‘สี จิ้นผิง-ทรัมป์’ ต่อสายเคลียร์ใจ ย้ำเดินหน้าบนฐานเท่าเทียม ร่วมมือได้ประโยชน์ ขัดแย้งเจ็บทั้งคู่ หนุนขยายความร่วมมือ ลดรายการปัญหา
(26 พ.ย. 68) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า จีนและสหรัฐฯ ควรรักษาโมเมนตัมความสัมพันธ์ที่กำลังเดินหน้า และต้องเคลื่อนต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยยึดหลักความเท่าเทียม การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
สี จิ้นผิง ระบุว่า การพบหาระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ ที่เมืองปูซานเมื่อเดือนที่แล้วประสบความสำเร็จ และช่วย “ปรับเข็มทิศ” ของความสัมพันธ์สองประเทศ เปรียบเหมือนเรือใหญ่ที่กลับมาแล่นได้อย่างมั่นคง ส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังประชาคมโลก พร้อมชี้ว่าตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เดินหน้าในทิศทางที่ค่อนข้างมั่นคงและเป็นบวก ได้รับการต้อนรับจากทั้งสองประเทศและนานาชาติ
ผู้นำจีนย้ำว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงชัดเจนแล้วว่า “ร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ขัดแย้งกัน ทั้งสองฝ่ายเสียหาย” และมองว่าภาพของจีนและสหรัฐฯ ที่ช่วยกันเติบโต ร่ำรวย และประสบความสำเร็จไปด้วยกันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เขาเสนอว่าควร “เพิ่มรายชื่อเรื่องความร่วมมือ และลดรายชื่อปัญหา” เพื่อสร้างความคืบหน้าทางบวก เปิดพื้นที่ใหม่ให้การร่วมมือ และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศรวมถึงโลก
สี จิ้นผิง ยังทบทวนจุดยืนหลักของจีนเรื่องไต้หวัน โดยเน้นว่า การที่ไต้หวันกลับมาอยู่กับจีนเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมชี้ว่าในอดีตจีนและสหรัฐฯ เคยยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหารนิยม และในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศยิ่งควรช่วยกันปกป้อง “ชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2” ให้มั่นคง
ด้านทรัมป์ กล่าวชื่นชมว่าสี จิ้นผิง เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และตนประทับใจในการพบกันที่ปูซาน พร้อมระบุว่าเห็นพ้องกับมุมมองของผู้นำจีนเกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เขาเผยว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงที่ผู้นำทั้งคู่ตกลงกันไว้ และย้ำว่าจีนมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เข้าใจดีว่า “ปัญหาไต้หวัน” มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจีน
นอกจากนี้ ผู้นำจีนและสหรัฐฯ ยังหารือถึงสถานการณ์วิกฤตยูเครน โดยสี จิ้นผิง ย้ำว่าจีนสนับสนุนทุกความพยายามที่เอื้อต่อสันติภาพ และหวังให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลดความเห็นต่าง ลงนามข้อตกลงสันติภาพที่เป็นธรรม ยั่งยืน และมีผลผูกพันได้โดยเร็ว เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ให้ลึกถึงรากเหง้าอย่างแท้จริง
ที่มา : Xinhua










