโรปรู้สึกเบาใจขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เห็นต่างกันมานาน

ส่วนเนื้อหาเดิมของแผนสหรัฐฯ เช่น การลดความช่วยเหลือทางทหาร การให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการในยูเครน การลดกำลังทหารยูเครน รวมถึงการยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนของรัสเซีย ยังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงต่อ ซึ่งผู้นำรัสเซียก็ส่งสัญญาณว่าแผนใหม่ของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจาปิดฉากสงครามได้

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขู่ยูเครนหากไม่ยอมรับแผนนี้ อาจถูกตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ตั้งแต่ระบบป้องกันทางอากาศ ไปจนถึงการแชร์ข่าวกรองและการสนับสนุนทางทหารอื่น ๆ ทำให้ความกดดันต่อรัฐบาลเคียฟเพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่กำลังเข้มข้น

“เปิ้ล นาคร” หลั่งน้ำตา อุทกภัยหาดใหญ่หนักสุดในรอบ 14 ปี เผย “เกินกำลังผมแล้ว!!” เสียงขอร้องให้ช่วยระงม แต่ไม่สามารถช่วยได้

(25 พ.ย. 68) เปิ้ล นาคร ศิลาชัย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ที่ผันตัวเป็นจิตอาสา ขี่เจ็ตสกีลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างเกิดอุทกภัย ขณะที่น้ำท่วมสูงและกระแสน้ำแรง ทีมเจ็ตสกีของเขาเกิดขัดข้องกลางน้ำ จำต้องปีนขึ้นหลังคาบ้านเพื่อรอความช่วยเหลือ

ในคลิปเหตุการณ์ แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความไม่แน่นอนในการลงพื้นที่ของจิตอาสา เปิ้ลเผยว่า "เราไม่พอแล้ว เราไม่รู้จะช่วยใครก่อน… ทุกคนเดือดร้อนหมด" ท่ามกลางเสียงเรียกขอความช่วยเหลือของผู้ประสบภัยที่ดังก้องบริเวณนั้น

แม้ทีมกู้ภัยจะเข้าช่วยเหลือเปิ้ลและทีมได้อย่างปลอดภัย แต่นี่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถของจิตอาสายังมีข้อจำกัด และความช่วยเหลือจากภาครัฐยังคงจำเป็นอย่างยิ่ง เปิ้ลย้ำว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นหนึ่งในความท้าทายที่หนักหนาสาหัสที่สุดในรอบ 14 ปีที่เขาลงพื้นที่

ภรรยาของเขา "จูน กษมา" เผยว่า ทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานแข่งกับเวลา พร้อมส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านการจัดตั้งโรงครัวทำอาหารช่วยเหลือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง

ภาพน้ำตาของเปิ้ลจึงไม่ใช่เพียงความอ่อนแอ แต่คือเสียงแทนผู้ที่กำลังตกอยู่ในความลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นข้อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐว่าต้องเพิ่มกำลังสนับสนุนและจัดระบบช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ซ้ำรอยในอนาคต

จีนออกกฎใหม่ สนับสนุนกิจกรรมเด็กประถม–ม.ต้น เคลื่อนไหวร่างกายวันละ 2 ชั่วโมง เพิ่มชั่วโมงเรียนพละ–สุขศึกษาในทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

(28 พ.ย. 68) กระทรวงศึกษาธิการของจีนเผยว่านักเรียนระดับประถมและมัธยมต้นในจีนควรเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน

เอกสารฉบับใหม่เกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของนักเรียน กระตุ้นให้โรงเรียนจัดการเรียนการสอนวิชาพลศึกษาและสุขศึกษาอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งจัดสรรชั่วโมงเรียนวิชาเหล่านั้นให้เพียงพอ โดยกระทรวงฯ ยังสนับสนุนให้โรงเรียนจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายแบบมีคุณภาพในช่วงเช้า 1 ชุด และช่วงบ่ายระหว่างคาบเรียนอีก 1 ชุด โดยแต่ละช่วงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที

สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรีจะต้องจัดให้มีวิชาพลศึกษาขั้นต่ำ 144 ชั่วโมงเรียน ส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาต้องมีวิชาพลศึกษาอย่างน้อย 108 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวยังเรียกร้องการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬาเพิ่มขึ้น เพิ่มการผลักดันตำแหน่งครูพละ และปรับปรุงการประเมินผลการสอนของครูสาขาวิชานี้

ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 สานต่อมอเตอร์เวย์-โครงข่ายถนนทั่วไทย ยกระดับความปลอดภัย-คุณภาพงานทาง ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจชาติ

กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่วางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษาทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศให้เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในทุกภูมิภาคของไทย 

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทางหลวง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และนับเป็นอธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กรมทางหลวง จึงถูกจับตามองว่าเป็น “แม่ทัพรุ่นใหม่” ที่จะเข้ามาสานต่องานเดิมและยกระดับโครงข่ายทางหลวงไทยให้ก้าวทันความท้าทายในอนาคต 

ในด้านการศึกษา นายปิยพงษ์มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแรงด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Imperial College London สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม/นโยบายคมนาคม งานวิทยานิพนธ์หัวข้อ The impact of transport infrastructure investment on regional employment: an empirical investigation ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกับการจ้างงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในวารสารนานาชาติ เช่น บทความ “Marginal productivity of expanding highway capacity” ซึ่งวิเคราะห์ผลผลิตส่วนเพิ่มจากการขยายขีดความสามารถของทางหลวงต่อเศรษฐกิจเอกชน ประสบการณ์วิจัยเชิงลึกเหล่านี้ทำให้เขาเป็นข้าราชการที่มอง “ถนน” ไม่ใช่แค่โครงสร้างกายภาพ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างแท้จริง

เส้นทางราชการของนายปิยพงษ์ถือได้ว่าเป็น “ลูกหม้อกรมทางหลวง” อย่างเต็มตัว เขาเติบโตมาจากสายงานวางแผนและพัฒนาระบบทางหลวง ก่อนมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ดูแลโครงการมอเตอร์เวย์สายสำคัญหลายสายของประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการผลักดันการลงทุนมอเตอร์เวย์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านกลไกให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) 

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง ดูแลงานด้านมาตรฐานวิศวกรรม ระบบข้อมูล และการบูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในโครงการพัฒนามาตรฐานและระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศของกรมทางหลวง หรือระบบ DOH One Map ที่รวบรวมข้อมูลโครงข่ายทางหลวงให้อยู่ในรูปแบบ Open Geospatial Data รองรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกและภาคเอกชน ก่อนจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศอย่างใกล้ชิด 

ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดี นายปิยพงษ์เป็นหนึ่งใน “ตัวหลัก” ที่ผลักดันแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ระยะยาวของไทย โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงโครงข่ายราง (โครงการ Motorway-Rail Map หรือ MR-MAP) และแผน 20 ปีในการพัฒนาทางหลวงและมอเตอร์เวย์เชื่อมภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 

เขามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแผนลงทุนโครงข่ายถนนใหม่ ๆ ต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี รวมถึงการผลักดันโครงการมอเตอร์เวย์ขนาดใหญ่หลายโครงการให้เดินหน้าจากระดับการศึกษา ความเป็นไปได้ สู่การอนุมัติงบประมาณและเตรียมก่อสร้างจริง งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานเชิงบูรณาการ ทั้งด้านวิชาการ การวางแผนยุทธศาสตร์ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายปิยพงษ์ได้มอบนโยบายการบริหารกรมทางหลวง 9 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง การจัดการอุบัติเหตุและความปลอดภัยสาธารณะ การยกระดับคุณภาพงานทางและการบริการประชาชน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาบุคลากรในองค์กร 

เขายังประกาศเร่งรัดให้ มอเตอร์เวย์ 3 สายสำคัญ เปิดให้บริการภายในปี 2569 ได้แก่ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) M6 (บางปะอิน-โคราช) และ M82 (บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว) ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการ “เรือธง” เช่น มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ปากท่อ (M8) และการเตรียมเปิดประมูลที่พักริมทาง รวมถึงสัญญาบริหารและบำรุงรักษา (O&M) มอเตอร์เวย์ เพื่อให้โครงข่ายมอเตอร์เวย์ของไทยสมบูรณ์ทั้งด้านโครงสร้างและบริการผู้ใช้ทาง 

อีกด้านหนึ่ง อธิบดีปิยพงษ์ให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัยและความโปร่งใส” อย่างชัดเจน ทั้งการกำชับให้ปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาก่อสร้างให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างและบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุใช้งานนาน รวมถึงการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุและสภาพโครงสร้างมาเป็นฐานในการวางแผนบำรุงรักษาเชิงรุก เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนทางหลวง 

ประสบการณ์ด้านวิจัยคมนาคมในเวทีนานาชาติ ประกอบกับบทบาทในฐานะรองอธิบดีฝ่ายวิชาการและผู้ตรวจราชการ ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ “คิดบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าใช่เพียงความเคยชินหรือประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อผนวกกับการเป็นลูกหม้อกรมทางหลวงที่รู้เท่าทันทั้งข้อจำกัดและศักยภาพขององค์กร ก็ยิ่งทำให้ภาพของ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ในวันนี้ ชัดเจนในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบ “ทุกกิโลเมตร” ของทางหลวงไทย เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในระยะยาว

‘ตรีนุช’ มอบ 5 เสือแรงงาน เร่งบูรณาการช่วยน้ำท่วมภาคใต้ จ่ายเยียวยา 50% พร้อมจ้างงานเร่งด่วน ตั้งศูนย์ซ่อม–ฝึกอาชีพเสริมรายได้หลังน้ำลด ช่วยผู้ประสบภัยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’ สั่งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงานติดตามความเสียหายจากอุทกภัย 24 ชั่วโมง บูรณาการ 5 เสือแรงงานทุกจังหวัดภาคใต้ มอบประกันสังคมเร่งจ่ายเงินเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของกระทรวงแรงงานในสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ขณะนี้ ว่า ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดบูรณาการงานร่วมกัน ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน ติดตามความเสียหายและผลกระทบตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรายงานล่าสุด คือ มีจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ในจำนวนนี้มี 10 จังหวัดที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์ของฝนตกหนักและระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ประชุมติดตามสถานการณ์และดำเนินการตามแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยของศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน พร้อมสำรวจความเสียหาย และความต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงขอรับการสนับสนุนกิจกรรมจ้างงานเร่งด่วน

ในส่วนของกรมการจัดหางานให้เตรียมพร้อมในการสนับสนุนการจัดหางานในตำแหน่งที่ว่างหลังน้ำลด ในกรณีที่ไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานในสถานประกอบการได้ รวมถึงให้สนับสนุนการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อทดแทนการขาดรายได้อย่างเร่งด่วนที่สุด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า พาหนะและเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงเตรียมพร้อมฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเสริมรายได้หลังน้ำลด 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้สำรวจความเสียหายสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ประสบภัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกู้เงินกองทุนความปลอดภัยฯ ช่วยเหลือด้านการคุ้มครองสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายแรงงาน 

ส่วนสำนักงานประกันสังคมให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย จากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นายจ้างและให้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆแก่ผู้ประกันตน รวมทั้งประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top