Monday, 8 June 2026
TheStatesTimes

ทรงวิ่งเคียงข้างตำนาน “เอลิอุด คิปโชเก้” เข้าเส้นชัยระยะ 21 กม. ท่ามกลางประชาชนเนืองแน่น ด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 40 วินาที รายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ครั้งที่ 8”

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวิ่ง “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก 2025” ครั้งที่ 8 ในช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 68 เสด็จฯ ทรงให้สัญญาณปล่อยตัวนักวิ่งในระยะมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอน บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ เวลา 02.00 น. ก่อนจะทรงร่วมวิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ท่ามกลางประชาชนและนักวิ่งที่มารอเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น

ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงวิ่งเคียงข้าง เอลิอุด คิปโชเก้ (Eliud Kipchoge) ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัย และแชมป์เมเจอร์ 11 สมัย พร้อมด้วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ บัวขาว บัญชาเมฆ ยอดนักมวยไทยชื่อดัง โดยพระราชินีทรงวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 26 นาที 40 วินาที สร้างความปลาบปลื้มและประทับใจแก่ประชาชนและนักวิ่งที่เข้าร่วมจำนวนมาก

ด้านผลการแข่งขันมาราธอนระยะ 42.195 กิโลเมตร แชมป์ปีนี้ตกเป็นของ บิเกเล ชิเฟรอฟ อกุนนาฟ นักวิ่งวัย 30 ปีจากเอธิโอเปีย เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 14 นาที ขณะที่แชมป์ฮาล์ฟมาราธอนชายระยะ 21 กิโลเมตร ได้แก่ อิสึกิ ยูโมโตะ ซึ่งวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที

ส่วนนักวิ่งสาวไทย ปิยะนุช สุขชาติ คว้าแชมป์ฮาล์ฟมาราธอนหญิง ระยะทาง 21 กิโลเมตร ไปครองด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที ภายหลังจบการแข่งขัน สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ยังได้ทอดพระเนตรการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติ แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางบรรยากาศอันเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งของเหล่านักวิ่งและประชาชนที่ร่วมงาน

กระทรวงแรงงานแจกจ่ายอาหาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหาดใหญ่ พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

(30 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ถนนประชามุสลิม ตำบลคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้พบปะพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดทำอาหารให้ผู้ประสบภัย โดยกระทรวงแรงงานได้จัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็น “โรงครัวกระทรวงแรงงาน” เพื่อประกอบอาหารและนำส่งให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในวันนี้ เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะนำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เพื่อรับทราบสถานการณ์น้ำท่วมและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ก่อนออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างเร่งด่วนต่อไป ด้วยเช่นกัน

เพื่อกู้พรรค หรือเพื่อปิดตำนาน ประชาธิปัตย์!! อย่างมีศักดิ์ศรี โพลใต้ชี้ 'มาร์ค-ปชป.' ยังไม่ตาย แต่ยังไม่ชนะใจเต็มใบ

อภิสิทธิ์คัมแบ็ก รอบนี้… เพื่อกู้พรรค หรือเพื่อปิดตำนานปชป.อย่างมีศักดิ์ศรี?

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รอบนี้ ไม่ได้เกิดในฉากหลังแบบเดิมที่เขาเคยคุ้น  

ไม่ใช่ยุคที่ประชาธิปัตย์ยังเป็น “หนึ่งในพรรคใหญ่ของประเทศ”  
แต่เป็นยุคที่ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคได้ เพียง 25 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่ง หล่นจากพรรคใหญ่เหลือแค่ “ผู้เล่นเกือบหลุดกระดาน” และเสียทั้งกรุงเทพฯ กับหลายฐานเสียงภาคใต้ที่เคยแน่นอนมือไปให้คนอื่น  

แต่ในขณะที่ภาพใหญ่ระดับประเทศดูเหมือนพรรค “ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง”  
ผลสำรวจล่าสุดจาก นิด้าโพล ในหัวข้อ “กระแสการเมืองภาคใต้” กลับส่งสัญญาณอีกแบบหนึ่งออกมา —  
คือใน “บ้านเก่า” อย่างภาคใต้ ประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ ยังไม่ตาย แต่ก็ ยังไม่กลับมาครองใจเต็มตัว

นี่ทำให้คำถามตั้งต้นของบทความนี้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมากว่า  

คัมแบ็กครั้งนี้… เขากลับมาเพื่อ “กู้พรรค” ให้ลุกขึ้นสู้ใหม่  
หรือจริง ๆ แล้วกลับมาเพื่อ “ปิดตำนาน” พรรคเก่าแก่ให้มันจบอย่างมีศักดิ์ศรีกันแน่?
 
1. พรรคที่เคยเป็น “เสาหลัก” กลายเป็นพรรคที่ต้องลุ้นแค่ “รอดหรือไม่รอด”
 
ย้อนไทม์ไลน์เร็ว ๆ
 
- เลือกตั้งปี 2562 ประชาธิปัตย์แพ้หนัก อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค  
- เลือกตั้งปี 2566 พรรคได้เพียง 25 ส.ส. ทั่วประเทศ ตกลงมาเป็นแค่พรรคลำดับรอง ได้เสียงห่างจากพรรคใหญ่ชุดใหม่แบบคนละยุคสมัย  
- ฐานเสียง “เมืองกรุง–ภาคใต้” ที่เคยแน่น กลายเป็นสนามที่ถูกแย่งโดยทั้งพรรคใหม่และนักการเมืองท้องถิ่นสายอื่น  
 
ในเชิงโครงสร้าง นี่ไม่ใช่แค่ “พรรคตกยุค”  
แต่คือสถานะ “battle for survival” — ศึกเอาชีวิตรอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า
 
และในจังหวะที่แทบไม่มีใครอยากจับพวงมาลัยพรรค อภิสิทธิ์กลับมาได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแบบ “ไร้คู่แข่ง” จากความเห็นชอบของที่ประชุมอย่างท่วมท้น  
 
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า  
 
“การกลับมาชดใช้หนี้เก่าที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์”  
 
ไม่ใช่การกลับมาในฐานะ “ว่าที่นายกฯ” แต่ในฐานะคนที่ต้องอุ้มพรรคที่ตัวเองเติบโตมาด้วย ให้ข้ามภูเขาลูกสุดท้ายไปให้ได้

2. เสียงจากภาคใต้: นิด้าโพลบอกอะไรเราเกี่ยวกับ “มาร์ค–ปชป.” รุ่นรีบูต
 
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในวันที่ภาพระดับประเทศของประชาธิปัตย์ดูอ่อนแรง  
ผลโพลล่าสุดกลับบอกว่า ในภาคใต้… เกมมันยัง “ไม่จบ” ง่าย ๆ
 
นิด้าโพลสำรวจ “กระแสการเมืองภาคใต้” ช่วงวันที่ 18–24 พฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนใน 14 จังหวัดภาคใต้ พบภาพสำคัญ 2 ชั้น  
 
2.1 คนใต้ส่วนใหญ่ “ยังหานายกฯ ที่ใช่ไม่ได้” แต่อภิสิทธิ์มาเป็นอันดับ 1 ในบรรดาชื่อจริง
 
เมื่อถามว่า “วันนี้อยากสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี” คนใต้ตอบว่า  
 
- อันดับ 1 – 32.25% : ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้  
- อันดับ 2 – 25.65% : อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ประชาธิปัตย์)  
- อันดับ 3 – 15.40% : อนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย)  
- อันดับ 4 – 12.85% : ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)  
 
แปลเป็นภาษาตรง ๆ คือ  
ในบรรดา “ชื่อคนจริง ๆ” ที่ถูกเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ อภิสิทธิ์ได้คะแนนนำ  
แต่คนที่ชนะทุกคน คือ “ยังไม่รู้จะเลือกใครดี”
 
นี่ไม่ใช่ชัยชนะเต็มใบของอภิสิทธิ์  
แต่มันคือสัญญาณว่า  
- ใน “จิตใต้สำนึกทางการเมือง” ของคนใต้ เขายังเป็นชื่อที่มีน้ำหนักที่สุด  
- แต่ใน “ความรู้สึกต่อการเมืองปัจจุบัน” ผู้คนยังไม่เชื่อใครจริง ๆ เลยสักคน
 
2.2 พรรคประชาธิปัตย์ยังนำในภาคใต้… แต่เฉือน “ยังไม่มีพรรคในใจ” แค่ 0.15%
 
เมื่อถามว่าถ้าต้องเลือกพรรคการเมืองวันนี้ คนใต้จะสนับสนุนพรรคไหน โพลนิด้าพบว่า  
 
- อันดับ 1 – 28.60% : พรรคประชาธิปัตย์  
- อันดับ 2 – 28.45% : ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้  
- อันดับ 3 – 17.80% : พรรคประชาชน  
- อันดับ 4 – 11.65% : พรรคภูมิใจไทย  
 
ตัวเลขตรงนี้แหลมคมมาก เพราะมันบอกพร้อมกันสองอย่างคือ  
 
1. ปชป. ยังเป็น “เบอร์หนึ่งในบ้านตัวเอง”  
  - ในภาคใต้ที่เคยเป็น “ขุมทรัพย์ทางการเมือง” ประชาธิปัตย์ยังนำพรรคอื่นแบบมีระยะห่างพอสมควร  
 
2. แต่ “เบอร์สอง” ที่ไล่หลังมาติด ๆ ไม่ใช่พรรคคู่แข่ง… แต่คือ “ยังไม่มีพรรคในใจ”  
  - ช่องว่างระหว่าง “เลือก ปชป.” กับ “ยังไม่เลือกใคร” ต่างกันแค่ 0.15 จุดเปอร์เซ็นต์เท่านั้น  
 
ถ้าพูดแบบภาษาการตลาด คือ  
ประชาธิปัตย์ยังเป็น “แบรนด์ท็อปออฟมายด์ของคนใต้”  
แต่เป็นท็อปออฟมายด์ในตลาดที่ “คนส่วนใหญ่ยังไม่อยากซื้ออะไรเลย”
 
และนี่แหละ คือฉากหลังสำคัญที่ทำให้การคัมแบ็กของอภิสิทธิ์ครั้งนี้  
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนคนเดียว แต่เป็น “เกมวัดใจ” ว่า ปชป. จะใช้กระแสแบบนี้เป็นจุดเริ่มรีบูต หรือเป็นจังหวะลงจากเวทีอย่างสง่างาม

3. จากผู้นำมั่นใจ → คนที่ยอมรับว่า “แพ้ยุคสมัย” แล้วจะลองใหม่ในสนามที่กติกาเปลี่ยน
 
ก่อนปี 2562 ภาพจำของอภิสิทธิ์คือ  
- ผู้นำที่มั่นใจในหลักการ  
- เชื่อว่าถ้าอธิบายเหตุผลดี ๆ คนจะเข้าใจ  
- ยืนบนจุดยืน “ไม่เล่นประชานิยมจัดหนัก” และ “ไม่ตามโซเชียล”  
 
แต่หลังแพ้ซ้ำทั้งในสภาและในสนามเลือกตั้ง โทนของเขาหลังคัมแบ็กเปลี่ยนไปชัดเจน  
 
เขาพูดชัดว่า การกลับมาครั้งนี้ “ไม่มีกำไรอะไรส่วนตัว” แต่เป็นภารกิจชดใช้หนี้กับพรรคที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ และย้ำว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่จำนวน ส.ส. แต่คือ  
 
- การเมืองต้องกลับไปยืนอยู่บน “ความสุจริตและความรับผิดชอบ”  
- มาตรฐานทางการเมืองต้อง “สูงกว่ากฎหมาย” ไม่ใช่แค่ทำอะไรได้เพราะ “ไม่ผิดกฎหมาย”  
- พรรคต้องฟังคนจริง ๆ ว่า “ประเทศอยากได้อะไรจากพรรคการเมือง” ไม่ใช่แค่ประกาศว่า “เราคือพรรคแนวไหน” แล้วให้ประชาชนเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อเอาเอง  
 
นี่คือการเปลี่ยนจากผู้นำรุ่นเก่าที่เคยมั่นใจในสูตรของตัวเอง  
สู่ผู้นำที่ยอมรับว่า  
 
เกมการเมืองยุค TikTok / ยุคพรรคใหม่ / ยุคคนเบื่อการเมือง  
มันไม่เหมือนสมัยที่เขาเคยเป็นนายกฯ อีกต่อไป  

4. รีสตาร์ตพรรค… หรือจัดระเบียบ “มรดกทางการเมือง” ก่อนปิดไฟ?

เมื่อเอา “ภาพโพลภาคใต้” มาวางซ้อนกับ “ภาพความตกต่ำระดับประเทศ” เราจะเห็นสองฉากทัศน์ที่เดินคู่กันไปอย่างชัดเจน
 
ฉากทัศน์ที่ 1: รีสตาร์ตพรรค – ใช้จุดแข็งในภาคใต้เป็นฐานดีดตัว
 
ในโลกของคนทำแบรนด์ ถ้ามีฐานลูกค้าที่ “ยังรักแต่ลังเล” เรามักทำ 3 อย่าง:
 
1. ทำความชัดกับตัวตนใหม่ของแบรนด์  
  - อภิสิทธิ์พยายาม reposition ปชป. ให้เป็น “พรรคการเมืองสุจริต” ที่พร้อมชนกับการเมืองแบบดูด ส.ส. และดีลหลังฉาก  
  - ถ้าทำจริง ไม่ใช่แค่พูด พรรคอาจยืนในโพสิชัน “มโนธรรมทางการเมือง” แทนที่จะพยายามแข่งเรื่องจำนวนที่นั่งอย่างเดียว  
 
2. ฟังลูกค้า–ฟังประเทศ ก่อนออกแบบสินค้า/นโยบาย  
  - เวทีลักษณะ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” คือการเอา logic แบบ product–market fit มาใช้กับพรรคการเมือง  
  - ถ้าฟังจริงและกล้าปรับจุดยืนตามสิ่งที่ได้ยิน พรรคอาจได้ narrative ใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “พรรคเก่าแก่ฝ่ายอนุรักษ์นิยม” แต่เป็น “พรรคที่กล้าปรับตัวโดยไม่ทิ้งหลักการ”  
 
3. ใช้ภาคใต้เป็น sandbox รีบูตแบรนด์  
  - เมื่อโพลบอกว่าคนใต้ยังให้ ปชป. อันดับ 1 ทั้งตัวพรรคและตัวอภิสิทธิ์ แต่เฉือน “ยังไม่ตัดสินใจ” แบบหวุดหวิด  
  - ถ้าพรรคสามารถเปลี่ยนคะแนนนี้ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นจริง ๆ” ผ่านการทำงานในพื้นที่ การคัดคนลงสมัครแบบใหม่ และการสื่อสารแบบใหม่  
  - ภาคใต้จะกลายเป็นเคสทดลอง “รีบูตปชป.” ก่อนขยายออกมาในระดับประเทศ  
 
ฉากทัศน์ที่ 2: ปิดตำนานอย่างมีศักดิ์ศรี – ถ้ากู้ไม่ขึ้น จะกล้าพับธงไหม?
 
อีกด้านหนึ่ง ถ้าแม้ภาคใต้ซึ่งเป็น “บ้าน” ยังมีตัวเลขที่บอกว่า  
คนที่ “ยังไม่มีพรรคในใจ” แทบจะเท่ากับคนที่เลือก ปชป.  
 
นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า  
- แบรนด์ประชาธิปัตย์ในสายตาคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความหมายแบบที่เคยมีอีกต่อไป  
- การเกาะชื่อพรรคเดิม ๆ อาจกลายเป็น “ภาระทางอารมณ์” มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ทางการเมือง  
 
คำถามแรง ๆ ที่สื่อส่วนใหญ่มักไม่กล้าถามต่อหน้าก็คือ  
 
ถ้ารีบูตเต็มที่แล้ว ในอีก 1–2 เลือกตั้งยังไม่ฟื้น  
อภิสิทธิ์จะกล้าพูดไหมว่า  
“ถึงเวลาไม่ใช่แค่รีแบรนด์… แต่ต้องปิดตำนานปชป. ในแบบที่รักษาศักดิ์ศรีคนทำการเมืองรุ่นก่อนหน้าเอาไว้ให้มากที่สุด”  
 
การปิดพรรคเก่าแก่ที่สุดพรรคหนึ่งของประเทศอาจฟังดูเป็น “บาป” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  
แต่ในมุมของสถาปัตยกรรมการเมืองระยะยาว มันอาจเป็นการ “คืนพื้นที่ว่าง” ให้การเมืองรุ่นใหม่ได้เติบโตอย่างไม่ถูกพันธนาการด้วยความทรงจำเก่า ๆ
 
ในฉากทัศน์นี้ บทบาทของอภิสิทธิ์จึงอาจไม่ใช่ “กัปตันที่พาเรือกลับมาชนะ”  
แต่คือ “ผู้จัดการมรดกทางการเมือง”  
ที่ต้องจัดการกับ:
 
- เครือข่ายคน  
- อุดมการณ์เสรีนิยม–ประชาธิปไตยแบบปชป.  
- ทุนทางสังคมที่พรรคสร้างมา  
 
และส่งต่อไปในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่ คนใหม่ หรือแพลตฟอร์มการเมืองแบบใหม่ก็ตาม

5. สุดท้ายแล้ว… คำถามไม่ได้อยู่ที่ “อภิสิทธิ์ได้อะไร” แต่อยู่ที่ “ประเทศจะได้อะไรจากคัมแบ็กครั้งนี้”

ผลโพลภาคใต้ของนิด้าโพลทำให้เรารู้ 3 อย่างพร้อมกัน  
 
1. อภิสิทธิ์ยังไม่หลุดจากเรดาร์ในใจคนใต้  
2. ประชาธิปัตย์ยังพอมีที่ยืนในบ้านตัวเอง  
3. แต่ทั้งคนและพรรคต้องยอมรับว่า “ความไว้วางใจเต็มใบ” ยังไม่กลับมา  


การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ควรถูกอ่านแค่ในมุมว่า  
 
- อภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกฯ อีกไหม  
- ปชป. จะได้กี่ที่นั่งในสภารอบหน้า  

แต่ควรถูกถามในมุมใหญ่กว่านั้นว่า  
 
เราจะใช้ช่วงเวลา “คัมแบ็กของนักการเมืองรุ่นเก่าในยุคใหม่”  
เพื่ออัปเกรดมาตรฐานการเมืองไทยได้จริงแค่ไหน?

ถ้าอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์กล้าที่จะ  
- วางมาตรฐานเรื่องความสุจริต และการรับผิดชอบทางการเมืองแบบใหม่  
- ทดลอง “ออกแบบพรรคด้วยการฟังประเทศ” ไม่ใช่แค่ประกาศอุดมการณ์สวย ๆ  
- ยอมรับความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ: รีบูตสำเร็จ หรือ ปิดตำนานอย่างมีศักดิ์ศรี  

คัมแบ็กครั้งนี้อาจกลายเป็นมากกว่าแค่การยื้อชีวิตพรรคเก่าแก่  

มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามครั้งใหญ่ต่อสังคมไทยว่า  

เราพร้อมให้รางวัลกับนักการเมืองที่ “กล้ายอมรับความจริง”  
มากกว่าคนที่ “พูดเพื่อเอาตัวรอดทุกสถานการณ์” หรือยัง?

และคำตอบของคำถามนี้…  
อาจไม่ได้อยู่ที่นิด้าโพล แต่อยู่ที่คนไทยทั้งประเทศ ว่าจะตัดสินคัมแบ็กของ “มาร์ค–ปชป.” รอบนี้อย่างไรในคูหาเลือกตั้งครั้งหน้า

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ‘หาดใหญ่–สงขลา’ ตรวจเช็ก-ถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี!! และซ่อมแซมถัง-เตาก๊าซ LPG

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) เตรียมความพร้อมแผนฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยและลำเลียงสิ่งของจำเป็นสู่พื้นที่ประสบภัย พร้อมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องสำหรับรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถพยาบาล และรถกู้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงแจกผลิตภัณฑ์จากคาเฟ่ อเมซอน เพื่อเป็นกำลังใจแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในพื้นที่

โออาร์ ยังเตรียมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 2,500 คัน ระหว่างวันที่ 1–30 ธันวาคม 2568 ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น จำนวนเบื้องต้น 4 แห่ง ได้แก่ 
1. บจ.กิจถาวร 2018 
2. บจ.เอส.บี. ออโต้เซลส์  
3. บจ.ทรัพย์ออยล์ปิโตรเลียม
4. สาขาสนามบินหาดใหญ่ 

ส่วนบริการสำหรับรถยนต์ จะเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จำนวน 500 คัน ณ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto สาขาเมืองสงขลา โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญให้บริการตรวจเช็ก ซ่อมบำรุง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและของเหลวอื่นๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานรถหลังผ่านเหตุอุทกภัย เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ยานพาหนะได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ 

นอกจากนี้ โออาร์  ยังจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ 5 จุด เพื่อเป็นจุดพักพิงและส่งต่อความช่วยเหลือ รวมทั้งเป็นจุดบริการในการตรวจสอบและซ่อมแซมถังและเตาก๊าซแอลพีจี (LPG) ในครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย พร้อมเร่งฟื้นฟู สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อให้กลับมาเปิดให้บริการโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ปตท. และ โออาร์ ยังได้มอบกาแฟพร้อมดื่ม คาเฟ่ อเมซอน จำนวน 3,240 ขวด แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์โดยก่อนหน้านี้ โออาร์ ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและน้ำแร่คาเฟ่ อเมซอน กว่า 20,000 ขวด ผ่านหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชน พร้อมสนับสนุนก๊าซหุงต้ม ปตท. สำหรับศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงครัวพระราชทานในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงมอบบัตรน้ำมันมูลค่า 200,000 บาท แก่กองทัพอากาศเพื่อสนับสนุนภารกิจปฏิบัติการลำเลียงสิ่งของให้ผู้ประสบอุทกภัย 

การสนับสนุนทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ ปตท. และโออาร์ ในการยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และช่วยให้พื้นที่ประสบภัยสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างเร็วที่สุด เพื่อร่วมฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

 

คดีทุจริต ‘เซเลนสกี’ หลังจับมือ ‘NABU–อัยการ’ ลุยเช็กการเงิน ยืนยันมีคลิปเสียงลับผู้นำยูเครน ออกคำสั่งพิเศษให้กระทำเรื่องบางอย่าง

(30 พ.ย. 68) วิกเตอร์ เมดเวดชุก (Viktor Medvedchuk) นักการเมืองฝ่ายค้านยูเครน และประธานขบวนการ Other Ukraine ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิก ระบุว่า คดีสอบสวนทุจริตครั้งใหญ่ที่พาดพิงคนใกล้ชิดประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ไม่ได้เกิดจากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายยูเครนเอง 

แต่เป็น “เรื่องที่สหรัฐเป็นฝ่ายสั่งการ” โดยอ้างว่าสหรัฐร่วมมือกับสำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยูเครน (NABU) และสำนักงานอัยการคดีทุจริต (SAPO) ตรวจสอบเครือข่ายการเงินรอบตัวเซเลนสกีและตัวประธานาธิบดีมาเป็นเวลาราว 1 ปีครึ่ง และสถานการณ์ค่อย ๆ ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมดเวดชุกกล่าวเพิ่มเติมว่า ในหลักฐานคดีทุจริตด้านพลังงานที่ NABU เผยแพร่ออกมา มีไฟล์เสียงบันทึกการสนทนาของบุคคลระดับสูง รวมทั้งมี “เสียงของเซเลนสกีเอง” ถูกบันทึกอยู่ด้วย พร้อมทั้งอ้างว่ามี “คำสั่งพิเศษ” จากประธานาธิบดียูเครนปรากฏในไฟล์เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเนื้อหาเสียงและข้อกล่าวหายังไม่ถูกเปิดเผยครบถ้วนต่อสาธารณะ

แม้คำให้สัมภาษณ์ของเมดเวดชุกจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างมาก แต่ในขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาจากฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลยูเครน และยังไม่มีการยืนยันจากฝั่งสหรัฐหรือหน่วยงานสอบสวนของยูเครนต่อประเด็นที่ว่า วอชิงตันเป็นผู้ “สั่งการ” ให้เดินหน้าเปิดโปงคดีนี้โดยตรง ทำให้สังคมยังต้องจับตาว่าจะมีข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติมถูกเปิดเผยออกมาอีกหรือไม่
 

พลังงานเป็นธรรม ถ้ารวมไทยสร้างชาติ ไม่เกาะ "พลังงาน" พรรคนี้ไม่มีวันดัง!!

‘พีระพันธุ์’ การันตี!!
ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม
ปี 2568 เป็นปีแห่งการลดค่าไฟทั้งระบบ
ชูโซลาร์ราคาถูก 1 หมื่นชุด ช่วยคนตัวเล็ก
เดินหน้าออกกฎหมายคุมทุนพลังงาน–น้ำมัน–ก๊าซ

พีระพันธุ์ทำไฟฟ้าถูก – ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เกาะ “พลังงาน” พรรคนี้ไม่มีวันดัง
 
ในวันที่พรรครวมไทยสร้างชาติยังหาพื้นที่ยืนในใจประชาชนไม่ชัดเจน  
“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กลับมี “ของจริง” อยู่ในมือชัดที่สุดเรื่องหนึ่งของการเมืองไทยยุคนี้:  

> ทำให้ค่าไฟ–พลังงาน “ถูกลงอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่แค่แจกครั้งคราว

บทความนี้จะรวบว่าเขาทำอะไรไว้แล้วบ้างในกระทรวงพลังงาน  
และทำไม พรรครวมไทยสร้างชาติควรเอา “ผลงานด้านพลังงานของพีระพันธุ์” มาเป็นจุดหาเสียงหลักเพียงจุดเดียว  
ย้ำมันซ้ำ ๆ จนคนไทยได้ยินปุ๊บ = นึกถึง “ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม” โดยอัตโนมัติ
 
1. พีระพันธุ์ในฐานะ รมว.พลังงาน: คนที่กล้าลงไปแก้โครงสร้าง ไม่ใช่แค่กดราคาชั่วคราว

ผลงานที่จับต้องได้มีอย่างน้อย 4 แกนใหญ่ ๆ 👇  
 
1.1 ประกาศ “ปี 2568 คือปีแห่งการลดค่าไฟ”
 
พีระพันธุ์ประกาศกลางวงการพลังงานว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการลดค่าไฟ พร้อมเดินหน้า “โครงสร้างพลังงานใหม่” เพื่อให้คนไทยจ่ายค่าไฟน้อยลง และใช้พลังงานใน “ราคาเป็นธรรม” ไม่ใช่ถูกบีบคอด้วยต้นทุนที่อธิบายไม่ได้อีกต่อไป  
 
นี่ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ตามมาด้วยการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศลดค่า Ft และทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยช่วงต้นปี 2568 อยู่แถว ๆ 4.15 บาทต่อหน่วย ลงจากงวดก่อนหน้าอย่างเป็นรูปธรรม  
 
1.2 ไอเดีย “Pool Gas” – ลดค่าไฟจากต้นทางก๊าซ
 
หัวใจสำคัญคือแนวคิด “พูลก๊าซ (Pool Gas)”  
เอาก๊าซจากหลายแหล่ง หลายราคา มารวมกันเป็น “ตะกร้าราคาเดียว” ใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เอาแหล่งแพงสุดมาเป็นฐานคิดค่าไฟแล้วโยนภาระให้ประชาชน  
 
พูดง่าย ๆ คือ  
แทนที่จะเอาเงินภาษีไปโปะค่าไฟ เขาเลือกจะ “ผ่าต้นทุนจริง” ให้มันถูกลงตั้งแต่โรงไฟฟ้า

3. สรุปแบบฟันธง: ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เล่น “การเมืองพลังงาน” อย่างสุดทาง ก็อย่าหวังคะแนน

สั้น ๆ คือ:
 
1. พีระพันธุ์ในกระทรวงพลังงานมีของจริงให้เล่า  
  - ปีแห่งการลดค่าไฟ 2568  
  - นโยบาย Pool Gas ลดค่าไฟจากต้นตอก๊าซ  
  - โซลาร์ราคาถูก 10,000 ชุด และโครงสร้างใหม่ให้คนติดโซลาร์รูฟได้ง่าย  
  - กฎหมายคุมธุรกิจน้ำมัน–ก๊าซ–พลังงานให้โปร่งใสแข่งขันเป็นธรรม  
 
2. คะแนนนิยมส่วนตัวเขายังไม่สูง แต่สนามยังว่าง  
  - นิด้าโพลชี้คนใต้ (ฐานสำคัญ) ส่วนใหญ่ “ยังไม่เห็นใครเหมาะเป็นนายกฯ” และพีระพันธุ์ได้เพียง 2.05%  
  - แปลว่ายังมีพื้นที่ให้สร้างตัวตนใหม่ ถ้าสื่อสารถูกจุด ถูกเรื่อง  
 
3. รวมไทยสร้างชาติไม่มีทางชนะด้วยการเป็น “พรรคทั่วไป” อีกพรรคหนึ่ง  
  - ถ้าพยายามพูดทุกเรื่อง = จะไม่เด่นสักเรื่อง  
  - แต่ถ้ากล้าตัดสินใจเกาะ “พลังงาน–ค่าไฟ–โซลาร์” เป็นแกนหลัก และย้ำมันจนคนไทยจำได้  
    นี่คือ ทางเดียว ที่พรรคจะได้คะแนนจริงจากคนธรรมดาที่ต้องจ่ายค่าไฟทุกเดือน  
 
ดังนั้น ถ้าจะพูดกันแบบแรง ๆ ในสไตล์คอลัมน์การเมืองได้เลยคือ:
 
“รวมไทยสร้างชาติ อยากรอด ต้องเลิกพูดกว้าง ๆ แล้วหันมาขาย ‘พลังงานของพีระพันธุ์’ จุดเดียวให้สุด  
ไม่งั้นก็เตรียมเป็นแค่พรรคประกอบฉากในทุกการเลือกตั้งต่อไป”

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) รณรงค์หยุดการแพร่ระบาดโรคร้าย สู่วันแห่งความเท่าเทียมของผู้ติดเชื้อ ริบบิ้นสีแดงคือสัญลักษณ์ความรัก

(1 ธ.ค. 68) วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันเอดส์โลก" เพื่อนำความเข้าใจและสิทธิมนุษยชนมาสู่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เคยถูกตีตราเป็นตัวปัญหาของสังคม ที่ผ่านมาโรคเอดส์ถูกมองเหมือนคำตัดสินประหารชีวิต แต่วันนี้ผู้ติดเชื้อถูกมองในแง่มนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตและมีศักดิ์ศรีเหมือนทุกคน

วันเอดส์โลกเริ่มต้นในปี 1988 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่สร้างความกลัวและความไม่เข้าใจ ผู้ติดเชื้อกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และกลุ่มอื่น ๆ ถูกตีตราอย่างหนัก ริบบิ้นสีแดงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการยืนหยัดข้างผู้ติดเชื้อด้วยความรักและศักดิ์ศรี พร้อมกับข้อความ "ฉันยืนอยู่ข้างผู้ติดเชื้อ" และ "ฉันเชื่อว่าพวกเขาสมควรได้รับโอกาสและศักดิ์ศรีเท่ากับเรา"

ในปัจจุบัน การแพทย์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้เอชไอวีถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ หากตรวจพบและรักษาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด U=U คือหากระดับไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อจะต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม อคติและความไม่รู้ยังคงเป็นอุปสรรคที่ผู้ติดเชื้อต้องเผชิญ

วันเอดส์โลกไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นวันทบทวนทัศนคติของสังคม ว่าเรายังเปิดโอกาสให้ผู้คนกล้าไปตรวจหรือไม่ เรายังมองผู้ติดเชื้อเป็น "คนผิด" หรือเปล่า และรัฐยังจริงจังกับเป้าหมาย "ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030" แค่ไหน ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงและการลดการตีตราเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ

เบื้องหลังสถิติคือชีวิตของเด็ก วัยรุ่น คุณแม่ และคู่รักที่ไม่อาจมองข้ามได้ ให้เราทุกคนร่วมเรียนรู้ข้อมูลจริง หลีกเลี่ยงคำพูดตีตรา สนับสนุนการตรวจและใช้ถุงยาง เพื่อให้วันเอดส์โลกเป็นวันที่ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน แต่เป็นวันที่เราเห็นความเป็นมนุษย์ และให้เกียรติผู้ติดเชื้อทุกคนอย่างแท้จริง

 

ในการรับมือวิกฤตอุทกภัย ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชน สะท้อนการบริหารจัดการ งบประมาณยามเกิดภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) ยังคงมี สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 9 จังหวัด ครอบคลุม 89 อำเภอ 595 ตำบล 4,227 หมู่บ้าน โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,162,551 ครัวเรือน หรือ 2,963,894 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 10.30 น.) พบว่า ระดับน้ำในทุกพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หลายพื้นที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา และเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้น โดยหลัก ๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่าง ๆ

โรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 715 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,282 ล้าน การจัดกีฬาซีเกมส์ ก็ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ขณะที่ท่องเที่ยวสงขลาสูญรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลย์หดหาย 7-18%

ย้อนหลังในช่วงก่อนเกิดวิกฤตน้ำท่วม มีการส่งข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพผ่าน Cell Broadcast ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่ง เรื่องได้รับการแจ้งเตือนโดย Cell Broadcast ผมยืนยันผมดูแลเรื่องนี้ ผมร่วมด้วยเรื่องการพัฒนาระบบ แจ้งเตือนไปเฉพาะภาคใต้ 99 ครั้ง ถ้าเป็นคนธรรมดานี่รำคาญเลย ดังติ๋งติ๋งติ๋ง เมื่อวันที่ 18 แล้วกระทั่งเรื่อยมาวันที่ 21-22 ถี่ยิบเลย ตีห้าให้อพยพ ขอให้อพยพ แต่เราไม่มีอำนาจไปสั่งให้อพยพ เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ“

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีคนหาดใหญ่หลายคนออกมาบอกว่า ได้รับข้อความเตือนภัยกันหลายรอบ บางคนบอกว่าชะล่าใจเอง เพราะไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า แม้ว่าชาวบ้านได้รับข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพ แต่กลับเป็นทางทีมเทศบาล ที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ามันจะไม่รุนแรง น้ำท่วมจะอยู่ในจุดที่พอรับได้เหมือนปีก่อน ๆ ประชาชนเลยไม่อพยพ…

ในส่วนประเด็นการเข้าไปช่วยเหลือ ที่มีเสียงก่นด่าว่า ส่วนงานต่าง ๆ จากรัฐบาล ขาดการวางแผน ทำงานไม่เป็นระบบ ขาดการจัดการ และการประสานงาน เหล่าบรรดาอินฟลูฯ ต่างๆ ก็รีบออกมาโพสต์สำทับ สร้างกระแส ว่าประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง มีแต่จิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตอนกัมพูชา ยิงจรวดตกใส่สถานีบริการน้ำมัน และมีผู้เสียชีวิต ไม่เห็นอินฟลูฯ โผล่มาเรียกร้องการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต

คนทำงานหน้างานจริง คงไม่มีเวลามาถ่ายรูป เอามาโพสต์หรอก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย หลายชีวิตอยู่บนเส้นความเป็นความตาย ไม่เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ เหมือน สส. บางพรรค ที่ลงพื้นที่ เพื่อไป 5432 Action แล้วบอกว่าช่วยชีวิตประชาชนที่ประสบภัยได้ 100 คน เหนือกว่ามืออาชีพอย่างทีมกู้ภัย

ทีมกู้ภัยพิบัติ ทหาร ทั้งจาก กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วย Seal ขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็คงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องงบประมาณ ของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายส่วนงานถูกปรับลดงบประมาณลง ตั้งแต่ช่วงเกิดโควิด ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นพอเข้าใจได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต้องเทงบประมาณไปช่วยแก้วิกฤตการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผลให้การจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการกู้ภัยไม่เพียงพอ แต่หลังจากนั้น หากติดตามสื่อทางการเมืองบ่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการบีบให้ลดงบประมาณกลาโหม ลดขนาดกองทัพ ปภ.ถูกตัดงบจัดซื้อ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย KA-32 ในปีงบประมาณ 2567

พรรคการเมืองไหน ที่โจมตีให้ต้องลดงบประมาณ โจมตีให้ตัดงบประมาณ สื่อเป็นของค่ายไหน คิดว่า Google คงช่วยได้ ตอนนี้.... พอได้คำตอบหรือยัง ว่า ‘ทหาร’ มีไว้ทำไม…


เรื่อง: The PALM (สุรวัช อริยฐากูร)

 

 

น้ำท่วมภาคใต้ 9,000 บาท เข้าใจตรงกันนะ!! รัฐจ่าย “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน” หยุดบอกต่อข้อมูลผิด ผู้นำชุมชน–ท้องถิ่นต้องสื่อสารให้ชัด

(1 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่าเข้าใจตรงกันนะ เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

ช่วงนี้เป็นช่วงการลงทะเบี(1 ธ.ค.ยนเพื่อรับเงินเยียวยาจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งอาจจะมีความสับสนอยู่บ้างว่า เงิน 9000 บาทได้รับทุกคน หรือครัวเรือนละ 9000 บาท

 

ความสับสนน่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาด หรือไม่เข้าใจ ผู้นำชุมชนแจ้งว่า “ได้ทุกคน” แต่ละครอบครัวจึงหอบหิ้วกันไปลงทะเบียนตามคำบอกกล่าวของผู้นำที่ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน

 

“หยุดสร้างความสับสน…เงินเยียวยาน้ำท่วม “9000 บาท” เป็นอัตรา “ต่อครัวเรือน” ไม่ใช่ “ต่อคน”นะครับ

 

“เงื่อนไข + วิธี + เกณฑ์” ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) / รัฐ สำหรับเงิน “เยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท” ให้ชัด ๆ เผื่อคุณสนใจเช็กว่าสถานการณ์ของคุณเข้าเกณฑ์ไหม

 

ใครมีสิทธิ / ครัวเรือนแบบไหนได้รับ

-เงินถูกกำหนดเป็นอัตรา “ครัวเรือนละ 9,000 บาท” ไม่ใช่ “ต่อคน”

-สิทธินี้สำหรับ “บ้านที่อยู่อาศัยประจำ” (ที่ทะเบียนบ้าน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง) ที่อยู่ในพื้นที่ที่มี “ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย” หรือ “ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย” จากรัฐ/ปภ.

-ครัวเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ไม่ว่าจะน้ำท่วม “ขังไม่เกิน 7 วัน” (โดยมีทรัพย์สินเสียหาย) หรือ “น้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน” ก็มีสิทธิได้รับเงิน 9,000 บาท เหมือนกัน (เงื่อนไขรวมทั้ง 2 กรณี)

 

เอกสารที่ต้องใช้

-บ้านที่เป็นของตนเอง

สำเนาบัตรประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน

-บ้านเช่า

สำเนาบัตรประชาชน + สัญญาเช่าบ้าน (หรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

-ที่อยู่อาศัยแบบอื่น (เช่น บ้านพักชั่วคราว, บ้านจากโครงการ, จังหวัดประกาศพิเศษ ฯลฯ)

ให้ “ผู้นำชุมชน/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วลงนามรับรองร่วม (2 ใน 3 คน) ว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริงของผู้ขอรับสิทธิ

 

ช่องทางยื่นคำร้อง / ลงทะเบียน

-ยื่นด้วยตนเองที่ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / เทศบาล / อบต.” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

-หรือสามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบที่รัฐบาล/ปภ.จัดไว้ (ตามประกาศ) — หลังลงทะเบียนออนไลน์ บางกรณีอาจต้องไปยืนยันเอกสารจริงที่ท้องถิ่นอีกครั้ง

 

วิธีจ่าย & การโอนเงิน

-การจ่ายเงินเยียวยาเป็นการ “โอนเข้าบัญชี” ผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ต้องผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน (13 หลัก) เพื่อรับเงิน

-ถ้าบัญชีพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง / บัญชีถูกปิด / ไม่เคลื่อนไหว อาจทำให้ “โอนเงินไม่สำเร็จ” ต้องแก้ไขข้อมูลบัญชีให้ถูกต้องก่อน

 

พื้นที่ / จังหวัดที่ได้รับสิทธิ (ล่าสุด 2568)

-จำนวนรวม: รัฐบาลอนุมัติจ่ายเยียวยาให้ครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 685,554 ครัวเรือน ใน 65 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่อยู่ในเขตประสบภัย

-ตัวอย่างจังหวัดที่เข้าข่าย: หลายจังหวัดทั่วประเทศ — ไม่จำกัดเฉพาะภาคใต้ เช่น มีทั้งจังหวัดในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ (ดูรายชื่อครบในประกาศของปภ.)

 

ประเด็นที่ควรระวัง / ข้อจำกัด

-เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท เป็น “เหมาจ่ายอัตราเดียว” ไม่ได้คำนวณตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น หากบ้านมีหลายคน ก็จะได้ 9,000 บาททั้งหมด ไม่ใช่ 9,000 × คน

-ถ้าที่อยู่อาศัยนั้นเป็น “บ้านเช่า” หรือ “ไม่ใช่บ้านตามทะเบียนบ้าน” อาจต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น สัญญาเช่า หรือหนังสือรับรองจากท้องถิ่น เพื่อยืนยันว่าเป็นที่อยู่อาศัยจริง

-การลงทะเบียนและยื่นเอกสาร ถ้าไม่ครบตามเงื่อนไข (เอกสารไม่ครบ, ผูกพร้อมเพย์ไม่ถูกต้อง ฯลฯ) อาจทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเงิน


เรื่อง : นายหัวไทร

 

‘มาดามแป้ง’ อัดฉีด 1 ล้าน ช้างศึก ยู-17 ถล่ม คูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มเอเชีย 2026 เปิดทางสู่บอลโลก U17

(1 ธ.ค. 68) "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศอัดฉีดเงิน 1 ล้านบาทให้ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี หลังจากช้างศึก U17 ยิงถล่มคูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย U17 ปี 2026 ที่สนามชลบุรี สเตเดียม

เกมนี้มีเงื่อนไขว่าไทยต้องชนะด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตูเพื่อการันตีแชมป์กลุ่ม ขณะที่คูเวตเพียงไม่แพ้ก็จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่ซาอุดีอาระเบีย โดยมาร์โค ก็อคเคิ่ล หัวหน้าผู้ฝึกสอนจัดทีมเน้นรุก และแม้กัปตันทีมบาดเจ็บ นักเตะโต้เกมรุกได้ทันที

ประตูแรกมาถึงในนาทีที่ 10 จากพลพิทักษ์ รุ่งเรืองจบจังหวะตอกส้นของพิชญะ ชัยวรางกูล ก่อนจะยิงประตูที่สองและสามจากการเล่นร่วมกันของอชิรวัตติ์ วาปีฝ้าย และพิชญะ วุฒิชัย พร้อมกันนั้นคูเวตต้องเหลือผู้เล่น 10 คนหลังผู้รักษาประตูถูกใบแดงในนาทีที่ 63

ชัยชนะ 3-0 ทำให้ไทยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย U17 เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และ "มาดามแป้ง" ก็ยืนยันเงินอัดฉีดตามสัญญาทันที พร้อมย้ำว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่สะท้อนถึงการให้คุณค่าเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของฟุตบอลไทย"

ความสำเร็จนี้ทำให้แฟนบอลไทยมีโอกาสได้ฝันไกลขึ้นกับการไปถึงฟุตบอลโลก U17 2026 ที่กาตาร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบฟุตบอลเยาวชนไทยที่ยืนระยะได้ในระดับเอเชียอย่างมั่นคง

 

 

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top