Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ส่องธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ ‘กล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก’ โตกระฉูด สร้างรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ที่ถูกส่ง โอกาสธุรกิจหลังบ้านในยุคคนไถหน้าจอรอ F

เวลาเราพูดถึง “อีคอมเมิร์ซ” คนจะนึกถึง Shopee, Lazada, TikTok Shop, ไลฟ์ขายของจนเสียงแหบเสียงแห้ง และอินฟลูฯ หน้าเป๊ะ ๆ แต่ทุก 1 ออเดอร์ที่ลูกค้ากดสั่ง… จะต้องมี “หลังบ้าน” อีกทั้งระบบ ที่ไม่มีใครจำชื่อได้  
ทว่า *เงินก้อนใหญ่* ดันไหลอยู่ตรงนั้นแหละ — ในโลกของกล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก และระบบโลจิสติกส์

บทความนี้คือการชวนมอง “เศรษฐกิจกล่องพัสดุ” แบบเข้าโครงสร้างธุรกิจ ว่าแค่กล่องหนึ่งใบ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านได้ยังไง  

1. ทำไมยุคนี้ ขายกล่องยังไงก็ไม่ตาย (ถ้าทำเป็น)

ก่อนจะลงลึก มาดูภาพใหญ่กันก่อน

- ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียถูกประเมินว่ามีรายได้ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และยังโตต่อเนื่อง  
- ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียว มูลค่า GMV อีคอมเมิร์ซปี 2024 แตะ 128.4 พันล้านดอลลาร์ โดยไทยกับมาเลเซียถือเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง  
- ในไทยเอง ทุกวัน มีพัสดุส่งเฉลี่ย 7–8 ล้านชิ้นต่อวัน ผ่านตลาด express delivery มูลค่าราว 117,000 ล้านบาทในปี 2024  

ถามง่าย ๆ:  
ทุกพัสดุ 1 ชิ้น = ต้องมี “อะไรบางอย่าง” ห่อมันอยู่เสมอ  
ไม่ว่าจะเป็นกล่องลูกฟูก ซองกันกระแทก เทปกาว ฟิล์มยืด หรือแค่หนังยางรัดใบเสร็จ

ตรงนี้เองที่ทำให้…
- ตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย มีมูลค่าราว 15.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะโตไปเกือบ 19.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยหนึ่งในตัวขับเคลื่อนคืออีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน  
- มีการประเมินว่าตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่ออีคอมเมิร์ซโดยตรงในไทยจะขยายจากราว 5.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไปเกือบ 9.4 พันล้านดอลลาร์ในไม่กี่ปีข้างหน้า  

พูดง่าย ๆ คือ  
ยิ่งคนช็อปออนไลน์เยอะเท่าไหร่ กล่องพัสดุก็ยิ่ง “ขายออกเอง” โดยเราแทบไม่ต้องปลุกตลาด

2. 1 ออเดอร์ = 1 value chain ที่มีคน “เก็บเงิน” ได้หลายชั้น

ลองซูมดู “1 กล่องพัสดุ” ตั้งแต่ลูกค้ากดจ่ายเงินจนถึงประตูบ้าน

1) หน้าบ้าน  
   - ลูกค้าเห็นหน้าร้านบนแอป / ไลฟ์สด / เพจ  
   - ตรงนี้คือพื้นที่ของแบรนด์ / อินฟลู /ครีเอเตอร์

2) ชั้น “กล่อง–แพ็กของ”  
   - กล่องลูกฟูก  
   - ซองไปรษณีย์ / ซองกันกระแทก  
   - ฟองน้ำกันกระแทก / ฟิล์มบับเบิล  
   - เทปกาว / สติกเกอร์ / รัดหนังสติ๊ก  
   → ทั้งหมดนี้คือสินค้าใช้แล้วหมด ใช้แล้วต้องซื้อใหม่ (consumable)

3) ชั้นโลจิสติกส์–ขนส่ง  
   - บริษัทขนส่ง / Courier / Express / Parcel (CEP)  
   - จุดรับ–ส่งพัสดุ / Drop-off point  
   - ระบบคัดแยกอัตโนมัติ / โกดัง  


   ตลาด last-mile delivery ในไทยปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าโตเฉลี่ย 12% ต่อปีจนถึงปี 2030  

4) ชั้นระบบหลังบ้าน  
   - ระบบจัดการสต็อก (WMS)  
   - ระบบรวมออเดอร์จากหลายแพลตฟอร์ม (OMS)  
   - ระบบพิมพ์ใบปะหน้าอัตโนมัติ เชื่อม API กับขนส่ง  
   - ระบบ COD / การเงิน / แอปติดตามพัสดุ  

ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ต้อง “สู้รบ” เรื่องยอดขาย การตลาด และคอนเทนต์  
คนที่อยู่ในเลเยอร์ กล่อง–แพ็กของ–โลจิสติกส์–ระบบ มีรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ โดยไม่ต้องออกไลฟ์แม้แต่นาทีเดียว

3. เคสสมมติ: ร้านขายกล่องพัสดุธรรมดา ที่กลายเป็นธุรกิจหลักสิบล้าน

สมมติว่าเรามี “ร้านขายกล่องพัสดุ” ที่เริ่มจาก  
- ขายกล่องไซส์ยอดนิยมสำหรับ Shopee / Lazada / TikTok Shop  
- ขายผ่านออนไลน์ + หน้าร้านเล็กแถวชุมชน

จุดแข็งของธุรกิจประเภทนี้

1) Demand มาจาก “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “กระแส”  
   - ต่อให้เทรนด์สินค้าหน้าบ้านเปลี่ยน (จากชุดนอน → ของแต่งบ้าน → ของกิน)  
   - แต่ทุกเจ้าก็ยังต้องซื้อกล่องและอุปกรณ์แพ็กของ  

2) รายได้เป็น Recurring ตามจำนวนพัสดุ  
   - ลูกค้าใช้กล่องแล้วหมด → ต้องกลับมาซื้อซ้ำ  
   - ยิ่งลูกค้าของเราขยายยอดขาย ยิ่งซื้อกล่องจากเรามากขึ้นตามไปด้วย

3) แตกไลน์สินค้าได้ง่ายมาก  
   - จากกล่อง → เทปกาว → ฟิล์มกันกระแทก → ซองไปรษณีย์ → สติกเกอร์โลโก้  
   - สามารถขายเป็น “ชุดแพ็กของครบเซตสำหรับร้านใหม่” ได้เลย

4) อัปเกรดสู่ B2B ได้เสมอ  
   - จากขายรายย่อยในแพลตฟอร์ม → รับดีลใหญ่กับโกดัง / fulfillment  
   - จากขายกล่องสำเร็จรูป → รับผลิตกล่องพิมพ์โลโก้แบรนด์ (margin ดีกว่า)

ธุรกิจแบบนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ข้อดีคือ  
ถ้าเซตระบบดี ๆ มีโอกาสสร้างยอดขาย “เงียบ ๆ หลักแสน–หลักล้านต่อเดือน” โดยแทบไม่ต้องออกหน้ากล้องเลย

4. โลจิสติกส์–ขนส่ง: ยิ่งแข่งขันกันดุ ธุรกิจหลังบ้านยิ่งโต

ฝ่ายขนส่งเองก็อยู่ในโลก “เบื้องหลัง” เหมือนกัน แต่เงินสะพัดมาก

- ตลาด CEP (Courier, Express, Parcel) ในไทยมีมูลค่าราวหลายพันล้านดอลลาร์ และยังโตต่อเนื่อง แรงหนุนหลักคือการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและนโยบาย Thailand 4.0 ที่ผลักดันด้านโลจิสติกส์และดิจิทัลซัปพลายเชน  

ธุรกิจที่หากินได้จาก “สงครามส่งของเร็ว” ของเจ้าตลาดใหญ่ ๆ

- ซอฟต์แวร์จัดเส้นทางขนส่ง (Route Optimization)  
- บริการโกดัง + Fulfillment สำหรับร้านออนไลน์  
- ธุรกิจจุดรับ–ส่งพัสดุ (Drop-off / Pick-up Point)  

ทั้งหมดนี้คือ “ธุรกิจเบื้องหลัง” ที่หากินจากทุกพัสดุที่วิ่งอยู่ในระบบ

5. ซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ที่กลายเป็นธุรกิจใหญ่

ลองมองอีกมุม… ไม่ขายกล่อง ไม่ส่งของ แต่ขาย “ระบบจัดการ”

ตัวอย่างเช่น

- โปรแกรมยิงบาร์โค้ดพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุ เชื่อมทุกแพลตฟอร์ม  
- ระบบรวมออเดอร์ Shopee / Lazada / TikTok Shop / Line / Facebook ไว้ที่เดียว  
- ระบบคำนวณค่าส่งอัตโนมัติ เปรียบเทียบบริษัทขนส่งให้  
- ระบบแจ้งเตือนลูกค้าอัตโนมัติ (SMS / Line / Email)

ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจคิดค่าบริการแบบรายเดือน หรือคิดเป็น % จากยอดส่ง/ยอดขาย  

ข้อดีคือ

1) ต้นทุนต่อยูสเซอร์ต่ำ แต่สเกลได้ทั่วประเทศ  
2) ผูกลูกค้าได้ยาว เพราะพอย้ายระบบที่หนึ่งปวดหัวมาก  
3) เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” (infrastructure) ที่เจ้าของร้านต้องใช้ทุกวัน  

ถ้าวันหนึ่งระบบล่ม ร้านออนไลน์นับหมื่นร้าน “แพ็กของไม่ออก ใบปะหน้าพิมพ์ไม่ได้”  
แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขึ้นกับซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว สูงมากแบบที่คนทั่วไปไม่เคยคิด

6. บทเรียนสำหรับคนอยากเริ่มธุรกิจในโลกอีคอมเมิร์ซ (โดยไม่ต้องออกกล้อง)
จาก Story ทั้งหมด จะสรุปเป็น “สูตรคิดธุรกิจหลังบ้าน” ได้ประมาณนี้

6.1 เลือกอยู่ใน “ทุกสินค้าที่คนอื่นขาย” แทนการแข่งหน้าบ้าน

แทนที่จะถามว่า  
“จะขายอะไรดี ให้ดังเหมือนร้าน X/Y/Z?”

ลองเปลี่ยนคำถามเป็น  
“ไม่ว่าจะขายอะไร เขาต้องซื้อของจากเราก่อน หรือเปล่า?”

เช่น  
- ถ้าร้านไหนจะขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องและอุปกรณ์แพ็กของ → เราขายของพวกนี้  
- ถ้าร้านไหนจะส่งของ ต้องใช้ระบบออกใบปะหน้า → เราขายซอฟต์แวร์  
- ถ้าร้านไหนเติบโต ต้องการโกดัง/คนแพ็ก → เราขาย Fulfillment

6.2 เน้นสินค้า–บริการที่ “ใช้แล้วหมด–ต้องซื้อซ้ำ”

- กล่อง เทป ฟิล์มกันกระแทก → ใช้แล้วหายไปจากระบบ ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง  
- เครดิตส่งพัสดุ / subscription ระบบ → หมดแล้วต้องเติม  

ธุรกิจที่ไม่หวือหวา แต่มีพฤติกรรม “กลับมาซื้อเอง” แบบนี้ คือฐานรายได้ที่มั่นคงมากกว่าการวิ่งไล่ลุ้น “แจ็กพอต” จากการขายไวรัลอย่างเดียว

6.3 ทำ B2B ให้เป็น: รายใหญ่สั่งทีละเยอะ

แทนที่จะโฟกัสลูกค้ารายย่อยอย่างเดียว ลองมอง…

- ร้านออนไลน์ที่ยิงแอดเก่ง ๆ ส่งของวันละหลายร้อยชิ้น  
- เอเจนซี / แบรนด์ที่มียอดออเดอร์สูง  
- แพลตฟอร์ม หรือ fulfillment center

ดีลแบบ B2B แม้ต่อครั้งจะเหนื่อยตอนปิดการขาย แต่ถ้าติดแล้ว มีโอกาสเป็นดีลยาว และปริมาณซื้อมหาศาล

6.4 ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอาวุธ

- เก็บข้อมูลยอดสั่งซื้อกล่อง/อุปกรณ์ของแต่ละร้าน  
- ทำระบบพรีออเดอร์/เตือนสต็อกใกล้หมดให้ลูกค้า  
- เสนอสินค้าใหม่ตามประเภทสินค้าที่เขาขาย  

ยิ่งช่วยลูกค้าทำงานง่ายเท่าไหร่ เขายิ่งไม่อยากเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น

7. สรุป: ไม่ต้องยืนหน้าไฟ ก็ทำเงินได้จากทุกแพ็กเกจที่ส่งออกไป

ในวันที่ทุกคนแห่กันไปเป็นครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของแบรนด์ มันมี “อีกโลกหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในเฟรมกล้อง แต่มีเงินหมุนมหาศาล  

โลกนั้นคือ…

- บริษัทที่ผลิตกล่อง  
- ร้านขายอุปกรณ์แพ็กของ  
- ระบบ Fulfillment  
- บริษัทโลจิสติกส์–ขนส่ง  
- ซอฟต์แวร์ยิงบาร์โค้ด–ออกใบปะหน้า  
- ระบบวิเคราะห์/จัดการหลังบ้านของอีคอมเมิร์ซทั้งหมด  

ธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ คือธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องดัง  
แต่อาศัย “ความจำเป็นในระบบ” ในการทำเงิน

ถ้าคุณอยากเริ่มธุรกิจในยุคออนไลน์ แต่ไม่อยากออกกล้อง ไม่อยากแข่งกันเป็นไวรัล  
ลองถามตัวเองว่า…

“ใน 7–8 ล้านพัสดุที่ถูกส่งทุกวันในไทย มีอะไรบ้างที่ ‘ต้องผ่านมือเรา’ ก่อนถึงมือลูกค้า?”

คำตอบของคำถามนี้ อาจคือ “กล่องพัสดุ รัดหนังสติ๊ก” ธรรมดา ๆ แต่ถ้าคิดให้เป็น… มันอาจคือจุดตั้งต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเราก็ได้

ตลาดคริปโตส่อฟองสบู่แตก หลัง วาฬ Bitcoin ‘Owen Gunden’ เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากการถือครองยาวนานกว่าทศวรรษ

วาฬ Bitcoin ระดับตำนาน Owen Gunden เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดคริปโตดิ่งสู่หุบเหว

Owen Gunden นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 8 ของโลกคริปโต ได้ตัดสินใจขายทิ้ง Bitcoin ทั้งหมดในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเผชิญแรงขายรุนแรง

ปิดฉากการถือครองยาวกว่าทศวรรษ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตาม On-chain อย่าง Arkham เผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระเป๋าเงินของ Gunden ได้โอน Bitcoin ล็อตสุดท้ายจำนวน 2,499 BTC เข้าสู่กระดานเทรด Kraken เพื่อทำการขาย ถือเป็นการปิดฉากการเทขายมาราธอนรวมกว่า 11,000 BTC นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นมา

Gunden เป็นนักลงทุนยุคบุกเบิกที่สร้างความมั่งคั่งจากการทำกำไรส่วนต่างราคา (Arbitrage) บนกระดานเทรดในยุคแรก ๆ อย่าง Tradehill และ Mt. Gox ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาถือครอง Bitcoin มายาวนานกว่าทศวรรษก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดในช่วงเวลานี้

ตลาดเผชิญแรงกดดันรุนแรง

การเทขายของ Gunden เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด Bitcoin กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยราคาร่วงจากระดับสูงสุดเหนือ 103,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ลงมาเหลือเพียงโซน 88,000-91,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรดถูกล้างพอร์ตไปกว่า 636 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 200,000 ราย สะท้อนความรุนแรงของแรงขายที่กำลังเกิดขึ้น

เงินทุนถอนออกจาก ETF ยับเยิน

ความผันผวนของตลาดยังส่งผลกระทบต่อกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่แย่ที่สุด ด้วยยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนสถาบันต่อแนวโน้มตลาด

Tony Severino นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกมาเตือนว่า การร่วงลงในครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนอันตราย" ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ที่อาจยืดเยื้อไปหลายเดือน

การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Gunden ที่ถือครอง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโตในขณะนี้

 

ยกนิ้วชม รมว.หญิงเก่ง ‘ศุภจี’ ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ดันส่งออกข้าว 6 แสนตัน ดันราคาข้าวพุ่ง สร้างความเชื่อมั่นเกษตรกร สร้างแรงกระเพื่อมตลาดโลก-เพิ่มคะแนนการเมือง

แสงสว่างของข้าวไทยในตลาดโลก เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ขายข้าวให้ต่างประเทศไปแล้ว 600,000 ตัน 

วันที่ 21 พฤศจิกายน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยช่วงนำคณะเปิดการค้าสินค้าเกษตรในดูไบ ว่า ขณะราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ราคาส่งออกเริ่มขยับแล้ว 5% ส่วนหนึ่งปัจจัยหนุนจากไทยกำลังเจรจาขายข้าว 5 แสนตันให้กับจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว จึงมีผลต่อราคาข้าวในประเทศดีขึ้น

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อสินค้าเกษตรหลัก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ

“ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิดีดตัวแรงแตะ 16,000 บาทเพิ่มตันละ 1,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มสูงสุด 400 บาท เป็น 7,200 บาทต่อตัน ผลจากหลังรัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการดูแลข้าวทั้งระบบตามมติ นบข. ส่งผลให้ตลาดเกิดการปรับตัวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการรับซื้อ การดูดซับผลผลิต และความเชื่อมั่นของเกษตรกร”

เริ่มจาก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขายข้าวให้สิงคโปร์ 1 แสนตัน นำร่องดันไทยสู่ Food Security Hub ขยายความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างสองประเทศ ตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิง แจ้งความประสงค์จะซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน 

ผลการเจรจาระบบทางไกลของกรมการค้าต่างประเทศ กับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน(COFCO) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับการซื้อข้าวไทยปริมาณ 5 แสนตัน เบื้องต้นเพื่อการส่งมอบข้าวไทยไปประเทศจีนได้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ และผู้บริโภคจีนได้ซื้อทันปีใหม่และตรุษจีน จึงกำหนดเจรจาซื้อข้าวไทยล็อตแรกก่อนจำนวน 1 แสนตัน

แผนต่อเนื่องในการโปรโมตขายข้าวในประเทศเป้าหมาย โดยในต้นเดือนธันวาคมนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะไปซาอุดิอาระเบีย หนึ่งในภารกิจคือพบปะผู้นำเข้าข้าวและพืชเกษตรอื่น เช่น มันสำปะหลัง

เร่งทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเสมือนเป็นรัฐมนตรีชั่วคราว ในช่วงรอการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่คงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า “คนทำงาน จะกี่วันก็ทำงาน”

ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทิน ดันโปรเจคกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาสร้างแรงกระเพื่อมไปยังตลาดอุปโภคบริโภคได้พอสมควร ทั้งนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ปัดฝุ่นนำกลับมาใช้โดยไม่ต้องคิดมาก ว่าใครเคยริเริ่มโครงการนี้ กลายเป็นว่าได้กระแสเชิงบวก สร้างฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้พอสมควร

มารอดูกันต่อไป ว่า รัฐมนตรีหญิงเก่ง คุณศุภจี จะทำเซอร์ไพรส์ ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้อีกไหมในช่วงเวลาที่เหลือ ยังไม่นับรวมการวางรากฐานของระบบการค้าภายใน ที่เป็นความมั่นคงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สมแล้ว ที่หลายๆ กระแส เริ่มยกให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หวังว่าคนทำงาน คงไม่ท้อกับเกมส์การเมือง จนต้องถอยออกไปซะก่อน 
 

คบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สำหรับใครก็ตามในไทยที่วาดภาพ บทบาทมาเลเซียว่าเป็น การแทรกแซง

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ออกมาตอบโต้อีกรอบต่อคำกล่าวอ้างที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงความตึงเครียดทางการทูตเมื่อเร็วๆนี้ระหว่างไทยกับกัมพูชา เน้นย้ำแค่อำนวยความสะดวกการพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างฉันมิตรเท่านั้น

เขาอ้างว่าการมีส่วนร่วมของมาเลเซีย อยู่บนพื้นฐานล้วน ๆ จากสถานะของมาเลเซีย ในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดและไว้วางใจได้ และไม่ได้ชี้นิ้วสั่งว่าไทยและกัมพูชาควรคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งอย่างไร
 
"ขอให้เราชี้แจงให้ชัด ลำดับแรกเลย ในฐานะเพื่อนบ้าน เรามีความกังวลโดยธรรมชาติ แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงใดๆ เกี่ยวกับแนวทางที่พวกเขาจะบรรลุทางออก" อันวาร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาเลเซียในวันอาทิตย์(23พ.ย.)

อันวาร์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนประจำปี 2025 อีกตำแหน่ง เน้นย้ำว่าบทบาทของมาเลเซีย จำกัดอยู่เฉพาะกับเปิดทางให้พวกเจ้าหน้าที่สำคัญๆจากทั้ง 2 ประเทศ พูดคุยสื่อสารกัน ในนั้นรวมถึงอำนวยความสะดวกการสนทนากันระหว่างผู้บัญชาการกองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายและสนับสนุนให้มีการติดต่อประสานงานกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ

"ผมได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ก็ตอนที่สอบถามว่าพวกเขาจะพูดคุยกันได้ไหม พวกเขากำหนดเงื่อนไขและตัดสินใจในประเด็นต่างๆด้วยตนเอง" อันวาร์ระบุ พร้อมเผยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน ระหว่างกระบวนการดังกล่าว

อันวาร์ บอกว่าความพยายามของมาเลเซีย นำร่องโดยความไว้เนื้อเชื่อใจของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อมาเลเซียมาช้านาน ในฐานะคู่หูที่เป็นมิตร ที่สามารถช่วยเปิดสายพูดคุยติดต่อสื่อสารยามจำเป็น "เราพยายามติดต่อคบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร"

"เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องสำหรับใครก็ตามในไทย ที่วาดภาพบทบาทมาเลเซียว่าเป็นการแทรกแซง ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีมุมมองทางการเมืองภายในประเทศอย่างไร แต่การที่บ่งชี้ว่าเราแทรกแซง มันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางที่เราจะทำเช่นนั้น" เขากล่าว

นายกรัฐมนตรีรายนี้บอกต่อว่าไทยและกัมพูชามีความชอบธรรมทางกฎหมาย มีความสามารถและมีสิทธิอธิปไตยในการคลี่คลายประเด็นต่างๆของตนเอง และมาเลเซียเคารพต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อันวาร์ เชื่อว่าหัวข้อนี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยระหว่างการเดินทางเยือนมาเลเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย "มันเป็นการปรึกษาหารือร่วมกันตามปกติระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ แต่ผมแน่ใจว่าเขาจะพาดพิงเรื่องนี้ และผมคิดว่ามันจะสอดคล้องกับจุดยืนของเขาที่ว่า ประชาชนชาวไทยจะต้องการปกป้องชายแดนของตนเอง อย่างแน่นอนที่สุด"

"และผมจะฟังเขาและผมจะอำนวยความสะดวกถ้าจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือการรับประกันว่าจะมีสันติภาพ" อันวาร์กล่าว


 

ประสบการณ์ตรงนักศึกษา ป.เอก ในจีน ยัน คลาสเรียนคือเวทีวิเคราะห์ ไม่ยัดเยียดโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง หยุดความเชื่อ “เรียนจีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์”

(23 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว ได้โพสต์ข้อความว่า “ไปเรียนจีนแล้วจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์?”

โพสต์นี้ขอมาตอบแทนนักศึกษาต่างชาติในจีนหน่อยครับ แต่ไม่รู้คนเหล่านั้นจะอ่านหรือเข้าใจหรือเปล่า?

คือเวลาผมลงคลิปเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยจีน ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรมการศึกษาที่ต่างออกไป ผมมักจะเจอคอมเมนต์แนว “เดี๋ยวกลับมาก็หัวเป็นสังคมนิยม” อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งในฐานะคนที่เรียนด้านนี้โดยตรง ผมอยากอธิบายว่า…

แน่นอนว่าระบบการเมืองของแต่ละประเทศย่อมมีอิทธิพลต่อสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราจะเปลี่ยนความคิด หรือถูก “ล้างสมอง” ได้ง่ายๆ เพียงเพราะไปใช้ชีวิตในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่กี่ปีนะครับ เราทุกคนมีตัวตน ความคิดเชิงเหตุผล และเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลั่นกรองโลกด้วยตัวเองได้มากกว่าที่คนหลายคนคิด
.
และจากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะนักศึกษา ป.เอก สายนี้โดยตรงที่เรียนอยู่จีน อยากบอกว่าคลาสเรียนที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนจินตนาการเลยครับ

แม้ว่าการเมืองในจีนจะเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ในโลกของวิชาการ อาจารย์และนักศึกษายังคุยกันบนพื้นฐานของข้อมูล หลักการ และทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ถูกใช้กันทั่วโลก ไม่ได้มีการยัดเยียดว่าระบบนี้ดีกว่าหรือต้องคิดแบบนี้เท่านั้นอย่างที่หลายคนกลัว

ผมเคยอยู่ในคลาสที่อภิปรายตั้งแต่ระบบพรรคการเมือง การบริหารรัฐสมัยใหม่ นโยบายสาธารณะ ไปจนถึงทฤษฎีเสรีนิยมและประชาธิปไตยแบบต่างๆ ทุกอย่างถูกวิเคราะห์ผ่านมุมมองเชิงวิชาการ ไม่ใช่มุมมองเชิงโฆษณาชวนเชื่อ อาจารย์หลายคนย้ำเสมอว่า หน้าที่ของเรา คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชี้นำว่าอะไร “ถูกหรือผิด” โดยไม่ให้เหตุผลรองรับ

ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติจึงไม่เคยถูกบังคับให้เชื่อในอุดมการณ์ใดๆ เลยครับ

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าการไปเรียนต่างประเทศ ไม่ว่าจะจีน อเมริกา หรือยุโรป ไม่ได้ทำให้คนถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์การเมืองใดๆ แบบอัตโนมัติ แต่กลับทำให้เรามองโลกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม

ผมว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ระบบการศึกษา และผู้คนที่เราได้พบเจอ ทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ทั่วโลกมีเหตุผล วิธีคิด และบริบทที่หลากหลาย การได้มองโลกผ่านสายตาของระบบอื่น ไม่ได้ทำให้เราต้องเชื่อตาม แต่ช่วยให้เราตั้งคำถามเก่งขึ้น วิเคราะห์แหลมคมขึ้น และเข้าใจโลกอย่างรอบด้านยิ่งขึ้นครับ

นักศึกษาไทยและต่างชาติที่เลือกไปเรียนในจีน ก็ไม่ได้ไปเพื่อรับอุดมการณ์ทางการเมืองของที่นั่น แต่ไปเพื่อเข้าถึงภาษา ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในประเทศที่กำลังมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างมาก

ฉะนั้นอยากจะบอกกับเพื่อนๆ นักศึกษาที่อยู่ในจีนว่า
อย่าได้ไปคำพูด ตรรกะเหล่านั้นครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด 
คุณแค่เลือกเปิดพื้นที่การเรียนรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง

และสำหรับใครที่กังวลว่าการไปเรียนต่างประเทศจะ เปลี่ยนหัวคิดได้ง่ายๆ ผมอยากบอกว่า…
ความมั่นคงทางความคิด ไม่ได้มาจากการปิดตัวเองจากความต่าง แต่มาจากการมองเห็นโลกหลายแบบ และรู้จักตั้งคำถามกับทุกแบบอย่างมีเหตุผล

การได้สัมผัสความแตกต่างไม่ใช่ภัยครับ
มันคือประตูที่ทำให้เราเข้าใจโลกชัดกว่าเดิมต่างหากครับ จบ!!

 

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์ ในงานสัมมนา “New Exporter from Expert” เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ชี้เป้าตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) เปิดงานใหญ่ “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ณ SCBX Next Tech สยามพารากอน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่องาน “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง SCB SME และ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ได้จัดขึ้นเพื่อมอบองค์ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ในการกล่าวเปิดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกล่าวเปิด ได้แก่
    • คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวเปิดงานและชี้ให้เห็นถึงแนวทางและความสำคัญของการส่งออกต่อการเติบโตของ SME ไทย
    • คุณศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการส่งออก
    • ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ให้ภาพรวมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการเงินเพื่อผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

ในช่วงกล่าวเปิดงาน ผู้กล่าวได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่
    • การส่งออกเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นทางรายได้ให้กับ SME ไทย
    • โอกาสจากตลาดเกิดใหม่และช่องทางดิจิทัลที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
    • ความร่วมมือด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โลจิสติกส์ และเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

งานสัมมนาในครั้งนี้ยังประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการ ได้แก่ การอัปเดตเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาด การแชร์ประสบการณ์การเปิดตลาดของผู้ประกอบการจริง การอภิปรายเชิงลึกจากผู้รู้ในอุตสาหกรรม และการให้ความรู้ด้านกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง
 

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องสะพานบุญ หมอหนุ่มจากน่านขอเครื่องมือรักษา ผู้บริหารน้ำหวาน ‘ติ่งฟง’ มอบ 1 ล้านช่วยทันที ซื้อเครื่องมือแพทย์ส่งต่อความหวังสู่ 2 จังหวัด

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องการเป็นสะพานบุญ จากคำขอหมอหนุ่มน่าน สู่การช่วยเหลือจริง ผู้บริหารติ่งฟง มอบเงิน 1 ล้านบาท ซื้อเครื่องมือแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลน่าน–ขอนแก่น หลังน้ำท่วมใหญ่

(23 พ.ย. 68) นายจิรวัฒน์ เดชาเสถียร ผู้เชี่ยวชาญการขาย การตลาดพฤติกรรมผู้บริโภคและการจัดการค้าปลีกค้าส่งในตลาดอาเซียน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากน่าน สู่ขอนแก่น

เสียงเรียกจากคุณหมอหนุ่ม แห่งโรงพยาบาลจังหวัดน่าน เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากน้ำท่วมใหญ่ ต้องส่งตัวคนไข้เพื่อไปทำสแกนร่างกายและรักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ เพราะน้ำท่วมจนเครื่องมือพังหมด และอยากขอความช่วยเหลือในการซื้อเครื่องผ่าตัดนิ่วในไตขนาดเล็กให้

แววตาที่มุ่งมั่น ความตั้งใจเกินร้อยของหมอหนุ่มที่มีปณิธานช่วยคน ทำให้ผมรับปากว่าจะหาทางช่วย ผมกลับจากน่าน นำเรื่องนี้มาให้ทางผู้บริหารน้ำหวานติ่งฟงทราบด้วยความเกรงใจ  ปรากฏว่าไม่มีคำปฏิเสธใดเลยจากคุณเสาวณีย์ พร้อมถามว่าราคาเครื่องนึงเท่าไร  ผมเองรู้ว่าราคาสูงถึง 5 แสนบาท แต่ก็เรียนท่านตรงไปตรงมา ท่านกลับแจ้งผมว่าทางผู้บริหารจะให้เงิน 1 ล้านบาท เพื่อไปทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวเรียน  ผมนี่ดีใจมากที่ได้มีโอกาสเป็นสะพานบุญครั้งนั้น  และขออนุญาต แบ่งเงินเป็นสองก้อนเพื่อช่วยโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่นอีกที่หนึ่ง

วันนี้มีโอกาสทยอยส่งมอบเครื่องมือดังกล่าวที่ขอนแก่นและจะส่งมอบที่จังหวัดน่านในลำดับต่อไป

ผมแจ้งผู้บริหารโรงพยาบาลว่า คนเรามักรู้จักสิทธิ แต่มักละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบ

องค์กรที่เราได้ทำงานให้ ได้พยายามทำหน้าที่และมีส่วนสร้างสรรค์สังคม ให้มีความมั่นคงทางการแพทย์ต่อไป

ติ่งฟง  Beyond Sweetness มากกว่าความหวาน คือความดี

เทศกาลกิน ‘ปลาท่องเที่ยว’ ของดีหายาก ความอร่อยแห่งทะเลสาบสงขลา กับเอกลักษณ์ สดหวาน เนื้อนุ่ม เด็ดทุกเมนู หนึ่งปีมีครั้งเดียวสายชิมไม่ควรพลาด

เทศกาลกิน “ปลาท่องเที่ยว” แห่งทะเลสาบสงขลา ของอร่อยที่มีให้ชิมเฉพาะฤดูกาล

หากพูดถึงของดีประจำทะเลสาบสงขลา หลายคนต้องนึกถึง “กุ้ง-ปลาท่องเที่ยว” ปลาท่องเที่ยวเป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด หวาน เนื้อนุ่ม และจะมีให้ลิ้มลองเฉพาะช่วง หน้าน้ำหลาก หรือช่วงที่ปลา “ท่องเที่ยว” เข้าสู่ทะเลสาบตามวิถีธรรมชาติ ทำให้แต่ละปีมีช่วงเวลาให้ชิมไม่ยาวนัก ใครเป็นสายอาหารพื้นบ้านสายปลา ถือว่าพลาดไม่ได้

ทำไมปลาท่องเที่ยวถึงอร่อยที่สุด?

ปลาท่องเที่ยวในทะเลสาบสงขลาเติบโตตามธรรมชาติ เนื้อปลามีความแน่นหวาน ไม่มีกลิ่นคาวมาก และเมื่อนำมาปรุงอาหารจึงให้รสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิม ทั้งแบบแกงร้อน ๆ หรือทอดกรอบก็อร่อยไม่แพ้กัน

เมนูเด็ดจากปลาท่องเที่ยว

หนึ่งในเสน่ห์ของปลาท่องเที่ยวคือ “ทำอะไรก็อร่อย” และปรับได้หลายสไตล์ เช่น
    •แกงส้มปลาท่องเที่ยว
รสจัดจ้าน หอมพริกแกง ผสมความหวานธรรมชาติของเนื้อปลา กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ฟินสุด
    •ต้มส้มมะขาม
น้ำซุปหวานอมเปรี้ยวแบบโบราณ เนื้อปลานุ่มชุ่มซุป เหมาะกับคนที่ชอบรสละมุน
    •ปลาท่องเที่ยวแดดเดียวทอด เนื้อปลาเค็มนิด ๆ แห้งกำลังดี ทอดกรอบหอม กินกับข้าวต้มยามเช้าหรือข้าวสวยก็เข้าที
    •ปลาท่องเที่ยวทอดขมิ้น เมนูบ้าน ๆ แต่รสชาติเฉียบ ขมิ้นและกระเทียมพริกไทยช่วยดึงรสปลาให้เด่นขึ้นไปอีกขั้น สายดื่มก็จะเหมาะที่จะเป็นกับแกล้มได้อย่างดี

ช่วงนี้หากอยากลอง…มีให้กินแล้ว!

ช่วงนี้ปลาท่องเที่ยวกำลังออกสู่ตลาดสดและร้านอาหารหลายแห่ง โดยเฉพาะ ร้านมะม่วงเบา อำเภอสิงหนคร ที่นำปลาท่องเที่ยวมาปรุงเป็นเมนูตามฤดูกาล สดใหม่ทุกวัน ใครผ่านแถวนั้นบอกเลยว่าห้ามพลาด หรือร้านอาหารที่เกาะยอก็มีให้ลิ้มลอง

ใครกำลังวางแผนทริป กินเที่ยวในสงขลา ช่วงนี้คือเวลาทองของ “เทศกาลกินปลาท่องเที่ยว” ของดีหายาก ปีหนึ่งมีครั้งเดียว อร่อย สด และสะท้อนวิถีอาหารพื้นบ้านแท้ ๆ ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าทำไมคนพื้นที่ถึงรอคอยทุกปี!

กล่าวสำหรับร้านมะม่วงเบา ตั้งอยู่ใน อ.สิงหนครในบรรยากาศแบบบ้านๆ แต่ฝีมืออาหารไม่ธรรมดา ใหม่ สด โดยเชฟในหมู่บ้าน เจ้าของร้านก็ใจดี ใจถึง เด็กเสิร์ฟสุภาพเรียบร้อย

ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าจะไปจัดเลี้ยงเป็นหมู่คณะ ก็มีห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง หรือจะเลือกบรรยากาศแบบโอเพ่นก็มีให้เลือกหลายมุม สัมผัสกับบทเพลงจากนักร้องสาวเสียงหวาน

 

หนุ่มใหญ่ชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มุ่งมั่นสู่เส้นทางการเมืองพิจิตร เสนอตัวลงชิงเก้าอี้ สส. เขต 3 หลังเคยได้รับเลือกเป็น สจ. มาแล้ว

ลิขิต มุกดา หนุ่มใหญ่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังคงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงบนเส้นทางการเมือง แม้จะไม่ใช่คนพื้นถิ่นโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่ยาวนานในจังหวัดพิจิตร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รู้จักและผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ลิขิตจึงได้รับรู้การทาบทามจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคเหนือ) ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.พิจิตรแบบแบ่งเขต เขต 3 (อ.บางมูลนาก-อ.โพทะเล- อ.บึงนาราง-อ.โพธิ์ประทับช้าง) ซึ่งได้เสนอตัวต่อพรรคไปแล้ว รอผ่านคณะกรรมการสรรหา และเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ลิขิตเริ่มต้นสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เป็นนักศึกษากิจกรรม เข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการเข้ามาช่วยงาน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อดีตรัฐมนตรีผู้มีบทบาทสำคัญในหลายกระทรวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของภาคกลางในยุคนั้น การได้คลุกคลีและเรียนรู้การเมืองระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ลิขิตมีมุมมองและความเข้าใจเชิงโครงสร้างทางการเมือง และมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสู่โครงสร้างทางการเมือง เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

เมื่อใช้ชีวิตและทำงานในพิจิตรอย่างต่อเนื่อง ลิขิตตัดสินใจก้าวลงสู่เวทีเลือกตั้งท้องถิ่น สมัครเป็นสมาชิกสภาจังหวัดพิจิตร (สจ.) ซึ่งเขาเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นทำให้เขารู้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากบทบาททางการเมือง เขายังทำธุรกิจ โรงไม้ อยู่ใน จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบุรี สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชน และช่วยให้เขารู้จักวิถีชีวิตของประชาชนทุกระดับ

ปัจจุบัน ลิขิต มุกดา ได้เสนอตัวต่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอรับพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีในพื้นที่ มาต่อยอดเป็นการทำงานระดับประเทศ เพื่อพัฒนาพิจิตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

แม้ในสถานการณ์ขาลงของพรรคประชาธิปัตย์ ลิขิตก็ไม่เคยทิ้งพรรค วันนี้เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระแสนิยมของพรรคเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เมื่อได้รับการทาบทาม “ลิขิต” จึงไม่ลังเลใจที่จะประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สส.พิจิตร

ประสบการณ์ทางการเมืองในการดูแลการเลือกตั้งที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัย พล.ต.สนั่น มาจนถึงไพฑูรย์ แก้วทอง ลิขิตมองเห็นช่องทางเอาชนะไม่ยาก แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนชาวพิจิตรว่าคิดอย่างไร
 

3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เปิดตัวแล้ว!! แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน นำโดย เท้ง - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ไหม - ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และ ต้น - วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top