Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

จาก “คลังอาหารแอฟริกาใต้” สู่ชาติยากจน เงินเฟ้อทะลุฟ้า–ทุนต่างชาติหนี ตัวอย่างอันน่าสลดของอำนาจ ที่มาก่อนหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาล

เผด็จการพลเรือน...ทำให้ซิมบับเวกลายเป็นประเทศที่เคยร่ำรวย

ซิมบับเว (สาธารณรัฐซิมบับเว : Republic of Zimbabwe) เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในแอฟริกา ด้วยถูกเรียกว่า “แหล่งผลิตอาหารแห่งทวีปแอฟริกาตอนใต้ ” เดิมทีประเทศนี้รู้จักกันในชื่อ โรดีเซียใต้ สาธารณรัฐโรดีเซีย ก่อนที่จะเป็น “ซิมบับเว” ในปัจจุบัน เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ อดีตโรดีเซียปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวและใช้ระบบการแบ่งแยกสีผิว ในยุคนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของแอฟริกาเมื่อเปรียบเทียบรายได้ต่อหัว มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ยาสูบ ฝ้าย ข้าวโพด (ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนผิวขาว) และมีการทำเหมืองแร่ (ทองคำ โครเมียม แร่ใยหิน ทองแดง แพลทินัม) เป็นอันมาก 

ค่าเงินดอลลาร์โรดีเซียในอดีตมีค่าใกล้เคียงกับดอลลาร์สหรัฐ จึงมีมาตรฐานการครองชีพอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรในเมือง แม้จะเทียบได้กับอาณานิคมของยุโรปบางแห่งในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่คนผิวดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่มีต่อระบบการแบ่งแยกสีผิวและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็มีส่วนในความรุนแรงทางเชื้อชาติระหว่างกันอย่างมากมาย สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงในปี 1979 ในช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ยังคงการปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาว ต่อมาระบบการแบ่งแยกสีผิวก็ถูกยกเลิก และซิมบับเวได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากได้รับเอกราชในปี 1980

ซิมบับเว (ปี1980-ปัจจุบัน) หลังจากได้รับเอกราชในปี 1980 ซิมบับเวมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วงแรก โดยรัฐบาลได้รับการยกย่องว่าสามารถยกระดับการเข้าถึงการศึกษาและการดูแลสุขภาพ และยังคงเป็นผู้ส่งออกอาหารจำนวนมากไปทั่วทวีป ในปี 1980 หลังจากพรรคสหภาพแห่งชาติแอฟริกาแห่งซิมบับเว (แนวร่วมรักชาติ) ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ส่งผลให้การปกครองโดยชนกลุ่มน้อยผิวขาวเป็นอันยุติ หลังจากการเปลี่ยนระบบรัฐสภาของประเทศให้กลายเป็นระบบประธานาธิบดี มูกาเบได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเวตั้งแต่ปี 1987 กลายเป็นผู้นำโดยพฤตินัยแต่เพียงผู้เดียวของซิมบับเว จนกระทั่งเขาลาออกอันเนื่องมาจากการรัฐประหารในปี 2017 ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมของมูกาเบ อำนาจความมั่นคงของรัฐมีอิทธิพลเหนือประเทศ และมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ปี 1997 ถึง 2008 และทำให้เศรษฐกิจของประเทศประสบกับการถดถอยอย่างต่อเนื่อง และต่อมาในช่วงหลังเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

แม้ว่าในเวลาต่อมาเศรษฐกิจของซิมบับเวจะเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากที่อนุญาตให้ใช้สกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์ซิมบับเว ในปี 2017 ท่ามกลางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยาวนานกว่า 1 ปี และเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรวดเร็ว การรัฐประหารได้นำไปสู่การลาออกของมูกาเบ ตั้งแต่นั้นมา เอ็มเมอร์สัน อึมนังกากวา ได้เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซิมบับเว จากการที่มูกาเบได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจหลายอย่างที่น่าสงสัย ไม่นานหลังจากขึ้นสู่อำนาจ เขาคิดว่าเป็นความคิดที่ดีที่จะให้ซิมบับเวเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามคองโกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงและอยู่ไกลบ้าน หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้น ไม่นานหลังจากสงครามกลางเมือง ต่อมา ด้วยการทดลองทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจนน่าตกตะลึง ด้วยแนวคิดในการทำให้ประชาชนชาวซิมบับเวทุกคนกลายเป็น "เศรษฐี" ด้วยการพิมพ์ธนบัตรโดยไม่จำกัดอย่างไม่ยั้งคิด ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนทำให้เงินดอลลาร์ซิมบับเวไร้ค่าราวกับเศษกระดาษ การปกครองเป็นเวลา 37 ปีของมูกาเบทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศซิมบับเวได้เปลี่ยนแปลงจากความหวังหลังจากได้รับเอกราชไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจ

ซิมบับเวเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่ค่อนข้างมั่งคั่งไปสู่ประเทศยากจนด้วยปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นข้อถกเถียง ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง และการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่ผิดพลาดภายใต้การนำของมูกาเบ การปฏิรูปที่ดินส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ขณะที่นโยบายรัฐบาล การใช้จ่ายที่สูง และการทำลายสกุลเงิน ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เด่นชัดด้วยภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และการว่างงานสูง เกษตรกรและพลเมืองผิวขาวถูกขับไล่ออกไปจากที่ดินของตนเอง บ่อยครั้งด้วยความรุนแรง เนื่องจากการเข้ายึดที่ดินทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน อาชญากรรมต่อพวกเขามักถูกเพิกเฉยจากทางการ การปฏิรูปที่ดินที่ประสบความหายนะ อันเนื่องมาจากการยึดครองฟาร์มเชิงพาณิชย์จากเกษตรกรผิวขาวที่มีประสบการณ์อย่างไม่เต็มใจและไร้ซึ่งแบบแผน นำที่ดินดังกล่าวแจกจ่ายให้กับพันธมิตรทางการเมืองและทหารผ่านศึกที่ไม่มีประสบการณ์ในด้านการเกษตร ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจซิมบับเวต้องตกต่ำ

นอกจากนั้นแล้ว 
- การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ผิดพลาดและการทุจริตที่แพร่หลาย และการปกครองที่ย่ำแย่ของชนชั้นปกครองนำไปสู่การปล้นสะดมความมั่งคั่งของชาติ
- ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจากนโยบายการพิมพ์เงินของรัฐบาลเพื่อใช้จ่าย รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกลางเมืองในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยสูงถึง 89.7 เซ็กซ์ทิลเลียน% ภายในกลางปี 2008 ค่าเงินลดลงอย่างรุนแรง จนรถเข็นที่เต็มไปด้วยธนบัตรมีค่าน้อยกว่าขนมปังหนึ่งก้อน
- สกุลเงินประจำชาติถูกยกเลิกไปในที่สุด และหันมาใช้ระบบหลายสกุลเงิน (โดยหลักคือดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายของรัฐบาล การทุจริต และความไม่มั่นคงทางการเมือง ส่งผลทำให้นักลงทุนต่างชาติหนีไปและทำลายความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
- มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้โดยประเทศตะวันตก แม้จะมุ่งเป้าไปที่บุคคลและหน่วยงานเฉพาะภายในรัฐบาลเป็นหลัก แต่ยังส่งผลให้ประเทศนี้ถูกแยกออกจากการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศอีกด้วย 
ในปัจจุบันแม้พื้นที่ดังกล่าวจะยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศักยภาพ แต่ซิมบับเวยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและระดับความยากจนที่สูง 

ผลที่ตามมาและสถานการณ์ปัจจุบัน
- อัตราการว่างงานและความยากจนที่สูง:ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำส่งผลให้เกิดการว่างงานจำนวนมากและความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประชากรจำนวนมากต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหาร
- ความไม่มั่นคงเรื้อรัง เกิดความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความไม่มั่นคงทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษยังคงสร้างปัญหาให้กับประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง
- แม้จะมีความพยายามบางอย่างในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ความท้าทาย เช่น การว่างงานที่สูง ความยากจน และการขาดการลงทุนจากต่างประเทศยังคงมีอยู่ จนกลายเป็นความท้าทายที่ต่อเนื่อง
- ความมั่งคั่งของทรัพยากรที่ถูกละเลย แม้ว่าประเทศจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ แต่ประเทศก็ล้มเหลวในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแล

“ความน่าสะพรึงกลัว” ของเผด็จการพลเรือน เกิดจาก การใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การระงับหรือจำกัดเสรีภาพของประชาชนพลเมือง และการปราบปรามผู้ต่อต้าน คัดค้าน และเห็นต่างอย่างรุนแรง โดยอาจนำไปสู่ การสังหารหมู่ การทรมาน การหายตัวไปโดยถูกบังคับ และการสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นรูปแบบของการปกครองแบบเผด็จการที่ใช้การก่อการร้ายและสถาบันที่รัฐเผด็จการให้การสนับสนุนเพื่อเป็นการปิดปากฝ่ายค้าน ผู้ต่อต้าน และผู้เห็นต่าง ซึ่งมักส่งผลให้ประชาชนพลเมืองจำนวนมาก เสียชีวิต สูญหาย ถูกทรมาน หรือถูกจำคุก ซิมบับเว จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของเผด็จการพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งได้สร้างความเสียหายมากมหาศาลจนเหลือคนานับ เช่นเดียวกับ เผด็จการพลเรือนบนโลกใบนี้อีกมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้า

ไทยลุยซีเกมส์ 33!! เจ้าภาพตั้งเป้าทองสูงสุด 241 เหรียญจาก 50 สมาคมกีฬา 8 สมาคมกีฬาหลักประกาศชัด เป้าหมายต้อง ‘เหรียญทอง’ เท่านั้น

(23 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองสูงสุด 241 เหรียญทองจาก 50 สมาคมกีฬาในประเทศ

ผ่านเวทีแถลงข่าว "มีต เดอะ เพรส ซีเกมส์ 2025" ถึง 9 ครั้ง ก่อนรวมเป้าเหรียญทองทั้งสิ้น 241 เหรียญทอง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทัพนักกีฬาไทยที่จะครองเจ้าซีเกมส์บนแผ่นดินของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายงบประมาณล่าช้า แต่ยืนยันความพร้อมสนามแข่ง ระบบการจัดการ และการถ่ายทอดสดเต็มที่

8 สมาคมกีฬาหลักที่ประกาศเป้าอย่างชัดเจน ได้แก่ ฟุตบอลและฟุตซอลที่ตั้งเป้าคว้า 4 เหรียญทอง เรือพาย 18 เหรียญทอง คริกเกตทีมหญิง 2 เหรียญทอง ยิงธนู 3 เหรียญทอง และรักบี้ทีมหญิงที่มั่นใจว่าจะคว้าทองแน่นอน "เป้า 241 เหรียญทองนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทัพไทยให้ทำผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด" กล่าวในงานแถลงข่าว

ซีเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นเวทีทดสอบศักยภาพและความพร้อมของกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารและพัฒนานักกีฬา ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศผ่านกีฬา รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในฐานะเจ้าภาพที่ต้องตอบโจทย์ทุกด้านอย่างครบถ้วน

‘วีนา’ ทำดีที่สุดแล้ว ครองรองอันดับ 1 Miss Universe 2025 สร้างประวัติศาสตร์ให้ไทยครั้งใหม่ ตอบคำถามลึกซึ้ง พลังความรัก ฉายภาพความหลากหลายของชาติไทย

(21 พ.ย. 68) "วีนา ปวีณา ซิงห์" ตัวแทนสาวไทย สร้างชื่ออีกครั้งที่เวที Miss Universe 2025 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ หลังทะลุเข้าถึง Top 3 ของการแข่งขันระดับโลกที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

ตัวแทนสาวไทยทำผลงานโดดเด่นตั้งแต่รอบพรีลิมจนถึงรอบตอบคำถามสุดท้ายที่เน้นเรื่อง "พลังของความรักและการสร้างผลกระทบต่อสังคม" ซึ่งวีนาตอบได้อย่างลึกซึ้ง และสะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ที่มั่นใจและมีเหตุผล

ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สง่างามและการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ วีนากลายเป็นสัญลักษณ์ความหลากหลายของไทย ด้วยเชื้อสายไทย-อินเดียที่แสดงถึงความสมัยใหม่และเปิดกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เวทีจักรวาลให้ความสำคัญ แม้เวทีจะมีดราม่าแต่ไทยในฐานะเจ้าภาพยังได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง

วีนาคือสัญลักษณ์ของความพยายามไม่ยอมแพ้ หลังจากลงแข่งขันหลายครั้งในระดับชาติและยืนหยัดจนมาถึงจุดนี้ เธอพิสูจน์แล้วว่า ความตั้งใจและความฝันสามารถพาไปถึงเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง รวมถึงเป็นเกียรติสูงสุดที่สะท้อนความสามารถของตัวแทนไทยในเวทีระดับโลก

23 พฤศจิกายน 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดลู่ปั่นจักรยานใหม่ มาตรฐานสากล ใช้บริการฟรีทุกวัน รองรับนักปั่นจำนวนมาก หนุนสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปิดสนามลู่ปั่นจักรยาน 'เจริญสุขมงคลจิต' ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารบริษัทเอกชนร่วมงาน

ภายในงานพระองค์ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง และทรงจักรยานบนสนามลู่ที่มีความยาว 23.5 กิโลเมตร พร้อมกับคณะผู้เข้าร่วมขบวนจำนวน 450 คน สนามลู่แห่งนี้ได้รับการออกแบบให้ได้มาตรฐานสากล รองรับนักปั่นจักรยานได้ไม่น้อยกว่า 20,000 คนต่อวัน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกายรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยสนามลู่ปั่นจักรยาน 'เจริญสุขมงคลจิต' เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้เข้าใช้บริการ

นอกจากนี้ สนามลู่นี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ลานจอดรถ ห้องพยาบาล ร้านจำหน่ายและให้เช่าจักรยาน พร้อมทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อรองรับความต้องการของนักปั่นและประชาชนทั่วไปอย่างทั่วถึง

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย

FSB สกัดแผนยูเครน เตรียมลอบสังหาร นายทหารระดับสูงรัสเซีย ด้วยการผสมสารพิษมฤตยูร้ายแรง ใส่ในสุราจากสหราชอาณาจักร แลกค่าตอบแทน 5,000 ดอลลาร์

(21 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้จับกุมชายชาวสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์(DPR) รายหนึ่ง ฐานมีส่วนพัวพันแผนลอบสังหารนายทหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยอ้างว่าแผนดังกล่าวได้รับคำสั่งและการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน พร้อมระบุว่าเป็น “ปฏิบัติการก่อการร้ายด้วยสารเคมี” ที่ถูกสกัดไว้ได้ก่อนลงมือจริง

ตามคำแถลงของ FSB ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าจะส่ง “ของขวัญ” เป็นเบียร์ผลิตในสหราชอาณาจักรให้เหยื่อ แต่ภายในขวดถูกผสมสารพิษรุนแรง 2 ชนิด คือ โคลชิซีน และสาร tert-butyl bicyclophosphate ซึ่งเจ้าหน้าที่รัสเซียอ้างว่าเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับสารประสาท VX ที่ถูกห้ามตามอนุสัญญาอาวุธเคมีปี 1993 และหากดื่มเข้าไปจะทำให้เสียชีวิตอย่างทรมานภายในเวลาประมาณ 20 นาที

FSB ระบุเพิ่มเติมว่า หลังถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายยูเครน และถูกเสนอค่าตอบแทนราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 บาท) หากปฏิบัติการลอบสังหารสำเร็จ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีผู้ร่วมขบวนการหรือเครือข่ายสนับสนุนในพื้นที่อื่นหรือไม่

หน่วยงานความมั่นคงรัสเซียยังเชื่อมโยงปฏิบัติการครั้งนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่ง FSB อ้างว่าจับกุมผู้ถือสองสัญชาติรัสเซีย–ยูเครน ที่ถูกกล่าวหาวางแผนลอบวางระเบิดรถยนต์ในแถบมอสโก

24 พฤศจิกายน 2553 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเปิดคลองลัดโพธิ์–สะพานภูมิพล บรรเทาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และพัฒนาพื้นที่สาธารณะเพื่อประชาชน

24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทางชลมารคด้วยเรือพระที่นั่งอังสนา เปิด 'ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์' พร้อมเปิดสะพานภูมิพล 1 และ 2 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและเชื่อมต่อเขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553

พระองค์และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เสด็จฯ ด้วยเรือพระที่นั่งอังสนา เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ที่ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ก่อนต่อด้วยการเปิดสะพานภูมิพล 1 และ 2 ที่เชื่อมต่อเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ ก่อนเสด็จฯ กลับโรงพยาบาลศิริราช

ปัจจุบันคลองลัดโพธิ์ไม่เพียงแต่ป้องกันน้ำท่วม ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีสวนสาธารณะ 'สวนสุขภาพลัดโพธิ์' เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย พร้อมด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิดที่ร่มรื่น

พื้นที่ริมคลองลัดโพธิ์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ชุมชนใกล้เคียง การพัฒนาในพระราชดำริครั้งนี้จึงมีคุณูปการต่อสังคมอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกปราบพนันออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ทุกรูปแบบ ไม่ถึง 2 เดือน จับพนันออนไลน์กว่า 950 คดี ปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(21 พ.ย. 68) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และ ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ร่วมแถลงผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของ ศปอส.ตร. และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม - 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีผลการปฏิบัติในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายผ่านระบบ AFC ดังนี้ ยอดรวม URL ที่มีการรายงานทั้งหมด 75,250 URL แบ่งเป็น Page Facebook 26,674 URL, URL ผิดกฎหมายอื่น ๆ 19,994 URL, Website 19,334 URL, Line 6,424 URL, Tiktok 2,824 URL โดยหน่วยที่มีผลการรายงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 9 ตามลำดับ ส่วนคดีพนันออนไลน์ จับกุมได้ 956 คดี ผู้ต้องหา 1,003 ราย 

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 19 พฤศจิกายน 2568 มีเคสที่รับเข้ามา 1,000 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 635.9 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 475 เคส มูลค่ากว่า 202.5 ล้านบาท ซึ่งมีคดีที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 2 คดี 

คดีที่ 1 ตำรวจภูธรภาค 1 ทลายเครือข่ายพนัน SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ยึดเงินสด 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1), รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเข้าปฏิบัติการสืบสวนและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อจับกุมกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันเอาทรัพย์สินผ่านเว็บไซต์ SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ถนนกาญจนาภิเษก และหมู่บ้านในพื้นที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร รวม 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี จำนวน 3 ราย และจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดซึ่งหน้าเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 ราย ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตรวจยึดของกลาง บัตร ATM (บัญชีม้า) กว่า 100 ใบ, โทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง และเงินสดรวม 30,324,600 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการอายัดทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท 

คดีที่ 2 บช.สอท. เปิดยุทธการ "ปิดดอยทลายรังเว็บพนันภาคเหนือ" 'Heng168' จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และ กองกำกับการ 2 บก.สอท.3 สนธิกำลังร่วมกับ บก.สอท.4 เปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ Heng168 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5 จุด ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 9 ราย ตรวจยึดของกลาง อาทิ รถยนต์หรู,  โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคารรวม 28 เล่ม, บัตร ATM 10 ใบ, เสื้อผ้า/ของใช้แบรนด์เนม และเงินสด 50,000 บาท อายัดทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้านและที่ดินในพื้นที่อำเภอสันทราย มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท และบ้านพัก Pool Villa พร้อมที่ดินในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมดกว่า 40 ล้านบาท

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษก ปปง. ได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) ว่า ตามโครงการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของ ศปปง.ตร. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ปปง.นั้น ศปปง.ตร. ส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ปีงบประมาณ 2567 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 772,887,755 บาท และในปีงบประมาณ 2568 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 2,411,217,828 บาท โดยมีสถิติคดีความผิดมูลฐาน และคดีอาญาฟอกเงิน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาเสพติด การพนันทางอิเล็กทรอนิกส์ และฉ้อโกงประชาชน 

ด้าน ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ฝากเตือนภัยประชาชนถึงการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะรูปแบบการชักชวนให้เข้าร่วมเล่นการพนันและการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมักมีการโฆษณาเกินจริง และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไม่หลงเชื่อในการเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) เพื่อกระทำความผิด โดยแนะนำ “ไม่ลงทุนแปลก ๆ, ไม่คุยกับคนแปลก ๆ, ไม่โอนเงินบัญชีคนแปลก ๆ, ไม่เชื่อเรื่องแปลก ๆ, ไม่รับสายแปลก ๆ, ไม่กดลิงก์แปลก ๆ, ไม่แอดไลน์แปลก ๆ”

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการฟอกเงินและความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

โต๊ะเล็กพร้อมลุยซีเกมส์ ฟุตซอลไทยเรียก 22 แข้ง เก็บตัว ตั้งเป้าต้องคว้า “เหรียญทอง” แม้เจอศึกหนักต้องวัดกับ… อินโดนีเซีย-เวียดนาม

(22 พ.ย. 68) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อ 22 นักฟุตซอลทีมชาติไทยชุดลุยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ณ ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือคว้าเหรียญทองในบ้านให้ได้

การแข่งขันฟุตซอลชายในซีเกมส์ครั้งนี้ มี 5 ชาติลงสนามแข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อชิงแชมป์และเหรียญทองที่สนามยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นฐานหลักของทีมชาติไทย โปรแกรมแข่งแรกทีมช้างศึกต้องเจอมาเลเซียและเมียนมา ก่อนเผชิญหน้าศึกหนักกับเวียดนามและอินโดนีเซียในสองนัดสุดท้าย "อย่างน้อยต้องแชมป์" คือเป้าหมายที่ทั้งทีมสตาฟโค้ชและแฟนบอลตั้งไว้

โดยกุนซือชาวสเปน 'มิเกล โรดริโก้' ย้ำถึงสไตล์เล่นที่เน้นเร็ว มีเพรสซิ่งดุดัน ต้องการนักเตะที่ "วิ่งไหว–คิดเร็ว–เล่นบอลฉลาด" รายชื่อ 22 คนผสมผสานแกนหลักชุดเดิม ดาวเด่นไทยลีก และดาวรุ่งจากสโมสรสายปั้น ทั้งหมดจะเก็บตัวก่อนคัดเลือกเหลือ 14 คน แห่งออกสตาร์ตสนามจริง

คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคืออินโดนีเซียและเวียดนาม อินโดนีเซียลงทุนพัฒนาฟุตซอลอย่างจริงจังในช่วงหลังและดึงผู้เล่นคุณภาพสูงเข้าทีม ส่วนเวียดนามสะสมประสบการณ์ในเวทีระดับเอเชียและโลก จึงทำให้ทั้งสองทีมเป็นเหมือน "นัดชิงเหรียญทอง" ที่แท้จริง

การเล่นในบ้านที่นนทบุรีนำมาซึ่งแรงเชียร์และความคาดหวังอย่างสูง "เกิดอะไรขึ้นกับโต๊ะเล็กช้างศึก" จะเป็นคำถามทันทีหากผลงานผิดหวัง ทีมงานต้องบริหารสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เล่นให้พร้อมที่สุด ซีเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีชิงเหรียญทองเท่านั้น แต่มันคือเวทีพิสูจน์ว่าฟุตซอลไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน พร้อมกับเป็นสนามสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมายระดับเอเชียและโลกในยุคมิเกล

ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เพื่อนบ้านหาว่าสยามขายดินแดนแลกอิสรภาพ เจ้าประเทศราชต่างหากที่เชิญฝรั่งเป็นนาย แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นผู้ร้ายของเรื่อง

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Kornkit Disthan หรือ กรกิจ ดิษฐาน โพสต์ข้อความ ประชาชนของเพื่อนบ้านบางประเทศจำพวกหนึ่ง ได้รับการสั่งสอนมาแบบไหน ถึงเสียดสีไทยว่า "ที่ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกเพราะขายแผ่นดินของตัวเอง/เพื่อนบ้านแลกกับอิสรภาพ"

ผมเคยได้ยิน "วาทะเวรกรรม" แบบนี้ครั้งในสื่อของรัฐบาลทหารอังวะเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้ยินมาจากพวกเวียด ต่อมาได้ยินจากกัมปูเจีย ต่อมาได้ยินจากพวกมาลัยรัฐ 

พวกนี้ก็รู้ว่าไทยในตอนก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นมีสภาพเป็น "จักรวรรดิ" ประกอบด้วยดินแดนของเพื่อนบ้านที่เป็นอาณาจักรอิสระมาก่อน แต่เพราะตีกันเองภายในบางกลุ่มจึงเรียกไทยไปช่วย พอไทยไปช่วยก็เอาดินแดนพวกนั้นมาเป็นประเทศราชเสียเลย เพราะบางประเทศนั้นไม่ได้เรียกแต่ไทยยังไปเรียกอังวะมายุ่งบ้าง เรียกเวียดมาวุ่นวายบ้าง เมื่อพวกกระหายดินแดนเหล่านี้มาจ่อคอหอยแล้วจะให้ไทยนั่งตบยุงเฉยๆ เรอะ?

ด้วยความที่อาณาจักรพวกนี้เป็นเอกราชมาก่อนจึงไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจไทยไปตลอด ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่ฝรั่งเข้ามา เจ้าแผ่นดินของพวกนี้จึงอ้อนฝรั่งเป็นนายใหม่แทนไทย เช่น เจ้ากัมปูเจียที่เชิญฝรั่งเศสมาเป็นนายตัวเองโดยที่เขาไม่ได้ใช้กำลังยึดครองเพราะไม่อยากจะเป็นข้าสยามอีกต่อไป ส่วนเจ้าหลวงพระบางเองก็ขอฝรั่งเข้ามาปกป้องเพราะเห็นว่าไทยพึ่งพาไม่ได้ในช่วงกบฏฮ่อเป็นต้น ยังมีเจ้าท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกัน

สรุปก็คือ ไทยไม่ได้เฉือนแผ่นดินตัวองแลกเอกราช แต่เจ้าประเทศราชของไทยเอาแผ่นดินตัวเองไปถวายพานให้ฝรั่งเองต่างหาก แล้วฝรั่งก็บีบให้ไทยสละสิทธิเหนือประเทศราชเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้อยากเป็นลูกน้องฝรั่ง เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิสยาม" อีกต่อไป ดังนั้นสยามไม่ได้ขายใคร แต่พวกนี้ขายตัวเองเพื่อเป็นรัฐอารักขาหรืออาณานิคมฝรั่งก็ยังดี

แต่เพราะความกระดากใจหรือความริษยาอะไรก็ตาม พอพวกนี้ได้เอกราชก็พยายามซ่อนความอัปยศที่เคยขายตัวให้ฝรั่งเอาไว้ โดยการโบ้ยความผิดว่า "เพราะไทยนั่นแหละเราถึงตกเป็นเมืองขึ้นเขา" และ "เพราะไทยไม่มีศักดิ์ศรีจึงแลกทุกอย่างเพื่อรักษาเป็นเอกราช"

และคงสอนแนวคิดความนี้ในระบบการศึกษาด้วย เพื่อนบ้านบางพวกจึงเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าที่พวกตนมีเอกราชทุกวันนี้ได้ก็เพราะสยามให้ที่คุ้มหัวพวกนักต่อสู้เพื่อนเอกราชมากมาย ทั้งจากอังวะ อันนัม กัมปูเจีย ล้านช้าง ฯลฯ ดังนั้น ขบวนการเอกราชบางประเทศก็เริ่มต้นที่บางกอกนี่เอง

นอกจากจะไม่สำนึกข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ยังกล่าวหาไทยว่า "สมคบกับญี่ปุ่นเปิดทางให้พวกนั้นรุกรานเรา"

แหม อยากเอาตำราประวัติศาสตร์ฟาดกระบาลเบาๆ

ไอ้อังวะที่บังอาจพูดเช่นนี้หารู้ไม่ว่า ขบวนการเอกราชพม่านั้นรักญี่ปุ่นปานจะกลืนกิน และต้อนรับญี่ปุ่นมาช่วยขับไล่พวกบริเตนใหญ่เจ้าอาณานิคม 

ประเทศไทยเสียอีกที่เป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กับญี่ปุ่นในสมรภูมิจากภาคกลางจรดภาคใต้ 

พวกบริเตนใหญ่ที่รับปากว่าจะช่วยไทยขับไล่ญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นมาก็หายหัวหมด ทั้งยังแพ้ญี่ปุ่นหมดท่าเพราะความประมาทเลินเล่อ 

พวกรัฐมาลัยที่กล่าวหาไทยทรยศเอเชียด้วยการปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาที่คาบสมุทร พวกเอ็งโปรดทราบว่าบิดาอังกฤษของพวกเอ็งนั้นทำสัญญาบีบคั้นกับไทย ห้ามไทยตั้งกองพันตั้งแต่บางสะพานลงมาจนจรดชายแดนรัฐมลายู มันอ้างว่าจะอารักขาไทยเองแต่ความจริงก็คือหมายจะห้ามไทยขุดคอคอดกระและรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ในปักษ์ใต้ 

ผลก็คือ พอญี่ปุ่นจะบุก บิดาของพวกรัฐมาลัยก็โอ้อวดว่าจะมาช่วยไทย เพราะรู้ว่าไทยสู้ไม่ไหวหรอกมีทหารแค่นั้น แม้พวกนั้นจะโม้แล้วไม่ทำตามที่คุยไว้ แต่ทหารและประชาชนไทยก็ยังสู้ญี่ปุ่นจนเลือดนองทะเลไปทั่วปักษ์ใต้

มนุษย์ปากเสียพวกนี้บอกว่าไทยสมคบกับญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ โปรดทราบเถอะว่าคนไทยไม่ได้สมคบญี่ปุ่น แต่รัฐบาลพิบูลสงครามต่างหากที่ทำ คนไทยนั้นสู้ญี่ปุ่นอยู่ชาติเดียว ส่วนพม่านั้นแทบจะจูบปากกันอยู่แล้ว พวกอินโดนีเซียก็ต้อนรับญี่ปุ่นในฐานะผู้ปลดปล่อยจากดัตช์ แม้พวกมลายูบางกลุ่มก็สมคบกับญี่ปุ่นจะได้ช่วยปลดแอกจากฝรั่ง (แต่มีน้อยมาก จนเข้าใจว่าพวกมาลัยรัฐชอบอยู่ใต้ฝรั่งมากกว่าเอเชียด้วยกัน) 

ส่วนพวกอินโดจีน คือ ลาว เขมร และเวียด ไม่ได้รับโอกาสนั้นจากญี่ปุ่น (สนับสนุนเอกราช) เพราะญี่ปุ่นเกรงใจพวกรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสที่เป็นอักษะด้วยกันจึงไม่ได้ผลักดันให้ทั้ง 3 ดินแดนนี้เป็นเอกราช กระนั้นพวกเวียดก็เคยหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาปลดแอกตนและหวังจะให้ญี่ปุ่นช่วยสู้เพื่อเอกราช จนกระทั่งช่วงท้ายสงครามจึงตระหนักว่าหวังผิดไปแล้วค่อยต่อสู้กับญี่ปุ่นด้วยฝรั่งเศสด้วยในช่วงสุญญากาศระหว่างการยุติสงคราม

สรุปก็คือ เกือบทั้งหมดนี้ไม่ว่าระดับหนึ่งล้วนแต่เป็นพวกสมคบกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น แม้แต่ไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็ยังสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ไม่เหมือนพวกเพื่อนบ้านที่เห็นพวกญี่ปุ่นเป็นพระมาโปรด

แต่แล้วพวกเพื่อนบ้านกลับโทษไทยว่าทำให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกราน นี่เป็นเพราะประเทศพวกนี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว (โดยญี่ปุ่นช่วยไว้ด้วยซ้ำ) แต่เพราะรังเกียจที่ญี่ปุ่นแพ้และยังปลดแอกตัวเองจากวาทกรรมประวัติศาสตร์ของตะวันตก (ผู้ชนะ) ไม่ได้ จึงอำพรางความเกี่ยวข้องของตนกับญี่ปุ่น จากนั้นก็ชี้นิ้วมาที่ไทยว่าเป็น "แกะดำ" ที่ทำให้ทั้งภูมิภาค "ฉิบหายกันหมด เพราะเอ็งมันยอมญี่ปุ่นอยู่ประเทศเดียว" (ซะที่ไหน) 

พวกนี้ เพราะต้องการปลุกอารมณ์ชาตินิยมด้วยการสร้าง "เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของบรรพชน" จึงยังพยายามปกปิดความอุบาทว์ของอดีตที่ผู้นำของขายแผ่นดินให้ฝรั่งกันเอง บางคนนั้นสมคบกับเจ้าอาณานิคมกดขี่ประชาชนตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ความชั่วช้าของตนเอง จึงชี้มาที่ไทยว่า "เพราะเอ็งนั้นแหละยึดเราเป็นเมืองขึ้นแล้วขายเราเพื่อแลกอิสรภาพตัวเอง"

ไอ้การโทษคนอื่นมันง่าย แต่การยอมรับความจริงมันยาก ดังนั้นการที่บางประเทศนั้นแม้จะก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก็ยังไม่เจริญทางสติปัญญา ก็เพราะขาดการมองเชิงวิพากษ์มาที่ตัวเอง 

บางประเทศนั้นวัตถุก็ไม่เจริญ สติปัญญาก็ไม่มี ดังนั้นจึงถูกสนตะพายได้ง่าย เมื่อเจ้านายเฆี่ยนตี มันก็พุ่งขวิดมาที่เราเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top