Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

‘คนเหนือ’ ยังไม่ฟันธง ‘คนเหมาะเป็นนายกฯ’ แม้คะแนน ‘ณัฐพงษ์ – พรรคประชาชน’ มาแรง สวนทาง ‘เพื่อไทย’ ส่อสูญเสียฐานเสียงภาคเหนือ สะท้อนภาพการเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน

จากผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเกี่ยวกับกระแสการเมืองภาคเหนือที่เปิดเผยในต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นับเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพการเมืองไทยในมิติที่น่าสนใจหลายประการ การสำรวจจากประชาชน 2,000 ตัวอย่างใน 17 จังหวัดภาคเหนือไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความนิยมของบุคคลและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงสภาวะจิตใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดจากผลสำรวจคือ ร้อยละ 36.60 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 28.40 ระบุว่า "ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้" ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าความนิยมของบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่ติดอันดับ แสดงให้เห็นถึงภาวะ "วิกฤติความเชื่อมั่น" ที่แท้จริงของระบบการเมืองไทย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังสะสมของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การรัฐประหารซ้ำซาก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่จบสิ้น ผู้คนในภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พร้อมที่จะมอบความไว้วางใจให้กับใครง่ายๆ อีกต่อไป

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนนี้อาจสะท้อนถึงความรู้สึกว่า ทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อความต้องการหรือความคาดหวังของพวกเขาอย่างแท้จริง ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความตระหนักรู้มากขึ้น
.
แม้จะมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจถึงร้อยละ 36.60 แต่ในกลุ่มที่มีความชัดเจนแล้ว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 21.50 ห่างจากคู่แข่งอันดับสองคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ร้อยละ 13.90 อย่างชัดเจน

ความสำเร็จของนายณัฐพงษ์ในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางเทคนิค มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และไม่มีภาระประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่หนักหนาเกินไป ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับได้ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นกลางที่ต้องการเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นมืออาชีพ

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนยังคงรักษาตัวตนในฐานะพรรคกลางที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเกินไป ทำให้สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายสเปกตรัมทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบขั้วตรงข้ามที่รุนแรงในยุคที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความนิยมร้อยละ 21.50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจแสดงให้เห็นว่า นายณัฐพงษ์ยังต้องทำงานหนักมากเพื่อโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังลังเลอยู่ ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่ "น่าจะดีที่สุด" แต่เป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าได้จริง

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้ ได้รับความนิยมอันดับสองที่ร้อยละ 13.90 และพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 10.40 สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงแต่ยังไม่กว้างพอในภาคเหนือ 

พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มอำนาจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการขยายฐานเสียงในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางการเมืองแตกต่างจากอีสาน

นายอนุทินเองมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้เขาต้องแบกรับทั้งผลดีและผลเสียจากการบริหารประเทศในช่วงนั้น

ความท้าทายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคเหนือคือการต่อสู้กับการรับรู้ว่าเป็นพรรคที่ใกล้ชิดกับอำนาจเก่า ในขณะที่กระแสการเมืองในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ มักเอื้อต่อพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ก้าวหน้าหรือเป็นทางเลือกใหม่มากกว่า

ขณะที่ พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยครองภาคเหนือมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในภูมิภาคนี้ การที่พรรคได้รับความนิยมเพียงร้อยละ 16.60 ซึ่งต่ำกว่าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์การเมืองภาคเหนือ

ที่น่าสนใจคือ แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ร้อยละ 16.60 แต่เมื่อถามถึงบุคคลที่จะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครจากพรรคเพื่อไทยที่ติดอันดับต้นๆ เลย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เพียงร้อยละ 3.25 อยู่ในอันดับที่ 6 นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของพรรคในการสร้าง "ภาพลักษณ์" ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน

การที่พรรคเพื่อไทยมีหลายคนติดอันดับแต่ทุกคนได้คะแนนต่ำ เช่น นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 1.95) นายจาตุรนต์ ฉายแสง (ร้อยละ 1.70) และนายชัยเกษม นิติสิริ (ร้อยละ 1.25) สะท้อนถึงปัญหาภายในพรรคที่มีหลายกลุ่มหลายขั้ว ขาดความเป็นเอกภาพ และไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน

สาเหตุสำคัญของการเสื่อมถอยของเพื่อไทยในภาคเหนือมีหลายประการ ประการแรกคือ การที่พรรคต้องเผชิญกับปัญหาภายในเรื่องทิศทางและแนวทางการทำงาน การแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ประการที่สองคือ การที่คนรุ่นใหม่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนและขัดแย้งของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการเมืองของพรรคในบางเรื่อง เช่น การร่วมรัฐบาลหรือการสนับสนุนนโยบายบางอย่าง ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ฐานเสียงเดิมว่า พรรคยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์เดิมหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ฐานเสียงบางส่วนหันไปหาพรรคอื่นที่มีจุดยืนชัดเจนกว่า

และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับความนิยมร้อยละ 5.90 และพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 5.15 ในภาคเหนือถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีฐานเสียงหลักอยู่ภาคใต้ แต่การที่ยังคงได้รับการสนับสนุนในระดับหนึ่งในภาคเหนือแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนโยบายที่ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์เองยังคงเป็นชื่อที่มีน้ำหนักในแวดวงการเมืองไทย เพราะประสบการณ์ของเขาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ความสามารถในการสื่อสาร และภาพลักษณ์ของความเป็นนักวิชาการ ยังคงดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความมั่นคงและความเป็นระเบียบในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่จำกัดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่พรรคและบุคคลต้องเผชิญกับภาระทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในภาคเหนือ การที่จะขยายฐานเสียงในภาคเหนือได้มากกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ที่ไม่ผูกพันกับอดีตเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของความนิยมไปยังพรรคและบุคคลต่างๆ ในสัดส่วนที่น้อย ตั้งแต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 4.15) พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (ร้อยละ 2.50) ไปจนถึงบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงในสัดส่วนที่ต่ำมาก

การกระจายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการเมืองไทยที่มีความหลากหลายแต่ก็แยกส่วน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่มีทางเลือกใดที่โดดเด่นจนสามารถรวมใจคนส่วนใหญ่ได้ นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

จุดแข็งคือ ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายและไม่ถูกบังคับให้เลือกจากตัวเลือกที่จำกัด แต่จุดอ่อนคือ การกระจายตัวมากเกินไปทำให้การสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องยาก ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีความขัดแย้งภายในสูง

ผลสำรวจนิด้าโพลครั้งนี้ให้ข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่งเกี่ยวกับสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ภาคเหนือซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของบางพรรคการเมือง กำลังกลายเป็นสนามรบที่มีความไม่แน่นอนสูง

ตัวเลขสำคัญที่สุดคือร้อยละ 36.60 ที่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้และร้อยละ 28.40 ที่ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นเสียงร้องของประชาชนที่กำลังบอกว่า พวกเขาต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขาได้

สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคน ผลสำรวจนี้คือโอกาสและความท้าทาย โอกาสในการโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจ และความท้าทายในการพิสูจน์ว่าตนเองคือคำตอบที่แท้จริงต่อปัญหาของประเทศ ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งตัวเลือกในบัญชีที่ยาว

ในท้ายที่สุด การเมืองภาคเหนือและการเมืองไทยโดยรวมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่ผู้ที่มีเงินหรืออำนาจมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สร้างความเชื่อมั่น และนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทย

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ หวั่นกม. อากาศสะอาดสะดุด แม้ผ่านสภาฯ แล้ว แต่ติดขั้นวุฒิสภา เสี่ยงไม่ทันประกาศใช้ก่อนยุบสภา เรียกร้องให้เร่งพิจารณาเพื่อสุขภาพประชาชน

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า

ตามที่มีกระแสข่าวในขณะนี้ ว่ามีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาของวุฒิสภา โดยกังวลว่ากฎหมายดังกล่าว อาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าบางประการ ทำให้กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในขั้นคณะกรรมาธิการฯ มีแนวโน้มล่าช้ากว่าปกติ และอาจไม่ทันประกาศใช้ภายในวาระรัฐบาลปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา

ทั้งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน มีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่าหนึ่งหมื่นคน และผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพคนไทยนับหมื่นรายต่อปี และสร้างภาระต่อเศรษฐกิจและสาธารณสุขมหาศาล

จึงขอเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากวุฒิสภาให้เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ และให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เสนอร่าง รวมถึงเพื่อคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกคนในการเข้าถึง “อากาศสะอาด” อย่างเท่าเทียมและโดยเร็วที่สุด

Meta ถูกแฉ! โกยรายได้ 10% จากโฆษณาหลอกลวง กว่า 4.8 แสนล้านบาท แม้รู้ปัญหาแต่ไม่จัดการแลกกับรายได้มหาศาล ชี้ ขาดทั้งจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Meta ถูกแฉ! เอกสารภายในเผยรายได้ 10% มาจาก “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเอกสารภายในของบริษัท Meta (เจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp) ระบุว่า รายได้ของบริษัทในปี 2024 ถึง 10% หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่าย “Scam” หรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และสินค้าปลอม

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า Meta แบนผู้ลงโฆษณาได้เฉพาะเมื่อระบบ “มั่นใจเกิน 95%” ว่าเป็นการละเมิดกฎเท่านั้น หากระบบไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทจะไม่ลบโฆษณา แต่จะ “ขึ้นราคาค่าโฆษณา” เพื่อเป็นการลงโทษแทน ซึ่งหมายความว่า Meta ยังคงได้ประโยชน์จากโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาประเภทหลอกลวงถูกแสดงบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 15,000 ล้านครั้ง และผู้ใช้ที่เผลอคลิกโฆษณาเหล่านี้จะถูกระบบแนะนำโฆษณาอื่น ๆ ต่อเนื่องผ่านอัลกอริทึม personalization ของบริษัท

ด้านโฆษก Meta ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “มุมมองบางส่วน” ของการประเมินภายใน และตัวเลข 10% อาจสูงเกินจริง โดยบริษัทเชื่อว่าตัวเลขจริง “ต่ำกว่านั้นมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารภายในของ Meta เองก็ยอมรับว่า แพลตฟอร์มของตน “มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงในสหรัฐฯ สูงถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด” และย้ำว่า “มันง่ายกว่ามากที่จะยิงโฆษณาหลอกลวงบน Meta มากกว่า Google”

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา รัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร ดาโต๊ะ ฟาห์มี ฟัดซิล (Datuk Fahmi Fadzil) ประกาศว่า จะเรียก Meta เข้าชี้แจงต่อรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง พร้อมระบุว่า “ตัวเลข 10% ที่ Reuters รายงาน แม้ Meta จะปฏิเสธว่าเกินจริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ”

ฟาห์มีกล่าวเสริมว่า หลัง Online Safety Act (ONSAR) มีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มอย่าง Meta จะมี “พันธะทางกฎหมายในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย” หากละเมิดอาจถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

> “คนมาเลเซียสมควรได้รับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัย บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่บนระบบของตนเอง” — ฟาห์มี ฟัดซิล กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาโฆษณาหลอกลวงบน Facebook และ Instagram เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วโลกรับรู้กันมานาน แต่การหลุดของเอกสารภายในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่า Meta “รู้ถึงปัญหาและยอมปล่อยให้เกิดขึ้น” เพื่อแลกกับรายได้มหาศาล


สรุปตัวเลขสำคัญ
รายได้จากโฆษณา Scam: ~10% ของรายได้ทั้งหมด (≈15,000 ล้านดอลลาร์)
ปริมาณการแสดงโฆษณาหลอกลวง: 15,000 ล้านครั้ง/วัน
สัดส่วน Scam ในสหรัฐฯ: 1/3 ของทั้งหมด

‘ชูวิทย์’ ชำแหละ 'มีเรา ไม่มีเทา' สโลแกนวางแผนเลือกตั้งของพรรคส้ม อาจปลุกคะแนนเสียงแซงกระแสรักชาติ หลังรัฐบาลอนุทินปราบสแกมเมอร์ไม่คืบ .

(9 พ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “มีเรา ไม่มีเทา” เนื้อหาระบุว่า การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้งด้วยเรื่อง “สีเทา” เป็นหัวหอกหาเสียงหลัก กลิ่นยุบสภากระจายฟุ้ง พรรคส้มที่ตั้งธงจะแก้รัฐธรรมนูญจากการตั้งรัฐบาลพรรคน้ำเงิน ตอนนี้แม้รัฐบาลยุบสภาหนีซักฟอก ก็พร้อมเลือกตั้ง เหตุเกิดจากศึกหนักเรื่อง “สแกมเมอร์” ที่ถูกโยงมาถึง “มิสเตอร์แป้ง” ว่าพัวพันจนสั่นคลอน แม้ไม่มีหลักฐาน แต่ฝ่ายค้านตัวเอกที่เริ่มเรื่องอย่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม ตีฆ้องร้องป่าวทุกวี่ทุกวัน จนขึ้นแท่น “มือปราบสแกมเมอร์” แท็กทีมกับ “ไอซ์ รักชนก” จนเป็นทีมรุ่นใหม่ไฟแรงชนสีเทาฝั่งรัฐบาล

อีกทั้งนานาชาติต่างรุมกดปุ่มถล่มฐานเงินเทา ยึดทรัพย์มโหฬารของจีนเทา ฝรั่งเทา เขมรเทา เป็นเงินหลายแสนล้าน ถึงขั้นออกกฎหมายไล่ล่า “โจรสแกมเมอร์” มีชื่อเทา ๆ คุ้นหู ที่ถูกกระตุกโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม

แต่ตัดกลับมาที่ประเทศไทยอันมีดินแดนติดประเทศกัมพูชา “เมืองหลวงโลกสแกมเมอร์” นายกฯ อนุทินทำได้แค่ท่าทางขึงขังว่า “การปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นวาระแห่งชาติ จะจัดการให้สิ้นซาก”

ว่าแล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ (อีกแล้ว) แต่กลับไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างนานาชาติที่ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการลิเกใด ๆ รุมยึดทรัพย์ได้รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน สะเทือนซ้ำการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ได้เห็นเป็นข่าวไปทั่วโลก เส้นเงินประเทศอื่นเขาไม่ต้องมี แต่ตามยึดได้เป็นแสน ๆ ล้าน ส่วนของไทยเส้นเงินพันกันอีนุงตุงนังจนดูเวียนหัว แต่ถึงบัดนี้ยังยึดอะไรจาก “เฉินจื้อ” ไม่ได้สักบาท รัฐบาลอนุทินยังมัวทำเงื้อง่าราคาแพง แม้มี สส. นักการเมืองสารพัดชื่อในพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปมีเอี่ยว แต่ก็ตีลูกมึนบอก ”ใครมีหลักฐานก็ส่งมา“ ซ้ำร้ายยังไปตั้งทนายความของ “ฝรั่งเทา“ ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสด ๆ ร้อน ๆ จาก ครม. หนู

เมื่อรัฐบาลหนูวางแผนสั้น แต่พรรคส้มวางแผนยาวไปถึงการเลือกตั้งด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ตีกันด้วยเรื่องเทา ๆ ที่ชาวบ้านร้านตลาดถูกใจเหมือนเวอร์ชันก่อนที่พรรคส้มออกสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกกระแสชังสีเทา แซงกระแสรักชาติที่ซาหายลงไป เรื่องการตลาดหาเสียงอย่างนี้พรรคน้ำเงิน พรรคแดง สู้พรรคส้มเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ จึงเห็นทีมงานพรรคส้ม นำโดย สส.โรม รับข้อมูลจาก “โจ๊ก ระเบิดพลีชีพ” ตีไปที่บรรดาบ่อนออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ จี้ไปที่เรื่องเทา ๆ ของรัฐบาล “พรรคน้ำเงินเทา” กับ “พรรคกล้าเทา” ยังมีอีกมากล้น ตั้งแต่อดีต พรรคประชาธิปัตย์ฉายา “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” เคยบอกผมในฐานะ สส.ใหม่ว่า “เราเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเรื่องก็ต้องพูดให้มีเรื่อง หากเป็นเรื่องเล็กต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องล้มรัฐบาลเลย”

แต่มาสมัยนี้ เรื่องสีเทาที่ทั่วโลกรุมทึ้งอย่างสแกมเมอร์ ทำไมที่ไทยไปไม่ถึงไหน? มีทีมงานพรรคส้มแค่ไม่กี่คนจัดการ ส่วนรัฐบาลก็ “โนสน โนแคร์” เหมือนจะบอกว่า “ช่วยรีบ ๆ ยื่นซักฟอกหน่อย” เพราะพรรคน้ำเงินสะสมทุนเตรียมพร้อม พรรคแดงก็มีหัวหน้าพรรคคนใหม่แล้ว  และสำหรับพรรคส้ม ด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แม้ยังจัดการใครไม่ได้สักคน แต่แค่หลับตาชี้ไปที่นักการเมืองก็ได้สีเทาอ่อนเทาเข้ม จะชี้ผิดยากเต็มทน ประชาชนเขายี้ไม่อยากเลือก

คนมักถามผมว่า “บ้านเมืองเราจะเป็นยังไง?” ผมได้แต่ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ประเทศไทยยังอยู่บนแผนที่โลกเหมือนเดิมไม่ไปไหน” โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ อย่าไปหวังอะไรให้มาก เขามาแค่แป๊บเดียว ห้อยหลวงพ่อโกยมาเต็มคอกันทุกคน

ซัด ‘อ.ไชยันต์’ บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมวิถีกระสุนคดี 6 ศพวัดปทุม ชี้ มีทั้งคลิป–คำพิพากษายืนยันชัด แต่ทำตัวเป็น “โอโม่ฟอกขาวอภิสิทธิ์”

(10 พ.ย. 68) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า แม้แต่คดี 6 ศพ วัดปทุม ในเฟส อ.ไชยันต์ ไชยพร ยังปั่นว่าไม่ได้มาจากวิถีกระสุนของทหารบนรางรถไฟฟ้า โดยอ้างคำพูดจากหมอพรทิพย์ว่าวิถีกระสุนมาจากแนวราบ 

นี่ขนาดมีคลิปวิดีโอโจ่งแจ้งทั้งในเหตุการณ์ทหารบน BTS วัดปทุม และสไนเปอร์บนสะพานลอยแถวสีลมก่อนหน้านี้ที่มีทหาร 2 คนยิงแล้วตะโกนบอกว่า "ล้มแล้ว ๆ"  ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการยิงประชาชนที่มีอยู่จริง

ทำไมคนที่เรียนและสอนปรัชญาระดับนี้ ถึงไม่สามารถยอมรับความจริงพื้น ๆ แบบนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ศาลได้ไต่สวนการเสียชีวิตแล้ว พบว่าเป็นกระสุนที่มีขนาดเดียวกัน

ผมแปะลิงก์ไว้ใน Comment ว่าศาลสรุปว่ายังไง การโต้แย้งของไชยันต์อ่อนชนิดเหลือเชื่อ ทำตัวเป็นโอโม่ฟอกขาวให้อภิสิทธิ์ขนาดนั้นเลย



 

บทพิสูจน์ของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องเร่งรีบ “ใหม่–เต๋อ” เข้าพิธีวิวาห์ในบรรยากาศสุดอบอุ่น หลังรัก 7 ปี จัดงานเรียบง่าย ที่เขาใหญ่พร้อมแหวนเพชร 15 กะรัต

(10 พ.ย. 68) ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เข้าพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ เขาใหญ่ บรรยากาศโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีครอบครัวและเพื่อนสนิทร่วมงานในพิธีเรียบหรูและเป็นส่วนตัว

ก่อนวันงาน ทั้งคู่ย้ำถึงทิศทางงานว่า "เล็กและเป็นส่วนตัว" เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเน้นคนใกล้ชิดเป็นหลัก โดยพิธีในวันจริงเน้นความสุภาพ เรียบง่าย และเป็นกันเองอย่างยิ่ง

ไฮไลต์ของงานคือแหวนหมั้นเพชรราว 15 กะรัต ที่เต๋อคุกเข่าขอใหม่แต่งงานกลางปี 2568 และกลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้งในพิธีสมรสครั้งนี้

ความรักของทั้งคู่ที่เริ่มต้นจากการร่วมงานในวงการบันเทิงและคบหาดูใจมาแล้วกว่า 7 ปี ถ่ายทอดผ่านพิธีงานแต่งครั้งนี้ที่สะท้อนถึงความรักที่เติบโตเงียบ ๆ และมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเรียบง่ายเหนือสิ่งอื่นใด

กรมอุทยานฯ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระดมทีมสัตวแพทย์-เครือข่ายช่วยชีวิต ดูแล “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เตรียมถ่ายเลือด รักษาโรคติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์

(10 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ซึ่งป่วยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างชนิดที่ 4 (EEHV Type 4) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานความคืบหน้าในการดูแลลูกช้างป่าเพศเมีย ชื่อ “ข้าวต้ม” ที่พลัดหลงจากโขลง ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยตลอด 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบภาวะวิกฤต แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ทีมสัตวแพทย์ได้รายงานว่า ลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่คำนวณไว้ ทั้งยังมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวสลับกับลักษณะเนื้อครีม อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังคงใส ไม่มีสัญญาณชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร วิตามิน และยาต้านไวรัส พร้อมดูแลรักษาแผลและแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดและพ่นยารักษาแผล

ที่สำคัญ ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนจะทำการถ่ายเลือดให้กับลูกช้าง “ข้าวต้ม” ในคืนนี้ (10 พ.ย. 68) โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากวังช้างอยุธยา แล เพนียด และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากผู้บริจาค เพื่อให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

ทั้งนี้ น.สพ.ปุญญพัฒน์ สาระแขวีระกุล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และสพ.ญ.กานต์พิชชาหาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ย้ำว่า อาการของลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงต้องประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคีเครือข่ายยังคงร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือลูกช้างป่าตัวนี้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต

กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ “ข้าวต้ม” ผ่านการติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าคือหน้าที่ของทุกคน ภายใต้แนวคิด “อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลกับธรรมชาติ”

หนุนแนวคิด ‘พีระพันธุ์’ ย้ำ กฎหมายต้องทันสมัยในยุคดิจิทัล แก้ปัญหาสแกมเมอร์-ทุนเทาได้จริง เร่งสร้างเกราะคุ้มครองประชาชน

นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ “ดีเจเคนโด้” รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมายืนยันและขยายความแนวคิดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้กล่าวทั้งในรายการ สัปดาห์วิจารณ์ ช่องสยามรัฐ และเวทีบรรยายโครงการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายระดับอาเซียน โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ALSA RPCA) ถึง ปัญหา “กฎหมายล้าสมัย” ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามอาชญากรรมยุคใหม่

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะปราบทุนเทา จีนเทา หรือสแกมเมอร์ได้อย่างไร ถ้ากฎหมายยังไม่รองรับ?”

พร้อมชี้ว่า รัฐสภาในปัจจุบัน—ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา—ควรกลับไปทำหน้าที่หลักคือการบัญญัติกฎหมาย มิใช่ทำตัวเป็นเพียง “นักสืบ” ที่ตรวจสอบแต่ไม่สร้างระบบรองรับให้สังคมเดินหน้า

ด้าน ดีเจเคนโด้ ในฐานะผู้ติดตามการทำงานและรองโฆษกพรรค กล่าวเสริมว่า แนวคิดของหัวหน้าพรรคสะท้อนปัญหาที่ประชาชนเจอมาจริง โดยตนเองเคยพบเหตุเดือดร้อนในกรณี “คดีฌาปนกิจสงเคราะห์” และ “แชร์ลูกโซ่” ที่ชาวบ้านถูกหลอกเพราะ กฎหมายอ่อน ใช้มาตั้งแต่ยุคแชร์แม่ชะม้อย ไม่สอดคล้องกับกลวิธีการหลอกลวงในยุคดิจิทัล

“ทุกวันนี้คนโกงลอยนวลเพราะกฎหมายไม่เข้มพอ ไม่มีเครื่องมือทันยุค เราจำเป็นต้องมีนักการเมืองที่เข้าใจกฎหมายจริง ๆ อย่างพี่พีระพันธุ์ ที่รู้ว่าจะแก้อย่างไรถึงจะได้ผล”

ดีเจเคนโด้ยังฝากถึงประชาชนว่า อย่าฝากความหวังไว้กับคนที่ “ทำงานไม่เป็น” แต่ต้องสนับสนุนคนที่เข้าใจระบบกฎหมายและลงมือทำได้จริง

“พีระพันธุ์” เปลี่ยนเวทีการเมือง เป็นห้องปฏิบัติการกฎหมาย

แนวคิดของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามต่อระบบ แต่เป็นการ วางกรอบใหม่ของ “การเมืองเชิงกฎหมาย” ที่มุ่งให้รัฐสภากลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง — คือ “บัญญัติกฎหมายที่ทันโลก” ไม่ใช่เพียงการอภิปรายหรือจับผิดฝ่ายตรงข้าม

ในภาวะที่สังคมไทยเผชิญภัยจาก “ทุนเทา-สแกมเมอร์-อาชญากรรมไซเบอร์” ซึ่งข้ามพรมแดนและใช้เทคโนโลยีล้ำหน้า การมีกฎหมายที่ล้าหลังเท่ากับ “ไม่มีเกราะคุ้มครองประชาชน”

คำถามของพีระพันธุ์ว่า

“มีกฎหมายรองรับหรือยัง?”
เป็นคำถามที่ตีแสกหน้าฝ่ายนิติบัญญัติทุกพรรค

ส่วนบทบาทของดีเจเคนโด้ในฐานะคนทำงานภาคสนาม ทำให้เสียงสนับสนุนนี้ไม่ใช่แค่การเมืองบนโพเดียม แต่เป็นเสียงจาก “ของจริง” ที่ประชาชนเจอมาแล้ว

รวมไทยสร้างชาติ จึงพยายามวางภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่ “ไม่พูดลอย ๆ” แต่เข้าใจกลไกของกฎหมายในเชิงปฏิบัติ นำโดยหัวหน้าพรรคที่มีพื้นฐานนักกฎหมายมืออาชีพ และทีมสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

“นี่คือการเมืองแบบปฏิบัตินิยม” — ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนการโต้เถียง แต่บนการแก้ปัญหาด้วยกฎหมายที่ใช้ได้จริง
 

9–20 ธ.ค. นี้ รวมพลนักกีฬาทั่วอาเซียน ยกขบวนลุ้นเหรียญที่ราชมังฯ–ชลบุรี–สงขลา พิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมสิงคโปร์ส่งนักกีฬามากสุด 930 คน

(10 พ.ย. 68) SEA Games 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยพิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคง

งานออกแบบอัตลักษณ์ในปีนี้ ได้รับหน้าที่โดย TNOP Design ที่ออกแบบโลโก้และมาสคอต สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยมอตโต้ "Ever Forward" ตามที่ The Beat Asia ระบุ

สิงคโปร์ส่งนักกีฬาจำนวน 930 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมตั้ง ลอว์เรนซ์ เลียว เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาและเน้นกรีฑาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ไทยผลักดันแนวคิด "Green SEA Games" ลดคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาดควบคู่มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของซีเกมส์ยุคหลังโควิด นอกจากนี้การแข่งขันจะกระจายสนามในสามจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นให้แฟนกีฬาเข้าถึงง่าย

ที่มา : https://mothership.sg/2025/11/sea-games-team-sg/?utm_source
https://www.lifestyleasia.com/bk/whats-on/events-whats-on/sea-games-thailand-2025-dates-schedule-and-details/?utm_source
https://sportingbites.com/sports-news/sea-games-2025-dates-host-participating-schedule-game-list/?utm_source

มองอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ไทยปีหน้า อาจเจอศึกหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ภาษีสหรัฐฯ - ศก.โลกผันผวน - การแข่งขันสูง ชี้ทางรอด เกาะกระแส AI – EV - ดาต้าเซ็นเตอร์ .

หลังผ่านช่วงซบยาว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิปโลกเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ครึ่งหลัง 2024 และยืดต่อใน 2025–2026 โดยสมาพันธ์ WSTS คาดมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกปี 2026 โตอีก 8.5% ไปที่ราว 760.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเมมโมรีเป็นหัวลาก และเอเชียแปซิฟิกยังขยายตัวเด่น นี่คือแรงส่งเชิงโครงสร้างแก่ไทยในฐานะฐานผลิตชิ้นส่วน/บอร์ด/HDD/คอมพิวเตอร์ในห่วงโซ่ดิจิทัล (AI server, cloud, 5G) 

ขณะที่ฐานข้อมูลส่งออกจริง ไทยเริ่มฟื้นตั้งแต่ต้นปี 2025: แค่ 4 เดือนแรกปี 2025 ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์รวม 20.23 พันล้านดอลลาร์ โต 31%YoY และทั้งปี 2024 ไทยทำได้ 52.94 พันล้านดอลลาร์ (HS84–85) สะท้อนการเด้งกลับของคอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน/HDD และคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ–จีนที่เร่งตัว  สอดคล้องกับรายงานเศรษฐกิจไทยที่ชี้ว่า H1/2025 การส่งออกโดยรวมโตแรงจากการเร่งส่งออกก่อนนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีผลเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องกังวลในปี 2026
1) ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และนโยบายการค้า:
โครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากจีนยังซับซ้อนและเข้มงวด และมีไทม์ไลน์ “ปรับเพิ่ม” ต่อสินค้ากลยุทธ์ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ซึ่งทำให้บริษัทระดับโลกหันกระจายฐานออกจากจีนมากขึ้น—เป็น “ดาบสองคม” สำหรับไทย ทั้งโอกาสรับคำสั่งซื้อเบนทาง และความเสี่ยงหากสินค้าบางกลุ่มถูกตีความว่าอยู่ในลิสต์หรือใช้ชิ้นส่วนจีนมากจนถูกกระทบอ้อมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ฝ่ายนโยบายไทยเคยประเมิน ความเสียหายศักยภาพ 7–8 พันล้านดอลลาร์ หากการเก็บภาษีสหรัฐฯ แบบเข้มเต็มรูปแบบเกิดขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วน/ชิปที่ถูกชี้เป้า 25%—จึงมีความพยายามต่อรอง เปิดตลาด และปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าเพื่อเหนี่ยวนำสมดุลการค้า ลดแรงกดดันด้านภาษี 

2) ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:
ภาพรวมโลกในกรอบ 2024–2026 เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเสี่ยง “แยกขั้ว” ห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากขึ้น กดดันคำสั่งซื้อ B2B ที่อิงวัฏจักร และทำให้การลงทุนฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ผันผวนสูง—รายงาน Outlook 2024–2026 ของสถาบันการเงินไทยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องเผื่อแผนรับมือรอบสินค้า/ต้นทุนผันผวนเป็นปกติใหม่ 

3) การแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น:
เวียดนาม/มาเลเซียเร่งดึงดูดดีลอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (OSAT, IC design support, server/PCB ขั้นสูง) ผ่านสิทธิประโยชน์เชิงรุก ขณะที่ไทยยังพึ่งพาแรงส่งในหมวดคอมพิวเตอร์/HDD/ชิ้นส่วนบางสาย หากไม่ยกระดับสู่ smart electronics และซัพพลายชิ้นส่วนสำหรับ AI-server/ยานยนต์ไฟฟ้า (power electronics) ส่วนแบ่งตลาดอาจถูกกัดเซาะใน 1–3 ปีข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยยังคงมีโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้
1) เกาะกระแส AI/ดาต้าเซ็นเตอร์:
คำสั่งซื้อที่หนุน 2025—HDD, คอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน, บางกลุ่มของ IC—มีแนวโน้มต่อเนื่องใน 2026 ตามธีมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI server (รวมทั้งพาวเวอร์ซัพพลาย/พัดลม/ฮีตซิงก์/บอร์ดไฟกำลัง) ผู้ผลิตไทยที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ได้ประโยชน์ชัด และ WSTS ชี้ว่าการเติบโตปี 2026 “กว้างฐาน” ไม่ได้อาศัยเมมโมรีเพียงอย่างเดียว 

2) นโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ในไทย:
ปี 2024–2025 มีโครงการขยายกำลังผลิตของผู้เล่นหลัก (เช่น การลงทุนขยายสายการผลิต HDD/อุปกรณ์ที่ไทย) เพื่อรองรับตลาด cloud/AI/5G ซึ่งเริ่มเห็นผลในดัชนีการผลิต 1Q/2025 และเป็นฐานให้ 2026 ต่อเนื่อง หาก supply ramp “ขึ้นจริง” ตามแผน โรงงานไทยจะมี product mix ที่มาร์จินดีขึ้นกว่าบางปีที่ผ่านมา 
.
3) แรงส่งจากการส่งออกปี 2025:
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานเศรษฐกิจระบุว่า 2025 การส่งออกขยายแรง ส่วนหนึ่งเพราะ front-loading ก่อนภาษี/กติกาใหม่สหรัฐฯ ส่งผลให้ฐานปี 2025 สูง—ข้อดีคือแสดงศักยภาพการผลิตและเครือข่ายลูกค้าไทยยังแข็ง แต่ก็ทำให้ 2026 ต้องบริหาร “ฐานสูง” และความเสี่ยงดีมานด์แผ่วหากนโยบายภาษีปรับเข้มในต้นปี 2026 

อย่างไรก็ตาม ทาง SCB EIC ได้ประเมินว่า แม้ว่าในปี 2025 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว แต่ในปี 2026 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY  แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง 

แต่การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งรับมือ โดยกระจายตลาดและ “กฎถิ่นกำเนิด” (ROO) ให้พร้อม 2026 ทำแผนสำรองเส้นทางส่งออก (สหรัฐฯ/ยุโรป/เอเชีย) และจัดเอกสารแหล่งกำเนิดวัตถุดิบให้โปร่งใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีสัดส่วนจีนสูง เพื่อหลบความเสี่ยงตีความเข้าลิสต์ภาษีใหม่/เพิ่มอัตราอากร 

พร้อม ยกระดับ product-mix สู่ “smart electronics” และชิ้นส่วนสำหรับ AI/EV เน้นลงทุนในบอร์ด/พาวเวอร์โมดูล/คอนเวอร์เตอร์/คูลลิงสำหรับศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่โตเร็วกว่าตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไป 

นอกจากนี้ ควรใช้สิทธิประโยชน์และโครงข่ายในประเทศ ด้วยการทำงานร่วมกับ BOI/สถาบันไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์/ส.อ.ท. เพื่อเข้าถึงโปรแกรมยกระดับทักษะ–เทคโนโลยี และจับคู่ห่วงโซ่ที่ต้องการ localize ในไทยให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง supply จากแหล่งเดียว

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2026 เชื่อว่าจะยังมีแรงส่งเชิงโครงสร้าง จากวัฏจักรชิปที่ฟื้นและธีม AI/ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องเผชิญ ความเสี่ยงนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจ “เปลี่ยนกติกากลางเกม” ตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งเศรษฐกิจโลกโตต่ำและการแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top