Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินสมทบ ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

(25 พ.ย. 68) องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ อบจ.กาญจนบุรี ขอเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของจำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยโดยด่วนที่สุด

ประชาชนสามารถนำสิ่งของบริจาคมามอบได้ที่ บริเวณหน้าโถงสำนักงาน ชั้น 1 อบจ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ 08.30–16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-919-2633 และ 098-495-9591 ทั้งนี้ หากสิ่งของมีน้ำหนักหรือปริมาณมาก อบจ.กาญจนบุรีมีบริการรับถึงบ้าน  

ด้านมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ จ.กาญจนบุรี โดยนายประเสริฐ ประเสริฐศักดิ์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวกาญจนบุรีร่วมแบ่งปันน้ำใจสู่พี่น้องภาคใต้ พร้อมเปิดรับเงินบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 713-007836-7 (บัญชีมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์) โดยให้โอนตรงเข้าสำนักงานใหญ่เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนทยอยนำเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าน้ำมัน รวมถึงสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก ขณะที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้จัดเตรียม เรือจำนวน 5 ลำ และรถพยาบาล 5 คัน เพื่อออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ในเวลา 07.00 น. วันที่ 26 พ.ย. 68

ทั้งนี้ ชาวกาญจนบุรีสามารถนำสิ่งของไปมอบได้ที่ สำนักงานใหญ่ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ ถนนแสงชูโต ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ตลอดเวลา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 034-515157

เปิด 24 พิกัดม่อนแห่งขุนเขา “กลอเซโล” จุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ปักสมอกางเต็นท์-ชมพระอาทิตย์ยามเย็น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นช่วงปลายปี

นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร อบต.แม่สามแลบ ผู้นำชุมชน โรงเรียนในพื้นที่ และประชาชน ร่วมเปิดโครงการท่องเที่ยวแม่สามแลบ ประจำปี 2569 ณ ม่อนกะละโกะโจ หมู่ที่ 10 บ้านห้วยแห้ง ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ซึ่งเป็นการรวม 24 พิกัดม่อนแห่งขุนเขากลอเซโล ชื่อที่ถูกเรียกขานให้เข้าใจตรงกันของจุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งแม่น้ำสาละวิน ของอำเภอสบเมย โดยมีกำเนิดมาจากชื่อของผู้เฒ่า นาม “กลอเซ” ผู้ค้นพบและตั้งรกรากของกลุ่มชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านสุดห่างไกลที่ถูกล้อมไว้ด้วยขุนเขา ด้วยตำแหน่งในลักษณะของหุบเขาและติดริมแม่น้ำสาละวินที่กว้างใหญ่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางเยือนกลอเซโล คือ ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ในแต่ละม่อนมีจุดบริการกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมแต่ละม่อนดอยตามหมู่บ้านแต่ละจุดที่จะมีความสวยงามและลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป

ได้แก่ หมู่บ้านห้วยแห้ง จุดสูงสุดของกลอเซโล ที่สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ม่อนพอตะมีโจ หมู่บ้านบุญเลอ เป็นจุดชมวิว เห็นฝั่งวิวของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-เมียนมา และบางแห่งสามารถเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินได้อีกด้วย

และมีจุดบริการกางเต็นท์ เช่น ม่อนโจโค๊ะ ม่อนหมอกกลางดอย แคมปิ้ง ม่อนหมอกริมทางแคมปิ้ง ม่อนคีรีวงศ์ ม่อนเดียวดายแคมปิ้ง ม่อนชมดาว ม่อนเลเหง่โก๊ะ-ผาแดง ม่อนทะเลหมอกสองแผ่นดิน และหมู่บ้านกลอเซโล เป็นจุดที่อยู่ต่ำระดับกว่าลงมา เห็นทะเลหมอกยามเช้าตัดกับวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านอย่างชัดเจน

ถอดบทเรียนของสังคม จาก "อียิปต์-จีน" ถึง ไทย สอนให้ออกแบบเมืองอยู่ร่วมกับน้ำ

น้ำไม่ได้โง่ ทิศทางน้ำก็เหมือนเดิม… ที่เปลี่ยนคือ “คนวางเมือง” ต่างหาก

เวลามีน้ำท่วมใหญ่ในไทยยุคนี้ เราคุ้นชินกับภาพ “ถุงยังชีพ-งบเยียวยา-รถยกสูง” แต่ถ้าย้อนไปในยุคที่ยังไม่มีรัฐสวัสดิการ ไม่มีกรมชลประทาน ไม่มีรถแบคโฮ คนรุ่นโบราณเขาทำอย่างไรหลังน้ำลด?

คำตอบคือ… เขาไม่ได้มองน้ำแค่ในฐานะ “ภัยพิบัติ” 
แต่มองน้ำเป็นทั้ง “ต้นทุนชีวิต บทเรียน และครูใหญ่” ของทั้งสังคม

บทความนี้ชวนผู้อ่าน THE STATES TIMES ย้อนดู 2 เลนส์สำคัญ

- อารยธรรมโลกโบราณ 
- ดินแดนสยามในอดีต 

จะเห็นว่า “น้ำท่วมใหญ่” เคยเป็นจุดเริ่มต้นของระบบคิดและระบบจัดการน้ำที่ฉลาดมากกว่ายุคสมัยเราเสียด้วยซ้ำ

1. น้ำท่วมใหญ่ = จุดเริ่มต้นของการ “อ่านแม่น้ำ”

ในอียิปต์โบราณ ทุกปีแม่น้ำไนล์จะเอ่อท่วมตลิ่ง น้ำพัดตะกอนดินดำมาทับถม พอน้ำลด ชาวอียิปต์จะรีบลงมือไถดิน ปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และพืชอาหารอื่น ๆ ทันที เพราะรู้ดีว่า “ปีนี้ทั้งปีจะอยู่รอดหรือไม่ อยู่ที่ช่วงหลังน้ำท่วมไม่กี่เดือนนี้เอง”

น้ำหลากในสายตาเขา จึงไม่ใช่ “ภัย” 
แต่มันคือ “ฤดูวางแผนปีหน้า” 

ในจีนโบราณ ก็ใช้วิธี “อ่านแม่น้ำ” คล้ายกัน ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้ปกครองจะส่งคนสำรวจระดับน้ำ เส้นทางน้ำ การพังทลายของตลิ่ง แล้วนำข้อมูลมาวางแบบเขื่อนดิน คันกั้นน้ำ และคลองเบี่ยงน้ำให้ฉลาดกว่าเดิม

น้ำท่วมหนึ่งครั้ง = ชุดข้อมูลหนึ่งก้อน 
ที่สังคมจะเก็บไว้ใช้ “ออกแบบเมือง” ใหม่ทุกยุคไป

2. ซ่อม-เสริมเขื่อน คู คลอง: ไม่ใช่ปิดน้ำ แต่ “ให้ทางน้ำเดิน”

ต่างจากยุคใหม่ที่เราชอบแก้ปัญหาด้วยการ “สร้างกำแพงปะทะน้ำ” 
โลกโบราณใช้วิธี “จัดทางเดินให้กับน้ำ”

- ขุดคลองเชื่อมแม่น้ำกับทุ่งนา 
- ทำทุ่งรับน้ำ เพื่อให้แม่น้ำมีที่ล้น 
- ขุดอ่างเก็บน้ำไว้พักน้ำหลาก แล้วค่อยปล่อยเป็นชลประทาน 

หลังน้ำท่วมใหญ่ เขาไม่ได้แค่เก็บซากแล้วจบ แต่จะมี “ฤดูซ่อม-ลอก-ขุด” 

- ลอกคลองที่ตื้นเขิน 
- เสริมคันดินริมแม่น้ำ 
- ขยายคลองใหม่เพิ่มเส้นทางระบายน้ำ 

สิ่งที่เงินทองและเทคโนโลยียุคนั้นไม่มี… แต่เขามีคือ “ความเข้าใจพฤติกรรมของน้ำ” 
ซึ่งวันนี้หลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย ยังถามตัวเองไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำว่า

“เรากำลังฝืนธรรมชาติของน้ำ หรือเรากำลังออกแบบเมืองให้ ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’ จริง ๆ กันแน่?”

ปตท. ส่งความช่วยเหลือ เปิดศูนย์อำนวยการ สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ พร้อมดูแลความมั่นคงพลังงาน บริหารจัดการให้เกิดความมั่นคง

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เปิด “ศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ กลุ่ม ปตท.” เพื่อติดตามสถานการณ์ ผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานในพื้นที่ ให้เกิดการทำงานภายในกลุ่ม ปตท. อย่างบูรณาการ บริหารจัดการพลังงานให้เกิดความมั่นคง

พร้อมกับส่งหน่วยปฏิบัติการ PTT Group SEALs ผนึกกำลังร่วมกับส่วนปฏิบัติการระบบท่อเขต 7 ปตท. เข้าบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยนำเรือเข้าพื้นที่ เพื่อส่งมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือในการอพยพ

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยจัดเตรียมถุงยังชีพกว่า 12,000 ชุด 
น้ำดื่มกว่า 27,000 ขวด เรือพายพลาสติก และเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่น ๆ ปัจจุบันส่งมอบถุงยังชีพไปแล้วจำนวน 7,000 ถุง รวมถึงข้าวกล่องและน้ำดื่ม พร้อมเร่งส่งมอบก๊าซหุงต้มให้ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสนับสนุนน้ำมันดีเซลให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 

Thailand FastPass อีซี่พาสการลงทุน 4.8 แสนล้าน จะช่วยทั้งประเทศ หรือแค่เปิดเลนพิเศษให้ทุนใหญ่? แถมกระจุกตัวอยู่แค่บางพื้นที่เขตอุตสาหกรรม สุดท้ายใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์

ในวันที่คนส่วนใหญ่กำลังตามข่าวน้ำท่วมใต้กับค่าครองชีพที่วิ่งแซงเงินเดือน ครม.เศรษฐกิจเงียบ ๆ เคาะแพ็กเกจใหม่ชื่อเท่มากว่า “Thailand FastPass” เป้าหมายบนหน้ากระดาษคือ ปลดล็อกการลงทุนกว่า 4.8 แสนล้านบาท จากโครงการใหญ่ที่ “พร้อมลงทุน แต่ติดคอขวดราชการ” ภายในปี 2568-2570  

ชื่อมันสวย ฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้บัตรผ่านด่านทางด่วน  

แต่คำถามคือ…มันจะเป็น “อีซี่พาสเศรษฐกิจไทย” จริง หรือเป็นแค่ป้ายโฆษณาเลนพิเศษให้ทุนใหญ่ไม่กี่ราย?

FastPass คืออะไร ใครได้ประโยชน์บนหน้ากระดาษ

จากข้อมูลที่ออกมาหลายสำนักตรงกัน “Thailand FastPass” คือชุดมาตรการเร่งรัดการลงทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ได้ BOI แล้ว แต่ค้างอยู่ในระบบ เช่น รอใบอนุญาตโรงงาน รอไฟฟ้า-ประปา รอเคลียร์ผังเมือง รอระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ฯลฯ  

กรอบหลัก ๆ มี 3 แพ็กเกจ:

1. แพ็กเกจ FastPass การลงทุน  
- นำร่องประมาณ 80 โครงการใหญ่  
- เม็ดเงินรวมราว 4.8 แสนล้านบาท  
- ตั้งเป้าลดเวลาการอนุมัติ/อนุญาตลง อย่างน้อย 20-50%  
- เน้นอุตสาหกรรมที่รัฐอยากดัน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ  

2. แพ็กเกจสร้างคนทักษะสูง (Upskill & Reskill)  
- เป้าหมาย แรงงานทักษะสูง 1 แสนคน  
- ใช้งบจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันราว 5,000 ล้านบาท  

3. แพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการไทย  
- ช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของโครงการใหญ่  
- บริหารโดย BOI ร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจ และองค์กรเอกชนอย่าง กกร.  

ถ้าอ่านแค่นี้ มาตรการฟังดู “สวยและจำเป็น” เพราะไทยกำลังแข่งแย่งเม็ดเงินลงทุนกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่วิ่งกันสุดตัวแล้วเร่งลดขั้นตอนเอกสาร-ไฟฟ้า-ที่ดินมาหลายปี

แต่…เกมจริงมันไม่ได้อยู่ที่ชื่อโครงการ แต่อยู่ที่ ดีเทลและวิธีวัดผล

จุดแข็ง: ถ้า FastPass ทำจริง มันเปลี่ยนเกมได้ 3 เรื่อง

1. ลดต้นทุน “ความไม่แน่นอน” ของการลงทุน  
นักลงทุนกลัวที่สุดไม่ใช่ภาษีแพง แต่คือ ไม่รู้ว่าใบอนุญาตจะเสร็จเมื่อไหร่

ถ้า FastPass ทำให้ขั้นตอนอนุมัติเร็วขึ้น 20-50% จริง พร้อมมีเดดไลน์ชัดเจน ธุรกิจใหญ่ก็กล้ากดปุ่มลงทุน เงินก็เริ่มหมุนเข้าสู่ระบบจริง ไม่ค้างอยู่บน PowerPoint

2. ส่งสัญญาณว่ารัฐบาล “เอาจริง” เรื่องการลงทุน  
รอบนี้ไม่ใช่แค่ BOI พูดเอง แต่เป็นมติ ครม.เศรษฐกิจ มีรองนายกฯ-รมว.คลังเป็นหน้าเสื่อเต็มตัว แถมโยงไปถึงหน่วยงานอื่นทั้งมหาดไทย พลังงาน การนิคมฯ กงสุล (เรื่อง e-Visa) และแรงงาน  

3. เชื่อมกับอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ใช่โรงงานเก่าแบบเดิม  
BOI ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ระบบดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ดึงเม็ดเงินลงทุนสูงต่อโครงการ และสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก  

ถ้าทำถึง มันสามารถเป็น “ก้อนจุดไฟ” ให้เศรษฐกิจที่กำลังเดินอืดค่อย ๆ เร่งเครื่องได้จริง

แต่คำถามใหญ่คือ: FastPass นี้ “ให้ใคร” กันแน่?

สิ่งที่ยังไม่ค่อยถูกพูดตรง ๆ คือ FastPass รอบนี้ ออกแบบสำหรับทุนใหญ่ที่ได้ BOI แล้วแทบทั้งนั้น

- เกณฑ์เลือกโครงการของ BOI คือ ขนาดลงทุนไม่ต่ำกว่าระดับพันล้านบาท  
- อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย high-tech  

แปลตรง ๆ ว่า…

วันนี้ FastPass = เลนด่วนให้ “โครงการใหญ่ของทุนไทย-ต่างชาติ”  
ไม่ใช่ เลนด่วนให้ “SME ที่อยากโตแต่ติดเอกสาร-ใบอนุญาต”  

ถามให้แรงขึ้นอีกนิดคือ  
คนส่วนใหญ่ในประเทศ จะได้อะไรจาก 4.8 แสนล้านนี้บ้าง นอกจากภาพข่าวตัดริบบิ้น?

คอขวดจริงอยู่ตรงไหน: กระดาษ หรือโครงสร้างที่มองไม่เห็น?

ในเอกสารทางการ มักชี้ว่าคอขวดคือ “ขั้นตอนใบอนุญาต” แต่จากสัญญาณที่หลุดออกมาจาก BOI และดีล Data Center ช่วงหลัง ๆ มีคอขวดใหญ่ ๆ อีกอย่างน้อย 3 เรื่อง  

1. ไฟฟ้า & พลังงานสะอาด  
ดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงมาก และอยากได้ไฟสะอาด (renewable) เป็นหลัก เพราะเป็นเงื่อนไขของบรรดายักษ์เทค  

ถ้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าและกฎระเบียบพลังงานของไทยยังติดหล่มเดิม FastPass ก็ทำได้มากสุดแค่ “อนุมัติไว” แต่ “ของจริงสร้างไม่ได้”

2. ผังเมือง & ที่ดินนิคม  
หลายโปรเจกต์ติดเพราะผังเมืองยังไม่รองรับ หรือที่ดินนิคมไม่พร้อม เช่น ยังถมไม่เสร็จ ระบบน้ำ-บำบัดน้ำเสียไม่ครบ ฯลฯ รัฐเองก็รู้ จึงเพิ่งมอบหมายให้กรมโยธาฯ กับการนิคมฯ ไปเร่งปรับผังเมืองให้สอดรับกับ FastPass ภายในกรอบเวลาที่กำหนด  

3. คนทักษะสูงไม่พอ  
จะเซ็นสัญญาโครงการระดับหมื่นล้านหรือแสนล้าน แต่หาคนไทยที่มีทักษะตรงพอไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและระบบวีซ่า-เวิร์กเพอร์มิตที่ยุ่งยาก  

การประกาศอัดงบ 5 พันล้านเพื่อ Upskill 1 แสนคน จึงไม่ใช่เรื่องสวยหรู แต่คือ โจทย์เอาชีวิตรอดถ้าไทยอยากแย่งเม็ดเงินลงทุนจากเพื่อนบ้าน

ถ้าไม่แตะสามเรื่องนี้จริง FastPass ก็จะกลายเป็นแค่ “ชื่อใหม่ของปัญหาเก่า”

ใครรับผิดชอบถ้าไม่ถึงเป้า?

บนเวทีแถลงข่าว ตัวเลขจะออกมาเป็นสูตรสำเร็จเสมอ:

- ลงทุน 4.8 แสนล้าน  
- เงินไหลเข้าระบบ 3 ปีแรก xxx แสนล้าน  
- สร้างงานใหม่กี่หมื่นตำแหน่ง  

แต่สิ่งที่ประชาชนควรถามคือ

ถ้าถึงสิ้นปี 2568 แล้วอนุมัติไม่ครบตามเป้า  
หรือปี 2570 แล้วเม็ดเงินลงทุนไม่เข้าใกล้ 4.8 แสนล้านเลย  
ใคร “รับผิดชอบ” และจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง?

วันนี้เรายังไม่เห็น “Scoreboard” ที่ประชาชนเข้าไปดูได้ง่าย ๆ ว่า

- 80 โครงการที่ว่า…คือโครงการอะไรบ้าง อยู่จังหวัดไหน  
- เดือนนี้ปลดล็อกไปแล้วกี่โครงการ เม็ดเงินจริงเริ่มลงเท่าไหร่  
- โครงการไหนยังติดปัญหา เพราะหน่วยงานใด  

ถ้าไม่มี scoreboard ชัด ๆ FastPass ก็จะเป็นแค่คำที่ถูกพูดซ้ำเวลารัฐบาลอยากโชว์ตัวเลข “ความพยายาม” โดยที่ประชาชนไม่มีทางรู้เลยว่า ผลลัพธ์จริงเป็นอย่างไร

คนธรรมดาอย่างเรา ควรจับตาอะไรจาก FastPass?

สำหรับผู้อ่าน The States Times ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของนิคมหรือเจ้าของโรงงานหมื่นล้าน สิ่งที่ควรจับตา อาจไม่ใช่คำว่า “4.8 แสนล้าน” แต่คือ:

1. โครงการเหล่านี้ลงที่ไหน?  
- ถ้ากระจุกอยู่แค่ไม่กี่พื้นที่ เช่น EEC หรือ 2-3 จังหวัดอุตสาหกรรม  
แปลว่าช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่กับจังหวัดอื่น ๆ จะยิ่งถ่าง  

- ถ้าเริ่มมีโครงการใหม่ในภาคอื่น เช่น เหนือ-อีสาน-ใต้  
นั่นต่างหากคือสัญญาณว่าประเทศเริ่มกระจายโอกาสจริง

2. มีงานใหม่ “คุณภาพดี” เพิ่มขึ้นหรือไม่?  
- ค่าจ้างเริ่มต้นสูงขึ้นไหม  
- สวัสดิการดีขึ้นหรือเปล่า  
- บริษัทเหล่านี้รับคนท้องถิ่นแค่แรงงานทั่วไป หรือเปิดตำแหน่งเทคนิค-วิศวะ-ดิจิทัลให้คนไทยก้าวขึ้นสู่สายงานรายได้สูงจริง ๆ

‘ธนกร’ เผยโรงงานในสงขลา เสียหาย 715 แห่ง มูลค่ากว่า 1.2 พันล้าน เซ่นพิษ ‘น้ำท่วมหนัก’ 17 โรงผลิตไฟไม่ได้ เร่งประสานโรงไฟฟ้ากระบี่-ขนอม ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตทดแทน

(26 พ.ย. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สงขลาว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานว่า จำนวนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 29 โรงงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา จำนวน 97 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา จำนวน 103 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จำนวน 44 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ จำนวน 53 โรงงาน, อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย จำนวน 310 โรงงาน และอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 79 โรงงาน 

ทั้งนี้ รวมโรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้า 17 โรง ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ไม่สามารถผลิตไฟให้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เพิ่มกำลังการผลิตทดแทนเพื่อให้การช่วยเหลือแล้ว สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมนั้น แม้ว่าขณะนี้น้ำยังไม่ท่วมเข้านิคมฯ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้ โดยลักษณะพื้นที่ขณะนี้เหมือนเป็นไข่แดง ถูกน้ำล้อมรอบ 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น นายธนกร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ดังนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน 

1.พักชำระหนี้ : สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน, สินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน เช่น PN แฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน

2.เติมทุนฉุกเฉิน : นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน 

ส่วนลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่นั้น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลงทุน เสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% 3 ปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท ได้แก่ ปลุกพลัง SME, Beyond ติดปีก SME และ SME Green Productivity 

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแนวทางช่วยเหลือ พร้อมทั้ง มาตรการเยียวยาต่าง ๆ เพื่อที่เราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

ย้อนรอยเลือกตั้งไทยในรอบ 20 ปี พรรคเปลี่ยนชื่อ โลโก้เปลี่ยนใหม่ แต่เครือข่ายเก่ายังคุมเกมการเมืองเหมือนเดิม สาเหตุหลักการเมืองไทยยังวนในอ่าง

เลือกตั้งไทย 20 ปี: เราเปลี่ยนแต่ชื่อพรรค หรือจริง ๆ ไม่เคยเปลี่ยนคนถือเกม?

เวลาเราเดินเข้าคูหาทุก 4 ปี  
เราคิดว่าเรากำลัง “เลือกพรรคการเมือง”  

แต่ถ้ามองย้อนไป 20 ปีที่ผ่านมา รายชื่อที่โผล่ในสนามเลือกตั้งไทยมันชวนให้ถามกลับว่า…  

หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่เลือก “เครือข่ายเดิม”  
ที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนโลโก้ ไปตามจังหวะการเมือง?

ลองไล่ชื่อดูช้า ๆ  

- ชาติไทย → ชาติไทยพัฒนา → ภูมิใจไทย  
- อนาคตใหม่ → ก้าวไกล → พรรคประชาชน  

บนหน้ากระดาษ นี่คือ “คนละพรรค”  
แต่ในสนามจริง คนจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์เรื่องเดิม ที่เปลี่ยนแค่ชื่อภาคกับหน้าปก  

ประเทศไทยอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่  

“ยุบพรรคได้ด้วยคำตัดสิน  
แต่ไม่เคยยุบเครือข่ายการเมืองเดิมได้สักครั้ง”

1. ชาติไทย-ชาติไทยพัฒนา: ย้ายบ้านทั้งเครือข่าย ไม่ใช่แค่ตั้งพรรคใหม่

พรรคชาติไทยเคยเป็นหนึ่งใน “พรรคหลักของระบบผสม” ในการเมืองไทย  
ฐานเสียงแน่นในหลายจังหวัดภาคกลาง บ้านใหญ่ ภูมิภาค นักการเมืองท้องถิ่นครบเครื่อง  

จนวันที่ศาลมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคชาติไทย”  
บนหน้าข่าว มันดูเหมือนฉากจบของทั้งพรรค  

แต่ในสนามจริง ภาพที่คนในพื้นที่เห็นคือ  

- ทีมเดิม  
- ผู้สมัครเดิม  
- เครือข่ายเดิม  

เพียงแค่ “ย้ายบ้าน” ไปอยู่ใต้ป้ายใหม่ชื่อ ชาติไทยพัฒนา  

สำหรับคนในจังหวัดฐานเสียง ความรู้สึกไม่ใช่ว่า  
“พรรคเก่าตาย พรรคใหม่มาแทน”  

แต่คือ  

“ทีมเดิม ย้ายจากบ้านเลขที่เก่า ไปอยู่บ้านเลขที่ใหม่ที่กฎหมายแตะไม่ได้ก็เท่านั้น”

2. ภูมิใจไทย: แบรนด์ใหม่ของสไตล์การเมืองแบบเดิม

ฝั่ง ภูมิใจไทย ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “เครือข่ายเก่าภายใต้โลโก้ใหม่”  

ภูมิใจไทยไม่ได้ผุดขึ้นมาลอย ๆ จากอากาศ  
แต่เกิดจากการรวมตัวของหลายกลุ่ม–หลายบ้านใหญ่–หลายเครือข่าย ที่เคยอยู่พรรคอื่นมาก่อน  

เมื่อเวลาผ่านไป ภูมิใจไทยขยายฐานจนกลายเป็น “พรรคตัวกลาง” ที่พร้อมจะจับมือกับรัฐบาลเกือบทุกขั้ว  

สไตล์การเมืองชัดมาก:  

- ทำงานหนักในพื้นที่  
- รักษาฐานท้องถิ่น  
- ใช้จำนวน ส.ส. เป็นน้ำหนักต่อรองในสภา  

โลโก้ใหม่ ชื่อใหม่  
แต่สูตรการเมืองแบบ “ฐานเสียงท้องถิ่น + อำนาจต่อรอง” คือชุดเดิมแทบทั้งหมด  

3. อีกฟากหนึ่ง: อนาคตใหม่-ก้าวไกล-พรรคประชาชน  
สามร่างของสายการเมืองเดียวกัน

ฝั่งก้าวหน้าเอง ก็มี “สามร่าง” ที่คนไทยจำได้ขึ้นใจเหมือนกัน  

- ยุค อนาคตใหม่: พรรคใหม่ที่สร้างกระแสคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ  
- โดนยุบ → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ ก้าวไกล  
- ก้าวไกลโดนยุบอีก → ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปอยู่ พรรคประชาชน  

ชื่อเปลี่ยน โลโก้เปลี่ยน แต่สำหรับคนจำนวนมาก นี่คือการเมืองสายเดียวกันที่เดินต่อในตัวถังใหม่  

บางคนเลยถามกันตรง ๆ ว่า  

การยุบพรรคจริง ๆ ลงโทษใครกันแน่?  
พรรคที่ถูกยุบ  
หรือประชาชนที่ตั้งใจเลือกพรรคนั้นเข้าไปในสภา?

4. ทำไม “ยกพรรค-ย้ายพรรค-รีแบรนด์” ถึงกลายเป็นเรื่องปกติในไทย?

ถ้าไม่ดูแค่เคสดัง ๆ แต่ดูทั้งภาพใหญ่ เราจะเห็นแพตเทิร์นคล้าย ๆ กันซ้ำไปซ้ำมา  

4.1 กติกาทำให้ “ยุบก็ได้ ตั้งใหม่ก็ได้”

เราอยู่ในระบบที่  

- การยุบพรรคกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในเกมการเมือง  
- แต่การตั้งพรรคใหม่ก็ไม่ได้ยากเกินไปสำหรับเครือข่ายที่มีเงิน-คน-โครงสร้างพร้อม  

ผลคือ พอพรรคหนึ่งเริ่มมีปัญหาหนัก ๆ  
เครือข่ายเดิมก็แค่ “เตรียมพรรคสำรอง-บ้านสำรอง” ไว้รอล่วงหน้า  

ยุบวันนี้ พรุ่งนี้มีบ้านใหม่ให้สังกัดต่อ  

4.2 คนไทยจำนวนมาก “เลือกคน-เลือกบ้านใหญ่” มากกว่าเลือกพรรค

ในหลายพื้นที่ คนยังเลือกจาก  

- ใครช่วยงานพื้นที่มานาน  
- ใครเป็นคนของบ้านใหญ่ที่เขาเชื่อใจ  
- ใครสามารถพาโครงการ-งบประมาณเข้ามาได้  

ชื่อพรรคจึงกลายเป็นแค่ “ป้ายบนปกเสื้อ” ที่เปลี่ยนได้ตามฤดูกาล  

ถ้าเครือข่ายเดิมย้ายไปพรรคใหม่  
ป้ายโลโก้ใหม่ก็ไม่ได้ทำให้คนเลิกเลือกทันที

4.3 พรรคการเมืองถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”

ในประเทศที่พรรคการเมืองเข้มแข็ง พรรคมีชีวิตตัวเองยืนยาวกว่าผู้นำและนักการเมืองแต่ละรุ่น  

แต่ในไทย พรรคจำนวนมากถูกใช้เหมือน “บริษัทโปรเจกต์”:

- ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ลงเลือกตั้งรอบนี้  
- ต่อรองอำนาจรอบนี้  
- จบโปรเจกต์ก็เปลี่ยนชื่อ ยุบ-รวม-ย้ายไปอยู่หลังโลโก้ใหม่  

5. สุดท้ายแล้ว เราเลือกอะไรอยู่กันแน่?

เมื่อมองจากสายตาประชาชน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า  

“ต่อไปพรรคไหนจะโดนยุบ?”  หรือ  “ปีหน้าเราจะเห็นชื่อพรรคใหม่อะไรอีก?”

แต่ควรเป็นคำถามที่แรงกว่านั้นว่า  

- เวลาเราเลือกพรรค เรากำลังเลือก “นโยบายกับอุดมการณ์”  
  หรือเลือก “เครือข่ายอำนาจที่รีแบรนด์ตัวเองเก่งมาก”?  

- การยุบพรรคช่วยยกระดับมาตรฐานการเมืองจริง  
  หรือแค่เปลี่ยนฉาก แต่ให้คนเดิมถือเกมต่อ?  

- เราเคยลงโทษ “เครือข่ายเดิม” ด้วยคะแนนเสียงจริง ๆ บ้างไหม  
  หรือทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนชื่อ เราก็ให้โอกาส 4 ปีใหม่เหมือนเดิม?

ประโยคหนึ่งที่น่าจะสะท้อนยุคนี้ได้ดีที่สุดคือ  

“ประเทศไทยเปลี่ยนชื่อพรรคบ่อยกว่าที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ในประเทศ”

6. ถ้า “ยุบพรรคไม่ได้ยุบเครือข่าย” เราควรเรียกร้องอะไรต่อ?

การยุบพรรคอาจยังจำเป็นในกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายร้ายแรงจริง  
แต่ถ้าเราไม่อยากเห็นประเทศวนอยู่กับเกม “ยุบ-ตั้ง-ยุบ-ตั้ง” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  

อย่างน้อยที่สุด สังคมไทยควรเรียกร้อง 3 เรื่องนี้ให้ชัด:

1. ความโปร่งใสของเครือข่าย  
- ใครหนุน ใครจ่าย ใครได้ประโยชน์  
- คนควรเห็นโครงสร้างจริงของอำนาจหลังพรรค ไม่ใช่เห็นแค่โลโก้

2. ระบบลงโทษทางการเมืองที่ไปถึง “คนและเครือข่าย” ไม่ใช่แค่ตัวนิติบุคคลพรรค  
- ถ้าพรรคผิดจนถึงขั้นต้องยุบ  
- คนที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบจริง และไม่สามารถสร้าง “บริษัทการเมือง” ใหม่มาทำแบบเดิมซ้ำได้ง่าย ๆ

‘เจือ ราชสีห์’ เสนอนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม หาดใหญ่-สงขลา ใช้เรือผลักดันน้ำช่วยระบายน้ำลงทะเลเร็วขึ้น ชี้ ถึงเวลารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

นายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เป็นการด่วน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาและอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักในขณะนี้

นายเจือระบุว่า อำเภอหาดใหญ่จำเป็นต้องได้รับการเร่งระบายน้ำอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอให้รัฐบาลสั่งการกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำกว่า 100 ลำ มาช่วยดันน้ำออกจากคลอง ร.1 ลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว เพื่อให้ระดับน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ลดลงโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ต้องจัดเรือผลักดันน้ำอีกชุดเพื่อดันน้ำจากทะเลสาบสงขลาออกสู่ปากอ่าวไทยอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนรอบทะเลสาบสงขลา ทั้งในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา (ตำบลพะวง ตำบลเขารูปช้าง ตำบลเกาะยอ ตำบลทุ่งหวัง ตำบลเกาะแต้ว) รวมถึงอำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ และอำเภอระโนด ไม่ให้ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมนานเกินความจำเป็น
 

‘นิติภูมิ’ ฉะ!! นักการเมืองอภิปรายเอามัน ไร้สมอง ถาม!! พรรคใดค้านงบซื้อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย?

ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย หรือ ‘นิติภูมิ นวรัตน์’ อดีตนายตำรวจ และอดีตนักการเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ระบุว่า ใครวะ อภิปรายเอามัน ไร้วิสัยทัศน์ ไม่คิดเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ใครมีคลิปตอนที่ไอ้ สส. ไร้สมองพวกนี้อภิปราย ช่วยเอามาเผยแพร่กันด้วยครับ

พร้อมทั้งได้ระบุด้วยว่า พรรคใดค้านงบประมาณซื้อเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการอภิปรายงบปี 2564

‘สี จิ้นผิง-ทรัมป์’ ต่อสายเคลียร์ใจ ย้ำเดินหน้าบนฐานเท่าเทียม ร่วมมือได้ประโยชน์ ขัดแย้งเจ็บทั้งคู่ หนุนขยายความร่วมมือ ลดรายการปัญหา

(26 พ.ย. 68) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า จีนและสหรัฐฯ ควรรักษาโมเมนตัมความสัมพันธ์ที่กำลังเดินหน้า และต้องเคลื่อนต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยยึดหลักความเท่าเทียม การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

สี จิ้นผิง ระบุว่า การพบหาระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ ที่เมืองปูซานเมื่อเดือนที่แล้วประสบความสำเร็จ และช่วย “ปรับเข็มทิศ” ของความสัมพันธ์สองประเทศ เปรียบเหมือนเรือใหญ่ที่กลับมาแล่นได้อย่างมั่นคง ส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังประชาคมโลก พร้อมชี้ว่าตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เดินหน้าในทิศทางที่ค่อนข้างมั่นคงและเป็นบวก ได้รับการต้อนรับจากทั้งสองประเทศและนานาชาติ

ผู้นำจีนย้ำว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงชัดเจนแล้วว่า “ร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ขัดแย้งกัน ทั้งสองฝ่ายเสียหาย” และมองว่าภาพของจีนและสหรัฐฯ ที่ช่วยกันเติบโต ร่ำรวย และประสบความสำเร็จไปด้วยกันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เขาเสนอว่าควร “เพิ่มรายชื่อเรื่องความร่วมมือ และลดรายชื่อปัญหา” เพื่อสร้างความคืบหน้าทางบวก เปิดพื้นที่ใหม่ให้การร่วมมือ และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศรวมถึงโลก

สี จิ้นผิง ยังทบทวนจุดยืนหลักของจีนเรื่องไต้หวัน โดยเน้นว่า การที่ไต้หวันกลับมาอยู่กับจีนเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมชี้ว่าในอดีตจีนและสหรัฐฯ เคยยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหารนิยม และในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศยิ่งควรช่วยกันปกป้อง “ชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2” ให้มั่นคง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top