Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

‘ดาบสองคม’ ตลาดประกัน EV! แม้เบี้ยประกันแพง แต่เสี่ยงขาดทุนสูง บีบบริษัทต้องลงทุนในเทคโนโลยี-ฝึกอบรมช่าง เน้นความร่วมมือกับผู้ผลิต ลดภาวะขาดทุนหนัก

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังเปิดมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่กำลังปรับตัวเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเทคโนโลยีและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป ทำให้บริษัทประกันต้องศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรอบคอบ ขณะที่ต้องเผชิญกับ "ดาบสองคม" ระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับความเสี่ยงของการขาดทุนหนัก

ภาพรวมตลาดประกันภัยรถยนต์ไทย: ความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันสูง

นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งมีบริษัทประกันจำนวนมากแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้เกิด "สงครามราคา" ที่บริษัทต่างเสนออัตราเบี้ยประกันที่ต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า

"การแข่งขันด้วยราคาในตลาดประกันรถยนต์ทำให้อัตรากำไรของบริษัทประกันลดลงอย่างต่อเนื่อง บางบริษัทยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ลูกค้า ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของอุตสาหกรรม" นายสมพรกล่าว
.
สถานการณ์นี้ทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนค่าซ่อมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงและค่าอะไหล่ที่ปรับตัวขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่เบี้ยประกันกลับถูกกดให้ลดลงจากการแข่งขัน ทำให้อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน (Loss Ratio) อยู่ในระดับสูง
.
EV: โอกาสทองท่ามกลางความท้าทาย

การเติบโตของตลาดรถยนต์ EV ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการจ่ายเบี้ยประกันค่อนข้างสูง และเป็นตลาดที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะ

นายสมพรระบุว่า "รถยนต์ EV มีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่น ความเสี่ยงจากการลุกไหม้ของแบตเตอรี่ หรือความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่ได้รุนแรงกว่ารถทั่วไป"

ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงพัฒนากรมธรรม์ที่ครอบคลุมความคุ้มครองเฉพาะสำหรับ EV โดยเฉพาะความคุ้มครองแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า

ความท้าทายในการประกัน EV

การให้ความคุ้มครองประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV มีความท้าทายหลายประการ:

ข้อมูลสถิติที่จำกัด - เนื่องจาก EV เป็นเทคโนโลยีใหม่ในไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุและค่าสินไหมทดแทนที่เพียงพอสำหรับการคำนวณเบี้ยประกันอย่างแม่นยำ บริษัทประกันจึงต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศประกอบการพิจารณา

ต้นทุนการซ่อมที่สูงลิ่ว - ชิ้นส่วน EV โดยเฉพาะแบตเตอรี่มีราคาแพง และศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญยังมีจำกัด ค่าซ่อมบางรายการอาจสูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่า หากเกิดความเสียหายกับแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าหลัก นายสมพรเตือนว่า "ในบางกรณีที่แบตเตอรี่เสียหายจากอุบัติเหตุหรือน้ำท่วม ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่อาจสูงถึง 40-60% ของราคารถทั้งคัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องคำนึงอย่างรอบคอบ"

ความซับซ้อนทางเทคนิค - ผู้ประเมินความเสียหายและช่างซ่อมต้องมีความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับ EV ซึ่งบริษัทประกันต้องลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากร

มูลค่าตกต่ำที่รวดเร็ว - เทคโนโลยี EV พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้รถรุ่นเก่ามีมูลค่าตกต่ำเร็วกว่ารถทั่วไป ส่งผลต่อการคำนวณทุนประกันภัยและมูลค่าชดเชยในกรณีรถเสียหายสิ้นเชิง

ดาบสองคม: เบี้ยประกันแพงกับความเสี่ยงขาดทุนหนัก

ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมประกันกำลังเผชิญคือการหาจุดสมดุลระหว่างการตั้งราคาที่สะท้อนความเสี่ยงจริงกับการไม่ให้ราคาสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซื้อรถ EV ของผู้บริโภค

ผลกระทบต่อผู้บริโภค - ปัจจุบันเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปประมาณ 30-50% ขึ้นอยู่กับรุ่นและมูลค่ารถ สำหรับรถ EV ที่มีราคาประมาณ 1-1.5 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชั้น 1 อาจอยู่ที่ 25,000-40,000 บาทต่อปี ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายในราคาใกล้เคียงกันอาจเสียเบี้ยเพียง 18,000-25,000 บาท

ความแตกต่างนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหลายรายลังเลในการตัดสินใจซื้อรถ EV โดยเฉพาะเมื่อโครงการอุดหนุนจากภาครัฐสิ้นสุดลง ต้นทุนการใช้งานโดยรวมของ EV จึงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงจากราคารถที่แพงขึ้น แต่รวมถึงค่าประกันที่สูงตามมา

นายสมพรอธิบายว่า "เราเข้าใจดีว่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด EV แต่บริษัทประกันก็ไม่สามารถเสนอราคาที่ต่ำเกิดความเสี่ยงจริงได้ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดทุนที่รุนแรง"

ความเสี่ยงของบริษัทประกัน - ในทางกลับกัน หากบริษัทประกันตั้งราคาต่ำเกินไปเพื่อแข่งขันหรือดึงดูดลูกค้า ความเสี่ยงของการขาดทุนหนักมีสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่มีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ

กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า บริษัทประกันหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนจากการรับประกัน EV ในช่วงแรก เนื่องจากประเมินความเสี่ยงต่ำไปและไม่คาดคิดว่าค่าสินไหมทดแทนจะสูงมากเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุด

นายสมพรเผยว่า "บางบริษัทในต่างประเทศต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกัน EV ขึ้นถึง 50-70% หลังจากที่พบว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) สูงเกินกว่า 100% ซึ่งหมายความว่าจ่ายค่าสินไหมมากกว่าเบี้ยที่เก็บได้ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่บริษัทประกันไทยต้องระวัง"

กรณีอุบัติเหตุน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะเมื่อรถ EV จมน้ำ แม้จะดูเหมือนไม่มีความเสียหายภายนอกมากนัก แต่ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่อาจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องเปลี่ยนทั้งชุด ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงเกือบเท่ากับรถคันใหม่

"ในประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ความเสี่ยงนี้ทำให้บริษัทประกันต้องตั้งเบี้ยประกันให้สูงพอที่จะรองรับค่าสินไหมที่อาจเกิดขึ้น" นายสมพรกล่าว

กลยุทธ์ของบริษัทประกัน

เพื่อรองรับตลาด EV และบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล บริษัทประกันหลายแห่งได้พัฒนากลยุทธ์ต่างๆ:

ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและการแบ่งระดับความเสี่ยง - พัฒนากรมธรรม์ที่ออกแบบมาสำหรับ EV โดยเฉพาะ ครอบคลุมความเสี่ยงที่แตกต่าง เช่น ความคุ้มครองแบตเตอรี่แบบจำกัดและไม่จำกัด ความคุ้มครองสถานีชาร์จที่บ้าน และการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อแบตเตอรี่หมดกลางทาง โดยให้ลูกค้าเลือกระดับความคุ้มครองตามงบประมาณ

ความร่วมมือกับผู้ผลิตและการรับประกันแบบมีเงื่อนไข - สร้างพันธมิตรกับค่ายรถยนต์เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางเทคนิค ตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษา และพัฒนาเครือข่ายศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพื่อควบคุมต้นทุนค่าซ่อม บางบริษัทกำหนดเงื่อนไขว่าต้องซ่อมที่ศูนย์ที่กำหนดเท่านั้นจึงจะได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน

การใช้เทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยง - นำเทคโนโลยี Telematics มาใช้ในการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ สภาพการใช้งานแบตเตอรี่ และรูปแบบการชาร์จ เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเสนอเบี้ยประกันที่เป็นธรรมตามความเสี่ยงจริง ผู้ขับขี่ที่ดูแลรถดีและมีพฤติกรรมปลอดภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน

การจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและการกำหนด Deductible - พัฒนามาตรการป้องกันและลดความเสียหาย เช่น การให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแบตเตอรี่ การตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะ และการกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ที่สูงขึ้นสำหรับความเสียหายของแบตเตอรี่ เพื่อแบ่งความเสี่ยงกับผู้เอาประกัน

มุมมองอนาคต

นายสมพรมองว่า สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยี EV มีความเสถียรมากขึ้น "ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อเรามีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ เข้าใจพฤติกรรมและความเสี่ยงของ EV ในบริบทไทยมากขึ้น และมีศูนย์ซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น เบี้ยประกัน EV น่าจะปรับลดลงได้ และเข้าใกล้ระดับของรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น"

นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องมีส่วนช่วยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมประกัน เช่น การจัดทำฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับ EV การส่งเสริมให้มีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การพิจารณามาตรการลดภาษีหรือสนับสนุนเบี้ยประกันในช่วงแรก เพื่อช่วยลดภาระให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

"บริษัทประกันที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาด EV ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต" นายสมพรกล่าวทิ้งท้าย

การเติบโตของตลาด EV จึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังเป็นตัวทดสอบความสามารถของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในการปรับตัว สร้างนวัตกรรม และสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และการตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
 

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ผนึกกำลัง “4 กระทรวง” คิกออฟ “สกร.จิตอาสาฯ-สกร.ร่วมใจพัฒนา” 7 จว. ร่วมเร่งฟื้นฟู ‘เมืองหาดใหญ่’ หลังประสบอุทกภัย สะท้อน สกร. เป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 68) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมจัดกิจกรรม Kick Off การฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างเร่งด่วนและทั่วถึงซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการช่วยเหลือ พร้อมทั้งสอดคล้องกับ คำสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่กำชับให้สถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ

ขณะที่ส่วนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นำโดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ร่วมจัดกำลัง “สกร.จิตอาสาฯ-สกร.ร่วมใจพัฒนา” จาก 7 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ สุราษฎร์ธานี ระนอง และภูเก็ต รวมกว่า 300 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ Big Cleaning ในเขตอำเภอหาดใหญ่ รวม 9 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนสำคัญ ได้แก่ ตำบลคอหงส์ ห้องสมุดประชาชนอำเภอหาดใหญ่ ชุมชนเพชรเกษม ชุมชนภาสว่าง ชุมชนมุสลิมบริเวณวงเวียนน้ำพุ วัดปรักริมสระน้ำ ท่าเคียน ชุมชนท่าเคียนใน-ท่าเคียนนอก ชุมชนหน้าควน-หมู่บ้านฟ้าใส ต.ควนลัง ตำบลคูเต่า ตำบลคลองแห รวมถึง โรงเรียนนานาชาติเซาท์เทิร์น หาดใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็ว โดยมีครู สกร. อำเภอหาดใหญ่ร่วมประสานงานอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่

นอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจ Big Cleaning ในวัน Kick Off แล้ว สกร. ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคใต้ นำโดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสงขลา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้ร่วมกับ สกร.จังหวัดสงขลา จัดทำข้าวกล่องรวมจำนวน 11,621 กล่อง แจกจ่ายประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา

สถาบัน สกร. ภาคใต้ ยังได้เปิดสถานที่ให้บริการที่พักแก่ผู้ประสบภัยและทีมอาสาที่ลงมาช่วยเหลือจำนวนรวมกว่า 200 คน พร้อมทั้งจัดบริการน้ำใช้สำหรับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ รวมกว่า 3,503,000 ลิตร คิดเป็นจำนวนกว่า 1,000 คันรถขนน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน สกร. จังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ก็ได้จัดตั้งโรงครัวช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง เช่น สกร.ภูเก็ต ที่ประกอบอาหารแจกจำนวน 200 กล่องต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน (28-30 พฤศจิกายน 2568) และจัดมอบถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูในพื้นที่ประสบภัย

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การขับเคลื่อนภารกิจครั้งนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการของ 4 กระทรวง และสะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่าย “ครอบครัว สกร.” ที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

“ดิฉันรู้สึกทึ่งในพลังของ สกร. ทุกคน ทั้งจากพื้นที่สงขลาและจังหวัดต่าง ๆ ที่ส่งกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว ชื่นชมในน้ำใจและความสามัคคีของทุกฝ่าย ภารกิจวันนี้สะท้อนชัดเจนว่า สกร. จะก้าวข้ามทุกความท้าทายไปด้วยกัน และยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามเดือดร้อน” นางเกศทิพย์ กล่าว

นางเกศทิพย์ กล่าวด้วยว่า ภารกิจ Big Cleaning และมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ เป็นการตอกย้ำบทบาทและความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาปลอดภัย พร้อมรองรับการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ของประชาชนโดยเร็วที่สุด


#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#กรมส่งเสริมการเรียนรู้
#อุทกภัย
#น้ำท่วมภาคมใต้
#สงขลา
#หาดใหญ่

สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้ง “ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)” บริการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งเป้า 50 ศูนย์ เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 68) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้ง "ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 และให้บริการเวลา 08.00 - 18.00 น. โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เปิดให้บริการแล้ว 6 ศูนย์ และอยู่ระหว่างเปิดอีก 44 ศูนย์ เพื่อให้ได้ 50 ศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้ 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำระบบรายงานการให้บริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้แต่ละศูนย์รายงานการให้บริการ ทำให้สามารถตรวจสอบการให้บริการได้แบบทันท่วงที และจากการให้บริการที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปแล้วรวม 632 รายการ แบ่งเป็นบริการซ่อมแล้วเสร็จ 583 รายการ (คิดเป็นร้อยละ 92.2) โดยประเภทการซ่อมที่มากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ 290 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 251 ชิ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 40 ชิ้น และยานยนต์ 2 คัน ขณะที่รอดำเนินการซ่อม 49 รายการ ซึ่งประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ 12 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 30 ชิ้น และเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 7 ชิ้น

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้ระดมกำลังจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มีผู้บริหาร คณะครู บุคลากรอาชีวศึกษา และนักเรียน นักศึกษาอาสาปฏิบัติงานจำนวนกว่า 600 คน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอนาหม่อม อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอรัตภูมิ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจากหลายจังหวัด ได้แก่ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดต่างๆ วิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง ที่เดินทางมาร่วมปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ สอศ.ยังได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนในจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้คู่ขนานกันไปด้วย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยประชาชนทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของครูและนักเรียน สอศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างในครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นอกจากนี้ สอศ.เตรียมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการเข้าช่วยเหลือโรงเรียนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้านการทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และครุภัณฑ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร. 061-4951541, นายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 082-6522225 และ นายสัญญา ขยายวงศ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 081-3674252
 

นามว่า ‘ลอรองต์ ซีมงส์’ คว้าปริญญาเอกฟิสิกส์ควอนตัม เร็วสุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ อัจฉริยะตัวน้อยที่โลกต้องตะลึง

(1 ธ.ค. 68) โลกมี “Little Einstein” ตัวจริงแล้วเมื่อ ลอรองต์ ซีมงส์ เด็กชายเบลเยียมวัย 15 ปี 9 เดือน เพิ่งป้องกันดุษฎีนิพนธ์สาขาฟิสิกส์ควอนตัมที่มหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ปสำเร็จ กลายเป็นหนึ่งในผู้รับปริญญาเอกฟิสิกส์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (รองจาก Karl Witte ที่จบตอน 13 ในปี 1814 เท่านั้น!)

เส้นทางสุดโหดของลอรองต์
- อายุ 4 ขวบ → เข้าเรียนประถม
- อายุ 6 ขวบ → จบประถม
- อายุ 9 ขวบ → จบมัธยมปลาย (ด้วยคะแนนสูงสุด)
- อายุ 12 ขวบ → จบปริญญาโทฟิสิกส์ควอนตัม
- อายุ 15 ขวบ → จบปริญญาเอก เรื่อง “Bose polarons ใน superfluids และ supersolids” (หัวข้อที่นักฟิสิกส์ทั่วไปยังไม่กล้าแตะตอนอายุ 30)

IQ 145 (อยู่ใน 0.1% ของประชากรโลก) + ความจำถ่ายรูปได้ทุกหน้า อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่า “คุยกับลอรองต์เหมือนคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่นักศึกษา”

จุดเริ่มต้นของไฟในตัวเขาเกิดตอนอายุ 11 ปี เมื่อคุณตาคุณยายเสียชีวิต ทำให้ลอรองต์ตั้งเป้าชีวิตว่า “จะถอดรหัสความลับของอายุยืน” เพื่อให้มนุษย์มีชีวิตยาวขึ้นแบบมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่เพื่อทุกคน

ตอนนี้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั้งอเมริกาและจีนยื่นข้อเสนอเงินหลักร้อยล้านดอลลาร์ให้ครอบครัว แต่พ่อแม่ปฏิเสธหมด บอกว่า “ลูกต้องโตตามจังหวะของเขาเอง”

แผนต่อไปของลอรองต์? เขาจะเรียนปริญญาเอกใบที่สองสาขา Medical AI เพื่อคิดค้นเทคโนโลยี “ต่ออายุขัย” และฝันไกลถึงการสร้าง “superhumans” ที่ไม่ต้องตายจากโรคชรา

จากห้องเรียนอนุบาลสู่ดุษฎีนิพนธ์ (ป.เอก) ในเวลาแค่ 11 ปี ลอรองต์ ซีมงส์ ไม่ใช่แค่เด็กอัจฉริยะ แต่คือ “อนาคตของมนุษยชาติ” ที่เพิ่งเริ่มเดินทางเท่านั้น


ที่มา : คัดข่าว/หาดใหญ่ 

ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย คว้าตำแหน่ง ‘Vice Chairperson of AEPF’ เปิดประตูความร่วมมือเศรษฐกิจ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย รายงานว่า ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Vice Chairperson of the AEPF ในการประชุมเวทีความร่วมมือทางการเมืองเอเชีย–ยุโรป หรือ Asia-Europe Political Forum (AEPF) ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับประเทศไทย ท่ามกลางการเข้าร่วมของพรรคการเมืองกว่า 30 พรรค จากทั้งเอเชียและยุโรป

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวที AEPF ในฐานะแพลตฟอร์มที่เน้นการเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการลดความตึงเครียดระหว่างสองภูมิภาคที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ดร.นลินี ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการบริหาร ICAPP และประธาน ICAPP Business Council ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้แทนทั้งสองทวีป ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในการเป็น “สะพานเชื่อม” มุมมองทางการเมืองระหว่างเอเชียและยุโรป พร้อมแนวคิดที่เน้นการเสริมสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของประชาธิปไตยในยุคที่โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วที่รุนแรงขึ้น

ดร.นลินี กล่าวภายหลังการรับตำแหน่งว่า นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการมีบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานกับทุกประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญร่วมกันระหว่างเอเชียและยุโรป

ด้านผู้สังเกตการณ์ระบุว่า การได้ตำแหน่ง Vice Chairperson ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยจะช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการทูตของไทยในเวทีพรรคการเมืองระหว่างภูมิภาค และเปิดประตูสู่การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ นโยบาย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยระหว่างสองทวีป

การประชุม AEPF ครั้งนี้ยังมีการจัดทำร่าง “Budapest Statement” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือทางการเมือง และการลดความตึงเครียดที่เกิดจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่าจะเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับการประสานความร่วมมือในปีต่อไป

การได้รับเลือกของ ดร.นลินี ทวีสิน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในฐานะกำลังหลักของประชาธิปไตยไทยบนเวทีสากล


 

ทางการแพทย์ให้ รพ.เทพา จ.สงขลา ช่วยเสริมศักยภาพการรักษา ผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุข หลังวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

(1 ธ.ค. 68) บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ส่งมอบออกซิเจนทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการรักษาผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุขหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในจังหวัดสงขลาและพัทลุงอย่างรุนแรง

นางอรลา เจริญลาภ Chief Finance Officer บีไอจี กล่าวว่า “บีไอจีตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาพยาบาลในภาวะวิกฤติที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรสำคัญอย่างออกซิเจนทางการแพทย์ เราได้ระดมกำลังและดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดส่งออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข”

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีไอจีในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤต พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยจะประสานงานกับบุคลากรของโรงพยาบาลเพื่อให้การจัดส่งออกซิเจนเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อความต้องการ และให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้โดยเร็วที่สุด
 

‘ดร.เอ้’ เสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ทั้งมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ช่วยพี่น้องชาวใต้ไม่ให้เจออุทกภัยซ้ำ

(1 ธ.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแก้น้ำท่วมหาดใหญ่เป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ 1. มาตรการเร่งด่วน – เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว ระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด 2. มาตรการระยะยาว – สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่” + ปฏิรูปผังเมือง/ผังน้ำ ใช้พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานระดมทุน

1. มุมมองสาเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ (ตามที่ ดร.สุชัชชวีร์อธิบาย)

สาเหตุสำคัญด้านวิศวกรรมคือ ถนนลพบุรีราเมศวร์ สร้าง “ขวางทางน้ำ” จากเมืองหาดใหญ่ลงสู่ ทะเลสาบสงขลา

ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า มวลน้ำขาดตอนตรงแนวถนน ทำให้ถนนทำหน้าที่เหมือน “คันกั้นน้ำ/เขื่อนยักษ์” น้ำเลยค้างอยู่ฝั่งเมืองหาดใหญ่ ระบายออกไม่ทัน จนน้ำสูง 3–4 เมตรในบางจุด 

หาดใหญ่เองเดิมมีคลองและทางน้ำธรรมชาติหลายสาย แต่ถูกบุกรุก/กลายเป็นชุมชน ทำให้ แทบไม่มีทางระบายน้ำธรรมชาติในเมืองเหลืออยู่ แล้ว 

2. แนวทาง “เร่งด่วน” แก้น้ำท่วมหาดใหญ่

2.1 เจาะเปิดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว

ดร.สุชัชชวีร์เสนอว่า ถ้าจะให้น้ำลดเร็วสุด ต้อง เปิดทางให้น้ำไหลจากเมืองหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลาให้ไวที่สุด โดย

1. “เจาะเปิดคันถนน” ลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

เปิดเป็นช่องระบายน้ำขนาดพอเหมาะ หลายตำแหน่ง

ให้มวลน้ำที่ค้างในเมืองไหลผ่านถนนไปยังพื้นที่รับน้ำและต่อเนื่องสู่ทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น
 

2. ใช้ สะพานเหล็กเคลื่อนที่ของกรมทหารช่าง/กองทัพภาคที่ 4

นำสะพานเหล็กแบบทหาร (ใช้ลำเลียงรถถัง/ยุทโธปกรณ์) มาวาง “คร่อม” จุดที่เจาะถนน

ทำได้เร็วในระดับ “ไม่กี่นาที” ต่อจุด (ตามศักยภาพที่เคยไปดูที่กรมทหารช่าง ราชบุรี)

รถยังสัญจรได้ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องระบายน้ำด้านล่างด้วย 

3. อพยพ/ดูแลพื้นที่ปลายน้ำอย่างเป็นธรรม

พื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำหลังเจาะถนน แม้จะมีบ้านเรือนน้อยกว่าในเมือง ก็ต้องมีการอพยพ ชดเชย และจัดการอย่างยุติธรรม ไม่ให้คนปลายน้ำเดือดร้อนแบบไร้การดูแล 

ดร.เอ้ย้ำว่า ถ้าไม่กล้าตัดสินใจ “เปิดคันถนน” ตอนนี้ น้ำก็จะลงช้าและความเสียหายจะยืดเยื้อไปอีก อยู่ที่ “ความกล้าหาญของผู้นำ” ว่าจะกล้าทำหรือไม่ 

3. แนวทาง “ระยะยาว/ถาวร” ที่เสนอ

3.1 สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่”

เสนอให้สร้าง อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน ลอดใต้เมืองหาดใหญ่ เพื่อพาน้ำจากลุ่มน้ำในเมืองออกสู่คลองหลัก/ทะเลสาบสงขลา
 

ข้อดีที่ยกตัวอย่าง:

ไม่ต้องเวนคืนที่ดินยาว ๆ เหมือนการขุดคลองเปิดโล่งกลางเมือง (ซึ่งช้าและแพงมาก) เป็นวิธีที่ หลายเมืองใหญ่ เช่น ฮ่องกง โตเกียว สิงคโปร์ ใช้แก้น้ำท่วมเมืองแล้วได้ผล งานวิศวกรรมซับซ้อนน้อยกว่าอุโมงค์รถไฟ/รถยนต์ใต้ดินด้วยซ้ำ 

มองว่าถ้าขับเคลื่อนจริงจัง อุโมงค์นี้ อาจเห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 2–3 ปี หลังเริ่มสร้าง 

3.2 ปฏิรูป “ผังเมือง + ผังน้ำ” หาดใหญ่

หาดใหญ่เคยมีการพูดเรื่องผังน้ำ/อุโมงค์มาตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 แต่ไม่เกิดการปฏิรูปจริงจัง 

ดร.สุชัชชวีร์เสนอให้จัดทำ ผังเมืองที่สอดคล้องกับทางน้ำ:

กันพื้นที่รับน้ำ/พื้นที่ลุ่มต่ำไว้ ไม่ให้ถูกถมเป็นที่อยู่อาศัย-เชิงพาณิชย์

ปกป้องคลอง/ทางน้ำที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกบุกรุก

วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ถนน สะพาน ฯลฯ) ให้ “ไปกับน้ำ” ไม่ใช่ “ขวางน้ำ” เช่นกรณีถนนลพบุรีราเมศวร์ 

3.3 วิธีหาเงินสร้าง ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ

เสนอให้ระดมทุนด้วย “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Bond) ภาครัฐออกพันธบัตร เพื่อให้ประชาชน/เอกชนซื้อ แทนเอาเงินไปฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ รัฐให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ เพื่อจูงใจให้ลงทุน

ทำให้ ไม่ต้องดึงงบประมาณภาษีปีต่อปีมาสร้างทั้งหมด และไม่ต้องกู้เพิ่มมาก 

4. สรุปให้สั้นที่สุด

ถ้าเอาคำตอบแบบสั้นมาก ๆ ตามแนวคิดของ ดร.สุชัชชวีร์ คือ

1. ตอนนี้ (เร่งด่วน)

เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

ใช้สะพานเหล็กทหารวางคร่อม เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปทะเลสาบสงขลาได้เร็วสุด

2. อนาคต (ระยะยาว/ถาวร)

สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำใต้เมืองหาดใหญ่” เหมือนเมืองใหญ่ต่างประเทศ

ปรับผังเมือง–ผังน้ำใหม่ทั้งระบบ

ใช้ “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” หาเงิน ไม่ต้องพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดิน
 

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

เร่งจ่ายเยียวยา ‘น้ำท่วมภาคใต้’ พร้อมเปิดศูนย์ฯ แก้วิกฤต รับร้องเรียน ชงมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

(1 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะผู้บริหารพรรค ร่วมแถลงข่าวที่รัฐสภาเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเสนอแนะปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข และมาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลายแสนคนได้รับความเดือดร้อนในชีวิตและทรัพย์สิน และแม้ปัจจุบันระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่การฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนยังเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าต้องดำเนินการอย่างไร และจะได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมหรือไม่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะพรรคการเมืองที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมาเป็นลำดับแรก และเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนอันแสนสาหัสของประชาชนในครั้งนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือและมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 2568 โดยเฉพาะประเด็นค่าชดเชยน้ำท่วมที่ขาดความเป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ พร้อมกันนี้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เสนอมาตรการความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเพื่อให้รัฐบาลเร่งพิจารณา

สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ไขมี 5 ประการ ประกอบด้วย

1. ประกาศตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่ถูกต้องในทุกจังหวัด โดยควรที่จะเร่งระดมหน่วยงานที่สามารถช่วยดำเนินการได้เข้าร่วมตรวจสอบอย่างเปิดเผย เช่น สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันนิติเวช และหน่วยอาสาสมัครต่างๆ เข้าร่วมตรวจสอบแล้วประกาศรายชื่อ ข้อมูล หรืออัตลักษณ์ เพื่อให้ญาติพี่น้องสามารถตรวจสอบได้โดยเร็วที่สุด
 2. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งคนสูญหายและผู้เสียชีวิตทุกจังหวัดที่เกิดอุทกภัย รวมทั้งวางระบบการรายงานผลการตรวจสอบและการติดตามผล ให้ญาติและประชาชนตรวจสอบได้โดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 3. จัดตั้งหน่วยรับแจ้งความเสียหายของบ้านเรือน ร้านค้า กิจการ และธุรกิจต่างๆ รวมทั้งวางระบบการรายงานผล การติดตาม และการตรวจสอบของผู้แจ้งโดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด
 4. แก้ไขระบบบริการสาธารณะและพลังงานให้กลับมาให้บริการตามปกติให้เร็วที่สุด ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม และสัญญาณอินเตอร์เน็ต เป็นต้น รวมทั้งต้องจัดหาน้ำมันให้หน่วยงานและทีมอาสาสมัครที่ต้องให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเพียงพอ
 5. เร่งวางระบบรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งระบบการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลัก และให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลเอกชนที่ประสงค์จะร่วมดำเนินการเข้าร่วมด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ ประกอบด้วย
 1. เร่งตรวจสอบรายชื่อและจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมทั้งบ้านเรือน กิจการ และร้านค้าที่เสียหาย เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้เสร็จภายในไม่เกิน 1 เดือน
 2. จัดระบบและระดมการจัดหาน้ำดื่ม และรถฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อทำความสะอาดเมือง กำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูล ให้เร็วที่สุด โดยระดมความช่วยเหลือจากท้องถิ่นใกล้เคียงและอาสาสมัครร่วมดำเนินการเพราะกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ รวมทั้งวางระบบสนับสนุนการทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนด้วย
 3. แก้ปัญหาการคมนาคมโดยเร็ว โดยต้องไม่เกิดความเสียหายกับรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัย พร้อมระดมหน่วยงานของรัฐและอาสาสมัครช่วยซ่อมแซมรถยนต์และยานพาหนะที่เสียหายจากอุทกภัยและไม่อาจเคลื่อนย้ายได้
4.วางระบบตรวจสอบสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำฝนที่อาจเกิดมีขึ้นในระยะต่อไป โดยต้องวางระบบสั่งการ การป้องกัน และการอพยพ อย่างเป็นระบบ ตามแผนป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่วางไว้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้บัญชาการ มีอำนาจสูงสุดตามกฎหมายการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยต้องดำเนินการและใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวอย่างถูกต้องและเคร่งครัด
 5. ควบคุมราคาค่าโดยสารเครื่องบินให้อยู่ในราคาตามปกติ มิให้มีการปรับขึ้นราคาอันเป็นการซ้ำเติมประชาชน 

นายพีระพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการระยะสั้น 5 ข้อ ที่พรรครวมไทยสร้างชาติเล็งเห็นว่ารัฐบาลพึงดำเนินการในช่วงนี้ 
1. จัดเตรียมหน่วยให้คำปรึกษาและรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชน
 2. จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจการค้า รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่สำหรับให้ประชาชนค้าขายหรือตลาดนัด เพื่อฟื้นภาวะเศรษฐกิจและเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แก่ประชาชนในระยะสั้น เพื่อฟื้นชีวิตประชาชนกลับมาเร็วที่สุด
 3. ปรับอัตราเงินเยียวยาความเสียหายของบ้านเรือนให้เหมาะสม และจัดเงินงบกลางอย่างเพียงพอเพื่อเป็นทุนฉุกเฉินให้ประชาชนฟื้นชีวิต ทั้งเพื่อการประกอบอาชีพ สุขภาพ ฟื้นฟูกิจการ และร้านค้า 
4. เร่งทำความสะอาดและฟื้นฟูโรงเรียนและสถานศึกษาเพื่อให้นักเรียนและนักศึกษากลับเข้าเรียนได้ตามปกติ พร้อมจัดทุนการศึกษาให้ครอบครัวและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้
5. จัดตั้งโรงครัวเพื่อให้บริการอาหารแก่ประชาชนโดยทั่วถึง

ในการนี้ นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงการจัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อเป็นสื่อกลางในการประสานความช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย

"ผมและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้ง 'ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ' เราขอยืนยันว่า ศูนย์ฯ นี้จะทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือ ติดตาม ตรวจสอบ และทวงถามทุกขั้นตอนของการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และผมขอให้กำลังใจพี่น้องประชาชนทุกคนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว" นายพีระพันธุ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากค่าชดเชย การประเมินความเสียหาย หรือการจ่ายเงินเยียวยา สามารถส่งข้อมูลร้องเรียนมาที่ "ศูนย์ประสานงานแก้วิกฤตผู้ประสบอุทกภัย พรรครวมไทยสร้างชาติ" กรอกข้อมูลที่ลิงก์ : https://forms.gle/GaRks3gNTURDRC4R8 หรือ สแกน QR Code และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 3 ช่องทาง
1.        โทรศัพท์ : 062-262-7416
2.        อินบ็อกซ์แฟนเพจ : พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party
3.        อีเมล : [email protected]

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top