Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

‘ดร.อานนท์’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำยามวิกฤต 'Mike' นิวยอร์กสั่งอพยพเพราะเชื่อข้อมูล กล้าด่านักข่าวเพื่อรักษาชีวิตกว่าสิบล้านคน ส่วน นายกฯหาดใหญ่ เชื่อ 'เอาอยู่' จนมีผู้เสียชีวิต

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า นายกแป้น แห่งเทศบาลนครหาดใหญ่ กับ Michael Bloomberg แห่งเทศบาลมหานครนิวยอร์ก

ผมเป็น New Yorker อยู่หลายปี สมัยที่ Michael Bloomberg เป็น Lord Mayor หรือ นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก

Mike เป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจมาก และมีภาวะผู้นำสูงมาก 
ผมจำได้ว่า Hurricane ขึ้น New York หลายครั้ง

Mike เชื่อข้อมูลคือผลการพยากรณ์อากาศ Mike เชื่อตัวแบบอย่างที่คนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะใช้ในการตัดสินใจ

New York City เป็นเมืองพิเศษทางภูมิศาสตร์ Manhattan เป็นเกาะที่สองข้างเป็นตลิ่งสูง แคบเป็นตัว V ของ Hudson River และ East River ทำให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ดีโดยธรรมชาติ แต่ในจุดแกร่งมีจุดอ่อนคือเกิด Storm Surge ได้ง่ายเพราะสอบแคบ หาก Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาท่วมได้มากมหาศาลและน้ำท่วมจะสูงมาก 

ถ้า Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเล เกิด Storm Surge เข้ามาท่วมประมาณสึนามิ หอบน้ำเข้า เหมือนตอน ไต้ฝุ่นนากิซ หอบน้ำจากมหาสมุทรอินเดียถล่มพม่าจนตายไปหลายหมื่น 

ครั้งหนึ่ง มี Hurricane ลูกใหญ่จะขึ้นฝั่งที่มหานครนิวยอร์ก Mike สั่งอพยพ (Evacuation) คนนับสิบล้านออกจาก Manhattan แล้ว Hurricane ไป touch down ที่ Atlantic City ทำให้ความหายนะไปเกิดที่ Atlantic City แทน 

นิวยอร์กซิตี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีความเสียหายอะไรเลย 

นักข่าวอเมริกันก็ดุมาก ไปรุมถาม Mike ว่าจะทำอย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร ในเมื่อสั่งคนอพยพเป็นสิบล้านแล้วไม่เกิดอะไรเลย

Mike นิ่งๆ แล้วระเบิดใส่นักข่าวว่า ถ้าเป็นไปตามพยากรณ์ ตายเป็นสิบล้าน คุณจะรับผิดชอบไหวไหม

ผมเป็นนายกเทศมนตรี เป็นนักการเมือง เป็นคนรับผิดชอบชีวิตคน ต้อง Hope for the best, prepare for the worst. หมายความว่า หวังในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Hurricane ไม่เข้านิวยอร์ก) แต่เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์เลวร้ายสุด คือ Hurricane เข้านิวยอร์ก และเกิด Storm surge 

Mike เป็นนักการเมืองที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม กะนักข่าว ก็ไม่กลัว ด่านักข่าวได้ ไม่ได้คิดจะหาเสียง แต่รักษาหลักการ บริหารความเสี่ยง และเอาชีวิตประชาชนเป็นสำคัญสุด  

พอมาอีกครั้งพายุเฮอริเคนจะเข้ามหานครนิวยอร์กอีก  Mike ยังเป็น Lord Mayor เกิด Hurricane เข้า touch down ที่นิวยอร์กอีก คราวนี้เกิดจริง 

เที่ยวหลังนี้ เกิด Storm surge จริง น้ำท่วม Manhattan ไปครึ่งเกาะ สูงเป็นสองเมตร สามเมตร เข้าระบบ subway วินาศสันตะโร ดีที่สั่งปิด Subway แล้ว เอารถไฟฟ้าออกหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีคนตายหลายแสนในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครนิวยอร์ก 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก คนไม่ได้ตายมากมาย เพราะ Mike สั่งอพยพ คนนับสิบล้านออกไปหมดแล้ว แน่นอนว่ามีคนนิวยอร์กที่ไม่เชื่อ และไม่ยอมอพยพ 
.
รุ่งขึ้นหิมะตก Snow ลง อากาศหนาวเย็นมาก หลังจากน้ำท่วม ไฟฟ้าดับครึ่งเกาะ แต่ไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือ Heater สถานการณ์ Terrible มาก เหมือนภาพยนตร์ชื่อ Perfect Storm 

นักข่าวมาสัมภาษณ์ Mike ตาแกไม่ลืม เทศนาด่านักข่าวไปอีกยก เล่าเรื่องเก่าที่สั่งอพยพแล้ว Hurricane ไม่เข้า แต่เที่ยวนี้เข้า เสียหายหนักจริง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่ประกาศอพยพ จะมีคนตายเป็นเบือ Mike แกใส่นักข่าวไปเต็ม ๆ 

นี่คือภาวะผู้นำครับ Mike เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก แล้วมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น 

เทศบาลนิวยอร์ก มีอำนาจสูงมาก สหรัฐอเมริกาเขากระจายอำนาจเต็มที่ แน่นอนว่ามีทั้งท้องถิ่นที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และที่ประสบความสำเร็จ คุณภาพของคนในแต่ละท้องถิ่นไม่เท่ากัน 

เรากระจายอำนาจได้เมื่อพร้อม ประชาชนมีคุณภาพ เราจะได้นักการเมืองมีคุณภาพ

ตัดกลับมาที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายกแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง

ไม่ได้นำพากับข้อมูล ไม่มีความรู้ความสามารถ แล้วทำให้คนหาดใหญ่ไม่อพยพ หลงเชื่อว่าเอาอยู่ โฆษณาหาเสียงว่าเอาอยู่ มีคนตายเป็นร้อย ๆ ความเสียหายมหาศาล

กระจายอำนาจเมื่อพร้อมดีกว่าครับ 

คนหาดใหญ่ เป็นคนไร้คุณภาพหรือไม่? ถึงเลือกนักการเมืองได้ไร้คุณภาพอย่างนายกแป้น ใช่หรือไม่?   

ผมถึงกับต้องทบทวนว่า ประเทศไทย เหมาะสมกับการกระจายอำนาจแล้วหรือยัง ถ้าประชาชนยังมีคุณภาพได้แค่นี้ เลือกตั้งมาโดยประชากรคุณภาพต่ำ ก็ย่อมได้นักการเมืองคุณภาพต่ำ

ปี 2568: ปีที่ข่าวร้ายถล่มไทยทุกเดือน จากฝุ่นพิษ แผ่นดินไหว สงครามชายแดน ถึงน้ำท่วมใต้ ชี้ ถึงเวลาต้องส่องกระจกมองตัวเอง ก่อนปีหน้าจะกลายเป็นการ “รีรันข่าวร้าย”

ปี 2568 ยังไม่ทันจะจบ แต่ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากคือ  
“ปีนี้มันหนักเกินไปหรือเปล่า?”  

ตั้งแต่ต้นปีที่กรุงเทพฯ ต้องปิดโรงเรียนเพราะ PM2.5 พุ่งทะลุเพดาน, ข่าวลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชากลางกรุง, แผ่นดินไหวพม่าเขย่าตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มในกรุงเทพฯ, อุบัติเหตุรถทัวร์หมู่ใหญ่, โรคแอนแทรกซ์กลับมาเป็นข่าวตายครั้งแรกในรอบ 30 ปี, การเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตจนศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ, ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุจนต้องประกาศกฎอัยการศึกในหลายอำเภอ, สวนสัตว์ดังในกรุงเทพฯ มีเหตุสิงโตขย้ำคนเลี้ยงต่อหน้านักท่องเที่ยว และปิดท้ายด้วยน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 80 ศพ กระทบผู้คนกว่า 3 ล้านคนใน 12 จังหวัดภาคใต้

นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวร้ายเยอะกว่าปกติ”  
แต่มันสะท้อนโครงสร้างประเทศที่เปราะบาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และระบบรัฐสวัสดิการ

บทความนี้จะชวนไล่ “ไทม์ไลน์ข่าวร้ายแบบรายเดือน” ของปี 2568  
ก่อนจะลองมองภาพใหญ่ ว่าปีแบบนี้กำลังบอกอะไรกับเราในฐานะประเทศหนึ่งบนแผนที่โลก

ไทม์ไลน์ข่าวร้าย 2568: เดือนต่อเดือน

มกราคม 
เปิดปีด้วยฝุ่นพิษ-การลอบสังหาร-ความเปราะบางในกรุงเทพฯ

- ฝุ่น PM2.5 ทำกรุงเทพฯ ปิดโรงเรียนหลายร้อยแห่ง  
กลางเดือนมกราคม ระดับ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูง จนทางกรุงเทพมหานครต้องประกาศให้โรงเรียนในสังกัดกว่า 300 แห่งปิดเรียนหรือย้ายไปเรียนออนไลน์ ขณะเดียวกันมีการรณรงค์ให้ทำงานจากบ้านและจำกัดรถบรรทุกเข้าเมือง แต่ปัญหาฝุ่นก็ยังวนลูปเหมือนทุกปี  

- อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชาถูกยิงตายในกรุงเทพฯ  
วันที่ 7 มกราคม ลิม คิมยา อดีต ส.ส.พรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกลอบสังหารใกล้วัดบวรฯ ใจกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นคดีการเมืองข้ามชาติที่สะเทือนภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยในสายตานานาชาติ และถูกตั้งคำถามว่าไทยกลายเป็น “สนามล่า” ของความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่  

กุมภาพันธ์ 
รถทัวร์คว่ำหมู่บนถนนไทย

- อุบัติเหตุรถทัวร์คว่ำที่ปราจีนบุรี เสียชีวิต 18 ราย  
26 กุมภาพันธ์ รถบัสเช่าเหมาลำที่พาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน เสียหลักบนทางลงเขาแล้วพลิกคว่ำตกข้างทางในจังหวัดปราจีนบุรี คร่าชีวิตอย่างน้อย 18 คน บาดเจ็บอีกกว่า 30 คน เหตุจากเบรกขัดข้องบนเส้นทางลงเขาที่อันตราย ซึ่งตอกย้ำสถิติด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยที่ติดอันดับเลวร้ายของโลกมานาน  

มีนาคม 
แผ่นดินไหวพม่าสะเทือนกรุงเทพฯ ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

- แผ่นดินไหวขนาดราว 7.7 ที่เมียนมา เขย่าภูมิภาคทั้งวง  
วันที่ 28 มีนาคม แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา สะเทือนไปถึงไทย ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม สร้างความเสียหายหนักในเมียนมาและทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน  

- ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในกรุงเทพฯ พังถล่ม เสียชีวิตเกือบร้อย  
แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารสูงที่กำลังก่อสร้างเพื่อเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินบนถนนกำแพงเพชร 2 พังถล่ม มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงสร้างอาคารที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเปิดคำถามเรื่องมาตรฐานโครงสร้าง ความปลอดภัย และการกำกับดูแลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐเองด้วย  

เมษายน
รถบัสคว่ำซ้ำซาก ปัญหาความปลอดภัยทางถนน

- รถบัสทัวร์พุ่งชน-เบรกแตก เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  
เดือนเมษายนมีรายงานอุบัติเหตุรถบัสทัวร์หลายเคส หนึ่งในนั้นคือกรณีรถทัวร์ชนรถบรรทุกในภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบรายอีกครั้ง  

แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดังเท่าข่าวการเมือง แต่ภาพศพบนถนนและร่างรถที่ฉีกขาด กลายเป็น “ข่าวร้ายประจำเดือน” ที่คนไทยเริ่มชินชา ทั้งที่มันคือ “สงครามบนถนน” ที่พรากชีวิตคนไทยปีละหลายหมื่น  

พฤษภาคม 
แอนแทรกซ์กลับมา-โรคจากเนื้อสัตว์และระบบสาธารณสุขชนบท

- ไทยพบผู้เสียชีวิตจาก ‘แอนแทรกซ์’ ครั้งแรกในรอบราว 30 ปี  
ต้นพฤษภาคม มีรายงานชายวัย 50 กว่าในจังหวัดมุกดาหารเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ หลังเกี่ยวข้องกับการเชือดและบริโภคเนื้อวัวปนเปื้อน มีผู้สัมผัสเสี่ยงหลายร้อยคน ต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชนบทชายแดนไทย–ลาว  

กรณีนี้สะท้อนทั้งช่องโหว่เรื่องการควบคุมโรคจากสัตว์สู่คน ความรู้ด้านสาธารณสุขของชาวบ้าน และความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขในชนบทห่างไกล  

มิถุนายน
จุดเริ่มวิกฤตการเมือง: เสียงโทรศัพท์ข้ามชายแดน–เสียงถอนตัวของพันธมิตร

- เทปหลุดคุย “ผู้นำไทย–ฮุน เซน” จุดไฟวิกฤตการเมือง  
กลางเดือนมิถุนายน เทปเสียงการสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หลุดออกมา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่าทำให้ผลประโยชน์ชาติสั่นคลอน และถูกโจมตีว่ามีความใกล้ชิดส่วนตัวเกินขอบเขตทางการทูต  

- ภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล-เปิดฉาก ‘วิกฤตการเมือง 2568’  
18 มิถุนายน พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากรัฐบาล หัวใจของวิกฤตการเมืองปีนี้อย่างเป็นทางการ สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลและนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุบสภา และประท้วงขับไล่นายกฯ รอบใหม่  

กรกฎาคม 
จากวิกฤตการเมืองสู่เสียงปืนที่ชายแดน

- ศาลรัฐธรรมนูญ ‘แขวน’ นายกฯ แพทองธาร จากตำแหน่งชั่วคราว  
1 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” นายกฯ แพทองธาร ระหว่างพิจารณาคดีฝ่าฝืนจริยธรรมกรณีสายตรงถึงฮุน เซน ทำให้ไทยเข้าสู่สภาพ “นายกฯ รักษาการ” และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง  

- ชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุหนัก จนต้องประกาศกฎอัยการศึก 8 อำเภอ  
ปลายเดือนกรกฎาคม เหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง จนไทยประกาศกฎอัยการศึกใน 7 อำเภอของจันทบุรี และ 1 อำเภอของตราด เพื่อควบคุมสถานการณ์และเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง การสู้รบด้วยปืนใหญ่และอาวุธหนัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บและอพยพประชาชนในวงกว้าง และถูกจับตามองจากนานาชาติว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้  

สิงหาคม 
ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ อีกคน: เกมการเมืองไทยไม่เคยสงบ

- ศาลรัฐธรรมนูญปลด “แพทองธาร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  
29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีโทรศัพท์คุยฮุน เซนในบริบทข้อพิพาทชายแดน ทำให้ไทยต้องหาผู้นำคนใหม่ต่อจาก “นายกฯ ถูกปลด” อีกครั้ง และตอกย้ำภาพความไม่เสถียรของการเมืองไทยในสายตาโลก  

- เศรษฐกิจถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือแค่ราว 2%  
ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง สัญญาณเศรษฐกิจเองก็ไม่ดีเท่าไร ทั้ง NESDC และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า GDP ปี 2568 น่าจะโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและถือว่า “โตช้าในภูมิภาค” ขณะที่ธนาคารโลกก็หั่นคาดการณ์เหลือราว 1.8–2.2% เช่นกัน  

กันยายน 
สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World & ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ

- สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World กลางกรุงเทพฯ ต่อหน้านักท่องเที่ยว  
10 กันยายน คนเลี้ยงสัตว์วัยราว 58 ปีถูกสิงโตหลายตัวรุมกัดจนเสียชีวิตในโซนซาฟารีของ Safari World ต่อหน้าต่อตานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องปิดโซนสิงโตชั่วคราว และถูกตั้งคำถามหนักเรื่องมาตรการความปลอดภัย การฝึกสัตว์ และจริยธรรมการใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง  

- ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ หลังศาลวินิจฉัยว่าช่วงอยู่ รพ. ไม่ถูกนับโทษ  
กันยายนนี้เอง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลสั่งให้กลับเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังเห็นว่าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจช่วงก่อนหน้าไม่ควรถูกนับรวมเป็นโทษจำคุกเต็มรูปแบบ ภาพอดีตผู้นำคนสำคัญของไทยกลับเข้าเรือนจำ ซ้อนทับกับการที่ลูกสาวเพิ่งถูกศาลปลดจากนายกฯ กลายเป็น “ภาพประวัติศาสตร์” ของการหักเหของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทย  

ตุลาคม 
เงาของการเมือง-เศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

- มือปืนสังหารลิม คิมยา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต  
3 ตุลาคม ศาลไทยพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เอกลักษณ์ แพน้อย มือปืนที่ลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ลิม คิมยา กลางกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี คดีนี้ตอกย้ำภาพว่าไทยกลายเป็นสนามปฏิบัติการทางการเมืองของเพื่อนบ้านไปโดยปริยาย และคำถามที่ยังไม่ถูกตอบคือ “ใครเป็นคนสั่ง?”  

- ธนาคารโลก-หน่วยงานต่างประเทศหั่นคาดการณ์เติบโตไทยต่อเนื่อง  
รายงานเศรษฐกิจหลายสำนักปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ลงอีก เนื่องจากการเมืองยืดเยื้อ การลงทุนเอกชนเชื่องช้า การท่องเที่ยวฟื้นไม่เต็มที่ และความเสี่ยงจากสงครามการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เล่นงานหลายประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย  

พฤศจิกายน 
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้: จบปีด้วยมหันตภัยที่คนรู้สึกซ้ำเดิม

- น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ ตายกว่า 80 คน กระทบกว่า 3 ล้านคน  
ช่วงกลาง-ปลายพฤศจิกายน มรสุมและฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ 12 จังหวัดภาคใต้เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 ราย บ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภคเสียหายหนัก ผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 ล้านคน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ  

แม้หน่วยงานรัฐจะเร่งระบายน้ำ ช่วยเหลือเยียวยา แต่ภาพ “น้ำท่วมใต้” ก็กลายเป็นภาพซ้ำอีกปี ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ในยุคโลกร้อน–ฝนสุดขั้ว ระบบป้องกันน้ำท่วมและการวางผังเมืองของไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว  

อ่านข่าวร้ายทั้งปี แล้วเราเห็นอะไรจากประเทศไทยปี 2568?

เมื่อเอาข่าวร้ายทั้งปีมาวางเรียงกัน ภาพใหญ่ที่เห็นชัดคือ…

1. ประเทศที่ “เสี่ยงจากทุกทิศ”  ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด อุบัติเหตุ และการเมือง  
2. รัฐไม่ทันโลกเสี่ยง: จากฝุ่น-โรค-อุบัติเหตุ สู่สิงโตขย้ำคนเลี้ยง  
3. การเมืองไม่เสถียร ทำให้ทุกวิกฤตหนักขึ้น  
4. เศรษฐกิจโตช้า ในโลกที่วิกฤตรออยู่ข้างหน้า  
5. คนไทยเริ่มชินกับข่าวร้าย และนั่นอันตรายที่สุด  

ความภูมิใจจอมปลอม!! ถึงเวลาที่คนไทยต้องเปลี่ยน Mindset ทิ้งความคิด 'คนเก่งเอาตัวรอดคนเดียว' ผลักดันสร้าง 'สังคมที่ไม่ยอมให้รัฐอ่อนแอ' หลังคนส่วนใหญ่มอง ‘รัฐไทยไร้น้ำยา’

เวลาเราบอกกันเล่น ๆ ว่า “อยู่เมืองไทยต้องพึ่งตัวเอง อย่าไปหวังจากรัฐมาก”

ฟังดูเหมือนประโยคปลอบใจ แต่ถ้าซูมออกมาดูดี ๆ มันคือ “คำวินิจฉัย” ว่า
เราอยู่ในประเทศที่รัฐบาลไม่เข้มแข็งมานานแล้ว
จนคนธรรมดาเริ่มเชื่อว่า การเอาตัวรอดคนเดียว คือทางรอดมาตรฐานของชีวิต

คำถามคือ…
ประเทศที่คนเก่งเอาตัวรอด แต่รัฐอ่อนแอแบบเรานี้
สุดท้ายใครจะเป็นคนจ่าย “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” กันแน่?

รัฐที่หายไปจากชีวิตประจำวัน

ลองไล่ดูชีวิตคนไทยธรรมดา ๆ สักคนตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

- รถติดจนเสียเวลาชีวิตวันละ 2–3 ชั่วโมง แต่ระบบขนส่งมวลชนก็ยังไม่เชื่อมกันดี
- น้ำท่วมซ้ำ ๆ พื้นที่เดิมทุกปี แต่แผนระยะยาวแก้น้ำท่วมทั้งเมืองไม่คืบ
- รพ.รัฐคนล้นคิวแน่น จนใครที่มีแรง มีเงิน จะพยายามหนีไปเอกชนให้ได้
- การศึกษาลูก ถ้ามีเงินจะหาทางไปเอกชน/อินเตอร์ ถ้าไม่มีต้อง “ลุ้นดวง” กับระบบเดิม

ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมอันเดียวกัน คือ
ภาพของรัฐในความรู้สึกคนธรรมดา “จางลงเรื่อย ๆ”

ไม่ใช่ว่ารัฐไม่มี… แต่คือรัฐอยู่ไกลเกินกว่าจะรู้สึกว่า “รัฐนี่แหละคือที่พึ่งหลักในชีวิต”

เมื่อรัฐอ่อน คนเลยเก่ง “เอาตัวรอด” กันทั้งประเทศ

พอรัฐไม่แข็งแรง ไม่ชัดเจน คนไทยเลยพัฒนาทักษะอีกแบบขึ้นมาแทน นั่นคือ…

ศิลปะการเอาตัวรอด ในประเทศที่ระบบไม่ค่อยช่วยเราเท่าไหร่

เราคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตแบบนี้มาก:

- พึ่งเครือญาติและเพื่อนฝูง
  ติดขัดอะไร ขอให้มี “คนรู้จัก” สักคนในหน่วยงาน/องค์กรนั้น เรื่องก็เดินได้

- ใช้ช่องทางลัดแทนช่องทางปกติ
  เอกสารบางอย่าง “ยื่นปกติ” เจอคำว่า รอหลายเดือน
  แต่ถ้ามีคนช่วยกระซิบ “ทางลัด” ทุกอย่างกลับเร็วอย่างน่าแปลกใจ

- ทำงานเสริมหลายอย่าง เผื่ออนาคตจะไม่ปลอดภัย
  เพราะไม่มีใครเชื่อว่าระบบสวัสดิการจะดูแลเราได้จริงตอนแก่
  คนหนุ่มสาวยุคนี้เลยต้องหาเงินให้มากที่สุด เก็บเอง ประกันเอง ลงทุนเอง

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจ —
คนไทยเก่ง ปรับตัวไว สู้ชีวิต ไม่งอมืองอเท้า

2568 ปีแห่งฝันร้าย!!

2568 ปีแห่งฝันร้าย!! นับเป็นปีที่หนักหน่วงจริง ๆ สำหรับประเทศ ที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ทุกเดือนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เรามาย้อนไปดูว่าแต่ละเดือนมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

ตลาด EV ไทยเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลัง 'เงินอุดหนุน' แสนกว่าบาทหายไป ค่ายจีนเจ้าตลาดต้องปรับราคา-สเปก เน้น 'คุณภาพ-บริการหลังการขาย' ไม่ใช่แค่ราคาถูก

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อโครงการสนับสนุนจากภาครัฐจะสิ้นสุดลงในปี 2568 หลังจากสร้างกระแสความคึกคักและขับเคลื่อนยอดขายมาตลอดสองปีที่ผ่านมา คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภคต่างจับตามองคือ ตลาด EV ไทยจะเดินหน้าต่อได้ด้วยพลังของตัวเองหรือไม่ เมื่อไม่มี "เงินอุดหนุน" เป็นแรงผลักดันอีกต่อไป

ผลกระทบเชิงราคา: ความท้าทายแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือผลกระทบด้านราคา ในช่วงที่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ ผู้บริโภคได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000-150,000 บาทต่อคัน ทำให้ราคา EV เทียบเคียงได้กับรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป หรือแม้แต่ถูกกว่าในบางรุ่น เมื่อเงินอุดหนุนหมดไป ราคา EV จะกลับมาสู่ระดับจริงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางที่เคยสนใจเริ่มลังเลและชะลอการตัดสินใจซื้อ

ค่ายรถจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาด EV ในไทยกว่า 80% จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะกลยุทธ์หลักของพวกเขาคือการแข่งขันด้วยราคา เมื่อเสียเปรียบด้านราคาจากการหมดอุดหนุน พวกเขาจะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ปรับสเปก หรือยอมรับกับการหดตัวของยอดขาย

การแข่งขันใหม่: จากยอดขายสู่คุณภาพและบริการ

ยุคหลังเงินอุดหนุนจะเป็นช่วงเวลาที่แยกผู้เล่นที่มีศักยภาพจริงออกจากผู้ที่เข้ามาเก็งกำไรเฉพาะช่วงโปรโมชั่น ค่ายรถที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ต้องมีจุดแข็งที่ชัดเจนเหนือกว่าแค่ราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น:

คุณภาพและเทคโนโลยี - ค่ายที่มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีกว่า ระยะทางไกลกว่า ชาร์จเร็วกว่า และมีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย จะได้เปรียบอย่างชัดเจน ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อ EV อย่างจริงจังจะเน้นคุณภาพมากกว่าราคาถูก

โครงสร้างพื้นฐาน - การมีสถานีชาร์จที่กระจายทั่วและให้บริการที่ดีจะเป็นปัจจัยสำคัญ ค่ายที่ลงทุนสร้างเครือข่ายชาร์จของตัวเองหรือร่วมมือกับพันธมิตรอย่างแน่นแฟ้นจะได้เปรียบ

บริการหลังการขาย - ศูนย์บริการที่ครอบคลุม ช่างที่มีความเชี่ยวชาญ อะไหล่ที่หาง่าย และการรับประกันที่น่าเชื่อถือ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในการซื้อ

มูลค่าแบรนด์ - ค่ายที่มีประวัติยาวนานและสร้างความเชื่อมั่นได้จะได้เปรียบค่ายใหม่ที่เพิ่งเข้ามา โดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่นและยุโรปที่มีฐานลูกค้าเก่าเชื่อมั่นอยู่แล้ว

พฤติกรรมผู้บริโภค: จากการทดลองสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ

ในช่วงที่มีเงินอุดหนุน หลายคนตัดสินใจซื้อ EV ด้วยความรู้สึก "ลองดู" หรือ "ได้ส่วนลดเยอะ" แต่เมื่อเงินอุดหนุนหมด ผู้บริโภคจะกลับมาชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น พิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างจริงจังมากขึ้น เช่น:

- ระยะทางการใช้งานจริง - เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเองหรือไม่
- ต้นทุนการใช้งานระยะยาว - รวมถึงค่าไฟชาร์จ ค่าบำรุงรักษา และมูลค่าขายต่อ
- ความสะดวกในการชาร์จ - ทั้งที่บ้านและในเส้นทางที่ใช้เดินทางประจำ
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี - เทคโนโลยีจะล้าสมัยเร็วหรือไม่ แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วแค่ไหน

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ยอดขายโดยรวมลดลงในระยะสั้น แต่กลับเป็นการกลั่นกรองให้เหลือแต่ผู้บริโภคที่พร้อมจริงและมีศักยภาพในการใช้งาน EV อย่างยั่งยืน

โอกาสใหม่: ตลาดรถ EV มือสองและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม

หนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองคือ ตลาดรถ EV มือสอง ที่จะเริ่มเติบโตขึ้นเมื่อรถที่ซื้อในช่วงมีเงินอุดหนุนเริ่มถูกขายต่อ ตลาดนี้จะสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัดเข้าถึง EV ได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีความท้าทายเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบ การรับประกัน และมูลค่าตกต่ำของรถเก่า

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ และผู้ให้บริการซ่อมบำรุง จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น การลงทุนในธุรกิจเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าตลาด EV ไทยมีศักยภาพในระยะยาวจริงหรือไม่

บทบาทภาครัฐ: จากการอุดหนุนสู่การสร้างระบบนิเวศ

แม้เงินอุดหนุนจะสิ้นสุด แต่ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนตลาด EV ผ่านนโยบายอื่นๆ เช่น:

- การลดภาษีสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดราคา EV ให้แข่งขันได้
- การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จสาธารณะ
- มาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศ เช่น แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน
- กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ที่เข้มงวดขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมชาติ

มองอนาคต: ทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริง

ปี 2569 เป็นต้นไป จะเป็นปีที่ทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตลาด EV ไทย ตัวเลขยอดขายอาจลดลงจากจุดสูงสุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตลาดจะล่มสลาย แต่จะเป็นการปรับสมดุลสู่ระดับที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด

ค่ายรถที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ลงทุนในคุณภาพ เทคโนโลยี และบริการอย่างจริงจัง จะเป็นผู้รอดและเติบโตได้ ในขณะที่ค่ายที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นอาจต้องปรับตัวหรือถอยออกไป

สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นตัวเลือกที่หลากหลายและมีคุณภาพมากขึ้น แม้ราคาอาจสูงขึ้น แต่จะได้รับคุณค่าที่คุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว ตลาด EV ไทยไม่ได้จบลง แต่กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริง

ถอดรหัส "แงซาย" จากเพชรพระอุมา หากมีในชีวิตจริงจะไม่ใช่ชาวลาหู่แดง

วันนี้เอย่าขอพักเรื่องเครียดๆ เพราะช่วงนี้คนไทยเราเจอแต่เรื่องเครียดเยอะมาหาเรื่องความบันเทิงกันบ้างดีกว่านะคะ ว่าแล้วเอย่าได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์ท่านหนึ่ง เรื่องที่คุยก็คือเรื่องการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "เพชรพระอุมา" นั่นเอง และตัวละครที่ทำให้พี่ผู้กำกับต้องมาถกกับเอย่าก็คือ แงซาย นี่เองคะ

แงซาย แงซายเป็นลูกชาว “มูเซอแดง” หรือ “ลาหู่แดง อายุ 14-15 ปี แต่ทว่าหากต้องการความสมจริงนั้น คนที่ชื่อ แงซาย จะไม่ได้เป็นคนลาหู่แดงนะคะ  เพราะในระบบชื่อภาษาลาหู่นั้นจะเป็นคำสั้นๆ ที่มีเสียงเฉพาะ เช่น จะ, นอ, โซ, จะคอ หรือ จะซอ เป็นต้น เอย่าขอยกตัวอย่างชื่อชาวลาหู่แดงที่เป็นชื่อที่นิยมใช้กันอย่างเช่น จะอือซอ หรือ จะโซพอ เป็นต้น

แล้วคำว่า แงซาย เป็นชื่อคล้ายชาติพันธุ์ใดละ

คำตอบนี้หลายคนคงเดาได้ไม่ยากว่ามีความใกล้เคียงกับชื่อในภาษาไทใหญ่ โดยหากจะหาใครในโลกความจริงที่จะชื่อ แงซาย หรือ Nge Sai นั่นต้องเป็นคนไทใหญ่แน่นอน เพราะคำว่า แง หรือ แงะ เป็นคำที่พบในชื่อคนบางพื้นที่ของรัฐฉาน เช่นชื่อเริ่มด้วยเสียง ง/แง ที่ภาษาพื้นเมืองมีใช้  ส่วนคำว่า ซาย ในภาษาฉาน Sai (ซาย) เป็นคำขึ้นต้นชื่อของผู้ชาย คล้ายคำนำหน้าชื่อ  ดังนั้นแงซาย จึงควรเป็นคนไทใหญ่มากกว่า คนลาหู่แดง หรือ มูเซอแดง

แต่ทว่าหากยังไง แงซาย ก็ต้องเป็นชาวลาหู่แดง อย่างนั้นแล้ว เขาควรชื่ออะไรให้ภาษาลาหู่ละ เอย่า จึงขอแนะนำว่า ชายคนนี้หากต้องเป็นชาวลาหู่แดง เขาควรชื่อ "จะซาย" ฃึ่งสะกดเป็น Ca Sai หรือ "ลาซาย" ซึ่งสะกด La Sai น่าจะถูกต้องกว่า หรือจะเป็น "แง่ซอ" (Ngeh So) หรือ "แงะบือ" Ngeh Bue ก็ได้เช่นกัน แต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าในภาษาลาหู่คำว่า "แง" จะออกเสียงสั้นเป็น "แงะ" ไป

อย่างไรก็ตามเอย่าก็เป็นหนึ่งในแฟนของนิยายเพชรพระอุมานะคะ และก็ไม่ได้ติดด้วยว่า แงซาย จะเห็นชาติพันธุ์อะไร เพราะเอย่าเชื่อว่า แฟนนิยายหลายคนคงอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นเดียวกันนั่นเอง

‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของ บริจาคจาก ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประสบอุทกภัย

รวมใจ รวมไทยสร้างชาติ ‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของบริจาค ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รับมอบสิ่งของบริจาคจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะตัวแทนของ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัย

นายพีระพันธุ์  กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณ นายนราพัฒน์ แก้วทอง (ตุ้ม) และ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ ที่ได้รวบรวมสิ่งของและเงินสมทบทุนมาร่วมบริจาค ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและตัวแทนของพรรคได้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวานนี้ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่แล้ว และในวันนี้ยังได้รับความช่วยเหลือที่นายนราพัฒน์ช่วยประสานระดมสิ่งของจากกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิดเข้ามาอีกแรง ต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่งทางพรรคจะเร่งนำสิ่งของเหล่านี้ส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ว่า “ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญอุทกภัยอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ทุกปัญหามีเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อ ผมขอยืนยันว่าพวกเราไม่เคยทิ้งกัน ในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้งครับ”

เสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ขับเคลื่อนบังคับคดีเชิงรุก เดินหน้าไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วไทย ยกระดับบริการโปร่งใส-เท่าเทียม

กรมบังคับคดีภายใต้กระทรวงยุติธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นหูแต่ไม่คุ้นใจ” รู้เพียงว่าเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ หรือการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาศาล แต่แท้จริงแล้วกรมฯ แห่งนี้คือฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ทำหน้าที่เชื่อม “คำพิพากษา” ให้กลายเป็น “ความเป็นจริง” ทั้งการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ การประมูลทรัพย์เพื่อชำระหนี้ และการจัดสรรเงินคืนให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ในระยะหลัง กรมบังคับคดีไม่ได้ยืนอยู่เพียงฝั่งเจ้าหนี้ หากแต่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ที่พยายามช่วยทั้งสองฝ่ายเดินออกจากปัญหาหนี้ร่วมกัน ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs การร่วมมือกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานอย่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดการเข้าสู่ชั้นฟ้องคดีและการยึดทรัพย์ ควบคู่กับการผลักดันบริการดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน LED e-Service ระบบสืบค้นทรัพย์ การอายัดเงินและขายทอดตลาดออนไลน์ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โปร่งใส และทันสมัยยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือระดับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีที่ประชาชนให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 96.51 ในปีงบประมาณ 2567

ท่ามกลางบทบาทที่ท้าทายนี้ “เสกสรร สุขแสง” อธิบดีกรมบังคับคดี คือข้าราชการที่เติบโตมาจากกรมฯ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเป็นนักศึกษาฝึกงาน จนก้าวขึ้นมาบริหารองค์กรในระดับสูงสุด เส้นทางชีวิตและประสบการณ์ทำงานยาวนานในทุกมิติของงานบังคับคดี กลายเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกรมบังคับคดีสู่ยุคใหม่ที่เน้นทั้ง “ความยุติธรรม” และ “ประสบการณ์ที่ดีของผู้รับบริการ”

>>ประวัติการศึกษา

-มัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย โรงเรียนวิเชียรชม และโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่ง)
-ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านกฎหมาย ณ เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ประมาณ 1 ปี (พ.ศ. 2550)

>>ประวัติการทำงานและผลงานเด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี 

-นักศึกษาฝึกงานรุ่นแรกของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรมบังคับคดี

-พ.ศ. 2532 ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองบังคับคดีล้มละลาย 2

-พ.ศ. 2534 เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดี ณ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2

-เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสตูล และผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องลงพื้นที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานยุติธรรมอย่างเข้มข้น

-พ.ศ. 2553 ผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 6 รับผิดชอบคดีล้มละลายของ “สัมพันธ์ประกันภัย” ซึ่งมีเจ้าหนี้จำนวนมากและมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ต้องติดตามรวบรวมทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อจ่ายชดเชยผู้เสียหาย

-มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายการบังคับคดีแพ่ง กฎหมายล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ การยึด-อายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด การบังคับคดีแบบกลุ่ม (class action) และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

-มีส่วนร่วมในคดีสำคัญของประเทศ เช่น คดีฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และคดีแบบกลุ่มโรงงานรีไซเคิล จ.ราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจำนวนมาก

-ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี และภายหลังเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี นายเสกสรร สุขแสง เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด “บังคับคดีเชิงรุก สร้างสุขแก่ประชา นำพาความยุติธรรม” และนโยบาย “Driving towards Justice with LED 7Gs” ที่เน้นทั้งการยกระดับมาตรฐานงานบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย และการพัฒนาบุคลากรภายในกรมฯ ควบคู่กันไป

กรมบังคับคดีจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่ “ยึด-ขายทรัพย์” แต่เป็นหน่วยงานที่ช่วยจัดการหนี้อย่างมีระบบ ลดความขัดแย้ง และคืนโอกาสให้ผู้ที่เคยก้าวพลาดสามารถกลับมาตั้งหลักในชีวิตได้อีกครั้ง

หนึ่งในผลงานสำคัญช่วงดำรงตำแหน่งอธิบดี คือการบูรณาการความร่วมมือกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดช่องทางให้ลูกหนี้สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่สำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ ลดภาระการเดินทาง ลดโอกาสถูกฟ้องและถูกบังคับคดี พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อย แนวทางนี้สะท้อนมุมมองใหม่ของกรมบังคับคดีที่ไม่มองลูกหนี้เป็น “ผู้ผิด” หากแต่เป็นประชาชนที่ควรได้รับโอกาสปรับตัวกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามสมควร

ในด้านการยกระดับบริการ กรมบังคับคดีภายใต้การนำของนายเสกสรรเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดใช้แอปพลิเคชัน LED e-Service ที่รวมบริการสำคัญ เช่น การค้นหาทรัพย์สินขายทอดตลาด (LED Property) การตรวจสอบยอดหนี้และสถานะการอายัดเงิน (LED Debt Info) การตรวจสอบบุคคลล้มละลาย (LED ABC) ระบบถ่ายทอดสดการขายทอดตลาด (LED Streaming) และระบบจองคิวออนไลน์ (LED Queue) ซึ่งช่วยเสริมความโปร่งใส ลดต้นทุนเวลา และทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในองค์กร ผ่านหลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง และกิจกรรมต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง นายเสกสรรยังให้ความสำคัญกับ “งานภาคสนาม” และการรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง ลงไปมอบนโยบายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง รวมถึงการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย และการเข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 ที่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีสำเร็จ 207 เรื่อง ทุนทรัพย์กว่า 28.66 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมให้ประชาชนกว่า 1.37 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

จากเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมบังคับคดี ตั้งแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนถึงอธิบดี นายเสกสรร สุขแสง จึงไม่ใช่เพียงผู้บริหารที่มองเห็นภาพใหญ่ในเชิงนโยบาย แต่ยังเข้าใจรายละเอียดของงานบังคับคดีทุกขั้นตอน และเข้าใจชีวิตของผู้คนที่อยู่ในกระบวนการเหล่านี้เป็นอย่างดี ประสบการณ์ในคดีใหญ่ระดับประเทศ การบริหารจัดการคดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการที่ซับซ้อน ตลอดจนการผลักดันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และยกระดับคุณภาพการให้บริการ ล้วนสะท้อนภาพผู้นำที่มีทั้งความรู้ ความเฉียบคม และหัวใจที่มุ่งมั่นต่อความเป็นธรรมในสังคม

การที่ประเทศไทยมี “เสกสรร สุขแสง” ทำหน้าที่อธิบดีกรมบังคับคดี จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของการยกระดับระบบบังคับคดีทั้งระบบให้ทันกับโจทย์เศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงต่อเนื่อง การฟื้นฟูกิจการธุรกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาครัฐ ภายใต้การนำของเขา กรมบังคับคดีมีแนวโน้มจะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางที่ “เข้มแข็งในกฎหมาย โปร่งใสในกระบวนการ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อให้กระบวนการบังคับคดีไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของโอกาสสำหรับประชาชนจำนวนมากในสังคมไทย

ปี 2568 : 12 เดือนข่าวดีฮีลใจคนไทย

2568 ปีที่ประเทศไทยเจ็บหนัก… แต่หัวใจคนไทยยังไม่เคยยอมแพ้ ในขณะที่ข่าวร้ายดังทุกวัน ข่าวดีกลับเงียบกว่าที่ควรจะเป็น วันนี้เลยขอรวม “12 เดือนข่าวดีฮีลใจคนไทย” ให้ลองมองปีนี้อีกมุม แล้วคุณจะรู้ว่า…ประเทศนี้ยังพอมีอะไรให้ยิ้มอยู่เหมือนกัน 

เรียนรู้จาก “ลุงตู่ในยุคโควิด” : บทเรียนรัฐรวมศูนย์ ดิจิทัลสวัสดิการ และการเมืองใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ถ้า “สึนามิ 2547” เป็นวิกฤตที่ทำให้ภาพจำของ “ทักษิณในวันภัยพิบัติ” ติดอยู่ในหัวคนไทย

“โควิด-19” ก็เป็นวิกฤตยาว 2–3 ปีที่ผูกชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา – “ลุงตู่” ไว้กับคำว่า  
ศบค. – พ.ร.ก.ฉุกเฉิน – เคอร์ฟิว – คนละครึ่ง – เป๋าตัง  
หลายสื่อเล่าไปแล้วว่า รัฐบาลประยุทธ์ “เอาอยู่ช่วงแรก แต่หลุดหนักตอนเดลต้า”  
แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากลุงตู่ตอนโควิด” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูด เราต้องมองให้ลึกกว่าแค่ตัวเลขผู้ติดเชื้อกับดราม่าวัคซีน  

บทความนี้ชวนมอง “โควิดยุคลุงตู่” เป็นห้องทดลองของรัฐไทย ว่าเมื่อเอา  
- รัฐทหาร  
- ระบบราชการ  
- การเมืองแบบรวมศูนย์  
- เทคโนโลยีดิจิทัล  

มาปะทะกับโรคระบาดระดับโลก – เราได้อะไรกลับไปบ้าง (ทั้งด้านดีและด้านที่ควรจำไว้ไม่ให้ซ้ำรอย)
1. จากนายกคุมม็อบ สู่นายกคุมโรค: พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แบบลากยาว 2 ปีครึ่ง
26 มีนาคม 2563 ไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อรับมือโควิด ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 โดยอำนาจ

สุดท้ายรวมอยู่ที่นายกฯ ประยุทธ์ ผ่าน “ศบค.” ที่เขาเป็นประธานเอง  
บนหน้ากระดาษ นี่คือเครื่องมือด้านสาธารณสุข  
แต่ในทางปฏิบัติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินถูกใช้ต่อเนื่องตั้งแต่มีนาคม 2563 จนถึงกันยายน 2565 – ยาวราว 2 ปีครึ่ง  

องค์กรสิทธิหลายแห่ง ชี้ว่า ในช่วงเดียวกันนั้น  
- มีการใช้ข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับผู้ชุมนุมทางการเมืองจำนวนมาก  
- ทำให้กฎหมายที่ตั้งใจไว้เพื่อควบคุมโรค กลายเป็นเครื่องมือควบคุมถนนทางการเมืองไปพร้อมกัน  

สิ่งที่น่าเรียนรู้ (แบบไม่ต้องดราม่า) คือ  
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ไทย “สั่งการรวดเร็ว” จริง – เคอร์ฟิว ปิดด่าน ห้ามรวมกลุ่ม ทำได้ในคืนเดียว  
- แต่การลากใช้ยาวเกินระยะที่จำเป็น ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “สาธารณสุข” กับ “การเมือง” เลือนหาย  

นี่คือบทเรียนเชิงโครงสร้างว่า  
ถ้าจะใช้ “กฎหมายฉุกเฉิน” กับโรคระบาด  
ต้องมี “กลไกตรวจสอบ-กำหนดเพดานเวลา” ชัดกว่านี้  
ไม่อย่างนั้น อำนาจที่ได้มาเพื่อคุมโรค จะไหลไปคุมผู้เห็นต่างโดยอัตโนมัติ
2. ผู้นำรีโมตผ่านทีวี: ศบค. กับศิลปะการ “ไม่ถูกเกลียดคนเดียว”
ยุคลุงตู่ เราไม่ได้เห็นภาพนายกฯ ลงเตียงคนไข้ทุกวันแบบสมัยสึนามิ แต่เราเห็นอย่างอื่นแทน คือ  
- โครงสร้างศูนย์กลางอย่าง “ศบค.” ที่นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ  
- แต่ “หน้าแทนรัฐบนจอทีวี” ทุก 11 โมง คือ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แพทย์ผู้ตรวจราชการสธ.  

รายงานด้าน pandemic governance ยกตัวอย่างไทยว่า  
การตั้ง “ศูนย์กลางสื่อสารเดียว” (single communication hub) ผ่านโฆษกแพทย์ ช่วยให้ข้อมูลโควิดช่วงแรก “ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์” มากกว่าเป็นการเมือง  

แต่มุมที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ  
ศบค. ถูกออกแบบให้  
- เวลา “ข่าวดี” – เครดิตกลับไปหานายกฯ และรัฐบาล  
- เวลา “ข่าวร้าย” – คนด่าระบายไปลงที่ ศบค. กับหมอในจอทีวี 

นี่คือกลยุทธ์ “การเมืองแบบรีโมต”  
- นายกฯ ถืออำนาจตัดสินใจ บวก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  
- แต่ “ทัพหน้า” ที่ออกมาพูดกับประชาชน คือข้าราชการสายแพทย์  

ข้อดี: ลดการปะทะตรง ๆ ระหว่างประชาชนที่เครียด กับตัวนายกฯ  
ข้อเสีย: การตัดสินใจเชิงการเมืองซ่อนอยู่หลัง “ภาษาวิชาการ” ของแพทย์  
ทำให้ยากที่สังคมจะถกเรื่อง “ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข vs ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ-สิทธิประชาชน” อย่างโปร่งใส 

นี่คือบทเรียนเรื่อง “การจัดวางตัวละครในวิกฤต” ที่รัฐไทยใช้ได้ผลระดับหนึ่ง แต่ก็ควรคุยกันต่อว่ามันแฟร์กับหมอและผู้เชี่ยวชาญแค่ไหน
3. ความสำเร็จรอบแรกที่กลายเป็น “โอเวอร์คอนฟิเดนซ์” รอบสาม
ปี 2563 ไทยถูกยกเป็นตัวอย่างประเทศควบคุมโควิดได้ดี – ผู้ติดเชื้อ-เสียชีวิตต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ขณะที่โลกตะวันตกติดเชื้อพุ่ง แต่บทวิเคราะห์หลายชิ้นชี้ว่า ความสำเร็จในปีแรก ทำให้รัฐบาล “มั่นใจเกินไป” จนแผนวัคซีนช้าและกระจุกตัว พอเดลต้ามาในกลางปี 2564 ระบบจึงพังยับเยิน  

จุดที่ถูกวิจารณ์หนัก ได้แก่  

1) การพึ่ง AstraZeneca จากโรงงาน Siam Bioscience เป็นหลัก  
  - โรงงานที่ยังไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน  
  - ทำสัญญาในแบบที่ทำให้ไทยเองก็ยังไม่มั่นใจเรื่องกำลังผลิตและส่งมอบช่วงแรก  

2) การอัด Sinovac จำนวนมากในช่วงต้น 2564  
  - ภายหลังพบว่ามีประสิทธิภาพต่ำกว่าและสู้เดลต้าได้ไม่ดีเท่าวัคซีน mRNA  
  - ก่อให้เกิดแรงกดดันจากบุคลากรแพทย์และประชาชนระดับหน้าด่านให้เปลี่ยนสูตร/เข็มกระตุ้น  

3) การกระจายวัคซีนที่ผูกกับการเมืองระดับพื้นที่  
  - หลายจังหวัดท่องเที่ยว-จังหวัดฐานคะแนนเสียง ถูกจับตาว่าได้วัคซีนเร็วกว่าพื้นที่แรงงานอพยพหรือชุมชนแออัด  

บทเรียนจาก “ลุงตู่ตอนเดลต้า” คือ  
- ความสำเร็จ “ล็อกดาวน์ได้ดี” ปีแรก ไม่ได้แปลว่ารัฐเข้าใจเกมวัคซีน  
- รัฐที่ถนัดการควบคุม-สั่งการ อาจไม่ถนัดการดีล supply chain โลก และเจรจากับบริษัทยาข้ามชาติ  

และที่สำคัญ

เมื่อผู้นำรวมศูนย์การตัดสินใจวัคซีนไว้ที่ตัวเอง ความพลาดเชิงยุทธศาสตร์ ก็กลับมาทับที่ตัวผู้นำเต็ม ๆ เช่นกัน
4. ดิจิทัลสวัสดิการเฉพาะกิจ: “เป๋าตัง–คนละครึ่ง” กับคนที่ถูกทิ้งหน้าร้าน
ด้านที่มักถูกเล่าฝั่งสวยงาม คือแพ็กเกจช่วยเหลือเยียวยา เช่น  
- “เราไม่ทิ้งกัน”  
- “คนละครึ่ง”  
- “เราชนะ”  
- และกองมาตรการผ่านแอป “เป๋าตัง”  

มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงการบริโภคและธุรกิจรายย่อยบางส่วนไว้ได้จริง ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก และการท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่รายงานด้านผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจสะท้อนอีกด้านว่า  
- แรงงานนอกระบบจำนวนมากได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งการตกงาน รายได้เหลือน้อยกว่า 40% ของก่อนโควิด  
- กลุ่มนวด มหรสพ บันเทิง รายได้แตะ “0 บาท” ช่วงล็อกดาวน์ยาว ๆ  
- การออกแบบสวัสดิการผ่านดิจิทัลและแอปมือถือ ทำให้คนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่ชำนาญดิจิทัล หรือไม่มีเอกสารทางการ เข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงลำบาก  

มุมที่ควรเรียนรู้จากยุคลุงตู่คือ  
- เราได้เห็น “โครงร่างรัฐสวัสดิการดิจิทัลไทย” แบบทดลองจริงเป็นครั้งแรก  
- แต่มันถูกใช้แบบ “เคสฉุกเฉิน” ไม่ใช่ “สิทธิถาวร” 

คำถามที่ยังค้างอยู่หลังโควิดคือ  
ถ้าเรามีระบบลงทะเบียน-จ่ายเงินดิจิทัลระดับชาติได้แล้ว  
ทำไมเรายังไม่กล้าพูดเรื่อง “สวัสดิการถาวร” ที่ไม่ผูกกับวิกฤต และไม่ผูกกับความนิยมรัฐบาล?

5. โควิดในฐานะ “ส่องไฟ” ใส่ความเหลื่อมล้ำ – และข้อจำกัดของรัฐรวมศูนย์
รายงานหลายฉบับชี้ตรงกันว่า โควิดทำให้เห็นชัดว่า  
คนจน แรงงานนอกระบบ ผู้หญิง คนพิการ คือกลุ่มที่รับแรงกระแทกหนักที่สุด ทั้งรายได้หาย หนี้พุ่ง และเสี่ยงความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น  

ในกรุงเทพฯ งานศึกษาพบว่า  
- กลางปี 2564 แรงงานนอกระบบจำนวนมากมีรายได้เหลือน้อยกว่า 40% ของก่อนโควิด  
- คนในชุมชนแออัด ห้องเช่าเล็ก ๆ ไม่สามารถ “ล็อกดาวน์แบบมีศักดิ์ศรี” ได้จริง

สิ่งที่สะท้อนผ่านยุคลุงตู่คือ  
1) รัฐรวมศูนย์สั่งการเร็ว แต่ลงลึกไม่ถึงทุกซอกหลืบ  
  - นโยบายออกจากส่วนกลางเร็ว  
  - แต่การแปลงเป็น “ความช่วยเหลือแบบรายบ้าน รายตลาด รายห้องแถว” ยังต้องพึ่งเครือข่ายชุมชน อาสาสมัคร และ NGO อย่างหนัก  
2) ความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัย–การทำงาน ทำให้มาตรการสาธารณสุขไม่เท่าเทียม  
  - คนชนชั้นกลาง WFH ได้ – อยู่คอนโด ห้องกว้าง อินเทอร์เน็ตดี  
  - แต่คนในชุมชนแออัด ห้องเช่าแน่น ๆ ไม่มีทางเว้นระยะห่างได้ตามตำรา  

ตรงนี้ ไม่ใช่เรื่อง “ลุงตู่คนเดียว”  
แต่โควิดทำให้เห็นว่า โครงสร้างรัฐไทยในมือใครก็ตาม ก็จะติดเพดานเดิม ๆ ถ้าไม่แตะประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง
6. เมื่อกฎหมายโรคระบาดถูกใช้ขนาบเสรีภาพ: ผสมโควิดกับการเมืองแล้วเกิดอะไรขึ้น

ปี 2563–2564 ไม่ใช่แค่ปีของโควิด แต่ยังเป็นปีของม็อบการเมือง  
รายงานขององค์กรด้านสิทธิและกฎหมายระบุว่า  
- รัฐใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการห้ามการชุมนุม  
- มีผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกดำเนินคดีจากข้อหาที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงโควิด  

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “มาตรการคุมโรคได้ผลไหม”  
แต่คือ “เรายอมให้กฎหมายโรคระบาดไปไกลแค่ไหน ในการจำกัดสิทธิการชุมนุมและการแสดงออก?” 

นี่คือด้านที่สื่อกระแสหลักบางส่วนแตะอย่างจำกัด แต่เป็นบทเรียนใหญ่มากสำหรับอนาคตว่า  
ถ้าวันหนึ่งไทยต้องใช้ “กฎหมายพิเศษ” รับมือภัยพิบัติหรือโรคระบาดอีก  
เราต้องมีหลักประกันชัด ๆ ว่ากฎหมายเหล่านั้นจะไม่ถูกใช้ “ควบรวม” กับการจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง  

ไม่อย่างนั้น ทุกวิกฤตจะกลายเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจรัฐเกินจำเป็น

7. สรุปบทเรียนจาก “ลุงตู่ตอนโควิด”: สิ่งที่ควรเก็บไว้ และสิ่งที่ต้องไม่ให้เกิดซ้ำ
ถ้าแยก “ตัวบุคคล” ออก แล้วมองยุคลุงตู่ในโควิดเป็นเคสศึกษา เราอาจสรุปได้ประมาณนี้

สิ่งที่ควร “เรียนรู้และต่อยอด”
1) โครงสร้างศูนย์บัญชาการเดียว (ศบค.)  

- ทำให้การสื่อสารและสั่งการในวิกฤตมีทิศทางเดียว ชัดเจนกว่าการปล่อยให้ทุกกระทรวงพูดคนละเรื่อง  

2) การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสวัสดิการระยะสั้น  
- ระบบลงทะเบียน–จ่ายเงินผ่านแอป เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” สำคัญ ถ้าอยากต่อยอดสู่สวัสดิการถาวร  

3) บทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในฐานะโฆษกหลัก  

- ถ้าใช้ดี ๆ จะช่วยลดข่าวลวง และเพิ่มความเชื่อมั่นในข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์  
สิ่งที่ควร “จำไว้ไม่ให้ซ้ำรอย”
1) อย่าให้ความสำเร็จระยะสั้น ทำให้ชะล่าใจเรื่องระยะยาว (กรณีวัคซีน)  
 - ต้องกระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อวัคซีน ไม่ผูกติดกับแหล่งเดียว และต้องโปร่งใสกว่านี้  
2) อย่าใช้กฎหมายโรคระบาดไปผูกกับการจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง  
- พ.ร.ก.ฉุกเฉินควรถูก “ออกแบบเชิงสิทธิ” มากกว่าที่ผ่านมา  
3) อย่าปล่อยให้ “รัฐรวมศูนย์” บังความจริงว่าการช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยต้องพึ่งเครือข่ายชุมชน 
 
 - นโยบายด้านบนต้องเดินคู่กับการเสริมพลังท้องถิ่น เอ็นจีโอ และอาสาสมัคร ไม่ใช่แค่สั่งการลงมาอย่างเดียว  
ถ้า “ทักษิณตอนสึนามิ” เป็นบทเรียนเรื่องผู้นำที่ลงไปอยู่หน้างานและใช้รัฐแบบ CEO  

“ลุงตู่ตอนโควิด” ก็คือบทเรียนเรื่องผู้นำทหารที่กลายเป็นผู้จัดการรัฐรวมศูนย์ในวิกฤตยืดเยื้อ  

คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “ใครทำดีกว่าใคร”  
แต่คือ – หลังจากผ่านทั้งสึนามิและโควิดมาแล้ว  
เราพร้อมหรือยังที่จะออกแบบ “รัฐไทยเวอร์ชันใหม่”  
ที่จัดการวิกฤตได้ดี โดยไม่ต้องแลกกับ  

- เสรีภาพเกินจำเป็น  
- คนจนตกหล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  
- และผู้นำแบบใดแบบหนึ่งเก่งเฉพาะในวิกฤตบางแบบ แต่พลาดยับในอีกสนามหนึ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top