Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ปั้นเด็กไทยพูดจีน สพฐ. เปิดประชุมคณะผู้บริหาร หารือยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน หวังใช้ AI ช่วยประเมินผล-ฝึกการออกเสียง ปูพื้นฐานเด็กไทยสู่ทักษะภาษา-การเรียนรู้ยุคใหม่

(25 พ.ย. 68) นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ
 

จีนเดินเกมใหญ่!! ปั้นหุ่นยนต์มนุษย์ยุคใหม่ ตั้งเป้าให้ฉลาดระดับ ChatGPT โดยมีบิ๊กเทคฯ Xiaomi–Huawei–Baidu ร่วมปั้นให้กลายเป็นแรงงานหลักในอนาคต

(25 พ.ย. 68) หวัง ซิงซิง (Wang Xingxing) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Unitree Robotics ระบุในเวทีประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียว ที่นครเซี่ยงไฮ้ ว่า “โมเมนต์ ChatGPT” สำหรับวงการหุ่นยนต์มนุษย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ราว 80% ตามคำสั่งที่คนพูดหรือพิมพ์ให้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่คุ้นเคย นั่นจึงจะนับว่าเป็นการแจ้งเกิดของ “ปัญญาประดิษฐ์ในร่างหุ่นยนต์” อย่างแท้จริง

เขาเสริมว่า หากใครทำได้ถึงจุดนี้ในปีหน้า หรือปีถัดไป ก็แทบจะการันตีว่าขึ้นนำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ในหุ่นยนต์ทันที โดยงานเสวนาครั้งนี้ได้รวมตัวผู้ประกอบการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายด้านเอไอและหุ่นยนต์จากจีนและต่างประเทศกว่า 10 ราย รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง UBTECH และศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ระดับชาติและท้องถิ่น

หวัง ซิงซิง เผยด้วยว่า Unitree ได้อัปเกรดอัลกอริทึมให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น และสามารถลุกขึ้นยืนได้เองไม่ว่าจะล้มในรูปแบบใด เขาเชื่อว่าในอนาคต “ความทรงตัวและลุกขึ้นได้” จะกลายเป็นสเปกพื้นฐานของหุ่นยนต์มนุษย์ทุกตัว พร้อมคาดการณ์ว่าธุรกิจหุ่นยนต์อัจฉริยะในจีนโดยเฉลี่ยจะโต 50–100% ในปีนี้ ซึ่งหลายฝ่ายยกให้ปีนี้เป็น “ปีแรกของหุ่นยนต์มนุษย์”

ฝั่งนักวิชาการ เจิ้ง เฟิง ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์มนุษย์แห่งจีน ระบุว่าหุ่นยนต์มนุษย์กำลังถูกนำมาใช้ในงานผลิตและชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพเปลี่ยนโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมและสังคม ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ระบุว่าตลาดหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ของจีนอาจแตะ 870,000 ล้านหยวนภายในปี 2030 และทั่วโลกอาจโตได้ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งภายในปี 2050 โลกจะมีหุ่นยนต์มนุษย์ใช้งานมากกว่าพันล้านตัว โดยจีนถูกมองว่าจะเป็นตลาดใหญ่สุด ตามด้วยสหรัฐฯ

เจียง เล่ย หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ บอกว่าทุกวันนี้เราเริ่มคุ้นเคยกับหุ่นยนต์ที่เดินอยู่ในห้าง งานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่โชว์ในกาล่าตรุษจีนแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่ด้านอารมณ์และความบันเทิง มากกว่าจะสร้าง “ผลงาน” ในเชิงประสิทธิภาพจริง ๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมของจีนอย่าง เหยา เจีย ชี้ว่าถึงเวลาโฟกัสมุมปฏิบัติได้จริง เพื่อให้วงการหุ่นยนต์เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันคือ “มาตรฐานข้อมูล” หวัง เสี้ยวกัง ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO (Chief Technology Officer) ของ SenseTime เปรียบการพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์กับรถยนต์พลังงานใหม่ โดยยกตัวอย่างว่า รถเทสลา (Tesla) หลายล้านคันใช้เซนเซอร์และรูปแบบเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน ทำให้ได้ข้อมูลจำนวนมหาศาลมาพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ เขามองว่าหุ่นยนต์ก็ควรมีมาตรฐานรูปแบบข้อมูล ฉากการใช้งาน และดีไซน์อ้างอิงร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนและเร่งนวัตกรรม

เลิ่ง เสี้ยวกุน ประธาน Leju Robotics เสริมว่า หากแต่ละบริษัทเก็บข้อมูลคนละรูปแบบ การสร้างโมเดลเอไอขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริงแทบเป็นไปไม่ได้ การรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข้ามบริษัทจึงอาจเป็นจุดพลิกเกมสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มนุษย์

อีกด้านหนึ่งของปัญหาใหญ่คือ “มาตรฐานฮาร์ดแวร์” ไมเคิล สวี ซีอีโอ PaXini Tech เล่าว่า เวลาทำงานกับลูกค้า มักต้องปรับอินเทอร์เฟซและส่วนเชื่อมต่อใหม่ แม้ความต่างเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้การวิจัยและผลิตล่าช้าอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจีนจึงเตรียมตั้งคณะกรรมการมาตรฐานระดับชาติสำหรับหุ่นยนต์มนุษย์ภายในสิ้นปี

และล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีนแต่งตั้งหวัง ซิงซิง จาก Unitree และเผิง จื่อหุย ผู้ร่วมก่อตั้ง AgiBot ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “คู่ดาวแฝด” แห่งวงการหุ่นยนต์ เป็นรองประธานคณะกรรมการมาตรฐานด้านหุ่นยนต์มนุษย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 65 คน จากบริษัทอย่าง UBTECH, Leju Robotics รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ Xiaomi, Huawei, Baidu และผู้เล่นใหม่อย่าง Xpeng โดยหวังว่าการมีมาตรฐานร่วมกันจะช่วยดันให้หุ่นยนต์มนุษย์ก้าวออกจากห้องทดลอง เข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ นำทัพผู้บริหาร ทีมนักวิจัย R&D ร่วมศึกษาดูงานฮ่องกง ปูทางพัฒนานวัตกรรมสุขภาพครบวงจร

บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) – CDIP (Thailand) Public Company Limited เดินหน้าเสริมศักยภาพองค์กรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) นำคณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยเดินทางศึกษาดูงาน ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง (Hong Kong SAR) หนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ และอุตสาหกรรมสุขภาพระดับเอเชีย เพื่อยกระดับองค์ความรู้และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรครบวงจรของประเทศไทย

ฮ่องกง นับว่ามีความก้าวหน้าในด้าน Biotechnology, Biopharma, Food Innovation, Cosmeceuticals และมาตรฐานการผลิตระดับสากล (cGMP, PIC/S) รวมทั้งเป็นศูนย์รวมบริษัทที่มีห้องปฏิบัติการมาตรฐานสูงและมีระบบตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวด ทำให้การศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่กลับมาปรับใช้ในอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย

โดยมีคณะผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญร่วมเดินทาง ได้แก่

>>ผู้นำองค์กรและกลุ่มอุตสาหกรรม

•ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

•นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

•คุณอรอนงค์ ประรัมย์

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

>>คณะที่ปรึกษา

•คุณกัลยวรรธ์ จันทร์หล้า

ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

•คุณวัชรศักดิ์ จงไกรรัตนกุล

สมาชิกสมาคมการค้าบิสคลับไทย Business Consultant บริษัท มังกี้คิงส์ โซลูชั่น จำกัด

หัวใจสำคัญของภารกิจศึกษาดูงานฮ่องกงครั้งนี้ การศึกษาดูงานครอบคลุมหลายด้านสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย ได้แก่

1) เทคโนโลยีด้านยาและเวชภัณฑ์ (Pharmaceutical & Biopharma)

•ระบบควบคุมคุณภาพ (Quality Control / QC) และประกันคุณภาพ (Quality Assurance / QA)

•เทคนิคการพัฒนายาใหม่ (Drug Development Pipeline)

•เทคโนโลยีเครื่องจักรการผลิตมาตรฐานระดับโลก

2) นวัตกรรมอาหารและอาหารเสริม (Nutrition & Dietary Supplements)

•Functional Food และ Novel Food

•การใช้สารสกัดจากธรรมชาติและสมุนไพรขั้นสูง

•กระบวนการวิจัยความปลอดภัยและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์

3) เทคโนโลยีเครื่องสำอางและเวชสำอาง (Cosmetics & Cosmeceuticals)

•นาโนเทคโนโลยีในเครื่องสำอาง

•แพลตฟอร์มการพัฒนา Active Ingredients

•เครื่องมือห้องแล็บระดับสูงสำหรับวิจัยผิวหนัง

4) อุตสาหกรรมสมุนไพร (Herbal Industry)

•การพัฒนาสมุนไพรไทยในรูปแบบสากล

•การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ

5) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Collaboration)

•การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม–สถาบันวิจัย

•พัฒนาโอกาสการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสุขภาพ

‘มะม่วงหิมพานต์ ควีน’ จากบ้านหาดไก่ต้อยสู่ความสำเร็จ ด้วยแรงหนุน ‘กฟผ.’ ต่อเนื่องกว่า 10 ปี ร่วมฟื้นผืนดินแห้งแล้งสร้างสินค้า OTOP 5 ดาว

ในโลกของธุรกิจ มักกล่าวกันว่า "วิกฤตคือโอกาส" แต่สำหรับชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่ฟังดูไพเราะ หากแต่เป็นความจริงที่ถูกหล่อหลอมด้วยเหงื่อ น้ำตา และความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อของคนในชุมชน จนกลายเป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จ

จากผืนดินแห้งแล้งสู่ความท้าทายครั้งใหญ่

เรื่องราวของ ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย’ เริ่มต้นด้วยความท้าทายที่หนักหน่วง ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากผู้คนที่ต้องอพยพจากถิ่นเดิมหลังการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พวกเขามาตั้งถิ่นฐานบนผืนดินที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านจัดสรรให้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาหินลูกรัง ลอนลูกคลื่น และที่สำคัญคือความแห้งแล้งที่ทำให้พื้นที่นี้เกือบจะไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรใด ๆ เลย

ผู้คนในชุมชนต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ว่าผืนแผ่นดินที่พวกเขาได้รับนั้นแทบไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ บางคนเริ่มสิ้นหวัง บางคนคิดจะย้ายถิ่น แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะอดทนและหาทางออก

จุดเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในปี พ.ศ. 2520 ความหวังริบหรี่เริ่มสว่างขึ้นเมื่อหน่วยงานราชการเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก "มะม่วงหิมพานต์" ซึ่งเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม ชาวบ้านจึงพากันปลูกด้วยความหวังว่าจะเป็นทางออกของปัญหา

แต่ความหวังนั้นกลับกลายเป็นความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มให้ผลผลิต ชาวบ้านกลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับเม็ดที่มีเปลือกแข็งและหนา ไม่มีใครรู้วิธีกะเทาะ ไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ควรจะเป็นทรัพย์สิน กลับกลายเป็นภาระ บางคนเริ่มโค่นต้นทิ้ง เหมือนกับโค่นความหวังลงไปพร้อมกัน

แล้ววันหนึ่ง ความหวังก็กลับมาอีกครั้งจากคู่สามีภรรยาผู้ไม่ยอมแพ้ นายบุญและนางบุญ ปิสา ชาวบ้านหมู่ที่ 3 สองตายายคู่นี้ได้อุทิศเวลาทดลองหาวิธีกะเทาะเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลองผิดลองถูกหลายครั้งหลายหน จนในที่สุดก็ค้นพบวิธีการที่ประสบความสำเร็จ โดยนำเม็ดดิบมาแช่น้ำ ต้ม แล้วใช้มีดแกะเอาเม็ดออกมา

สิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นมีค่าดั่งทองคำ เพราะเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอำเภอท่าปลามีรสชาติที่โดดเด่น คือ "หวาน มัน เนื้อแน่น อร่อย" เมื่อสองตายายนำเม็ดที่กะเทาะแล้วไปขาย ก็สามารถสร้างรายได้จริง เรื่องราวแห่งความสำเร็จนี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านคนอื่น ๆ เข้ามาเรียนรู้วิธีการ และเมื่อทุกคนสามารถกะเทาะเม็ดได้ ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่เคยจะถูกโค่นทิ้ง กลับกลายเป็นต้นไม้แห่งความหวัง

ความสามัคคีของชุมชนสู่ความสำเร็จ

เมื่อผลผลิตเริ่มมีมากขึ้น ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นคือ การต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อเม็ดดิบไปแปรรูป ราคาไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับอำเภอใจของพ่อค้า ชาวบ้านตระหนักว่าหากต้องการสร้างความมั่นคงที่แท้จริง พวกเขาต้องรวมตัวกันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง

นางวันทรา ผ่านคำ หรือที่คนในชุมชนเรียกขานด้วยความเคารพว่า "พี่แอ๊ด" ได้นำพาชุมชนจัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย" ขึ้น เพื่อรวมพลังและสร้างอำนาจต่อรอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตผ่านการแปรรูป

พันธมิตรแห่งความสำเร็จ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มานานกว่า 10 ปี 

พี่แอ๊ดเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งว่า "กฟผ. ช่วยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับชาวบ้าน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษา กฟผ. ได้ตลอด" การสนับสนุนจาก กฟผ. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเดียว แต่ครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพให้กับชาวบ้าน

ตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณในการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งพบว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอุตรดิตถ์มีสาร Beta Sitosterol มากที่สุดในประเทศไทย ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงมีสาร GABA ที่ช่วยระบบประสาทและสมอง และเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่เพียงเท่านั้น กฟผ. ยังช่วยพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและสวยงาม สนับสนุนงานวิจัยการทำน้ำมะม่วงหิมพานต์เข้มข้นร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ร่วมกับสถาบันอาหาร และที่สำคัญคือการนำกลุ่มไปจัดแสดงสินค้าในงานต่างๆ เพื่อขยายช่องทางการตลาดอีกด้วย

นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง: จากผลิตภัณฑ์เดียวสู่ 14 รายการ

ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ กฟผ. และความมุ่งมั่นของคนในชุมชน วันนี้กลุ่มฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปแล้วกว่า 14 รายการ ตั้งแต่รสดั้งเดิม รสต้มยำ รสปาปริก้า รสโนริสาหร่าย รสบาร์บีคิว รสงาขี้ม่อน ไปจนถึงคุกกี้มะม่วงหิมพานต์ น้ำมะม่วงหิมพานต์ และน้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์

แต่ผลิตภัณฑ์ขายดีที่สุด ยังเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบน้ำเกลือ ที่ได้รสชาติธรรมชาติแท้ ๆ มีความอร่อยที่กินแล้วแทบหยุดไม่ได้ และที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพ เพราะใช้การอบแทนการทอด ทำให้มียอดการซื้อซ้ำสูงมาก

ปรัชญา Zero Waste: เมื่อทุกส่วนมีคุณค่า

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของกลุ่มฯ คือการนำปรัชญาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างแท้จริง พวกเขาใช้ประโยชน์จากมะม่วงหิมพานต์ทุกส่วนโดยไม่มีสิ่งใดถูกทิ้ง เม็ดนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อผลทำน้ำ ส่วนจมูกและเม็ดป่นทำน้ำนม เมล็ดใช้เพาะพันธุ์ เยื่อทำปุ๋ยหมัก เปลือกขายให้โรงงานสกัดน้ำมัน และกิ่งไม้ที่ตัดแต่งก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเม็ด

นี่ไม่ใช่เพียงการประหยัดต้นทุน แต่คือการแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ไร้ค่า ถ้าเรารู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เทคโนโลยีสีเขียว: พลังแสงอาทิตย์กับความยั่งยืน

จุดเด่นอีกประการของกลุ่มฯ คือการนำเทคโนโลยีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. มาใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลิตภัณฑ์ 1 ห่อ ขนาด 100 กรัม ปล่อย CO2 เพียง 0.119 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  

เม็ดมะม่วงหิมพานต์แบรนด์ "Queen" จึงได้รับตราสัญลักษณ์ "ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน" จากกระทรวงพลังงาน เป็นการรับรองว่าเป็นสินค้ารักษ์โลกที่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“แอน JKN” สั่นคลอน!! จากเจ้าของ Miss Universe สู่มรสุมตลาดทุน ท่ามกลางหนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เผชิญโทษปรับและคำสั่งแบน ข่าวลือหนีไปเม็กซิโกท้าทายความจริง

(25 พ.ย. 68) 'แอน จักรพงษ์' นักธุรกิจหญิงข้ามเพศผู้สร้างชื่อจากการเป็นเจ้าของเวที Miss Universe และอดีตซีอีโอของ JKN Global Group กำลังเผชิญปัญหาทางธุรกิจและกฎหมายที่ไม่เคยเจอมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเธอ ท่ามกลางข่าวลือว่าเธอเดินทางออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงคดีและเจ้าหนี้

แอนเริ่มต้นชีวิตในฐานะเด็กชายที่ถูกบูลลี่จากความเป็นคนข้ามเพศ ก่อนจะใช้การศึกษาและทักษะภาษาเป็นบันไดสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ โดยเฉพาะการซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่สร้างฐาน JKN จนเติบโตและเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2013-2017 ก่อนจะพลิกโฉมเป็นเจ้าของเวที Miss Universe ในปี 2022 ด้วยดีลมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังดีลดังกล่าว JKN ต้องเผชิญหนี้สินท่วมท้นและเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ รวมถึงโดนหน่วยงานกำกับดูแลสั่งปรับและสั่งห้ามแอนดำรงตำแหน่งบริหาร ขณะเดียวกันเวที Miss Universe ก็มีการเปลี่ยนซีอีโอและเปิดรับนักลงทุนใหม่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้น

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านให้ใช้น้อย เตรียมชงเฟส 2 เข้า ครม. ต้น ธ.ค.นี้

(25 พ.ย. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้าที่อยู่ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อย พร้อมช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้ร้านค้าในระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งพัฒนาระบบเชื่อมต่อและโครงสร้างหลังบ้านให้ใช้งานได้จริงทั่วประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า ปัจจุบันโครงการคนละครึ่งพลัสมีร้านค้าเข้าร่วมราว 980,000 ร้านค้า กระจายอยู่ทั่วประเทศ และผ่านการคัดกรองมาตรฐานแล้ว เมื่อเชื่อมร้านค้าเหล่านี้เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายความว่า ร้านค้าจะไม่ได้ขายเฉพาะลูกค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ยังขายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ช่วยเพิ่มยอดขายต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ถือบัตรก็มีตัวเลือกใช้สิทธิมากขึ้น

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสได้รับความนิยมสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า ผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 54,132 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้

สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โฆษกประจำสำนักนายกฯ มั่นใจว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนดก็ยังสามารถเสนอได้ทัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่จะใช้ในโครงการ ควบคู่กับงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยรัฐบาลตั้งเป้าชัดว่าจะใช้มาตรการนี้ทั้งเพื่อช่วยประชาชนฐานราก และพยุงรายได้ร้านค้ารายย่อยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

26 พฤศจิกายน 2518 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 ถือเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและวงการการศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ย่านหัวหมาก กรุงเทพมหานคร

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการยืนหยัดของรามคำแหง ในฐานะมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาโอกาสทางการศึกษาที่ไม่เพียงพอในช่วงปลายทศวรรษ 2500-2510 ซึ่งทำให้คนหนุ่มสาวที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ มีโอกาสกลับมาเรียนต่อในระบบยืดหยุ่นและเปิดกว้างได้

ในโอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเน้นย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยรามคำแหงว่า "รามคำแหงคือมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่ให้โอกาสแก่ผู้ใฝ่รู้" และบัณฑิตไม่ควรมองปริญญาเป็นแต่ใบรับรองความเก่ง แต่ต้องนำความรู้ไปใช้พัฒนาประเทศชาติและสังคม

จึงถือได้ว่า วันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 เป็นวันมหามงคลของรามคำแหงและหมุดหมายสำคัญทางการศึกษาไทย ที่แสดงให้เห็นว่า การเรียนระดับมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นของประชาชนทุกคนที่แสวงหาความรู้

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่จังหวัดภาคใต้ และมีพระราชดำรัสสั่งระดมกำลังทหาร ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 

(25 พ.ย. 68) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดภาคใต้ โดยมีรัฐมนตรี อธิบดี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเลขาธิการพระราชวัง เข้าร่วมการประชุม โดยมี การอัญเชิญพระราชกระแสรับสั่ง แสดงความเป็นห่วงจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมี พระราชหฤทัยห่วงใย ต่อประชาชนในภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยในขณะนี้ จึงได้ พระราชทานความช่วยเหลือและโปรดฯ ให้ระดมสรรพกำลังทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร หน่วยราชการต่าง ๆ เพื่อเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องเรือช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยให้ออกจากพื้นที่อันตรายไปยังพื้นที่ปลอดภัยที่ได้จัดเตรียมไว้

เชียร์ไทยในบ้านเรา กกท. แจกตั๋ว “ซีเกมส์ 2025” ฟรี!! เพียงลงทะเบียนออนไลน์ 26 พ.ย.นี้ สามารถรับชมได้ทั้งพิธีเปิด-พิธีปิด และร่วมลุ้นฟุตบอลทีมชาติไทย ที่ราชมังคล

(25 พ.ย. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดระบบลงทะเบียนรับตั๋วฟรีชมพิธีเปิด-ปิด และฟุตบอลชายทีมชาติไทยในซีเกมส์ 2025 ผ่านออนไลน์ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ โดยงานจะจัดที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

ซีเกมส์ 2025 เป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 18 ปีของไทย โดยใช้แนวคิด "กีฬาเพื่อทุกคน" ให้ประชาชนเข้าชมฟรีแต่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าแบบ e-ticket หรือ QR Code เพื่อรักษาความปลอดภัยและรองรับจำนวนผู้ชมตามความจุสนาม ลดการล้นและบัตรขายต่อ นอกจากนี้ยังมี Fan Zone รอบสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อให้ผู้ไม่ได้บัตรเข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศร่วมกัน

พิธีเปิดจะมีการเดินขบวนพาเหรดนักกีฬาจาก 11 ชาติอาเซียน และแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย พร้อมเทคโนโลยีแสง สี เสียง ที่ท้องสนามหลวงก่อนส่งต่อพิธีเปิดที่ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งยังเป็นสนามฟุตบอลชายกลุ่ม A ที่มีทีมชาติไทยเตะอย่างน้อย 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม

แม้เข้าชมฟรี แต่มีระบบคัดกรองเข้มงวด พร้อมโควตาพิเศษสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้พิการ และกลุ่มด้อยโอกาสสังคม เพื่อความเท่าเทียมในโอกาสเข้าชม โดยตั๋วชมพิธีเปิดและปิดถูกคาดว่าจะเป็นที่จองเร็วที่สุด

การเปิดให้ชมฟรีครั้งนี้สะท้อนความพยายามของไทยใช้กีฬากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างความภาคภูมิใจชาติ และย้ำฐานะเจ้าภาพอย่างเต็มตัวในเวทีอาเซียน

ลงทะเบียนจองได้ฟรีในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ผ่านเว็บไซต์ทางการ www.seagames2025.org 

นิพนธ์–สรรเพชญ จัดโรงครัว “บุญญามณี” ประกอบอาหารปรุงสุกแจก ผู้ประสบภัยน้ำท่วมสงขลา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

(25 พ.ย. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เดินหน้าจัดทำ “โรงครัวบุญญามณี” เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมทั้งในเขตอำเภอเมืองสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 แล้ว

นายนิพนธ์ได้เปิดบ้านพักส่วนตัวเป็นพื้นที่ประกอบอาหาร สามารถจัดทำข้าวกล่องได้กว่า 2,500 กล่องในช่วงเที่ยง และ 2,000 กล่องในช่วงเย็น รวมถึงแจกจ่ายน้ำดื่มกว่า 500 โหล
ขณะเดียวกัน ได้นำ ข้าวเหนียวไก่ทอด 1,000 กล่อง ไปปรุงและบรรจุ ณ โรงปูนอาคเนย์ ซึ่งทำให้สามารถผลิตอาหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้รวมกว่า 5,000 กล่องต่อวัน

นายนิพนธ์กล่าวว่า เหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี การจัดทำโรงครัวเป็นเพียงการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ “หาดใหญ่ใน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top