Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ย้อนรอยหมุดหมายกองทัพเรือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ ‘กรมทหารเรือ’ เป็น ‘กองทัพเรือ’ สัญลักษณ์ยุทธศาสตร์ชาติที่มั่นคงและทันสมัย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อหน่วยกำลังทางเรือของไทยจาก "กรมทหารเรือ" เป็น "กองทัพเรือ" ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กองกำลังทางทะเลของชาติมีโครงสร้างที่ทันสมัยและเหมาะสมกับภารกิจการป้องกันประเทศในยุคใหม่

ก่อนหน้านั้น หน่วยกำลังทางเรือของไทยมีชื่อว่า "กรมทหารเรือ" ที่ทำหน้าที่หลักคือปกป้องชายฝั่งและเส้นทางเดินเรือ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้ปฏิรูประบบกองทัพให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเล็งเห็นความสำคัญของการใช้คำว่า "กองทัพ" เพื่อแสดงสถานะกองกำลังหลักระดับยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมกับกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ในพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 7 ระบุว่า "กรมทหารเรือ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพเรือ" ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ทันที การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังส่งผลในการยกระดับสถานะของกองทัพเรือไทย การจัดโครงสร้างใหม่ที่ทันสมัย รวมทั้งส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนายุทธภัณฑ์ เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำชุดแรกในปี พ.ศ. 2479 และการนำเข้าเรือรบจากต่างประเทศ

กองทัพเรือไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ดูแลพื้นที่น่านน้ำกว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร รวมถึงสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงภายในภูมิภาค การเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2476 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายุทธศาสตร์ทางทะเลที่มีผลต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

เดินหน้ามอบอาหารกว่า 20,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมช่วงฟื้นฟู พร้อมเสนอ 3 มาตรการ ‘ฟื้นคน–ฟื้นเมือง–ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา’

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา โพสต์ข้อความผ่านเพจ สรรเพชญ บุญญามณี กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในจังหวัดสงขลาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างว่า นี่คือวิกฤตที่กระทบทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและระบบเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้ ซึ่งสงขลาในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจด้านบริการ การท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการค้าชายแดน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” หยุดชะงักทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งนี้

นายสรรเพชญระบุว่า จากการลงพื้นที่ต่อเนื่องหลายวัน พบว่าประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบทุกมิติ บ้านเรือนเสียหาย ถนนเชื่อมต่อหลายสายถูกตัดขาด น้ำดื่มและน้ำประปาขาดแคลน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา พะวง เกาะยอ และเขารูปช้าง ที่ต้องพึ่งพาน้ำประปาจากหาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ทำให้เกิดปัญหาโดยทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และหญิงตั้งครรภ์ ยังต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสรรเพชญจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้า “มาตรการฟื้นฟูแบบองค์รวม” ครอบคลุมทั้งคน เมือง และเศรษฐกิจ เพื่อให้สงขลาสามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต ดังนี้
 
3 มาตรการ “ฟื้นคน – ฟื้นเมือง – ฟื้นเศรษฐกิจสงขลา”
1) ฟื้นคน – เยียวยาอย่างครอบคลุมและเข้าถึงง่าย
• เร่งจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย ลดขั้นตอนเอกสาร
• กระจายอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพให้ถึงพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง
• ช่วยเหลือเชิงรุกกลุ่มเปราะบาง
• ซ่อมแซมบ้าน โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานพยาบาล

2) ฟื้นเมือง – โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือภัยพิบัติ
• ผลักดันการก่อสร้าง โรงผลิตน้ำประปาใหม่ในอำเภอเมืองสงขลา ลดการพึ่งพาหาดใหญ่
• ซ่อมถนน คลองระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า–สื่อสาร ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก
• ยกระดับศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานด้านสุขาภิบาล
• อัปเกรดระบบแจ้งเตือนน้ำท่วม–น้ำทะเลหนุนให้ทันสมัย
• กำจัดขยะ ตะกอน น้ำเสียหลังน้ำลด

3) ฟื้นเศรษฐกิจ – ให้ผู้ประกอบการและชุมชนเดินต่อได้
• พักชำระหนี้ต้น–ดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและ SMEs
• ฟื้นฟูเกษตรกรและประมงพื้นบ้าน สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ เครื่องมือที่เสียหาย
• เร่งซ่อมเส้นทางสู่ด่านชายแดนเพื่อให้การค้าฟื้นตัว
• กระตุ้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด ทั้งเมืองเก่าสงขลา เกาะยอ หาดใหญ่ และดึงนักท่องเที่ยวมาเลเซียกลับมา
• สนับสนุนตลาดชุมชนและธุรกิจรายเล็กให้ฟื้นตัวควบคู่

นายสรรเพชญกล่าวว่า “ผมขอฝากความหวังของพี่น้องชาวสงขลาให้รัฐบาลเร่งพิจารณามาตรการเหล่านี้โดยด่วน เพื่อให้สงขลาก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน”

ภารกิจลงพื้นที่ต่อเนื่อง: มอบอาหารปรุงสุกกว่า 20,000 ชุด
ในวันเดียวกัน นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี ลงพื้นที่ในอำเภอบางกล่ำและอำเภอหาดใหญ่ 4 จุด ได้แก่
ศาลาลุงทอง, วัดโคกสมานคุณ, ชุมชนรัชมังคลา และวัดเกาะเสือ รวมถึงพื้นที่ในอำเภอเมืองสงขลา โดย “ครัวบุญญามณี” ดำเนินภารกิจช่วยเหลือติดต่อเป็นวันที่ 6 แล้ว วันนี้ได้มอบอาหารและสิ่งของรวมกว่า 20,000 ชุด ประกอบด้วย
• อาหารปรุงสดจากครัวบุญญามณี 4,000 กล่อง
• บริษัทอาคเนย์คอนกรีต มอบข้าวเหนียวไก่ทอด 1,500 กล่อง
• บริษัทสยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด ผลิตแซนวิชทูน่า 1,000 กล่อง และข้าวผัดปลาทูน่า 3,500 กล่อง
• ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่
o มูลนิธิเนชั่นปันน้ำใจ เครือเนชั่น มอบฟาร์มเฮาส์และขนมพร้อมทาน 7,000 กล่อง
o วิทยาลัยอาชีวศึกษา มอบอาหาร 2,000 กล่อง 
• น้ำดื่มรวมกว่า 10,000 ขวด

นายนิพนธ์ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนยังเดือดร้อนด้านน้ำดื่มอย่างหนัก เนื่องจากหลายพื้นที่น้ำประปาไม่ไหล อีกทั้งเสื้อผ้าไปกับน้ำหมดจึงจำเป็นต้องเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงและเร่งการเยียวยาโดยด่วนที่สุด

อุโมงค์-เครื่องสูบน้ำ-ท่อครบ แต่คนยังต้องลุยน้ำไม่เปลี่ยน งบระบายน้ำ "หลายหมื่นล้าน" หายไปไหน? ถึงเวลาถามหาความจริงจากผู้มีอำนาจ

กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?
ทุกครั้งที่ฝนเทลงมากลางกรุงเทพฯ ภาพที่คนเมืองเห็นไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไหร่  

- แจ้งวัฒนะ หน้าห้าง–หน้าด่านทางด่วน กลายเป็นคลองเฉพาะกิจ  
- รัชดาภิเษก แถวหน้าธนาคารใหญ่ น้ำท่วมซ้ำจนคนจำได้โดยไม่ต้องเปิดข่าว  
- พระราม 9 ซอยลึก ๆ อย่างซอย 7–ทวีมิตร กลายเป็นสระน้ำภาคบังคับของคนทำงานย่านนั้น  

คำถามที่ดังขึ้นทุกปีคือ  
 
> “ในเมื่อ กทม. ประกาศทุ่มงบระบายน้ำ–ป้องกันน้ำท่วมไปแล้วหลายหมื่นล้าน  
> ทำไมคนกรุงยังต้องเดินลุยน้ำจุดเดิมซ้ำ ๆ อยู่ดี?”  

บทความชิ้นนี้ไม่ได้จะบอกว่า “งบหาย” ในความหมายทางคดี  
แต่จะชวนผู้อ่าน TST ถามพร้อมกันว่า  
**เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน–เครื่องสูบน้ำ–อุโมงค์ระบายน้ำ–โครงการระบายน้ำรวม ๆ กันแตะหลัก “หลายหมื่นล้านบาท” แล้ว  
ทำไมประสบการณ์ของคนกรุงเทพยังรู้สึกว่าเมืองนี้ “น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม” แทบไม่เปลี่ยน**

งบหลายหมื่นล้าน: ตัวเลขบนกระดาษที่คนกรุงไม่ค่อยได้เห็นหน้า

ถ้าดูเฉพาะ “ตัวเลขงบประมาณ” ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า กทม. ไม่ได้ขาดเงินด้านนี้เลย  

- งบประมาณปี 2568 (FY2025) ของ กทม. รวมกว่า **90,770 ล้านบาท**  
 โดย “สำนักการระบายน้ำ” ได้งบราว **7,080 ล้านบาท** ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 หน่วยที่ได้งบมากที่สุดร่วมกับโยธาและการแพทย์  
- นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังเปิดข้อมูลว่า  
 มีโครงการของ **สำนักการโยธา, สำนักการระบายน้ำ และสำนักสิ่งแวดล้อม** รวม **31 โครงการ**  
 ใช้งบร่วมกันถึง **43,460 ล้านบาท** อยู่ในขอบเขตการประเมินด้านความโปร่งใสกับเอกชนคู่สัญญา  

แปลไทยเป็นไทยคือ  
> แค่กลุ่มงานโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม.  
> ก็มีเม็ดเงินวิ่งอยู่ในระบบ **ระดับหลายหมื่นล้านบาท** ในช่วงไม่กี่ปีนี้  

ถามกลับมาที่คนอ่านง่าย ๆ  
 
- ในฐานะคนกรุงเทพ เรารู้สึกไหมว่า “เมืองระบายน้ำดีขึ้นเยอะตามระดับตัวเลขงบประมาณ”?  
- หรือเรายังจำจุดเดิมที่ต้องลุ้นทุกครั้งที่กรมอุตุฯ ประกาศ “ฝนหนักในกรุงเทพและปริมณฑล” ได้เหมือนเดิมทุกปี?

เครื่องมือพร้อมกว่าที่เคย: อุโมงค์ 4 แห่ง ปั๊ม 200 สถานี แต่…  
 
ฝั่งตัวเลข “เครื่องมือ” กทม. ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเหมือนกัน  
 
รายงานล่าสุดของสำนักการระบายน้ำระบุว่า เมืองนี้มีอาวุธหลัก ๆ เช่น  

- **อุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง**  
- **สถานีสูบน้ำราว 200 แห่ง**  
- **ประตูระบายน้ำกว่า 240 จุด**  
- **บ่อพักน้ำ–บ่อสูบน้ำกว่า 300 บ่อ**  
- โครงการเสริมแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยา–คลองสายหลัก ความยาวกว่า **80 กิโลเมตร** สูงกว่าน้ำท่วมปี 54  
- แผน “เปิดทางน้ำ” ใน **1,300 คลอง** และล้างท่อระบายน้ำยาวรวม **4,300 กิโลเมตร**  
- ประกาศว่า “ปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมกว่า 60 จุดทั่วกรุงเทพฯ แล้ว”  

ถ้าดูจากเอกสารและงานแถลงข่าว เมืองนี้เหมือน “เตรียมพร้อมเต็มระบบ”  

แต่ในโลกจริง คนขับรถ–ไรเดอร์–แม่ค้า–มนุษย์ออฟฟิศยังต้องถามตัวเองทุกปีว่า  
 
> “ถ้าอุปกรณ์พร้อมขนาดนี้ แล้วทำไมแยกเดิม ซอยเดิมยังท่วมภายในเวลาไม่กี่สิบนาทีหลังฝนตก?” 


น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: ปัญหารั่วไหลที่ไม่ได้อยู่แค่ในท่อ
 
ลองดูตัวอย่าง “จุดท่วมซ้ำซาก” ตามข้อมูลทั้งจากสำนักการระบายน้ำ และสื่อหลายแห่ง  

**แจ้งวัฒนะ**  
 ช่วงคลองประปา–คลองเปรมประชากร, หน้าแม็คโคร–ห้างใหญ่–ทางขึ้นทางด่วน  
 กลายเป็นภาพจำทุกครั้งที่ฝนมาหนัก  
- **รัชดาภิเษก**  
 แถวหน้าธนาคารใหญ่/แยกสำคัญ น้ำขังเร็ว เพราะพื้นผิวถนนเป็นแอ่งและท่อรับน้ำรองไม่ทัน  
- **พระราม 9 – ซอยเอกชน**  
 อย่างซอย 7 (ทวีมิตร) เคยถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่เอกชนที่ กทม. ช่วยได้จำกัด ต้องอาศัยการสูบน้ำหน้าปากซอยเป็นหลัก  
- **โซนตะวันออก–โซนเหนือของกรุงเทพฯ**  
 ถูกขึ้นทะเบียนเป็น “พื้นที่ลุ่มรับน้ำ–จุดเสี่ยงน้ำท่วม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานต่าง ๆ รวมถึงแผนที่เสี่ยงอุทกภัยของ กทม. เอง  

จุดร่วมของพื้นที่เหล่านี้คืออะไร?
 
1. **ถูกบันทึกเป็น “จุดเสี่ยง–จุดเฝ้าระวัง” มาหลายปี**  
2. **มีการลงแก้ไขเชิงโครงการอยู่บ้าง** – ขยายท่อ, เสริมปั๊ม, ทำบ่อพัก  
3. แต่ในสายตาคนใช้ถนน–คนอยู่แถวนั้น “สภาพหลังฝนหนักยังเหมือนเดิม”  

นี่คือช่องว่างระหว่างคำว่า  
 
> “เรามีแผนแก้ไขและดำเนินการแล้ว”  
> กับ  
> “คนในพื้นที่รู้สึกว่าปัญหาถูกแก้จริงหรือยัง”

4 รูรั่วของระบบ ที่เงินอย่างเดียวอาจอุดไม่ได้
 
เมื่อมองจากมุมคนเมือง จะเห็น “รูรั่ว” ของระบบระบายน้ำกรุงเทพอย่างน้อย 4 จุดใหญ่ ๆ  

1) ผังเมือง–การถมที่–ถนนที่กลายเป็นเขื่อน
 
แม้จะมีท่อ–ปั๊ม–บ่อพักมากขึ้น แต่ถ้าผังเมืองยังเปิดทางให้  
 
- ถมที่สูงบังทางน้ำ  
- สร้างหมู่บ้าน–คอนโด–ศูนย์การค้า โดยไม่เว้นพื้นที่รับน้ำ  
- สร้างถนนแบบ “คันกั้นน้ำ” แต่ลืมทำช่องระบายให้เพียงพอ  
 
น้ำก็จะวนกลับมาท่วมอยู่ดี  
และนี่คือโจทย์ที่ “งบระบายน้ำ” จัดการไม่ได้ ถ้าไม่กล้าปรับกติกาเรื่องการใช้ที่ดินอย่างจริงจัง

2) พื้นที่เอกชนที่รัฐเข้าไปแทบไม่ได้
 
บางจุดท่วมซ้ำซาก เพราะอยู่ในที่เอกชนลึก ๆ  
- ท่อสาธารณะเข้าไม่ถึง  
- รถสูบน้ำเข้าได้เฉพาะหน้าปากซอย  
- การจะทำท่อ–บ่อพักเพิ่ม ต้องเจรจาเจ้าของที่ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะยอม  
 
สุดท้าย กทม. แก้ได้แค่ “ปลายท่อ”  
แต่ต้นเหตุอยู่ในที่เอกชน ที่คนในซอยต้องรับชะตากรรมเอง

3) การบำรุงรักษา–ขยะ–การใช้งานจริง
 
หลายครั้งปัญหาไม่ใช่ว่า “ไม่มีท่อ” หรือ “ไม่มีปั๊ม”  
แต่คือ  
 
- ตะแกรงท่ออุดตันด้วยขยะ  
- คลองเต็มไปด้วยวัชพืช–สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ  
- ปั๊มบางจุดเก่า–เสีย–กำลังไม่พอ ในวันที่ฝนเกินค่าที่ออกแบบไว้  
 
ภาพเจ้าหน้าที่คุ้ยขยะหน้าท่อ ดูดน้ำออกจากฝาท่อทุกครั้งที่ฝนตกหนัก คือหลักฐานว่า  
 
> เงินซื้อเครื่องมือได้  
> แต่การดูแลเครื่องมือในชีวิตจริงไม่เคยง่าย และไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่ารูปพิธีเปิดโครงการ

4) ความโปร่งใส–การติดตามผลที่คนทั่วไปแตะไม่ถึง
 
แม้ ป.ป.ช. จะเปิดข้อมูลว่าโครงการด้านโยธา–ระบายน้ำ–สิ่งแวดล้อมของ กทม. มูลค่ารวมกว่า **43,460 ล้านบาท** ถูกนำเข้ากรอบประเมินความโปร่งใสและวัฒนธรรมต้านคอร์รัปชันแล้ว  

คำถามคือ  
 
- คนกรุงเทพ **เข้าถึงข้อมูลระดับ “โครงการไหน ทำอะไร ที่ไหน งบเท่าไหร่ ผลลัพธ์คืออะไร” ได้ขนาดไหน?**  
- มีระบบติดตามผลแบบเปิดเผยให้คนในพื้นที่ร่วมให้คะแนนหรือไม่  
- หรือทุกอย่างยังจบที่ไฟล์ PDF ในเว็บไซต์ราชการกับงานแถลงข่าวไม่กี่ครั้งต่อปี
 
ถ้าเราไม่รู้ว่าโครงการ 1,000 ล้านทำอะไรที่ไหน  
ก็ยากจะถามต่อได้ว่า “เงินที่ลงไป แก้ปัญหาจริงไหม หรือแค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมเป็นป้ายโครงการสวย ๆ”

งบไม่หาย แต่คำตอบหาย: 4 คำถามที่คนกรุงควรต้องได้คำตอบ
 
เวลาพูดว่า “งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน”  
เราควรแปลงประโยคให้คมและแฟร์ขึ้นเป็นคำถาม 4 ข้อแบบตรง ๆ ว่า  
 
1. **งบที่ลงไปแล้ว เปลี่ยนสถิติ “จุดท่วมซ้ำซาก” ได้แค่ไหน?**  
  - มีจุดไหนบ้างที่เคยติดลิสต์เสี่ยง แล้ววันนี้หลุดออกจากลิสต์อย่างยั่งยืน  
2. **โครงการใหญ่ ๆ ที่ใช้เงินก้อนโต มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่คนกรุงสัมผัสได้ชัดเจนหรือไม่?**  
  - เช่น เวลาระบายน้ำลดลงจากกี่ชั่วโมงเหลือกี่นาที ไม่ใช่แค่รูปตัดริบบิ้น  
3. **ข้อมูลโครงการ–พื้นที่–งบประมาณ เปิดให้คนในพื้นที่ตรวจสอบได้จริงแค่ไหน?**  
  - ถ้าเราเป็นคนแจ้งวัฒนะ จะเข้าไปดูได้ไหมว่า “ตรงหน้าบ้านเรา ปีนี้มีโครงการอะไรลงมาบ้าง”  
4. **การถอดบทเรียนหลังฝนใหญ่แต่ละครั้ง ถูกแปลงเป็น action จริงแค่ไหน?**  
  - หลังเหตุการณ์ 3–4 พ.ย. 2568 ที่แจ้งวัฒนะ–เมืองทองจมอีกครั้ง มีอะไรเปลี่ยนจริงบ้างนอกจากโพสต์รายงานสถานการณ์ในเพจ?  

ถ้ารัฐตอบได้ดี  
คำว่า “งบหาย” จะค่อย ๆ แปรรูปเป็นความเชื่อมั่นว่า “งบถูกใช้”  
 
แต่วันนี้ คนกรุงเทพจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่า  
 
> งบอยู่ในเอกสาร  
> แต่น้ำอยู่ในรองเท้าเรา  

จาก “ท่อ–ปั๊ม–อุโมงค์” สู่ “เมืองที่กล้าปรับกติกาให้คนอยู่กับน้ำได้”
 
สุดท้ายแล้ว ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพไม่ใช่แค่เรื่องขนาดท่อ หรือจำนวนปั๊ม  

มันคือสามเหลี่ยมระหว่าง  
 
1. **ผังเมือง–การใช้ที่ดิน**  
2. **โครงสร้างพื้นฐาน–ระบบระบายน้ำ**  
3. **ธรรมาภิบาล–การมีส่วนร่วมของประชาชน**
 
ถ้าโฟกัสแต่ข้อ 2 แล้วไม่แตะข้อ 1 และ 3 เลย  
ต่อให้งบระบายน้ำโตแค่ไหน คนกรุงเทพก็จะยืนอยู่จุดเดิมเวลาเข้าฤดูฝน  
 
คำถามที่ควรโยนกลับไปถึงผู้มีอำนาจในเมืองนี้จึงไม่ใช่แค่  
 
> “จะเพิ่มปั๊มอีกกี่เครื่อง จะขุดอุโมงค์อีกกี่เส้น?”  


แต่ต้องรวมถึงว่า  
 
- **จะกล้าปรับผังเมือง–กติกาการถมที่–การออกใบอนุญาตก่อสร้าง อย่างที่ให้ “น้ำมีทางไป” จริง ๆ หรือไม่?**  
- **จะเปิดข้อมูลทุกโครงการ–ทุกบาท ให้คนกรุงเทพช่วยกันจับผิดและชี้จุดปรับปรุงได้แค่ไหน?**  

เพราะสุดท้าย  
 
> น้ำท่วมซ้ำจุดเดิม…ไม่ได้แปลว่า “ท่อไม่มี”  
> แต่มันอาจกำลังบอกเราว่า **“เมืองนี้กล้าเปลี่ยนได้แค่งบประมาณ แต่ยังไม่กล้าเปลี่ยนกติกา”**  

และตราบใดที่คำตอบเหล่านี้ยังไม่ชัด  
หัวข้ออย่าง **“กรุงเทพน้ำท่วมซ้ำจุดเดิม: งบระบายน้ำหลายหมื่นล้านหายไปไหน?”**  
ก็จะยังเป็นคำถามที่คนกรุงเทพต้องถามซ้ำ…พอ ๆ กับที่น้ำท่วมซ้ำจุดเดิมทุกปี

‘รมช.มหาดไทย’ เร่งช่วยพี่น้อง ประชาชนในเมืองสงขลา หลังประปางดจ่ายน้ำ ชี้เดือดร้อนหนักทั่วทั้งอำเภอ

นายเจือ ราชสีห์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เพื่อขอความอนุเคราะห์สนับสนุนน้ำดื่ม–น้ำใช้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา หลังได้รับการร้องเรียนว่าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค–บริโภคอย่างหนัก

สืบเนื่องจาก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสงขลา งดจ่ายน้ำตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และยังไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะกลับมาจ่ายได้เมื่อใด ส่งผลให้ประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ได้รับความเดือดร้อนทั่วทั้งพื้นที่ ได้แก่
เทศบาลนครสงขลา
เทศบาลเขารูปช้าง
เทศบาลพะวง
ตำบลเกาะยอ
ตำบลเกาะแต้ว
ตำบลทุ่งหวัง

นายเจือ"ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนน้ำดื่มและน้ำใช้ต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตประจำวันและสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน

จึงได้ขอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปาส่วนภูมิภาค และหน่วยงานสนับสนุนอื่น ๆ จัดรถบรรทุกน้ำลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมทุกชุมชน และทันต่อสถานการณ์

 

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมศิลปากร สานภารกิจอนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดมรดกไทย เปิดโลกเรียนรู้ผ่าน FADiscovery มุ่งให้ศิลปวัฒนธรรมเป็นพลังสร้างอนาคตชาติ

เชื่อว่าหลายคนอาจคุ้นชื่อ “กรมศิลปากร” มานาน แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำอะไรบ้างในยุคปัจจุบัน แท้จริงแล้วกรมศิลปากรคือ “ผู้พิทักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ” ดูแลทุกสิ่งที่เป็นรากเหง้าเรื่องราวของความเป็นไทย ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พิพิธภัณฑ์ เอกสารโบราณ จารึก หนังสือ หอสมุด และจดหมายเหตุสำคัญของประเทศ รวมถึงศิลปะการแสดง งานหัตถศิลป์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพื่อธำรงคุณค่าและเอกลักษณ์ของชาติให้สืบทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป 

ภารกิจของกรมศิลปากรในวันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “การเก็บรักษา” แต่ต้องทั้งคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บูรณะ ฟื้นฟู สร้างสรรค์ วิจัย และเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมทั้งพัฒนามรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ นาฏดุริยางคศิลป์ ภาษา เอกสาร และหนังสือ ล้วนรวมอยู่ในภารกิจของกรมเดียวกัน ภายใต้โครงสร้างที่ครอบคลุมตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสำนักศิลปากรภูมิภาคทั่วประเทศ 

ท่ามกลางภารกิจอันหลากหลายเช่นนี้ บทบาทของ “นายพนมบุตร จันทรโชติ” ในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเป็นนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลป์สายวิชาการแท้ ๆ ที่เติบโตมาจากงานภาคสนามและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในกรม และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา 

>>ประวัติการศึกษา 

-ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ประวัติศาสตร์ศิลปะ) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

>>เส้นทางการรับราชการในกรมศิลปากร 

-พ.ศ. 2535 เริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร เป็นภัณฑารักษ์ 3 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
-พ.ศ. 2538 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
-พ.ศ. 2542 หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
-พ.ศ. 2547 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

-พ.ศ. 2558 ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (พ.ค. 2558) และ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ส.ค. 2558)
-พ.ศ. 2561 รองอธิบดีกรมศิลปากร (ธ.ค. 2561)
-พ.ศ. 2565 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ก.ค. 2565)
-พ.ศ. 2565 อธิบดีกรมศิลปากร (ต.ค. 2565)

>>การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง 
-หลักสูตรพัฒนานักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.) รุ่นที่ 8
-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง (ส.นบส.) รุ่นที่ 11 สำนักงาน ก.พ.

>>เกียรติประวัติ / เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 
-ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก
-ประถมาภรณ์มงกุฎไทย
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก

>>ผลงานและประสบการณ์เด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดี
-สั่งสมประสบการณ์ภาคสนามในฐานะภัณฑารักษ์ ดูแลงานโบราณวัตถุและการจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ในพื้นที่โบราณสถานสำคัญของประเทศ

-ขยายบทบาทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติระดับจังหวัด ทั้งที่ร้อยเอ็ดและสุพรรณบุรี โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรม

-บริหารการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ในฐานะพิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลอง–ท่าจีน

-ในตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั้งในด้านการจัดแสดง การบริการประชาชน และการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชาติ

เมื่อก้าวสู่บทบาท “อธิบดีกรมศิลปากร” นายพนมบุตรเดินหน้าขับเคลื่อนงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่มากขึ้น หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการจัดงานครบรอบ 112 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ซึ่งเขาแถลงผลงานภายใต้แนวคิด “อนุรักษ์ สืบทอด ต่อยอดมรดกศิลปวัฒนธรรม จากคุณค่าสู่มูลค่า” พร้อมเปิดตัว Application “FADiscovery” เป็นช่องทางใหม่ในการนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุ โบราณสถาน เอกสารโบราณ และแหล่งมรดกของชาติได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านระบบนำทาง ข้อมูลชิ้นสำคัญ และการวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้แบบ Real Time 

นอกจากนั้น เขายังให้ความสำคัญกับการผลักดันมรดกทางเอกสารของไทยสู่เวทีโลก ตัวอย่างชัดเจนคือ การแถลงข่าวและสนับสนุนการจัดนิทรรศการ “จากมรดกชาติค่าล้ำ สู่มรดกความทรงจำแห่งโลก” เพื่อฉลองการที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารไทย 3 รายการ ได้แก่ สมุดไทย “นันโทปนันทสูตรคำหลวง” ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” และเอกสารการก่อตั้งประชาคมอาเซียน เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) โดยเน้นให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ให้คงอยู่ 

ในมิติการบริหารจัดการ นายพนมบุตรยังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานในภูมิภาคอย่างสม่ำเสมอ ทั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสำนักศิลปากรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรับฟังปัญหาจากเจ้าหน้าที่หน้างาน และผลักดันให้การดูแลโบราณสถาน-พิพิธภัณฑ์ในภูมิภาคมีมาตรฐานเดียวกันกับส่วนกลาง เช่น การตรวจเยี่ยมพื้นที่รับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เป็นต้น สะท้อนสไตล์การทำงานที่เน้นการลงพื้นที่และการประสานงานกับองค์กรท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

เมื่อมองผ่านเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมศิลปากร จะเห็นว่า พนมบุตรคือ “นักวิชาการที่เติบโตมาจากพิพิธภัณฑ์” ผสานพื้นฐานโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ศิลป์เข้ากับประสบการณ์บริหารระดับพื้นที่และระดับกรม ความรู้เชิงลึกด้านมรดกวัฒนธรรม ประกอบกับการผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง และผลงานด้านการผลักดันเทคโนโลยีดิจิทัลมารองรับการเรียนรู้ของประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร เป็นทั้งผู้นำเชิงนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารที่เข้าใจงานภาคสนามไปพร้อมกัน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนได้บนฐานของผลงานที่จับต้องได้ 

การได้ “พนมบุตร จันทรโชติ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของวงการศิลปวัฒนธรรมชาติ เขาเป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยนำพากรมศิลปากรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ทั้งในด้านการอนุรักษ์มรดกทางกายภาพ การผลักดันมรดกภูมิปัญญาสู่ระดับสากล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของกรมให้ใกล้ชิดกับประชาชนยิ่งขึ้น หากเดินหน้าตามแนวทาง “อนุรักษ์-สืบทอด-ต่อยอดจากคุณค่าสู่มูลค่า” อย่างต่อเนื่อง ย่อมมีส่วนสำคัญในการทำให้มรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ยัง “เติบโต” อยู่ในชีวิตคนไทยและเวทีโลกอย่างยั่งยืน

หลังวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ “นิพนธ์-สมยศ” ต้องกุมขมับคิดหนัก ในการตัดสินใจครั้งใหญ่

มีคำถามมากมายว่าน้ำท่วมใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่โหดร้าย รุนแรง กระทบการเมืองอย่างไร การเมืองในสงขลา / ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ได้ตัดสินใจแล้วย้ายไปภูมิใจไทย จะกลับใจได้ไหม ทันไหม มีสรรเพชญ บุญญามณี / สมยศ พลายด้วง ย้ายตามไปด้วย

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน น้ำท่วมเป็นเหตุ รัฐบาลภายใต้อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์หนักถึงความล้มเหลวในการบริหารภาวะวิกฤต จะมีผลให้กลุ่มนิพนธ์ /สมยศ ตัดสินใจไม่ย้ายพรรคได้หรือไม่
-จะกลื่นเลือด หรือกลับคำ

สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะ สงขลา ไม่ได้เป็นแค่ภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ส่งแรงสะเทือนทางการเมืองเป็น “โดมิโน” โดยเฉพาะ ขั้วนิพนธ์ บุญญามณี ที่ตัดสินใจย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แล้ว

1) การเมืองสงขลาที่กำลังสั่นไหว เดิมมีสัญญาณชัดว่า นิพนธ์ บุญญามณี ตัดสินใจย้ายไปภูมิใจไทย มีสรรเพชญ บุญญามณี และสมยศ พลายด้วง ตามไปด้วย

เตรียม “แพ็กทีม” ย้ายตามไปด้วย ถือเป็น “บล็อกการเมือง” ที่มีฐานคะแนนแข็งในเมืองสงขลา ย่านควนลัง–คอหงส์ และเครือข่าย อบจ./อบต.ที่เข้มแข็ง

การย้ายครั้งนี้เกือบจะลงล็อกอยู่แล้ว แต่…?

2) น้ำท่วมทำให้สถานการณ์เปลี่ยน สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น น้ำท่วมครั้งนี้กลายเป็น “ตัวแปรใหม่” เพราะประชาชนตั้งคำถามดังๆ ว่า

รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน บริหารวิกฤตล้มเหลว
 -แจ้งเตือนช้า /ไม่เน้นย้ำ
 -การช่วยเหลือไม่ทัน
 -ภาพรวมการประสานงานดูยุ่งเหยิง
 -ท้องถิ่นต้องแก้ปัญหาเอง
 -ภูมิใจไทยในฐานะพรรคเจ้ากระทรวงหลัก ถูกวิจารณ์หนัก
 -ให้ข้าราชการเป็นแพะรับบาป

เมื่อรัฐบาลเสียภาพลักษณ์ คนที่กำลังจะย้ายเข้าภูมิใจไทย…ย่อมต้อง คิดหนัก คิดใหม่

3) คำถามสำคัญ: กลุ่มนิพนธ์–สมยศ จะ “กลืนเลือด” หรือ “กลับคำ”?

ปัจจัยที่อาจทำให้ “ไม่ย้าย”
1.กลัวถูกมองว่าเลือกพรรคผิดเวลา น้ำท่วมยังไม่ทันแห้ง ประชาชนกำลังโกรธรัฐบาล หากประกาศย้ายตอนนี้ ถูกด่าเละแน่
2.ภาพลักษณ์พื้นที่ในสงขลา ยังเป็นพื้นที่ที่คนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อปัญหาน้ำท่วม ใครขยับผิดจังหวะ คะแนนหายทันทีแน่นอน
3.คะแนนเสียงฐานเดิมของนิพนธ์คอการเมืองสงขลารู้ดีว่า
ยี้ห้อ “บุญญามณี” การันตีได้ มีน้ำหนักในพื้นที่
แต่เสี่ยงถูกกัดเซาะคะแนน หากไปอยู่พรรคที่เพิ่งถูกวิจารณ์จากภัยพิบัติ
4.สัญญาณภายในภูมิใจไทยเอง ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ดี ภูมิใจไทย (ภท.)อาจตกอยู่ในโหมด “ป้องกันความเสียหาย” มากกว่าดึงคนเข้า ภูมิใจไทยจะกู้วิกฤตได้ด้วยมาตรการฟื้นฟู-เยียวยา ที่เร็วและแรงพอ ไม่งั้นตายอย่างเขียด

4)แต่โอกาส “กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ” ก็ยังมี มุมกลับคือ กลุ่มนิพนธ์อาจเลือก “เดินหน้าตามดีลเดิม” ด้วยเหตุผลคือ
 -ดีลผลประโยชน์และพื้นที่เลือกตั้งอาจลงตัวไปหมดแล้ว
 -การเมืองระดับชาติยังต้องรอดู “ปีเลือกตั้ง”
 -ภท. อาจแก้วิกฤตได้บางส่วนในช่วงต่อไป
 -กลุ่มนิพนธ์ต้องการพรรคที่ให้โอกาสทางการเมืองมากกว่าพรรคเดิม

สรุปว่า

แนวโน้มที่ 1 — กลับคำ ไม่ย้าย (50%)
น้ำท่วมส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์รัฐบาล–ภูมิใจไทย หากคะแนนเสียงในพื้นที่สะเทือนหนัก  กลุ่มนิพนธ์อาจ “พับดีล” หรือ “ชะลอ” การย้าย

แนวโน้มที่ 2 กลืนเลือด แล้วย้ายต่อ (50%)
ถ้าดีลผลประโยชน์/พื้นที่ได้เปรียบมากกว่า และประเมินว่าคะแนนไม่เสียมากก็อาจเดินหน้าตามแผน แม้สถานการณ์จะไม่เอื้อ

ประโยคสรุปสั้นที่สุด
น้ำท่วมทำให้เกมย้ายพรรคของกลุ่มนิพนธ์–สมยศ “ไม่จบเหมือนเดิม” แต่เปิดโอกาสให้ทุกอย่าง “กลับตาลปัตร” ได้ทันที หากประชาชนโทษรัฐบาลหนักขึ้นเรื่อยๆ

แต่นักการเมืองไม่ควรชักเข้าชักออก ตัดสินใจแล้วเดินหน้า แพ้ชนะไปว่ากันในสนามเลือกตั้ง

น้ำท่วมฉับพลัน สังเวยแล้ว 303 ศพ สูญหายอีก 279 ราย บนเกาะสุมาตรา รัฐเร่งค้นหา-ฟื้นฟูสื่อสาร-ส่งของบรรเทา เตือน ปชช.เฝ้าระวังแม้อากาศเริ่มดีขึ้นแล้ว

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยฉับพลันและดินถล่มใน 3 จังหวัดบนเกาะสุมาตรา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 303 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 279 คน ขณะที่หลายพื้นที่ยังคงประสบปัญหาการเข้าถึงและการสื่อสารติดขัด

พลโทซูฮาร์ยันโต หัวหน้า BNPB ระบุว่า จังหวัดสุมาตราเหนือได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 166 คน และสูญหาย 143 คน ส่วนจังหวัดสุมาตราตะวันตกมีผู้เสียชีวิต 90 คน สูญหาย 85 คน ขณะที่จังหวัดอาเจะห์มีผู้เสียชีวิต 47 คน และยังตามหาผู้สูญหายอีก 51 คน โดยตัวเลขผู้ประสบภัยมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น

หัวหน้า BNPB ได้ประชุมประสานงานกับหน่วยงานภาคสนามในทั้ง 3 จังหวัด ย้ำให้เร่งปฏิบัติการในพื้นที่ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มดีขึ้น ซึ่งมอบ 3 ภารกิจเร่งด่วนคือ ค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหาย ฟื้นฟูและเปิดช่องทางการสื่อสารที่ถูกตัดขาด และจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม และของใช้จำเป็นขึ้นเครื่องบินเพื่อกระจายไปยังชุมชนที่ถูกตัดขาดในหลายอำเภอของทั้งสุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์ ขณะที่ชาวบ้านและทีมกู้ภัยยังคงช่วยกันค้นหาเหยื่อท่ามกลางซากดินถล่มและบ้านเรือนที่ถูกกระแสน้ำพัดพังเสียหายจำนวนมาก

แสดงความเสียใจเหตุน้ำท่วมภาคใต้ไทย ร่วมไว้อาลัยผู้สูญเสียจากภัยพิบัติรุนแรง ขออวยพรผู้บาดเจ็บให้ฟื้นตัวโดยเร็ว จากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้

(30 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย รายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทยถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีใจความดังต่อไปนี้

ฝ่าพระบาท ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์อุทกภัยระดับรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย 

ข้าพเจ้าเห็นอกเห็นใจและขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต ขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์อุทกภัยฟื้นตัวในเร็ววันจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้ ด้วยความเคารพอย่างสูง วลาดีมีร์ ปูติน

บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้าน SM True ร่วมบริจาคด้วย 3 ล้านบาท ให้สภากาชาดไทย

(29 พ.ย. 68) วง Super Junior ประกาศบริจาคเงิน 1,000,000 บาทให้กับสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมกับแสดงความห่วงใยและขอบคุณเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือประชาชน

SM True ผู้ดูแลวงในไทยโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเผยว่าการบริจาคครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่วงจะจัดคอนเสิร์ต "20th Anniversary World Tour ‘SUPER SHOW 10’" ที่กรุงเทพฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความหมายทั้งในด้านสาธารณะและความรักแฟนคลับไทย

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้สร้างความเสียหายหนักและมีประชาชนต้องอพยพเป็นจำนวนมาก การบริจาคของ Super Junior จึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างศิลปินกับแฟนคลับและประชาชนไทย ส่งกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้

วงได้ส่งข้อความตรงผ่าน SM True ว่า "Super Junior ขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้" พร้อมฝากกำลังใจให้ "ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด"

อีกทั้งบริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด ขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ทางบริษัทฯ ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 3,000,000 บาท (3 ล้านบาท) ให้กับสภากาชาดไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top