Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ลุยปราบละเมิด-ปกป้องแบรนด์ไทยในต่างแดน พร้อมผลักดันไอเดียสร้างสรรค์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” หนุนธุรกิจ-สินค้าชุมชนท้องถิ่นไทยเติบโต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ “คุ้มครอง-ส่งเสริม-ต่อยอด” ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการปราบปรามการละเมิด และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

การที่กรมฯ ได้ “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะเธอเป็นข้าราชการสายเศรษฐกิจที่มีทั้งประสบการณ์การเจรจาการค้าและงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งบนเวทีทั้งในและต่างประเทศ

เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor of Commerce and Administration สาขา Accounting และ Economics จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นศึกษาต่อด้าน Economic Development and International Trade ที่ University of Reading สหราชอาณาจักร ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีทั้งฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการสมัยใหม่ควบคู่กัน

ในด้านการทำงานราชการ เธอเริ่มต้นอาชีพเมื่อปี 2533 ในตำแหน่งนักเศรษฐกรและนักเจรจาการค้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และการเจรจาทวิภาคีหลายชุด ช่วงปี 2546-2550 เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Minister Counselor ประจำคณะผู้แทนถาวรไทย ณ WTO ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีพหุภาคีอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้เธอเข้าใจลึกทั้งกติกาการค้าโลกและผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการไทยในโลกจริง

ปี 2550 เธอย้ายเข้ามาร่วมงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย FTA/WTO ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ดูแลงานส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงงานความร่วมมือระหว่างประเทศกับ WIPO, WTO และการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ FTA ต่าง ๆ 

เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการคุ้มครองและการจดทะเบียนสิทธิ และผลักดันให้ภาคธุรกิจนำผลงาน IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วงเดียวกัน เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท./NRSA) ระหว่างเดือนตุลาคม 2558-กรกฎาคม 2560 ทำงานด้านข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 เพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญของไทย

ต่อมา ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 มีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ นางอรมนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านโครงสร้างธุรกิจ การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการใช้ข้อมูลธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ประสบการณ์ทั้งในบทบาทนักเจรจาการค้า ผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เธอ “เห็นภาพครบ” ตั้งแต่ระดับนโยบายการเปิดตลาดการค้าโลก โครงสร้างธุรกิจในประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอจึงเปรียบเปรยว่าการกลับมาครั้งนี้ “เหมือนได้กลับบ้านหลังเดิม” แต่เป็นบ้านที่ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอประกาศเดินหน้านโยบาย “ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ” ภายใต้กรอบ IP 4 All และ IP for Business โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ “IP Financing” ซึ่งมุ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เป็นทุนหรือหลักประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคการเงิน ในขณะเดียวกัน เธอสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมฯ ทำร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเข้าถึงทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ภายใต้การนำของนางอรมนยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกบนเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการสานต่อและต่อยอดโครงการ “Trademark Monitor” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อเฝ้าระวังการจดทะเบียนยี่ห้อไทยในต่างประเทศล่วงหน้า ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยื่นคัดค้านได้ทันเวลา ปกป้องแบรนด์ไทยจากการถูก “จดตัดหน้า” โดยต่างชาติ พร้อมวางทิศทางขยายความร่วมมือไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ในฐานะเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์ GI ไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักฐานสำคัญว่าคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากเส้นทางการทำงานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักเจรจาการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และผู้บริหารระดับสูงหลายกรม “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่ผสานมุมมองเชิงกติกาการค้าโลกเข้ากับการออกแบบนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีวิสัยทัศน์ เธอไม่ได้มองทรัพย์สินทางปัญญาเพียงในมิติของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ยกระดับให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจไทยและสินค้าชุมชนท้องถิ่นเติบโตได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการค้า-การลงทุนที่เป็นธรรม เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ไม่สะดุด ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอเป็นผู้นำกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถไว้วางใจได้ว่า “เสียงของนักคิด-นักสร้างสรรค์ไทย” จะได้รับการปกป้อง และถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ

ทีมนักวิชาการ มธ.วิจัยพัฒนาผ้าไทยชุมชน “ตำบลก้อ แม่ปิง ลำพูน” สืบสานพระราชปณิธานฯ พระพันปีหลวง ต่อยอดลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ให้สินค้าชุมชน สร้างรายได้-ความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568-ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 

1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 
2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 
3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 
4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ 
5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

ลองคำนวณเล่นๆ เงินเดือน–ทีมงาน สส. เดือนละ 2 แสนกว่า ปีนึงรัฐจ่ายให้ 500 คน เกิน 1,455 ล้าน บำนาญ สส. สูงสุดแตะเกือบ 8 หมื่น แต่ข้าราชการทำงาน 33 ปี ได้แค่ 15,000 บ.

(21 พ.ย. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ว่างๆ ลองคำนวณดูว่า เราจ่ายเงินเดือนให้ สส.ปีละเท่าไหร่ รวมถึงบำนาญ สส.ด้วย
นักการเมืองสส.ได้ร่วมกันออกกฎหมายให้สิทธิ์ สส. (ตัวเอง)ให้ได้รับเงินบำนาญ ตามระยะเวลาการเป็น สส. ดังนี้

- เป็น สส. ๒ ปีรับบำนาญ ๒๒,๗๑๒ บาท
- เป็น สส ๓ ปีรับบำนาญ ๓๔,๐๖๘ บาท
- เป็น สส. ๗ ปี รับบำนาญ ๔๕,๔๒๔ บาท
- เป็น สส, ๑๑ ปี รับบำนาญ ๕๘,๒๘๐ บาท
- เป็น สส ๑๕ ปี รับบำนาญ. ๖๘,๑๓๖ บาท
- เป็น สส. ๒๐ ปี รับบำนาญ ๗๙,๔๙๒ บาท
"ข้อมูลเงินบำนาญข้าราชการ"
ผมรับราชการนาน ๓๓ ปี มีสิทธิ์ได้รับบำนาญ ๑๕,๐๐๐ บาท "มันยุติธรรม กันดีอยู่หรือ...."
#เงินเดือนสส.

รัฐต้องจ่าย เงินเดือน ส.ส.ต่อ 1 คน ตกเดือนละ = 242,560 บาท
เงินเดือน ส.ส. 71,230
+เงินเพิ่ม 42,330
รวม = 113,560
(ยังไม่รวมเบี้ยประชุมอีกวันละ 1,500 บาท +ข้าวฟรีมื้อละ 1000 บาท)
สส.1 คน ยังรับคนของตัวเองมาทำงานได้อีก 8 คน ดังนี้
- ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท
- ผู้ชำนาญการประจำตัว 2 คน เงินเดือน 15,000 x 2 = 30,000
- ผู้ช่วยดำเนินงานอีก 5 คน 15,000 x 5 = 75,000 บาท

สรุป สส. 1 คน + ผู้ติดตาม = 242,560 บาท ต่อเดือน
#ต่อปี ต้องจ่ายให้ สส. 1 คน คือ 2,910,720 บาท
ถ้า สส.ทั้งหมด 500 คน ตกเดือนละ
= 121,280,000 บาท
ปีละ หนึ่งพันสี่ร้อยห้าสิบห้าล้าน..บาท
= 1,455,360,000 บาท
ในแต่ละปี รัฐบาลต้องจ่ายเงินเดือนให้ สส. และผู้ติดตาม สส.จำนวนมาก..??

สนง.เกษตรฉะเชิงเทรา จัดอบรมพัฒนาการผลิต “มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า” พร้อมถ่ายทอดความรู้มาตรฐาน GAP การแปรรูปและจัดการเศษวัสดุ ยกระดับคุณภาพ-รายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา นางวิภา จิระวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการกิจกรรมถ่ายทอดความรู้การพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นกิจกรรมหลักในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมะพร้าวน้ำหอมบางคล้า

การอบรมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอบางคล้า จำนวน 20 ราย โดยได้รับความรู้ในเรื่องการจัดการสวนมะพร้าวเพื่อพัฒนาการผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ

วิทยากรผู้บรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.พงษ์เพชร พงษ์ศิวาภัย อาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตรกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บรรยายในเรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ นายวัชรินทร์ จำนงธรรม นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปราจีนบุรี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด เป้าหมายสำคัญคือการให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP เพิ่มมากขึ้น และมีการขอใช้ ตราสัญลักษณ์ GI (Geographical Indication) เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพูนความรู้ในการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และการ จัดการกับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในด้านการพัฒนาคุณภาพการผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สสส. จับมือ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ชวนทุกเพศแชร์งานบ้านร่วมกัน ลด-ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

(23 พ.ย. 67) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่น ๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 

1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 
2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 
3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา
 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ

มุมมอง CEO ดัง!! ชี้คนเก่งเอกชนไทย มีเพียบแต่ไม่กล้าเข้า เพราะการเมืองเน่า มืออาชีพต้องการอิสระและอำนาจเต็ม พรรคใดให้ได้ อนาคตไทยอาจเปลี่ยนทิศ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก “Worawoot Ounjai ”หรือ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) โพสต์ระบุข้อความว่า จากที่ผมเคยทำงานภาคเอกชน และเคยทำงานสมาคมการค้าใหญ่ของประเทศไทยมานับสิบปี ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งภาคเอกชนจากหลากหลายองค์กร

ผมมั่นใจว่าคนเก่ง คนดีภาคเอกชนไทย ในระดับเดียวกับคุณแต๋ม ศุภจี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ยังมีอีกหลายสิบท่านครับ เพียงแต่ท่านเหล่านั้น อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง แต่ในภาคเอกชนจะรู้ฝีมือกันดี

และผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ หลายท่านเก่งและมีชื่อเสียงในระดับโลกเลยด้วยซ้ำ...เสียดายที่หลายท่านไม่สนใจจะทำงานการเมืองกันเลย

เพราะทุกท่านจะส่ายหน้า และบอกว่าการเมืองไทยมันเน่าเฟะมาก..เข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะนักการเมืองจะไม่ยอมถ้าเข้าไปมีนโยบายขัดขวางผลประโยชน์ของคนเหล่านั้น

นอกจากนี้ หลายท่านก็จะเอือมระอากับระบบข้าราชการไทย ที่ยากจะตอบสนองกับแนวคิดที่ทันสมัยและสปีดในการขับเคลื่อนของมืออาชีพจากภาคเอกชน

ทุกๆ ท่านที่เก่งจะบอกว่า ถ้าจะเข้าไปทำงาน ภาคการเมืองต้องให้อิสระและอำนาจเต็มโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย ถ้าแบบนั้นค่อยน่าสนใจเข้าไปทำงานช่วยชาติ

เพราะถ้าไม่ได้อำนาจเต็มและมีอิสระในการทำงาน เข้าไปก็เสียชื่อเปล่าๆ เพราะขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ เงื่อนไขที่ว่านี้...พรรคการเมืองมักไม่ยอมรับเสียด้วยสิ เรื่องให้อำนาจเต็ม และมีอิสระเต็มที่ในการทำงาน

ดังนั้นวันนี้ พรรคการเมืองไหน จะเชิญมืออาชีพที่เก่งๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าพรรค ต้องยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้จากมืออาชีพก่อนนะครับ แล้วมาดูกันว่า พรรคไหนจะเชิญผู้บริหารมืออาชีพ มาเป็นรัฐมนตรีได้จริง..และจะเชิญมาได้สักกี่คน

อนาคตประเทศไทย ถ้าจะมีก็ต้องมาจากรัฐมนตรีมืออาชีพเหล่านี้แหละครับ ถ้านักการเมืองเทา ยังครองเก้าอี้รัฐมนตรีกันอยู่แบบทุกวันนี้..ก็อยู่กันไปแบบเทาๆ ไร้อนาคตกันต่อไปครับ

รู้จัก “แก๊งนางฟ้า” เริ่มจากวงการบันเทิงยุค 2000 กับเส้นทางมิตรภาพ 20 ปี ของตัวแม่แห่งวงการบันเทิง ถึงวันที่เสียงลือดังว่าแตกหักจริงหรือไม่?

(23 พ.ย. 68) “แก๊งนางฟ้า” เพื่อนซี้สาวในวงการบันเทิงไทย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังผ่านมา 20 ปีเต็มที่เต็มไปด้วยทั้งมิตรภาพและความท้าทาย ความเป็นตัวแม่ของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, นานา ไรบีนา, วุ้นเส้น วิริฒิพา, แอน อลิชา, เจนสุดา ปานโต, พอลล่า เทเลอร์ และคริส หอวัง เคยสร้างแรงบันดาลใจด้านมิตรภาพหญิงสาวอย่างมาก

ยุคทองของแก๊งในช่วง 2010–2013 คือช่วงเวลาที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงพลังความสัมพันธ์ เพื่อนผลัดกันแสดงบทบาทเป็นเพื่อนเจ้าสาว ทริปเที่ยวและงานต่าง ๆ ต่อเนื่องทำให้พวกเธอถูกขนานนามเป็น "แก๊งตัวแม่ในตำนาน" แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีสัญญาณร้าวในเรื่องธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในช่วง 2014–2016

ปี 2017–2018 เป็นจุดเปราะบางที่สุดของมิตรภาพ เมื่อมีข่าวดราม่าและอันฟอลโลว์กันในโซเชียล สื่อพาดหัวว่า “แก๊งนางฟ้าแตกแล้ว?” อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2019–2024 มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ผ่านภาพกอดและโมเมนต์อบอุ่นในงานสำคัญ ๆ

แม้จะมีกระแสดราม่าใหม่ ๆ ในปี 2024–2025 ที่เกี่ยวข้องกับการอันฟอลโลว์และข่าวชวนลงทุน แต่ ‘แอน อลิชา’ ยืนยันว่าเธอพยายามเป็นคนกลางเพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แสดงให้เห็นว่าแก๊งยังมีสายใยเหนียวแน่นอยู่ "แก๊งนางฟ้า" คือมิตรภาพที่สวยงาม ซับซ้อน และแท้จริงในวงการบันเทิงไทย ถึงแม้มิตรภาพนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นของจริงที่อยู่ในใจเสมอ

พีระพันธุ์ซัดรัฐบาลซื้อไฟแพงเกินจริง จี้อนุทินหยุดเกรงใจนายทุน ทั้งที่ กพช. ชุดเดิมเคยสั่งชะลอ เตือนอย่าผลักภาระค่าไฟใส่ประชาชน

(21 พ.ย. 68) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มติรัฐบาลที่อนุมัติสัญญารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากเอกชนเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ ในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้ “ชะลอ” และเจรจาต่อรองราคา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟเองได้ในต้นทุนเพียงราว 1.85 บาทต่อหน่วย และวันนี้ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์ก็ถูกลงกว่าเดิมมากแล้ว

พีระพันธุ์ระบุว่า ตนและ กพช. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยสั่งให้ กกพ. กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันเจรจากับเอกชนเพื่อกดราคาลง เพราะในสัญญาเปิดช่องให้รัฐปรับราคาได้ พร้อมย้ำว่าในช่วงที่ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน “ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่จากเอกชนเลย” เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีเหลือเกินความต้องการใช้อยู่แล้ว แม้นายทุนจะไม่พอใจแต่ก็เป็น “เส้นที่ห้ามข้าม” ในการใช้เงินประชาชน

พร้อมทิ้งท้ายโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “กำลังซื้อไฟแพง ต้องหยุดเดี๋ยวนี้” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยนั่งอยู่ใน กพช. ชุดเดิมด้วยกัน หยุดเกรงใจนายทุน และทบทวนมติรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ล็อตใหม่นี้ เพราะท้ายที่สุดหากรัฐยอมซื้อไฟในราคาแพงเกินจำเป็น ภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักไปอยู่บนบิลค่าไฟของประชาชนอยู่ดี

ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นที่ไทยอยากทำตาม เป็นได้ถ้ากล้าออกแบบใหม่ทั้งระบบ กกต.เปลี่ยนจากคุมกติกาเป็นออกแบบบอร์ดกลาง อปท. ร่วมดูแลพื้นที่ หากต้องการไปให้ถึงฝัน

ป้ายหาเสียงเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น เป็นได้ หรือแค่ฝัน?
ทุกครั้งที่ถึงฤดูเลือกตั้ง ภาพที่คนไทยคุ้นตาคือเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยป้ายไวนิล เต็มเสาไฟ เต็มทางเท้า เต็มสะพานลอย บางจุดบังทัศนวิสัยจนขับรถลำบาก ทั้งที่ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น “ป้ายหาเสียง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย และกลายเป็นโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนเดินผ่านแล้วเห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกคนในที่เดียว

คำถามคือ…ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่น เป็นได้จริงในประเทศไทย หรือเป็นได้แค่ฝัน? และถ้าอยากให้เกิดขึ้นจริง ควรเป็นหน้าที่ของใครที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้

ญี่ปุ่นกับป้ายเลือกตั้งที่เป็น “บอร์ดกลาง” ของทุกคน
ที่ญี่ปุ่น ป้ายเลือกตั้งจะถูกจัดให้อยู่ใน “บอร์ดกลาง” (Election Board) ที่เทศบาลหรือเมืองเป็นผู้จัดทำและดูแล ทุกผู้สมัครมีช่องเท่ากัน ขนาดเท่ากัน อยู่ในบอร์ดเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ใครมีเงินมากก็มีป้ายใหญ่เต็มเมือง ใครมีทุนน้อยก็แทบไม่มีใครเห็น

บอร์ดเหล่านี้ถูกติดตั้งตามจุดสำคัญของเมือง เช่น หน้าโรงเรียน ศาลาว่าการ เขตชุมชน หรือสถานีรถไฟ ประชาชนเดินผ่านก็เห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกเบอร์ในที่เดียว เมืองไม่เละ ไม่รก และ “ข้อมูลการเลือกตั้ง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเหมือนป้ายประชาสัมพันธ์สาธารณะมากกว่าป้ายโฆษณาเชิงพาณิชย์

โครงสร้างไทยวันนี้: ป้ายหาเสียงยังเป็น “ของผู้สมัคร”
กฎหมายเลือกตั้งของไทยปัจจุบันมองป้ายหาเสียงเป็น “ทรัพย์สินของผู้สมัครและพรรคการเมือง” คือให้อำนาจผู้สมัครแต่ละรายทำป้ายของตัวเอง ภายใต้กรอบกติกาบางอย่าง เช่น ขนาดป้าย จำนวนป้าย และตำแหน่งที่ติดได้หรือไม่ได้

กกต. ทำหน้าที่หลักคือออกกติกา กำหนดเงื่อนไข และดูว่ามีใครทำผิดหรือไม่ มากกว่ามองตัวเองว่าเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์ข้อมูลการเลือกตั้ง” ให้กับประชาชน ผลก็คือ เมืองจึงกลายเป็นสนามรบของป้ายแต่ละฝ่าย ใครทุนเยอะก็ป้ายเยอะ ใครทุนบางก็แทบจะหายไปจากสายตา

ตรงนี้คือจุดต่างสำคัญจากญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นใช้แนวคิดว่า “ป้ายของทุกคนต้องมาอยู่ในโครงสร้างกลางเดียวกัน” เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลอย่างเท่าเทียม ในขณะที่ไทยยังไม่ยอม “ดึงป้ายออกจากมือผู้สมัคร” มารวมไว้ในโครงสร้างกลางของรัฐ

ถ้าอยากได้ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ
1. เราจะกล้าเปลี่ยนจาก “ป้ายของใครของมัน” เป็น “ป้ายกลางของทุกคน” ไหม?
วันนี้ผู้สมัครแต่ละคนออกแบบ ทำ และติดป้ายของตัวเอง ถ้าจะไปแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ต้องกล้าบอกว่า ขอให้ทุกคนมาอยู่ในบอร์ดกลางที่มาตรฐานเดียวกัน พื้นที่เท่ากัน มุมมองเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ “ทุน” มีผลกับเกมนี้น้อยลง และ “เนื้อหา + นโยบาย” มีน้ำหนักมากขึ้น แต่แน่นอนว่าพรรคใหญ่และผู้สมัครทุนหนา อาจไม่ชอบ เพราะเสียเปรียบจากการที่ตัวเองไม่ได้ยึดพื้นที่สายตามากเหมือนเดิม

2. ใครจะเป็นเจ้าภาพลงทุนทำ “โครงสร้างป้ายกลาง”?
ถ้าให้เอกชนทำ ก็เสี่ยงถูกมองว่าเอียงข้าง เลือกให้พื้นที่เฉพาะบางพรรค หรือใช้บอร์ดกลางเป็นช่องทางขายพื้นที่โฆษณาแฝง ถ้าให้รัฐทำ ก็ต้องมีงบประมาณ แผนงาน และการออกแบบที่ดีพอ ไม่ใช่แค่ทำบอร์ดเหล็กเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง คำถามนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นและ กกต. โดยตรง

3. กกต. จะนิยามบทบาทตัวเองใหม่ได้แค่ไหน?
จาก “ผู้คุมกติกา” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบข้อมูลเลือกตั้ง” นั่นแปลว่า กกต. ต้องออกแบบมาตรฐานบอร์ดกลาง กำหนดรูปแบบข้อมูลที่ต้องแสดง กำหนดจำนวนบอร์ดขั้นต่ำต่อเขต และกำหนดให้การสื่อสารผ่านบอร์ดเหล่านี้ เป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการให้ข้อมูลประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดช่องให้ผู้สมัครติดป้ายกันเองอย่างที่เป็นอยู่

แล้วควรเป็น “หน้าที่ใคร” ในการจัดการเรื่องนี้?
1. กกต. – ผู้ออกแบบ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ผู้ออกกฎ
ถ้าอยากเห็นป้ายแบบญี่ปุ่นในไทย กกต. คือผู้เล่นหลักที่ต้องปรับบทบาทตัวเองให้ชัดขึ้น จากคนออกกติกาและตรวจสอบ กลายเป็นคนออกแบบ “โครงสร้างป้ายกลาง” ทั่วประเทศ กกต. สามารถกำหนดมาตรฐานบอร์ดกลาง รูปแบบข้อมูลที่ต้องมี และออกระเบียบเฉพาะให้ อปท./เขต ใช้เป็นต้นแบบเดียวกันทั่วประเทศได้

2. อปท. / เทศบาล / อบต. / เขต – เจ้าภาพภาคสนาม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือคนที่รู้พื้นที่ดีที่สุด และพร้อมจะเป็นเจ้าภาพดูแลบอร์ดกลางในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจุดติดตั้งบอร์ด การดูแลไม่ให้ชำรุดหรือถูกทำลาย และการประสานงานกับผู้สมัครให้ส่งรูปและข้อมูลตามเวลา จากเดิมที่หน้าที่หลักคือ “อนุญาตให้ติดป้ายตรงไหนได้บ้าง” ก็ต้องยกระดับเป็น “ผู้ออกแบบโชว์รูมข้อมูลผู้สมัครในพื้นที่”

3. พรรคการเมืองและผู้สมัคร – เจ้าของเนื้อหาที่ต้องยอมเล่นในสนามที่เท่าเทียม
แม้จะมีบอร์ดกลาง แต่ผู้สมัครก็ยังต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่จะสื่อสารผ่านพื้นที่จำกัดและมาตรฐานเดียวกัน นี่คือการเปลี่ยน mindset จากการแข่งกันด้วยขนาดและจำนวนป้าย ไปสู่การแข่งกันด้วยความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความคิดสร้างสรรค์ในกรอบที่เท่าเทียมกัน

4. ภาคประชาชน นักออกแบบเมือง และสื่อ – คนจุดประเด็นและออกแบบอนาคตของเมือง
ถ้าไม่มีแรงกดดันจากประชาชน ไม่มีเสียงเรียกร้องจากนักออกแบบเมือง หรือไม่มีสื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด การเปลี่ยนแปลงก็แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ภาควิชาสถาปัตย์ นักออกแบบกราฟิก และ Urban Designer สามารถเสนอแบบ “บอร์ดเลือกตั้งมาตรฐานไทย” ที่สวย ทันสมัย และใช้งานได้จริง ในขณะที่สื่อและอินฟลูสามารถช่วยตั้งคำถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกปล่อยให้เมืองเละทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง?”

ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าเรายอมออกแบบใหม่ทั้งระบบ
ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสำหรับประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้สมัครแต่ละรายมองป้ายเป็นอาวุธแย่งพื้นที่สายตา มากกว่ามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ

ถ้าเราอยากเห็นเมืองที่สะอาดขึ้น การเลือกตั้งที่เป็นระเบียบขึ้น และข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดวางอย่างเท่าเทียมกันในสายตาประชาชน เราต้องกล้าถามและกล้าผลักดันให้ กกต. รัฐท้องถิ่น พรรคการเมือง และภาคประชาชน ช่วยกันออกแบบ “ระบบใหม่” ของป้ายหาเสียง ไม่ใช่แค่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนป้ายเดิม

สุดท้ายแล้ว ป้ายหาเสียงไม่ได้เป็นแค่ชิ้นผ้าหรือแผ่นไวนิลริมถนน แต่มันสะท้อนว่าเรามองการเลือกตั้งเป็นเพียงสงครามประชาสัมพันธ์ หรือมองว่าเป็นโอกาสในการออกแบบระบบข้อมูลสาธารณะที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนกันแน่

น้ำท่วมไทยไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือผลลัพธ์การเมือง–ผังเมืองที่ล้มเหลว การตัดสินใจไร้ทิศทางสร้างหายนะซ้ำซากทุกปี สะท้อนการเมืองที่ไม่เคยคิดจริงจังเรื่องน้ำและผังเมือง

ประเทศนี้เกิดมาอยู่ในที่ลุ่ม แต่ความเสียหายซ้ำซากทุกปี ไม่ได้มาจากฝนบนฟ้าเท่าไร แต่อยู่ที่การตัดสินใจบนโต๊ะประชุมและในสภา

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก ภาพที่คนไทยเตรียมใจกันไว้ไม่ใช่ “สายรุ้งหลังฝน” แต่คือรูปถนนกลายเป็นคลอง รถติดเป็นก้อนยาว บ้านเรือนจมน้ำ โรงเรียนปิดเรียน ชาวบ้านร้องไห้กลางสายน้ำ และดราม่าถามหาคนรับผิดชอบที่วนกลับมาซ้ำ ๆ

คำถามยอดฮิตมักตามมาเหมือนสคริปต์เดิม
“ทำไมประเทศไทยแก้น้ำท่วมไม่ได้สักที?”

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น คำถามที่ตรงกว่าก็คือ
“ทำไมน้ำท่วมไทยถึงกลายเป็นหายนะซ้ำซาก ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าประเทศเราอยู่ในที่ลุ่ม?”

คำตอบหนึ่งที่เราต้องกล้าพูดตรง ๆ คือ
น้ำที่ท่วมเราไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว
แต่มันคือ “ผลลัพธ์ของผังเมืองและการเมืองไทย”
ที่เลือกจะวางเมือง วางถนน วางเขื่อน วางงบ และวางอำนาจ
โดยไม่เคารพธรรมชาติของน้ำเท่าที่ควร

--------------------------------------------------
ประเทศไทยเกิดมา “อยู่ในที่ลุ่ม” โดยธรรมชาติ
--------------------------------------------------

ถ้าดูจากแผนที่ภูมิประเทศ จะเห็นชัดว่า
ภาคกลางของไทยคือที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่น้ำจากภูเขาภาคเหนือและที่ราบสูงภาคอีสาน ไหลลงสู่อ่าวไทย

น้ำที่ตกจากภูเขาและที่ราบสูงเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน
มันไหลลงมารวมกันที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ
ก่อนจะออกทะเลผ่านพื้นที่ที่เราเรียกว่า
“อู่ข้าวอู่น้ำ” – ซึ่งจริง ๆ แล้วคือ “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ” ขนาดมหึมาของภูมิภาคนี้

ตามธรรมชาติ น้ำหลากที่เอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
ไม่ใช่ภัยพิบัติในตัวของมันเอง
แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรระบบนิเวศ
ช่วยเติมน้ำใต้ดิน เลี้ยงเกษตร และรักษาสมดุลของลุ่มน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ประเทศไทยไม่เคยถูกออกแบบโดยธรรมชาติให้ “ไม่ท่วม” อยู่แล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้จึงไม่ใช่การสั่งให้ฝนหยุด
แต่คือการจัดการว่า
- น้ำจะไปท่วมตรงไหน
- ท่วมนานแค่ไหน
- และคน–เมือง–เศรษฐกิจจะเสียหายมากน้อยเพียงใด

--------------------------------------------------
จากทุ่งรับน้ำ–คลองคดเคี้ยว สู่เมืองปูนที่น้ำไม่มีที่ไป
--------------------------------------------------

ปัญหาคือ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เราตัดสินใจ “พัฒนา” เมืองและเศรษฐกิจ
ด้วยการเอาทุกอย่างไปสร้างทับทางน้ำของธรรมชาติเอง

ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่ชุ่มน้ำ
ที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทุ่งรับน้ำ” ตามฤดูกาล
ถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด นิคมอุตสาหกรรม
ศูนย์กระจายสินค้า และถนนวงแหวนรอบเมือง

คลองสายเล็กสายย่อยที่เคยเป็นทั้ง “ทางน้ำ” และ “ทางสัญจร”
ถูกถมกลายเป็นถนน ซอย หรืออาคารพาณิชย์
เมืองจึงกลายเป็นผืนปูนขนาดใหญ่
ที่น้ำซึมลงดินไม่ได้ ต้องไหลไปตามถนน
เพื่อเข้าท่อระบายน้ำที่เล็กกว่าปริมาณน้ำจริงหลายเท่า

ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ก็ถูกสร้างขึ้นบน “ดินดึงเดลต้า” ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก
แถมยังทรุดตัวลงเรื่อย ๆ จากทั้งน้ำหนักอาคารและการใช้น้ำใต้ดินในอดีต
ขณะที่ระดับน้ำทะเลก็เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

บนหัวของเรายังมี “ฝนยุคใหม่”
ฝนที่เทลงมาเป็นก้อนใหญ่ในเวลาสั้น ๆ
ลักษณะ “ตกวันเดียวเท่าฝนทั้งเดือน”
ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องปกติในยุค climate change

สรุปสั้น ๆ คือ
เราอยู่ในที่ลุ่ม – เมืองทรุด – ทะเลหนุน – ฝนแรงขึ้น
แล้วเราเลือกจะเทปูนทับเกือบทุกพื้นที่ที่น้ำควรจะไป

เมื่อธรรมชาติถูกบีบจนไม่มีที่ไหล
น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก
แต่กลายเป็น “ผลลัพธ์โดยตรง” ของการตัดสินใจเชิงผังเมืองของเราเอง

--------------------------------------------------
โครงสร้างน้ำไทย: แบ่งหน่วยงาน แต่ไม่แบ่งความรับผิดชอบ
--------------------------------------------------

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมไทยหนักขึ้น
คือโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ ที่แยกส่วนจนขาดเอกภาพ
.
ลุ่มน้ำเดียวกัน แต่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบคนละช่วง
ตั้งแต่กรมชลประทาน หน่วยท้องถิ่น อปท. ไปจนถึงหน่วยงานเฉพาะกิจ
น้ำไม่ได้ไหลตาม “เขตจังหวัด” หรือ “เขตการปกครอง”
แต่นโยบาย งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจกลับถูกแบ่งตามเส้นเหล่านั้น

เคสปี 2554 คือบทเรียนใหญ่
ที่สะท้อนให้เห็นว่าการไม่มี “สมองกลางของลุ่มน้ำ”
ซึ่งทุกหน่วยงานเชื่อฟัง ทำให้การตัดสินใจปล่อย–กักน้ำ
เต็มไปด้วยความลังเล ความกลัวกระทบการเมือง
และการโทษกันไปมา

เมื่อผูกเข้ากับวัฒนธรรมการเมืองแบบรัฐบาลสั้น
โครงการจัดการน้ำที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างและดูผลจริง 10–20 ปี
จึงมักถูกเลื่อน ปรับแบบ เปลี่ยนชื่อ หรือเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ
ตามชุดรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไป

พูดให้แรงขึ้นอีกหน่อยได้ว่า
น้ำท่วมไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธรรมชาติเอาคืน”
แต่มันคือผลสะสมจาก “การเมืองที่ไม่เคยคิดเรื่องน้ำแบบระยะยาวจริง ๆ”

--------------------------------------------------
ถึงเวลายอมรับว่า “กันไม่ท่วม 100%” ทำได้ยาก แต่ต้อง “ไม่พังซ้ำแบบเดิม”
--------------------------------------------------

ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
เริ่มไม่มีใครพูดคำว่า “ป้องกันน้ำท่วม 100%” อย่างจริงจังแล้ว
เพราะรู้ว่าภายใต้ climate change และเมืองขยายตัว
การพยายามกันน้ำแบบเบ็ดเสร็จ คือฝันที่แพงและเสี่ยงจะล้มเหลวครั้งใหญ่ในวันหนึ่ง

แนวคิดใหม่ที่เมืองเหล่านั้นใช้คือ
“อยู่กับน้ำ” (Living with Water)
ยอมรับว่าน้ำจะท่วมบ้างในบางช่วง บางพื้นที่
แต่ต้องออกแบบให้
- ท่วมช้าลง
- ท่วมแคบลง
- ท่วมนานน้อยลง
- และฟื้นตัวเร็วขึ้น

กรุงเทพฯ เองก็เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้
ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนและความทนทานของเมือง
รวมถึงโครงการสวนลุ่มน้ำ สวนเบญจกิติ คลองโอ่งอ่าง ฯลฯ
ที่พยายามใช้ “พื้นที่สีเขียว–น้ำ” มาช่วยหน่วงน้ำ
ไม่ใช่เทปูนขยายถนนอย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ
แนวคิด “อยู่กับน้ำ” ไม่ได้เป็นของฝรั่งเท่านั้น
แต่คือสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยเคยทำมาแล้ว

เรือนไทยใต้ถุนสูง
ชุมชนริมคลองที่ใช้เรือสัญจร
พื้นที่ลุ่มที่ปล่อยให้ท่วมตามฤดูกาล
ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการอยู่ร่วมกับน้ำ
โดยไม่ฝืนธรรมชาติจนเกินไป

วันนี้มีทั้งงานวิจัยและโครงการนำร่องเรื่อง
“บ้านลอยน้ำ” “บ้านยก–เลื่อนระดับได้ตามน้ำ”
ที่พยายามต่อยอดภูมิปัญญาเก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่
เพื่อช่วยให้ชุมชนลุ่มน้ำไม่ต้องย้ายถิ่นทุกครั้งที่น้ำมา

คำถามคือ
เราพร้อมแค่ไหนที่จะสนับสนุนให้แนวคิดแบบนี้กลายเป็น “นโยบายจริง”
ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องโชว์รูปสวย ๆ บนสไลด์?

--------------------------------------------------
ถ้าอยากหนี “หายนะจากน้ำท่วม” ต้องกล้าปรับ 3 เรื่องใหญ่
--------------------------------------------------

1) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “ตรงไหนต้องยอมให้ท่วม”

ประเทศลุ่มน้ำอย่างไทยไม่มีทางกันน้ำไว้ได้ทุกที่พร้อมกัน
สิ่งที่ต้องมีก็คือผังลุ่มน้ำที่กำหนดชัดเจนว่า
- พื้นที่ใดคือ “ทุ่งรับน้ำ” (flood retention)
- พื้นที่ใดคือ “เขตเศรษฐกิจสำคัญ” ที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ

และต้องกล้าคุยเรื่องเครื่องมือจริง ๆ เช่น
- กฎหมายผังเมืองที่ชัดเจนและไม่ถูกง้อปรับตามแรงกดดันทางการเมืองง่าย ๆ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ช่วยจูงใจไม่ให้รุกล้ำพื้นที่รับน้ำ
- ระบบชดเชยเจ้าของที่ดินหรือชุมชนที่ต้องเสียสละเป็นทุ่งรับน้ำ

ถ้าไม่กล้าตัดสินใจเชิงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้
วันหน้าเราจะต้องจ่ายค่าเสียหายหลังน้ำท่วมแพงกว่าการยอมชดเชยล่วงหน้าหลายเท่า

2) ลงทุนในโครงสร้าง “เขียว–น้ำ” ไม่ใช่ปูนอย่างเดียว

เมืองที่รอดจากน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เขื่อนและท่อระบายน้ำ
แต่มีทั้ง
- สวนสาธารณะลุ่มรับน้ำ
- คลองที่ขุด–ฟื้นให้ไหลได้จริง (ไม่ใช่แค่ปรับภูมิทัศน์ริมคลอง)
- แก้มลิงและพื้นที่ชะลอน้ำ ที่ออกแบบให้ท่วมชั่วคราวได้อย่างปลอดภัย

โครงสร้างแบบนี้เรียกรวม ๆ ว่า “Green–Blue Infrastructure”
คือใช้ธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว–น้ำ
มาทำงานร่วมกับโครงสร้างปูนและเหล็ก

ถ้าเราเทงบไปกับถนนเพิ่ม ท่อเพิ่ม เขื่อนเพิ่มเพียงอย่างเดียว
โดยไม่คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ
สุดท้ายเราก็จะกลับมาที่จุดเดิม
แค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมทุ่ง เป็นน้ำท่วมเมืองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าเดิม

3) ทำให้คน “พร้อมรับมือ” มากกว่าพร้อม “บ่นตอนเกิดเหตุ”

น้ำท่วมจะไม่กลายเป็นหายนะ
ถ้าคนรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทัน

- ระบบเตือนภัยต้องบอกได้มากกว่าคำว่า “โปรดเฝ้าระวัง”
แต่ควรบอกให้ชัดว่า
“อีกกี่วันน้ำจะมาถึงระดับไหน และควรทำอะไร”
- แผนอพยพระดับชุมชนต้องซ้อมจริง
มีจุดปลอดภัย มีเส้นทางที่คนจำได้และเข้าถึงได้
- บ้าน ร้าน และโรงงานควรได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัว เช่น
ยกตู้ไฟ ยกเครื่องจักร
ออกแบบชั้นล่างให้เป็นพื้นที่ที่เปียกได้โดยไม่เสียหายหนัก
แล้วเก็บของสำคัญบนที่สูง

เมื่อรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคธุรกิจ
รู้บทบาทของตัวเองตั้งแต่ก่อนน้ำมา
ความเสียหายก็จะลดลงมหาศาล แม้น้ำจะมากเท่าเดิม

--------------------------------------------------
น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรู แต่ “ความไม่กล้าตัดสินใจ” ต่างหากที่เป็นปัญหา
--------------------------------------------------

สุดท้าย เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง

ไทยไม่มีวันหนีน้ำท่วมได้
แต่ไทยเลือกได้ว่าจะ
“โดนน้ำท่วมแล้วพังซ้ำทุกปี”
หรือ “โดนน้ำท่วมแบบที่เรายังยืนอยู่ได้”

น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรูโดยตัวมันเอง
ธรรมชาติมีหน้าที่เอาน้ำลงจากภูเขาไปสู่ทะเล

ศัตรูตัวจริง อาจเป็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
การเมืองระยะสั้นที่มองแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า
และการตัดสินใจเชิงผังเมืองที่ไม่กล้ายอมรับความจริงเรื่องน้ำตั้งแต่แรก

ถ้าเรากล้าปรับผังเมือง
กล้าลงทุนระยะยาว
และกล้าดึงภูมิปัญญา “อยู่กับน้ำ” ของคนไทยรุ่นก่อน
มาผสมกับเทคโนโลยียุคใหม่อย่างจริงจัง

ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่มีน้ำท่วม”
แต่จะกลายเป็นประเทศที่ “ไม่มีใครต้องพังเพราะน้ำท่วมอีกต่อไป”
มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top