Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

กรมการปกครอง เปิดสาเหตุเชือด ให้อดีตนายอำเภอหาดใหญ่ ออกจากราชการ ชี้ชัดเหตุผลหลัก “ละเลยปฏิบัติหน้าที่-ทุจริต” ขณะที่เจ้าตัวโต้กลับอยู่พื้นที่ตลอด

เปิดคำชี้แจง “ให้อดีตนายอำเภอหาดใหญ่” ออกจากราชการ “ละเลย-ทุจริต” เจ้าตัวโต้กลับอยู่พื้นที่ตลอด พร้อมโชว์ภาพประกอบ

คำสั่งล่าสุดจากกรมการปกครอง ให้ออก ‘เอก ยังอภัย ณ สงขลา’ อดีตนายอำเภอหาดใหญ่ สังเวยน้ำท่วม-ทุจริต”

จากเอกสารคำชี้แจงถึงการออกคำสั่งทั้งย้ายพ้นนายอำเภอหาดใหญ่ และให้ออกจากราชการ มีเหตุผลที่น่าสนใจ
-กรณีย้ายพ้นนายอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากละเลยต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ติดต่อไม่ได้
-ไม่เข้าร่วมประชุมประเมินสถานการณ์ และรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ปกติต้องเข้าร่วมประชุมทุกวัน
-กรณีให้ออกจากราชการ เนื่องจาก ปปช. ชี้มูลความผิด เมื่อครั้งเป็นนายอำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ได้สั่งการให้ อส.ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับบัญชานำรถยนต์ราชการไปใช้ส่วนตัว ขนวัสดุก่อสร้างไปสร้างบ้านตัวเองที่สงขลา
-สั่งการให้ อส. ไปสร้างบ้านให้ตัวเองในจังหวัดสงขลา

เอก ยังอภัย ณ สงขลา โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ชี้แจงต่อคำสั่งดังกล่าว ความว่า ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว อยู่ในพื้นที่ทุกวัน ปัญหาคือน้ำท่วมหนักกว่า 3 เมตร ไม่มีไฟ ไม่มีสัญญาณ ไม่มีเน็ต โทรไม่ได้ ออกไม่ได้ แต่ไม่เคยทิ้งประชาชน และช่วยเท่าที่ทำได้

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหาดใหญ่ โพสต์โต้ คำสั่งให้ออกจากราชการ

ต่อมา โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า 23 พ.ย.2568 คณะสงฆ์วัดหาดใหญ่ใน วัดสันติวรคุณ นายอำเภอหาดใหญ่ เปิดครัวหน้าบ้านพักนายอำเภอหาดใหญ่ ช่วยกันหุงข้าวด้วยแก๊ส ทอดไข่ แจกชาวบ้าน คนหาดใหญ่ใน ยามค่ำคืน ที่น้ำท่วม ไร้ไฟ ไร้อาหาร

ถอดโมเดลญี่ปุ่นรับมือน้ำท่วม ‘หาดใหญ่’ ต้องกล้า 'กันพื้นที่ริมคลอง' กั้นเขตน้ำหลากและสวนสาธารณะ พร้อมประกาศเตือนอพยพ 'ก่อนน้ำถึงเมือง’

ทุกครั้งที่น้ำท่วมหาดใหญ่ คำถามที่ผุดขึ้นมาไม่ใช่แค่ว่า “ฝนตกหนักแค่ไหน–เขื่อนปล่อยน้ำหรือเปล่า–ถนนไหนขวางน้ำ” 
แต่หลายคนเริ่มถามเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า 

“แล้วถ้าเมืองอย่างหาดใหญ่ ไปอยู่ในประเทศที่เขาจริงจังกับภัยพิบัติอย่างญี่ปุ่น… น้ำท่วมรอบนี้จะจบไม่เหมือนเดิมไหม?” 
ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่ “โดนของแรง” ทางธรรมชาติแทบทุกปี — แผ่นดินไหว ไต้ฝุ่น ฝนถล่ม น้ำท่วม ดินถล่ม 
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นประเทศที่ระบบรับมือภัยพิบัติถูกยกเป็นเคสศึกษาไปทั่วโลก 
ลองจินตนาการเล่น ๆ ว่า “หาดใหญ่ในเวอร์ชันญี่ปุ่น” จะต่างจาก “หาดใหญ่ในวันนี้” ยังไง 
คำตอบที่ได้ อาจทำให้เราเห็นทั้งสิ่งที่ขาด และสิ่งที่ควรกล้าทำ ในไทยชัดขึ้นกว่าเดิม.

1. ญี่ปุ่นเริ่มจาก “ออกแบบเมืองให้พร้อมท่วม” ไม่ใช่ “ค่อยมาแก้ตอนท่วมแล้ว”
ถ้าหาดใหญ่เป็นญี่ปุ่น เมืองนี้คงไม่ปล่อยให้ตัวเอง กินพื้นที่ชิดคลองอู่ตะเภา–คลองหวะ–คลอง ร.1 แนบทุกเซนติเมตรแบบที่เห็นอยู่ตอนนี้.
ญี่ปุ่นจะทำอะไรตั้งแต่ “ก่อนน้ำท่วมหลายสิบปี”
1) กันพื้นที่ริมคลองเป็นเขตน้ำหลากตั้งแต่บนกระดาษผังเมือง – ริมแม่น้ำ/คลองหลัก จะไม่ถูกปล่อยให้เต็มไปด้วยบ้าน–โกดัง–ตลาดจนไม่มีช่องว่าง พื้นที่ริมคลองจะถูกจัดเป็น floodway, คันกั้นน้ำแบบกว้าง (super levee), สวน/สนาม/ลานโล่งที่ “ยอมให้ท่วมได้”.
2) ยกเมืองจริง ๆ ถอยออกจากขอบน้ำอีกชั้น – ย่านพาณิชย์–ศูนย์การค้า–ที่อยู่อาศัยหนาแน่น จะอยู่บนระดับที่สูงกว่าระดับน้ำออกแบบไว้ เวลาเกิดน้ำหลาก น้ำอาจท่วมสวน–ลานกีฬา–ทางเดินริมน้ำ แต่ไม่ควรข้ามมาถึงตัวเมืองชั้นบนง่าย ๆ.
3) เขียน “ความเสี่ยงน้ำท่วม” ลงในแผนที่–กฎหมายชัด ๆ – ญี่ปุ่นมี Hazard Map ระดับเมือง/เขต ที่บอกเลยว่า ถ้าเกิดฝนระดับเท่านี้–แม่น้ำสายนี้ล้น เขตไหนจะท่วมกี่เมตร คนซื้อบ้านรู้ตั้งแต่วันแรกว่า “บ้านตัวเองอยู่โซนไหนของความเสี่ยง”.
ถ้าหาดใหญ่เป็นญี่ปุ่น คลองอู่ตะเภา–คลองหวะน่าจะถูกออกแบบให้เป็นแกนหลักของระบบน้ำ + สวนสาธารณะ ไม่ใช่ “คลองหลังบ้านคน–ริมตลาด–ริมชุมชนแออัด” แบบที่เป็นอยู่.

2. ตอนฝนกำลังมา: ญี่ปุ่น “คุมข้อมูล” ก่อนคุมเรือ
จุดที่ต่างชัดคือ ญี่ปุ่นไม่รอให้คนเปิดโซเชียลถามกันเองว่าตอนนี้น้ำถึงไหนแล้ว.
ถ้าลุ่มน้ำหาดใหญ่แบบญี่ปุ่นเจอฝนชุดใหญ่แบบช่วงที่ผ่านมา เขาจะทำ 3 อย่างนี้ก่อนน้ำถึงเมือง:
1) ใช้เรดาร์ฝน + เซ็นเซอร์ระดับน้ำ คาดการณ์ล่วงหน้า – ต้นน้ำแถวภูเขา–ป่าต้นน้ำ ถ้ามีฝนตกหนักต่อเนื่อง เซ็นเซอร์ระดับน้ำทั้งตามคลอง–เขื่อน จะถูก feed เข้าแบบจำลองน้ำท่วม ภาครัฐรู้ “ก่อน” ว่า อีกกี่ชั่วโมงน้ำจะสูงเท่าไหร่ ตรงไหนบ้าง.
2) ประกาศเตือนอพยพแบบมี “ระดับ” ไม่ใช่ทีเดียวตอนน้ำถึงเอว – ญี่ปุ่นใช้การเตือนอพยพหลายชั้น (เช่น ระดับ 3–4–5) ผูกกับการกระทำที่ชัดเจน เช่น ระดับ 3: กลุ่มผู้สูงอายุ–ผู้ป่วย เริ่มต้องย้าย, ระดับ 4: คนทั้งเขตที่อยู่ในโซนเสี่ยง ต้องอพยพ, ระดับ 5: สถานการณ์อันตรายสูงสุด ใครยังอยู่ ให้ถือว่าชีวิตอยู่ในความเสี่ยง.
ถ้าเป็นหาดใหญ่แบบญี่ปุ่น เขตริมคลอง–พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างคูเต่า–ปลายน้ำคลองอู่ตะเภา จะได้ “เสียงเตือนชัด ๆ” ผ่านทีวี วิทยุ แอป แจ้งเตือน รถวิ่งประกาศ ไม่ใช่รอเห็นน้ำเข้าบ้านแล้วค่อยรู้ว่าต้องหนี.
3) ศูนย์อพยพ–ของ–คน พร้อม “ก่อน” น้ำถึง – สถานที่ถูกกำหนดล่วงหน้าว่าตึกไหนคือศูนย์พักพิง อาหาร น้ำ ยา ผ้าห่ม สุขาเคลื่อนที่ ถูกเตรียมไว้แล้วในสต็อก เจ้าหน้าที่–อาสาสมัครผ่านการซ้อมรับมือเป็นประจำ.
ไม่ใช่เดินเกมแบบที่เราคุ้นเคยในไทย คือ น้ำมาจริงแล้วค่อยทยอยเปิดโรงเรียนเป็นศูนย์พัก และขอรับบริจาคตามหลัง.

3. ตอนน้ำท่วม: ญี่ปุ่น “เลือกยอมให้บางที่ท่วม เพื่อปกป้องหัวใจเมือง”
ญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งเป้าแบบโลกสวยว่า “จะไม่ให้น้ำท่วมเลย” แต่เขาเลือกแบบตรง ๆ ว่า ถ้าน้ำต้องท่วมจริง ๆ อะไรควรยอมให้ท่วม เพื่อกันไม่ให้บางอย่างท่วมเด็ดขาด.
ถ้าหาดใหญ่ในเวอร์ชันญี่ปุ่นเจอน้ำชุดใหญ่:
1) เขาจะมี “ที่ให้ท่วม” ที่ใหญ่พอ – floodway ริมคลอง, สวนขั้นบันไดริมน้ำ, พื้นที่โล่งที่ออกแบบให้รับน้ำได้ คือ “ตัวรับแรงกระแทก” แทนที่จะปล่อยให้น้ำไหลเข้าตัวเมืองเต็ม ๆ.
2) โครงสร้างสำคัญจะถูกยกขึ้น/ป้องกันไว้แล้ว – โรงพยาบาลหลัก, สถานีไฟฟ้าย่อย, ระบบสื่อสาร, ศูนย์บัญชาการ จะถูกออกแบบให้พ้นจากระดับน้ำที่คาดการณ์ หรือมี flood wall/ประตูน้ำป้องกัน.
3) ระบบช่วยเหลือภาคพื้น–ทางอากาศ ถูก deploy ตามแผน ไม่ใช่เฉพาะจุดที่ดังในข่าว – ญี่ปุ่นใช้ทั้งรถสะเทินน้ำ–บก ฮ.กู้ภัย เรือจากหน่วยต่าง ๆ ตามภารกิจ การกระจายทรัพยากรจะอิงข้อมูล—ไม่ใช่แค่ตามกระแสโซเชียลว่าเขตไหนเป็นข่าวแรงกว่า.
ในภาพฝันของ “หาดใหญ่แบบญี่ปุ่น” เราอาจเห็นน้ำท่วมสวนริมคลอง–ฟลัดเวย์–ลานกีฬา แต่โซนเมืองเศรษฐกิจหลัก–โรงพยาบาล–ศูนย์ขนส่ง จะถูกออกแบบให้โอกาสท่วมต่ำมาก ๆ.

4. หลังน้ำลด: ญี่ปุ่น “ผ่าระบบ” แล้วอัปเกรดใหม่ทั้งชุด
นี่คือช่วงที่ไทยมักเงียบลง แต่ญี่ปุ่นเพิ่งเริ่มเสียงดัง.
หลังภัยพิบัติใหญ่ ญี่ปุ่นจะทำ 3 เรื่องหนักมาก:
1) สืบให้สุดว่าอะไรพัง — แล้วบอกสังคมตรง ๆ – เขื่อนพลาดตรงไหน ประตูน้ำติดขัดเพราะอะไร ระบบเตือนภัยช้าไปกี่นาที คนอพยพได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดจะเข้าสู่ “รายงานบทเรียน” ที่เปิดเผยได้ ไม่ใช่หายไปกับสายฝนชุดต่อไป.
2) อัปมาตรฐานรับน้ำขึ้นไปอีกขั้น – ถ้าเดิมออกแบบรองรับน้ำหลากระดับ “50 ปีเกิดที” แล้วเอาไม่อยู่ รอบหน้าเขาอาจยกระดับดีไซน์ไปที่ “100 ปี” ปรับทั้งงานวิศวกรรม + พฤติกรรมคน (ซ้อม, ระบบเตือน, วิธีสื่อสาร).
3) เอาบทเรียนจากหนึ่งเมือง ไปป้องกันอีกสิบเมือง – ถ้าเมืองหนึ่งโดนแบบนี้ เมืองอื่นที่อยู่ในลุ่มน้ำใกล้กัน จะได้แผนปรับปรุงตัวเองโดยไม่ต้องรอให้โดนซ้ำก่อน.
ในขณะที่บ้านเรา หลังน้ำลด มักเหลือเพียง ข่าวปลอบใจ ภาพแจกถุงยังชีพ กับคำว่า “ต้องมีบทเรียนจากเรื่องนี้” ที่ไม่มีใครตามต่อว่าบทเรียนถูกเขียน–ใช้จริงหรือยัง.

5. คำถามที่หาดใหญ่ควรถามตัวเอง จากมุมมองแบบญี่ปุ่น
บทความนี้ไม่ได้จะบอกว่า “ญี่ปุ่นดีกว่าไทยทุกอย่าง” แต่ใช้ “ญี่ปุ่น” เป็นกระจกให้หาดใหญ่–ไทย ลองถามตัวเองตรง ๆ ว่า:
1) เรากล้า “กันที่ดินริมคลอง” เป็นเขตน้ำหลากจริง ๆ ไหม – หรือจะปล่อยให้บ้าน–ตึก–ตลาดเกาะติดขอบน้ำ แล้ววิ่งตามสูบน้ำหน้าตื่นทุกปี.
2) เราพร้อมทำ Hazard Map จริง ๆ หรือยัง – ให้คนหาดใหญ่ทุกคนรู้ตั้งแต่วันนี้ว่า บ้านตัวเองอยู่โซนน้ำท่วมระดับไหน ถ้าวันหนึ่งน้ำขึ้นถึงจุดวิกฤติ ต้องไปที่ไหน เวลาไหน.
3) เรายอมรับได้ไหมว่า บางพื้นที่ “ต้องยอมให้ท่วม” เพื่อปกป้องหัวใจเศรษฐกิจของเมือง – ถ้าไม่กล้าพูดประโยคนี้ตรง ๆ เมืองก็จะติดอยู่ในกับดักเดิม ๆ คือ ปล่อยให้น้ำไปตัดสินเอง ว่าใครจะกลายเป็น “คนปลายน้ำ” ของประเทศ.
4) เราจะปล่อยให้บทเรียนทุกครั้งจมน้ำไปกับปีนั้น ๆ หรือจะอัปเกรดมาตรฐานจริง ๆ สักที – ทั้งในระดับ โครงสร้าง: คลอง, ประตูน้ำ, ฟลัดเวย์, ระบบระบายน้ำ, ระบบข้อมูล: เตือนภัย, แผนที่น้ำท่วม, แบบจำลอง และระดับ “วัฒนธรรมความพร้อม” ของคนในเมือง.

หาดใหญ่คงไม่สามารถกลายเป็นญี่ปุ่นได้ในชั่วข้ามปี 
แต่ “วิธีคิดแบบญี่ปุ่น” ที่มองน้ำท่วมเป็นเรื่องระบบทั้งเมือง–ทั้งลุ่มน้ำ 
ไม่ใช่แค่ “เหตุการณ์ปวดหัวช่วงหน้าฝน” 
ถ้าเรากล้าหยิบมาใช้จริง วันหนึ่งเราอาจไม่ต้องถามซ้ำ ๆ ว่า “เมื่อไหร่หาดใหญ่จะไม่ท่วม?” 
แต่จะเริ่มถามว่า “เราจะอยู่กับน้ำยังไง ให้เมืองทั้งเมืองไม่ต้องจมน้ำไปพร้อมกันอีกแล้ว?” 
แล้วคำตอบที่ได้ อาจทำให้คำว่า “น้ำท่วมหาดใหญ่” 
ไม่ใช่ภาพเดิมที่เราคุ้นเคยทุกสิบปี… แต่เป็นอดีตที่เรา “ไม่ยอมให้ซ้ำ” อีกต่อไป

ภาวะผู้นำกับการสื่อสาร ในสภาวะวิกฤต ระดับองค์กรหรือระดับโลก เป็นการสร้างความเชื่อมั่น หรือทำลายศรัทธา

ภาวะวิกฤติไม่ว่าจะระดับองค์กรหรือระดับโลก เป็นบททดสอบที่สำคัญที่สุดของ ภาวะผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการ สื่อสาร การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเข้าใจง่าย เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ลดความตื่นตระหนก และนำพาผู้คนไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง

หลักการสื่อสารที่สำคัญในภาวะวิกฤติ:
ผู้นำต้องยึดหลักการสื่อสารที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับสารได้อย่างแท้จริง โดยยึดถือหลักการสำคัญดังนี้

ความรวดเร็วแต่แม่นยำ (Speed over Precision/Accuracy): ควรสื่อสารอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือและความสับสน แต่ก็ต้องมั่นใจในข้อมูลที่นำเสนอ ความเงียบ จากผู้นำมักจะถูกเติมเต็มด้วย ความวิตกกังวลและการคาดเดา ที่ผิดๆ

ความโปร่งใสและความจริงใจ (Transparency and Honesty): การบอกเล่าสิ่งที่รู้และสิ่งที่ไม่รู้ รวมถึงการยอมรับข้อผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา เป็นการสร้างความไว้วางใจที่ยั่งยืน

การแสดงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy and Compassion): ผู้นำต้องรับรู้ถึงผลกระทบทางอารมณ์และปัญหาที่ผู้คนกำลังเผชิญ แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจอย่างจริงใจ

การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและทำซ้ำ (Consistent and Repetitive Communication): ข้อมูลสำคัญควรถูกทบทวน (Review) ทำซ้ำ (Repeat) และตอกย้ำ (Reinforce) ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนได้รับสารและเข้าใจตรงกัน

ลองมาดูกรณีศึกษา: ตัวอย่างภาวะผู้นำที่ดีในการสื่อสารวิกฤติ กันนะครับ

1. จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) - วิกฤตไทลินอล (Tylenol Crisis) ปี 1982

วิกฤติ: แคปซูลยา Tylenol ในเมืองชิคาโกถูกลอบผสมไซยาไนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย

การสื่อสารที่ดี: เจมส์ เบิร์ก (James Burke) CEO ในขณะนั้น ดำเนินการอย่าง รวดเร็วและเด็ดขาด

หยุดการโฆษณา และเรียกคืน Tylenol เกือบ ครึ่งล้าน ชิ้นทั่วประเทศทันที แม้จะมีข้อบ่งชี้ว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นภายนอกบริษัท

ให้ความร่วมมือกับสื่อและหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่

ต่อมาได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ Tylenol ที่มาพร้อมบรรจุภัณฑ์แบบ ป้องกันการแกะ (Tamper-Proof Packaging) เป็นรายแรกๆ

ผลลัพธ์: การกระทำที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่และเน้นความปลอดภัยของลูกค้าเป็นอันดับแรก ทำให้บริษัทสามารถ กอบกู้ความเชื่อมั่น และชื่อเสียงกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็น แบบอย่าง ของการจัดการวิกฤตที่ยอดเยี่ยม

2. เจซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) - เหตุกราดยิงที่ไครสต์เชิร์ช (Christchurch Mosque Shootings) ปี 2019

วิกฤติ: การก่อการร้ายในมัสยิด 2 แห่งในนิวซีแลนด์ มีผู้เสียชีวิต 51 ราย

การสื่อสารที่ดี: นายกรัฐมนตรี เจซินดา อาร์เดิร์น แสดง ความเห็นอกเห็นใจ และ ความเป็นผู้นำ ที่เด็ดเดี่ยว

เธอสวมชุดดำและแสดงความเคารพต่อชุมชนมุสลิมทันที ทำให้เห็นถึงความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ใช้คำพูดที่ รวมใจคนในชาติ ("They are us" - พวกเขาคือพวกเรา) และปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อผู้ก่อเหตุเพื่อไม่ให้เป็นที่จดจำ

ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการ แก้ไขกฎหมายอาวุธปืน

ผลลัพธ์: การสื่อสารที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและรวดเร็วในการลงมือทำ ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นผู้นำที่สามารถเยียวยาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศได้ในยามวิกฤติ

แล้วมาดูกรณีศึกษา: ตัวอย่างภาวะผู้นำที่ไม่ดีในการสื่อสารวิกฤติกันบ้าง

1. บีพี (BP) - วิกฤตน้ำมันรั่วไหล Deepwater Horizon ปี 2010

วิกฤติ: แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ระเบิดและเกิดการรั่วไหลครั้งใหญ่ในอ่าวเม็กซิโก

การสื่อสารที่ไม่ดี: โทนี่ เฮย์เวิร์ด (Tony Hayward) CEO ของ BP แสดงออกถึงการ ขาดความเห็นอกเห็นใจ และความรับผิดชอบ

มีคำกล่าวที่น่าอับอายว่า "ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของผม" (I'd like my life back) ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการไม่ใส่ใจต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ได้รับผลกระทบ

พยายาม ลดทอนความรุนแรง ของเหตุการณ์ ทำให้ขาดความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

ผลลัพธ์: การสื่อสารที่ผิดพลาดและไร้ความเห็นอกเห็นใจทำลายชื่อเสียงของ BP อย่างรุนแรง ทำให้บริษัทต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูความเสียหายและความเชื่อมั่นที่สูญเสียไป

2. เพโลตอน (Peloton) - วิกฤตเครื่องออกกำลังกาย Tread+ (ช่วงต้น)

วิกฤติ: มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงและมีเด็กเสียชีวิตจากการใช้เครื่องวิ่ง Tread+

การสื่อสารที่ไม่ดี: ในช่วงแรก ผู้นำของ Peloton ปฏิเสธ ที่จะเรียกคืนสินค้า โดยยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนปลอดภัย หากผู้ใช้ปฏิบัติตามคำแนะนำ การตอบสนองที่ พยายามปกป้องชื่อเสียงและผลกำไร เหนือความปลอดภัยของลูกค้า นำไปสู่การประณามอย่างกว้างขวาง

ผลลัพธ์: การตอบสนองที่ล่าช้าและขาดความรับผิดชอบในตอนแรกนำไปสู่กระแสต่อต้านอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนท่าทีในที่สุด โดยมีการ ขออภัยต่อสาธารณะ และ เรียกคืนสินค้า แต่ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ก็เกิดขึ้นไปแล้ว (ภายหลัง CEO ได้ขอโทษและยอมรับว่าการตอบสนองเริ่มต้นผิดพลาด)

‘ทักษิณ’ ชนะขาด!! ย้อนภาวะผู้นำ 'ในวันสึนามิ' กล้าทำลาย 'ไซโลราชการ' พร้อมกล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างาน! บทเรียนที่ผู้นำรัฐไทยวันนี้ยังสอบตก ตอกย้ำ ‘ความมีอีโก้-เชื่องช้า - ไม่กล้าตัดสินใจ’

26 ธันวาคม 2547 สึนามิซัดชายฝั่งอันดามัน พังยับ 6 จังหวัด คนตายราว 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน หมู่บ้านหายไปทั้งหมู่ ฯลฯ

ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวันนั้น - และ 20 ปีให้หลัง - คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะนายกฯ ที่ลงไปยืนกลางซากปรักหักพังในภูเก็ต-พังงา และคุมเกมเองแทบทุกจังหวะ จนแม้แต่นักวิจารณ์ที่ไม่ชอบทักษิณยังต้องยอมรับเรื่อง “quick response + decisive leadership” ของเขาในวิกฤตครั้งนั้น

แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูดกันจริง ๆ เราอาจต้องมองให้ลึกกว่าภาพนายกฯ ใส่เสื้อยืดยืนสั่งการกลางซากตึก

1. ผู้นำที่ “กล้ายอมรับว่าไม่รู้” แต่รีบไปอยู่หน้างาน

ทักษิณเล่าว่า ตอนเกิดเหตุเขาอยู่หาเสียงที่ขอนแก่น ได้ข่าวว่ามี “คลื่นประหลาด” ถล่มภูเก็ต แต่ตอนนั้น “ยังไม่รู้แม้กระทั่งคำว่า Tsunami คืออะไร” จนกระทั่งบินลงภูเก็ตแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงเข้าใจภาพใหญ่ของ tectonic plate และความรุนแรงจริง ๆ ของสถานการณ์

จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเขา “ไม่รู้” แต่คือ
- เขากล้าพูดตรง ๆ ว่าไม่รู้
- แล้วรีบ “ย้ายศูนย์ตัดสินใจไปที่หน้างาน” ทันที

วัฒนธรรมการเมืองไทยมักคาดหวังให้ผู้นำ “ต้องรู้ทุกเรื่อง” จนไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ทั้งที่ในวิกฤตจริง ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
> รู้ว่า “ใคร” รู้มากกว่าเรา แล้วลากเขาเข้าห้องตัดสินใจให้เร็วที่สุด

นี่เป็นบทเรียนเรื่อง “อีโก้ของผู้นำ” ที่รัฐไทยยุคหลัง ๆ ยังสอบตกอยู่บ่อย ๆ

2. ทำลาย “ไซโลราชการ” ด้วยการจับรัฐมนตรีลงจังหวัด

ทักษิณอธิบายว่า จุดอ่อนของไทยคือ “กระทรวงทำงานแยกส่วน” เวลาเกิดวิกฤตจะกลายเป็นคนละมุม คนละระบบ เอกสารแต่ละกองก็ไม่คุยกัน เขาเลยเลือกวิธี “เอารัฐมนตรีไปประจำพื้นที่” - แทนที่จะให้ทุกกระทรวงนั่งอยู่กรุงเทพฯ ส่งแฟกซ์สั่งการลงมา

นี่คือการสร้าง “mini war room รายจังหวัด” ก่อนที่ไทยจะเริ่มพูดคำว่า Incident Command System กันอย่างจริงจังด้วยซ้ำ

บทเรียนคือ
- วิกฤตใหญ่ ๆ แก้ไม่ได้ด้วย “คำสั่งจากส่วนกลางอย่างเดียว”
- ต้องมี “คนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง” ไปนั่งอยู่กับผู้ว่าฯ ทีมสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ เอกชน ในพื้นที่เดียวกัน

หลายรายงานด้านจัดการภัยพิบัติหลังสึนามิยอมรับว่าการตอบสนองของไทยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งเพราะการตัดสินใจรวมศูนย์ที่ชัด แต่กระจายทีมลงพื้นที่แบบนี้

3. “สามลำดับความสำคัญ” ที่ชัดจนทุกคนเข้าใจตรงกัน

ทักษิณเล่าชัดว่า ในห้องบัญชาการ เขากำหนด “สามเป้าหมายหลัก” ไว้แบบเข้าใจง่ายมาก

1) ช่วยคนรอดชีวิตแต่ไม่บาดเจ็บ - ส่งกลับบ้านให้เร็วที่สุด อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสาร เที่ยวบิน ให้ฟรี แม้ไม่มีพาสปอร์ต
2) รักษาคนเจ็บ - ถ้ารพ.จังหวัดเอาไม่อยู่ ย้ายเข้า กทม. ทันที
3) ค้นหาและพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ - คนหายเป็นพัน แต่เจอศพแค่ประมาณ 1,000 ช่วงแรก ต้องทำให้ครอบครัว “รู้ชะตากรรมจริง ๆ”

สิ่งที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ “สามข้อ” นี้สะท้อนวิธีคิดแบบ human-centered มากกว่าวิธีคิดแบบ “ระบบราชการ” คือ
- เริ่มจาก “คน” ก่อน “งบ”
- เริ่มจาก “ความมั่นคงทางใจของญาติผู้สูญเสีย” ไม่ใช่แค่ตัวเลข

การตั้งเป้าเรื่อง “การพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ” ให้เป็น priority ทำให้ไทยยอมเปิดประเทศให้ทีม forensic ต่างชาติเข้ามาช่วยจนเกิดระบบพิสูจน์ศพขนาดใหญ่ในภูเก็ต-พังงา ซึ่งถูกยกเป็นเคสศึกษาระดับโลกในเวลาต่อมา

4. “ไม่รับเงิน แต่รับความรู้” - การเมืองของศักดิ์ศรีชาติ

หนึ่งใน decision ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ทักษิณประกาศ “ไม่รับเงินบริจาคจากต่างประเทศ” แต่ยินดีรับความช่วยเหลือเชิงเทคนิคและบุคลากร เพราะ “ไม่อยากให้โลกมองไทยเป็นประเทศที่ต้องยืนขอเงินในยามวิกฤต” เขายอมรับแต่ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญ

การตัดสินใจแบบนี้มีสองด้าน

- ด้านหนึ่ง มันสร้าง narrative ว่า “ไทยช่วยตัวเองได้” ซึ่งช่วยรักษาศักดิ์ศรีของรัฐ และทำให้ภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติค่อนข้างดี
- แต่อีกด้านก็เปิดคำถามว่า
  - งบประมาณรัฐเพียงพอจริงไหม
  - ถ้ารับเงินอย่างโปร่งใส จะช่วยเยียวยาคนตัวเล็กตัวน้อยได้กว้างกว่านี้หรือไม่

ที่น่าสนใจคือ แหล่งข่าวระบุว่าบางประเทศ เช่น อินเดีย เลือกแนวทางคล้ายกัน คือไม่ขอรับเงินบริจาคโดยตรงเช่นกัน กลายเป็น “การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ” ระดับภูมิภาคในยุคนั้น

บทเรียนสำหรับวันนี้ไม่ใช่ว่า “ต้องทำตามทักษิณทุกอย่าง” แต่คือ
ทุกวิกฤตใหญ่ ๆ รัฐต้องกล้าอธิบายต่อสาธารณะว่า
“เราเลือกศักดิ์ศรีแบบไหน แลกกับทรัพยากรเท่าไร และใครได้-เสียอะไรจากการตัดสินใจนั้น”

5. รีบูตเศรษฐกิจหลังสึนามิ: เร็วจนแทบเป็น “นโยบายกระตุ้นเลือกตั้ง”

ให้ธุรกิจ โรงแรม ร้านค้า และอัดงบทางด่วน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานให้กลับมา “ภายในหนึ่งปี” แม้จะยอมเสีย high season หนึ่งรอบเต็ม ๆ

รายงานในเวลาต่อมาของหน่วยงานรัฐและอาเซียนบันทึกไว้ว่า รัฐบาลไทยตั้งกองทุนช่วย SMEs หลังสึนามิ มีการลด-ยกเว้นภาษี และอัดงบฟื้นการท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น Tsunami SMEs Fund, Tsunami Recovery Fund ฯลฯ

ผลคือ
- เศรษฐกิจด้านท่องเที่ยวกลับมาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด
- แต่ก็เปิดช่องให้มีการวางผังเมืองใหม่ ปรับ zoning ชายหาด ที่บางงานวิจารณ์ว่าทำให้คนจน-ชุมชนดั้งเดิมถูกเบียดออกนอกระบบ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนรายใหญ่และโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ

นี่คือ “ด้านมืดของการฟื้นตัวเร็ว” ที่สื่อมักเล่าฝั่งสวยงาม แต่ไม่ค่อยถามว่า
“ใครคือคนที่ยืนอยู่บนชายหาดเดิมในวันที่ทุกอย่างสร้างเสร็จแล้ว?”

6. เมื่อภาพ “ผู้นำในซากปรักหักพัง” ผูกติดกับฤดูกาลเลือกตั้ง

อีกมุมที่แทบไม่มีสื่อไทยยุคนั้นกล้าพูดตรง ๆ คือ
- สึนามิเกิดปลายปี 2547
- ไทยมีเลือกตั้งใหญ่ ก.พ. 2548
- ภาพนายกฯ ลงพื้นที่ทุกวัน ออกทีวีแน่น ๆ จึงกลายเป็น “ทุนทางการเมือง” อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้แต่นักเขียนคอลัมน์ที่ระบุว่าตัวเองไม่ใช่แฟนทักษิณ ยังยอมรับว่าการรับมือสึนามิของรัฐบาลชุดนั้น “เพิ่มแรงส่งทางการเมือง” ให้ทักษิณอย่างเห็นได้ชัด และอาจช่วยปูทางสู่ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้ง 2548

คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่แค่
“ทักษิณทำดีไหมในวันสึนามิ”

แต่คือ เราจะออกแบบระบบยังไง ให้ “การช่วยประชาชนในวิกฤต” ไม่ถูกกลืนไปเป็นเพียงฉากหนึ่งของแคมเปญเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย

นี่คือ blind spot ที่สังคมไทยยังไม่ค่อยได้ถกกันอย่างจริงจัง

7. ผู้นำคนเดียวกัน เก่งมากในวิกฤตหนึ่ง – แต่พลาดหนักในอีกวิกฤต

อีกด้านหนึ่งของภาพ “นายกฯ แข็งแรงในวิกฤตสึนามิ” คือข้อเท็จจริงว่า
ในปีเดียวกันนั้นเอง (2547) ไทยเผชิญทั้ง
- วิกฤตความรุนแรงในชายแดนใต้ (เช่น กรณีตากใบ)
- ปัญหาไข้หวัดนก ฯลฯ

ซึ่งหลายเหตุการณ์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาลทักษิณรับมือแบบแข็งกร้าว ขาดการรับฟัง และละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรง

บทเรียนสำคัญคือ
ผู้นำคนเดียวกันอาจ “เปล่งประกาย” ในวิกฤตหนึ่ง
แต่ “พลาดหนัก” ในอีกวิกฤตที่ต้องใช้ทักษะคนละแบบ

ดังนั้น เวลาเราบอกว่า “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” เราควรเรียนเฉพาะ
- วิธีจัดการไซโลราชการ
- วิธีตั้งลำดับความสำคัญชัด ๆ
- วิธีใช้ทรัพยากรการเงินและระบบรัฐให้ฟื้นตัวเร็ว

แต่ไม่ควร copy-paste วิธีคิดเรื่องอำนาจรัฐและการใช้มาตรการแข็งในทุกบริบท

8. จากสึนามิ 2004 ถึง “rain bomb” 2024: โลกเปลี่ยน แต่บทเรียนยังเหมือนเดิม

20 ปีให้หลัง ทักษิณพูดถึง “rain bomb” ฝน 500 มม. ในภาคใต้ และชี้ว่าโลกวันนี้ต้องใช้เทคโนโลยีและ AI มาช่วยคาดการณ์-บริหารจัดการภัยพิบัติ มากกว่าจะหวังพึ่งสัญชาตญาณผู้นำเพียงอย่างเดียว

ในระดับโครงสร้าง ไทยได้เรียนรู้หลายอย่างจากสึนามิ เช่น
- ตั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- พัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิมาตรฐานโลก หอเตือนภัย ทุ่นนอกฝั่ง
- ซ้อมอพยพสึนามิทุกปีในพื้นที่เสี่ยง
- กำหนด 26 ธันวาคมเป็น “วันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ”

แต่ในระดับ “ผู้นำการเมือง” คำถามยังเหมือนเดิมทุกยุค:

- ผู้นำของเรากล้ายอมรับไหมว่า “ไม่รู้” แล้วเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาอยู่แถวหน้า
- เขามองวิกฤตเป็น “หน้าที่ของรัฐ” หรือเป็น “โอกาสทางการเมือง” เป็นหลัก
- เขามีกรอบคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีของประเทศ” ที่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยจริง ๆ หรือแค่สวยในสายตาต่างชาติ

สรุป: สิ่งที่ควรเรียนรู้ - และสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำ

จาก “ทักษิณในวันสึนามิ” เราอาจสรุปบทเรียนได้แบบไม่ต้องหลงใหลหรือเกลียดชังตัวบุคคลว่า

สิ่งที่น่าเรียนรู้
1) กล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างานจริง
2) ทำลายไซโลราชการด้วยการตั้ง war room รายพื้นที่
3) ตั้งลำดับความสำคัญแบบ human-centered (คนรอด - คนเจ็บ - ญาติผู้สูญเสีย)
4) ใช้เครื่องมือการเงิน-งบประมาณฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
5) กล้าคิดเรื่องภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของประเทศในสายตาโลก

สิ่งที่ต้องระวัง
1) อย่าปล่อยให้ “ภาพผู้นำในซากปรักหักพัง” กลืนการอภิปรายเรื่องการเมืองเชิงโครงสร้าง
2) อย่าเอาวิธีคิดแบบ “strongman” ในบางวิกฤต ไปใช้กับปัญหาสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งทางการเมือง
3) อย่าให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติมาในรูปแบบที่ “ทิ้งคนชายขอบ” ไว้ข้างหลังอีกครั้ง


 

ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ จบอเมริกา-จบนอกไม่ใช่ใบเบิกทาง พร้อมเปิด 6 เหตุผลทำไมเด็กนอกหางางานยาก 'ภาษาไม่เป็นจุดขาย-โปรไฟล์ไม่แน่น' 2 ปัญหาหลัก แนะ 'กิจกรรม/ภาวะผู้นำ' สำคัญกว่าใบปริญญา

(28 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้คือ “เรียนจบอเมริกาแต่กลับมาหางานในไทยไม่ได้” ฟังแล้วหลายคนตกใจ แต่ถ้าลองแยกเป็นประเด็นจริง ๆ จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นมากว่าการเรียนเมืองนอกไม่ใช่ใบเบิกทางอีกต่อไป และนี่คือเหตุผลสำคัญที่หลายคนอาจไม่กล้าพูดตรง ๆ

1) ภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกแล้ว ยุคก่อนใครพูดอังกฤษคล่องคือได้เปรียบ แต่วันนี้หลักสูตรอินเตอร์ในไทย โรงเรียนอินเตอร์ และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ทำให้เด็กไทยจำนวนมากพูดได้ในระดับ Native แล้ว ดังนั้นจบอเมริกาไม่ใช่ “จุดขาย” เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

2) อยู่ที่กิจกรรมและ Leadership มากกว่าใบปริญญา มหาวิทยาลัยอเมริกาเปิดโอกาสเรื่องกิจกรรมอย่างเหลือเฟือ แต่สุดท้ายขึ้นกับ “ผู้เรียนเอง” ถ้าจบมาโดยไม่เคยเป็นประธานหรือรองประธานชมรม นักกีฬา อาสาสมัคร หรือทำอะไรที่สะท้อนภาวะผู้นำ บอกเลยว่าคะแนนตรงนี้สู้เด็กไทยที่มีโปรไฟล์แน่น ๆ ไม่ได้เลย

3) วิชาการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ ต้องมี “งานจริง” เป็นฐาน บริษัทในไทยมองหา “ประสบการณ์ทำงานที่จับต้องได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรง งานบริการ งานพาร์ทไทม์ หรือฝึกงานที่มีผลลัพธ์วัดได้ เด็กไทยหลายคนมีพอร์ตนี้แน่นเพราะทำงานระหว่างเรียน จึงไม่ได้ด้อยกว่าเด็กจบต่างประเทศเลย

4) เด็กต่างชาติที่เรียนในอเมริกาต้อง “โดดเด่นกว่า” เพื่อเอาชนะข้อจำกัด เพราะการแข่งขันเข้าฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติในบริษัทชั้นนำในเอมริกาโหดมาก มีแค่ประมาณ 10% ที่ได้ฝึกงาน และจากกลุ่มนั้นจะมีเพียง 10% ที่ได้ job offer จริง คนที่ได้งานต่อ เงินเดือนเกิน 200,000 บาทเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “โอกาสเติบโตในสายงาน” ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกคน

5) ช่องว่าง Ranking ของมหาวิทยาลัยอเมริกากว้างแบบสุดขั้ว บางมหาวิทยาลัยรับง่าย (Acceptance Rate สูง) แต่ Ranking ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของไทย ดังนั้นการบอกว่า “จบอเมริกา” ไม่ใช่ข้อมูลที่ทำให้ HR ตัดสินใจอะไรได้เลย ต้องดูลึกกว่านั้นทั้งหลักสูตร ผลงาน และคุณภาพของโรงเรียน

6) บางคนเรียนในอเมริกาแต่ใช้ชีวิตแบบ “อยู่ในกลุ่มไทยด้วยกัน” เรียนต่างประเทศแต่ไม่เคยเข้ากิจกรรมสากล ไม่เคยทำงานร่วมกับเด็กชาติอื่น อยู่ในคอมฟอร์ตโซนเดิม ๆ สุดท้ายจบมาก็ไม่มีทั้ง Soft Skills, Network, Leadership ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้จากการเรียนเมืองนอกมากที่สุด

สัญญาณเตือนสังคมไทย!! เมื่อคนไทยมองจิตอาสาพึ่งพาได้มากกว่ารัฐ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นชัดเจน ถ้ารัฐยังอ่อนแอ - ระบบราชการยังเฉื่อย ไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว

เวลาเกิดวิกฤตในประเทศนี้ – น้ำท่วม ไฟไหม้ชุมชน อุบัติเหตุใหญ่ คนหาย คนเจ็บ คนตกงาน
ภาพที่โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีดของเราแทบทุกครั้ง ไม่ใช่ภาพขบวนรถราชการ แต่มักเป็นภาพแบบนี้มากกว่า:

- รถกระบะติดป้าย “กลุ่มจิตอาสา…” บรรทุกถุงยังชีพแน่นคัน
- วัยรุ่นรวมกลุ่มกัน แพ็กของทั้งคืนในโกดังเล็ก ๆ
- คนธรรมดาไลฟ์สดรับบริจาค แป๊บเดียวเงินไหลเข้าหลักแสนหลักล้าน
- เรือท้องแบนของทีมอาสา ลุยน้ำเข้าซอยลึกก่อนหน่วยงานไหนจะมา

จนเราต้องถามตรง ๆ กับตัวเองว่า  

“ทำไม ‘จิตอาสา’ ในประเทศนี้ถึงดูแข็งแรง คล่องตัว และจับต้องได้  
มากกว่าระบบของรัฐที่ควรจะเป็น ‘ด่านหน้า’ ในวันที่คนเดือดร้อน?”

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อด่ารัฐ หรือเอาแต่เชียร์จิตอาสา  
แต่จะลองชวนมองให้ชัดว่า… “ปรากฏการณ์นี้” มันสะท้อนอะไรลึก ๆ เกี่ยวกับโครงสร้างประเทศเรากันแน่

1. เมื่อคนธรรมดาขยับได้เร็วกว่า “ระบบ”
----------------------------------------

ธรรมชาติของ “จิตอาสา” คือ “เห็นแล้วทนไม่ได้” แล้วก็ลงมือเลย

- ไม่ต้องรอคำสั่ง  
- ไม่ต้องทำบันทึกข้อความ  
- ไม่ต้องประชุมคณะกรรมการ

แค่คนไม่กี่คนตั้งกรุ๊ปกัน เล่นไลฟ์สดไม่กี่นาที เงินก็เข้าบัญชีพร้อมไปซื้อของ  
รถก็พร้อมออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปพื้นที่เดือดร้อนในไม่กี่ชั่วโมง

ขณะที่ฝั่งรัฐ…  
ต้องทำเรื่อง ขออนุมัติ ตรวจสอบขั้นตอน จัดซื้อจัดจ้าง  
เจ้าหน้าที่ระดับล่างจำนวนมาก “อยากช่วย” แต่ช่วยได้ไม่เท่าที่ใจอยาก  
เพราะทุกอย่างถูกผูกไว้กับคำว่า “ถ้าทำผิดระเบียบ เดี๋ยวซวย”

สุดท้าย ภาพที่คนเห็นคือ

- จิตอาสา = คนที่ลงมือก่อน  
- รัฐ = คนที่มาทีหลัง พร้อมกับแผงไมโครโฟนและป้ายชื่อหน่วยงาน

ภาพแบบนี้มันไม่ได้เกิดครั้งเดียวแล้วจบ  
แต่มันถูกฉายซ้ำมาหลายปี จนกลายเป็น “เรื่องปกติ” ในสายตาประชาชน

2. ระเบียบที่ตั้งใจป้องกันโกง แต่กลับทำให้ช้าไปทั้งระบบ

ความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องพูดให้แฟร์คือ  
“รัฐไม่ได้ช้าเพราะทุกคนขี้เกียจ”  

แต่รัฐถูกล้อมไว้ด้วย “ระเบียบ” จำนวนมาก  
โดยเฉพาะเรื่องเงิน เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องการใช้งบช่วยเหลือ

- ทุกขั้นตอนต้องมีหลักฐาน  
- ทุกอย่างต้องตรวจสอบย้อนหลังได้  
- ทุกลายเซ็นมีโอกาสถูกโยงกับคำว่า “ทุจริต” หากใครจะเล่นงาน

เจตนาตั้งต้นของระเบียบ = เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน  
แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจริง คือ

“เจ้าหน้าที่กลัวผิดมากกว่ากล้าช่วย”

เลยกลายเป็นว่า

- ถ้าจะทำให้เร็ว = เสี่ยง  
- ถ้าจะทำให้ปลอดภัย = ช้า

ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่จำนวนมากจึงเลือก “อยู่ในโซนปลอดภัย”  
แม้จะต้องแลกกับสายตาของประชาชนที่มองว่า “ทำไมมาช้า ทำไมนิ่ง”

ในขณะที่จิตอาสาไม่มีกรอบนี้มาล็อก  
เขาเลยกล้าขยับในความเร็วที่ “มนุษย์ปกติ” อยากเห็น

3. ความไม่เชื่อมั่น ทำให้คนฝากความหวังไว้กับจิตอาสาแทนรัฐ

ในโลกอุดมคติ เวลาเราอยากช่วยคนเดือดร้อน  
ช่องทางแรกที่ควรนึกถึงคือ “กองทุน/บัญชีทางการ” ของรัฐ

แต่ในโลกจริง คนจำนวนไม่น้อยเลือกแบบนี้แทน:

- โอนให้เพจจิตอาสาที่ตัวเองติดตาม  
- โอนให้กลุ่มที่เพื่อนแชร์มา  
- ฝากของไปกับกลุ่มที่เราเห็น “หน้าคนทำงานจริง” ผ่านไลฟ์สด/รูปถ่าย

เพราะอะไร?

- เพราะเรารู้สึกว่า “เงินที่โอนไปเห็นผลเร็วกว่า”  
  วันนี้โอน พรุ่งนี้เห็นรูปของถึงมือคนเดือดร้อน  
- เพราะเราเชื่อว่า “จิตอาสาไม่ได้มีผลประโยชน์ทางการเมือง”  
  แค่คนธรรมดาที่อยากช่วยกันจริง ๆ  
- เพราะเรารู้สึกว่า “หากมีปัญหา เราย้อนกลับไปถามหาได้ง่ายกว่า”  
  อินบ็อกซ์ไปหาแอดมินเพจได้โดยตรง

ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงขม ๆ ข้อหนึ่งว่า

ในสายตาประชาชนส่วนหนึ่ง  
“จิตอาสา ‘โปร่งใสกว่า’ รัฐ”

พอความเชื่อมั่นไหลไปอยู่ฝั่งจิตอาสามากขึ้น  
จิตอาสาก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น (ทั้งเงิน ทั้งแรงสนับสนุน)  
ในขณะที่รัฐดู “ไกล” ออกไปทุกที

4. โลกโซเชียล: เวทีที่ดันจิตอาสาให้เด่นกว่ารัฐ

ยุคก่อน  
เวลาใครลงพื้นที่ช่วยคนเดือดร้อน คนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

แต่ทุกวันนี้  
ไลฟ์สด 1 ครั้ง สตอรี่ 10 อัน หรือโพสต์ 1 รูป  
สามารถทำให้คนทั้งประเทศรับรู้ได้ในไม่กี่ชั่วโมง

“โลกโซเชียลคือเครื่องขยายพลังจิตอาสาอย่างแท้จริง”

- ทำให้ “ทีมเล็ก ๆ” กลายเป็น “ทีมที่ทั้งประเทศรู้จัก”  
- ทำให้คนลงแรงรู้สึกว่า “ความเหนื่อยของเรา มีคนเห็น มีคนรับรู้”  
- ทำให้คนบริจาครู้สึกว่า “เงินของเราไม่ได้หายไปไหน”

ขณะที่การสื่อสารของรัฐส่วนใหญ่  
ยังเป็นแบบ “ข่าวราชการ” ภาษาทางการ ภาพพิธีการ  
หรือข่าวที่ออกมาหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว

ในสนามโซเชียลที่แข่งกันด้วย “ความเร็ว + ความรู้สึก”  
จึงไม่แปลกที่จิตอาสาจะได้ใจคนดูไปเต็ม ๆ  

และเมื่อได้ใจคน ก็ได้ทั้ง “ทรัพยากร” กับ “อิทธิพลทางสังคม” ตามมาโดยอัตโนมัติ

5. แต่อย่าเพิ่งดีใจกันไป: จิตอาสาแข็งแรงกว่ารัฐ = สัญญาณเตือน

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี  
ที่ประเทศนี้ยังมีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาช่วยกันเอง

แต่ถ้าเราปล่อยให้ “จิตอาสาแข็งแรงกว่ารัฐ” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  
โดยที่รัฐไม่แข็งแรงขึ้นสักที  
สิ่งที่น่ากลัวมีอยู่หลายข้อ

5.1 รัฐถูกปลดจากหน้าที่โดยไม่เป็นทางการ

คนเริ่มเคยชินว่า

- “เดี๋ยวก็มีจิตอาสามาช่วย”  
- “เดี๋ยวเพจนั้น เพจนี้ ก็เปิดรับบริจาค”

ความกดดันให้รัฐต้องพัฒนาระบบรับมือวิกฤตให้ดีขึ้นจึงน้อยลง  
รัฐสามารถอยู่ในโหมด “ทำเท่าที่ระเบียบอนุญาต” ต่อไปได้เรื่อย ๆ

“จิตอาสาควรเป็น ‘ผู้ช่วยเสริม’ ไม่ใช่ ‘ตัวจริงแทนรัฐ’”

แต่วันนี้ในหลายเคส ภาพมันกลับกัน

5.2 ภาระไปกองอยู่บนบ่าคนกลุ่มเดิม

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ใหญ่  
ชื่อกลุ่มจิตอาสาเดิม ๆ จะถูกแท็กขึ้นมาเสมอ

- โทรหาเขา  
- อินบ็อกซ์หาเขา  
- ฝากเคสไปให้เขาดู  

ทั้งประเทศค่อย ๆ เท “ความหวังของตัวเอง” ไปวางไว้บนบ่าคนกลุ่มเล็ก ๆ  
ที่มีทั้งงานประจำ ครอบครัว และชีวิตส่วนตัวต้องรับผิดชอบเหมือนกัน

ไม่มีระบบไหนยั่งยืนได้  
ถ้าทุกอย่างผูกอยู่กับ “คนดีไม่กี่คนที่ยอมเหนื่อย” แบบนี้

5.3 คนดี คนเก่ง ไม่อยากเข้าไป “ซ่อมระบบ”

ยิ่งภาพของจิตอาสาดูสว่าง  
แต่ภาพของระบบรัฐดูมืดและช้า

คนรุ่นใหม่ที่อยากทำเพื่อสังคม  
ก็ยิ่งเลือกไปอยู่ฝั่ง

- จิตอาสา  
- เอ็นจีโอ  
- ภาคประชาสังคม  

มากกว่าเข้าไปทำงานในระบบ  
เพราะรู้สึกว่า

“ในระบบมันอืด สู้เป็นคนนอกแล้วลงมือเองเลยดีกว่า”

คำถามคือ ถ้าวันหนึ่ง  
คนตั้งใจดี คนเก่ง คนที่อยากเปลี่ยนประเทศ  
ไม่มีใครอยากเข้าไปเปลี่ยนระบบจากข้างใน

“ใครจะเป็นคนทำให้รัฐกลับมาแข็งแรง?”

6. คำตอบที่เราอยากได้: ไม่ใช่แค่ “จิตอาสาแข็งแรง” แต่คือ “รัฐต้องแข็งแรงไปด้วย”

การที่จิตอาสาแข็งแรง ไม่ใช่ปัญหา  
“ปัญหาคือทำไมรัฐถึงไม่แข็งแรงตามไปด้วย” ต่างหาก

ประเทศที่น่าอยู่ที่สุด  
ไม่ใช่ประเทศที่มีแต่จิตอาสาเต็มเมือง  
แต่คือประเทศที่

- รัฐมีระบบพร้อม  
  วิกฤตมา → ระบบทำงานอัตโนมัติ → คนเดือดร้อนถูกดูแลอย่างทั่วถึง  
- จิตอาสาเสริมในจุดที่ระบบมองไม่เห็น  
  เก็บคนที่หล่นจากตะแกรงระบบ  
  เติมความละเอียดอ่อนแบบ “มนุษย์ต่อมนุษย์” เข้าไป

คำถามที่เราทุกคนควรเริ่มถาม (และถามซ้ำ ๆ) ไม่ใช่แค่

“วันนี้จะบริจาคให้กลุ่มจิตอาสาไหนดี?”

แต่ควรเพิ่มอีกชั้นว่า

“จากทุกวิกฤตที่เกิดขึ้น  
เราเรียนรู้อะไรเพื่อผลักดันให้ ‘รัฐ’ แข็งแรงขึ้นกว่านี้บ้าง?”

- สื่อจะตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐแบบไหนให้ไปไกลกว่าข่าวพิธีลงพื้นที่  
- ประชาชนจะใช้พลังบนโซเชียล ไม่ใช่แค่แชร์เลขบัญชี  
  แต่แชร์ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ให้ดังขึ้นได้อย่างไร  
- คนรุ่นใหม่จะไม่หยุดแค่การทำอาสา  
  แต่ยอม “เหนื่อยระยะยาว” เข้าไปเปลี่ยนระบบจากข้างในได้หรือไม่

'แจ็ค หม่า' นำทัพบิ๊กเทค - บ.ยักษ์ใหญ่จีน ทุ่มบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ช่วยเหยื่อไฟไหม้ 'หวั่งฟกคอร์ต' โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตถึง 94 ราย

บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ “จีน” หลายแห่งได้เร่งให้คำมั่นบริจาคเงินและอุปกรณ์บรรเทาทุกข์รวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 400 กว่าล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุ ไฟไหม้ฮ่องกง ที่ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491

การระดมบริจาคครั้งใหญ่เกิดขึ้นตามมาจากการเรียกร้องของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความสูญเสียและให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่ผู้ประสบภัย

บริษัทจีนทุ่มเงินบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Alibaba Group และบริษัทในเครือ Ant Group ร่วมกันบริจาค 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อภารกิจบรรเทาทุกข์

แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba บริจาคส่วนตัวอีก 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผ่านมูลนิธิการกุศลของเขา

Tencent ได้เพิ่มเงินบริจาคจากเดิม 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เป็น 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในเวลาต่อมา Anta ผู้ผลิตชุดกีฬา (เจ้าของแบรนด์ Jack Wolfskin และ Fila) ให้คำมั่นบริจาคเงินสดและอุปกรณ์รวมมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Xiaomi Corp และ ByteDance บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดย CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำบริจาค 15 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ตามมาด้วยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง BYD และ Geely ที่บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในขณะที่ Xpeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีกราย ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Wens Foodstuff ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ได้มอบเงินบริจาคในจำนวนที่สูงที่สุด โดยให้คำมั่นสนับสนุนถึง 40 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทและหลายหน่วยงานที่ออกมาให้คำมั่นว่าจะบริจากเงินช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

การบริจาคครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการชาวจีนเพื่อตอบสนองต่อการเรียกร้องของรัฐบาลปักกิ่งให้เน้นย้ำ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" เหนือผลกำไร ท่ามกลางการตรวจสอบกฎระเบียบที่เข้มงวดต่อภาคเอกชน

โศกนาฏกรรมร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2491
ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ หวั่งฟกคอร์ต (Wang Fuk Court) อาคารที่อยู่อาศัยสาธารณะสูง 8 ชั้น ทางตอนเหนือของฮ่องกง ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยราว 4,600 คน โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนอยู่ที่ 94 ราย ทำให้เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดในฮ่องกงนับตั้งแต่เหตุเพลิงไหม้โกดังสินค้าในปี 2491 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 176 ราย

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเพลิงไหม้อาจเริ่มต้นจาก นั่งร้านไม้ไผ่ที่หุ้มอาคารไว้ และลุกลามไปยังอาคารอื่น ๆ ผ่านเสาไม้และตาข่ายป้องกัน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานที่อยู่อาศัยของเมืองอย่างเข้มงวด

ตำรวจฮ่องกงระบุว่า บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ในการใช้วัสดุโฟม "ไวไฟสูง" แผ่นตาข่ายป้องกัน และพลาสติกที่อาจไม่ได้มาตรฐานป้องกันอัคคีภัย โดยได้จับกุมชายสามคนจากบริษัทดังกล่าวในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา”

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ ให้กำลังใจลูกชาย ไม่ผิดที่ไม่ตอบคำถามที่เคยตอบไปแล้ว แต่อาจไม่ถูกใจสื่อบางคน-คนในสังคมบางคน

จากกรณีที่เมื่อวาน (27 พ.ย.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกผู้สื่อข่าวถามระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนเกิดความสูญเสียจำนวนมากแล้วหรือยัง ซึ่งนายภราดรไม่ยอมตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่า ขอบคุณครับ แล้วปิดไมโครโฟนยุติการแถลงข่าว จนทำให้นายภราดรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น

ล่าสุดวันนี้(28 พ.ย.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บิดาของนายภราดร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Somsak Pris” ให้กำลังใจลูกชาย โดยระบุว่า “#จับจิต เห็นภาพนี้ของลูกชายแล้ว เห็นใจอย่างจับจิต เข้าใจทั้งความรู้สึกของสื่อ สังคม และของลูก

ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

“ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ ทุกคนที่เป็นแหล่งข่าวมีสิทธิที่จะเลือกตอบหรือไม่ อยู่ที่ช่วงจังหวะของเวลา การเลือกที่จะไม่ตอบบางคำถามที่เคยตอบไปแล้ว ไม่ใช่ความผิดแน่นอน แต่จังหวะช่วงที่สื่อและสังคมอยากได้คำตอบอีก เขาก็มีสิทธิที่จะไม่พึงพอใจได้

“ทำใจ และอดทนกับปรากฎการณ์นี้ให้ได้นะลูก ป๋า ให้กำลังใจ และเห็นใจนะ ป๋า ยืนยันกับลูกว่า ลูกไม่ได้ทำผิดที่ไม่ตอบคำถาม แต่ไม่ถูกใจ สื่อบางคนและไม่ถูกใจคนในสังคมบางคนเท่านั้น

“ก้มหน้า ทุ่มเท ตั้งใจ ทำงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ให้ดีที่สุด พิสูจน์ตัวเองให้สังคมเห็น เหมือนที่พิสูจน์มาแล้ว ทองแท้ไม่เคยกลัวไฟ หัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสังคมก็ไม่เคยแพ้ความรู้สึกของสังคมเช่นกัน

“เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ฟ้าใหม่ก็คงมี แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง”

จีนแสดงความห่วงใยน้ำท่วมภาคใต้ไทย! พร้อมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ให้คำมั่นสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ผู้ประสบภัย ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตและกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจต่อสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยระบุข้อความว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความเสียใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในประเทศไทย

เมื่อน้ำท่วมผ่านไป จะต้องดูแล "รถยนต์" อย่างไร?

รถยนต์ หนึ่งในความเสียหายทางทรัพย์สินที่ต้องมาพร้อมสถานการณ์น้ำท่วม การจัดการ ดูแลรถหลังน้ำท่วมอย่างถูกต้องถือว่ามีความสำคัญมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top