Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

12 พฤศจิกายน 2528 วันเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน มหาดไทย ประกาศให้มี จป. ดูแลความปลอดภัย ในสถานประกอบการทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2528 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง มีผลบังคับใช้วันที่ 12 พฤศจิกายน โดยกำหนดให้ทุกสถานประกอบกิจการมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย เพื่อพัฒนางานด้านความปลอดภัยและสร้างวัฒนธรรมการทำงานปลอดภัย จนนำไปสู่การรวมตัวขององค์กรเครือข่าย และชมรม จป. ทั่วประเทศ

ต่อมาในปี 2536 มีการจัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงแรงงานในปี 2545) และในปี 2559 ได้ออกกฎกระทรวง พ.ศ. 2549 กำหนดให้ 14 ประเภทกิจการ ต้องมี 'จป.' ตามระดับและขนาดกิจการ
'จป.วิชาชีพ'

จึงเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความปลอดภัยในที่ทำงาน ตรวจสอบ แนะนำ และเสนอแนวทางป้องกันความเสี่ยง เพื่อให้ทุกคนทำงานได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานกฎหมาย
 

นราธิวาส-มทภ.4 ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.49 เน้นย้ำ กำลังพลปฏิบัติงานด้วยความไม่ประมาท เตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ในพื้นที่ตำบลซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เพื่อร่วมประชุมและรับฟังชี้แจงการปฏิบัติงานที่สำคัญ พร้อมรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง รวมทั้งมอบแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี พันเอก ณัฏฐพล สุนทรนนท์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 พร้อมด้วยผู้บังคับกองร้อยฯ และกำลังพลร่วมให้การต้อนรับและร่วมการประชุม

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เป็นการติดตามการปฏิบัติงานและรับทราบปัญหาข้อขัดข้อง รวมทั้งหารือแนวทางแก้ไขการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้มีการปรับแผนการปฏิบัติให้มีความรัดกุม ทั้งเชิงรุก เชิงรับ และปฏิบัติด้วยความจริงใจ อีกทั้งได้นำนโยบายการปฏิบัติ 8 กิจสำคัญตามนโยบายกรอบของแนวทางขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ เพื่อยึดถือและปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน 

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่มีความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ และเฝ้าติดตามด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด รวมถึง ปฏิบัติภารกิจเพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ตลอดจนฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพื้นที่ชุมชนต่อไป

ตำรวจไทยเร่งประสานญี่ปุ่น กรณีเด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกบังคับทำงานในร้านนวดแอบแฝงที่โตเกียว ตามนโยบาย ผบ.ตร. ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการคุ้มครองเด็กและปราบปรามการค้ามนุษย์

(8 พ.ย. 68) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (7 พฤศจิกายน 2568)  พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เชิญกงสุลตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, ผู้แทนกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เข้าร่วมประชุม

การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กหญิงชาวไทยอายุ 12 ปี ที่ถูกมารดาพาเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และถูกบังคับให้ทำงานในร้านนวดแอบแฝงในกรุงโตเกียว ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้ให้การช่วยเหลือและรับผู้เสียหายไว้ในความคุ้มครองแล้ว 

ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นและกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น รวมถึงตรวจสอบเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง เพื่อขยายผลไปยังขบวนการที่อาจล่อลวงเด็กหรือหญิงไทยไปทำงานในลักษณะเดียวกัน

นอกเหนือจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการแก้ไขปัญหาคนไทยพำนักและทำงานผิดกฎหมายในญี่ปุ่น เนื่องจากการที่คนไทยทำงานโดยผิดกฎหมายในประเทศญี่ปุ่นนั้นนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง ข่มขู่ และบังคับใช้แรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์เช่นกัน  

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้กำหนดให้ “การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการปราบปรามการค้ามนุษย์” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญเร่งด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก ทั้งในด้านการสืบสวน ป้องกัน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างทันท่วงที และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเด็ดขาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนและผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวัง หากมีผู้ใดชักชวนให้เด็กหรือเยาวชนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่าเป็นงานบริการ ร้านนวด หรืออาชีพที่ไม่ชัดเจน ขออย่าหลงเชื่อ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ได้ หากพบเห็นหรือสงสัยว่ามีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 191, ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) 1599, กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) 1191 หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน

ย้อน อดีต 12 ปี ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe

ย้อน 12 ปี บนเส้นทางจักรวาล ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe จากวันนั้น…ถึงวันนี้ มาร่วมลุ้นไทยคว้ามงในเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2025 (ครั้งที่ 74) รอบชิงชนะเลิศในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568

‘ปราชญ์ สามสี’ จวกส้ม!! ‘พรรคประชาชน’ ด่ากองทัพไม่เว้นวัน แต่ปัดความผิดตัวเอง ด้วยคำว่า “เสรีภาพ” ถึงเวลาส่องกระจก ก่อนจะชี้นิ้วว่าใคร

(8 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์…ตลอดหลายเดือนมานี้ พรรคสีส้มหรือที่เรียกกันว่า “พรรคประชาชน” มักใช้ “ข้อสงสัย” เป็นเครื่องมือในการโจมตีกองทัพ — ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์ แล้วก็สรุปง่าย ๆ ว่า “ทั้งกองทัพคือปัญหา”

แต่พอถึงคราวที่ “ส้มเอง” ทำผิด — ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตภายในพรรค การใช้งบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือคำพูดรุนแรงจากแกนนำ — กลับรีบบอกว่า “เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค”

ข้าพเจ้ามองว่านี่คือสองมาตรฐานที่น่าคิด เพราะเมื่อพรรคส้มกล่าวหากองทัพว่า “ไม่รับผิดชอบ” ตัวเองกลับ “ไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของพวกตัวเอง” เช่นกัน

กองทัพในฐานะองค์กร 
แน่นอน กองทัพไม่ใช่องค์กรที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปน แต่โดยโครงสร้างแล้ว กองทัพคือ “ระบบงานของรัฐ” ที่ทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนและรัฐบาลในภารกิจความมั่นคงของชาติ

การเหมารวมว่า “ทุกคนในเครื่องแบบคือคนเลว” จึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำร้ายจิตใจคนทำงานนับแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศในแนวหน้าอย่างเงียบ ๆ

ในขณะที่บางพรรคกลับใช้เพียงไมโครโฟนกับกล้องถ่ายคลิป ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ไม่เคยลงพื้นที่จริงในยามวิกฤต

เมื่อกองทัพถูกด่า — เขาแค่ “ชี้แจง” ไม่ได้ “โต้กลับ” 
หลายครั้งที่กองทัพออกมาชี้แจง เช่น เรื่องการดูแลทหารเกณฑ์ หรือเงินบริจาคจากประชาชน — ก็เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง แต่ส้มกลับบิดประเด็นว่า “เป็นการแก้ตัวของอำนาจเก่า”

ในทางกลับกัน เมื่อพรรคส้มถูกวิจารณ์ กลับอ้างว่า “ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” แล้วเริ่มโจมตีคนอื่นต่อ เพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาของตัวเอง ทั้งที่ใน พรรคประชาชน ก็มีคดีติดตัวอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น

คดี ยาเสพติดกว่า 5 แสนเม็ด
คดี ล่วงละเมิดทางเพศ / ทำร้ายร่างกายแฟนสาว
คดี หนีการเกณฑ์ทหาร
คดี เมาแล้วขับ
หรือแม้แต่กรณี แกนนำพรรคก้าวไกลถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ สิ่งที่พรรคทำคือ “ปัดความรับผิดชอบ” แล้วอ้าง “เสรีภาพ” เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ถึงเวลาที่ส้มต้อง “แก้ตัวเอง” ไม่ใช่ “แก้ภาพคนอื่น” 
กองทัพไม่เคยบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขากล้า “ชี้แจง ยอมรับ และแก้ไข” ตามระบบกฎหมายและวินัยราชการ

ต่างจากบางพรรค ที่เมื่อศาลตัดสินคดี ม.112 กลับออกมาพูดว่า “กฎหมายไม่เป็นธรรม” ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันนี้ในการตั้งพรรคและลงเลือกตั้ง

หากกฎหมายไม่ดีจริง — แล้วเหตุใดถึงยังใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน?

ข้าพเจ้าเบื่อเหลือเกิน... 
เบื่อคนที่อ้างคำว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แต่กลับทำผิดกฎหมาย และไม่เคยตรวจสอบตัวเองแม้แต่น้อย

สังคมไทยไม่ต้องการใครมาสร้างความแตกแยก 
เราต้องการนักการเมืองที่กล้ายอมรับข้อบกพร่องของตนเอง ก่อนจะเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน เพราะ “ความรับผิดชอบ” ไม่ได้เกิดจากการด่าคนอื่นให้แย่ลง แต่เกิดจากการกล้ายอมรับและแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

(8 พ.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบกระบอกน้ำพลาสติก ขนาด 1 ลิตร รวมจำนวน 4,000 ใบ รวมงบประมาณเป็นเงิน 248,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นแปดพันบาทถ้วน) เป็นของขวัญให้แก่ผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เนื่องในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี และมอบโล่เกียรติคุณแด่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องจัดเลี้ยงอาหาร 9 ชั้น 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับการช่วยเหลือผู้พิการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ได้ริเริ่มดำเนินการและขยายโครงการต่อเนื่องเรื่อยมา ด้วยความตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิ โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” โดยการมอบเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ พร้อมมอบค่าพาหนะสำหรับผู้ที่เดินทางมารับ ซึ่งขณะนี้ได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้พิการยากไร้ในส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังให้ความช่วยเหลือโดยผ่าน หรือร่วมกับโครงการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ  อาทิ การสนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ การมอบของขวัญเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้พิการ เนื่องในวันคนพิการ โดยร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และในวันจันทร์นี้ (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดมอบไม้เท้าขาวแก่ผู้พิการทางสายตา ผ่านมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้พิการ ในปี 2568 ณ ปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

‘ตรีนุช’ เร่ง Up Skill แรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และแรงงานขั้นสูง ตอบโจทย์ EEC ตั้งเป้า 4 เดือน พัฒนาทักษะแรงงาน 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

(8 พ.ย. 68) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การ Up Skill / Re-Skill เป็นหนึ่งใน 5 นโยบายหลักของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต โดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์สมัยใหม่ให้กับแรงงานไทย โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมาย 5 หลักสูตร จำนวนกว่า 11,000 คน

หลักสูตรหลัก ๆ ที่มอบเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความชาญฉลาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, รถยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Car) ตั้งเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้ให้ได้ 5,520 คน ทักษะภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่าในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะสร้างงานใหม่มากถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการพัฒนาทักษะด้านนี้ ตั้งเป้าจำนวน 1,000 คน

นอกจากทักษะทั้ง 2 ประเภทแล้ว ยังได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการ ตรวจจับข้อมูล, เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย, และ มีระบบประมวลผลภายในตัว ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้ในอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Smart Home, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Farm และรถยนต์ EV ฯลฯ โดยในกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะไม่ต่ำกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อีกจำนวน 3,000 คน และ ยกระดับฝีมือหลักสูตรระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 2,010 คน

ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย คือ ความสามารถและทักษะไปไม่ถึงตลาดแรงงาน มีหลายประเทศที่เข้ามาเจรจาอยากจ้างแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นคน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานของเราขาดทักษะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆและ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 4 เดือนนี้ " น.ส.ตรีนุช กล่าว

นอกเหนือจาก 5 หลักสูตรข้างต้นแล้ว ยังได้มอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปดำเนินการพัฒนาศักยภาพแรงงานขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)อีก 1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC นอกจากนี้ยังขอให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระและผู้ประกอบกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือบริการในชุมชน อีกจำนวน 2,000 คน ด้วย รวมจำนวนแรงงานที่จะมีการพัฒนาทักษะทั้ง 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

“หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตย พิทักษ์อ่าวไทยฝั่งตะวันออก และดูแลชาวประมงไทยให้ปลอดภัย”

ในห้วงวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2568 หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 (มชด./1) ประกอบด้วย เรือตรวจการณ์ 996 และ เรือตรวจการณ์ 265 ของหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน (มชด.) ที่ทัพเรือภาคที่ 1(ทรภ.1) จัดกำลังไปปฏิบัติภารกิจ ภายใต้การควบคุมทางยุทธการกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)

การลาดตระเวนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในน่านน้ำไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชายแดนทางทะเลด้านตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศและเศรษฐกิจทางทะเลของไทย อีกทั้งยังเป็นการแสดงสิทธิ์ของไทยในเขตแดนทางทะเล ตามประกาศ พ.ศ. 2516 (แนวเส้นแบริ่ง 211 จากหลักเขตที่ 73)

พร้อมกันนี้ หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 ยังได้ดูแลความปลอดภัยให้กับชาวประมงไทย ที่ออกทำการประมงในเขตน่านน้ำของประเทศ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากภัยคุกคามและการละเมิดกฎหมายทางทะเล รวมถึงให้การสนับสนุนหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่ในการตรวจสอบและป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเล

ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึง ความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และคุ้มครองประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงโดยสุจริตให้มีความมั่นคงและปลอดภัย

ปม ไทย-สหรัฐฯ เซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ปริศนาที่ยังคาใจ “ยังไม่ขุด แต่เตรียมถลุง?” ชี้ ไทยอาจแค่ทางผ่านสินแร่จากเมียนมา ไม่มีแหล่งแร่ แค่มีโรงถลุง แต่ต้องรับผลกระทบเต็ม ๆ

ปมแรร์เอิร์ธกับเบื้องหลังเบื้องลับของ MOU ไทย-อเมริกา

หลังจากที่ข่าวครึกโครมที่รัฐบาลใหม่ของไทยไปเซ็นต์ MOU กับสหรัฐอเมริกาเรื่องแรร์เอิร์ธ  พร้อมกับข่าวที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันว่ามีการค้นพบเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศไทยแถบบริเวณภาคอีสานของประเทศไทย แต่ทว่าจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีข่าวอัปเดตเรื่องแหล่งแร่ออกมาอย่างชัดเจน ประเด็นสิ่งที่เอย่าคิดคือ สรุปการที่อยู่ดี ๆ อเมริกาอยากมาเซ็น MOU ครั้งนี้เอาสินแร่มาจากไหน

ใช่คะ...คำตอบน่าจะเป็นอย่างที่เราคาดการณ์กันก็คือเราอาจจะนำเข้าสินแร่เหล่านี้เข้ามาแทนจากประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง

ถามว่าปัจจุบันนี้การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาถูกสัมปทานโดยกลุ่มบริษัทรัฐบาลจีนที่เข้ามาติดต่อกับกลุ่มชนน้อยใน 2 รัฐใหญ่ ๆ คือ ในรัฐคะฉิ่นที่เมือง Panwa township และ Chipwi township อยู่ติดพรมแดนกับมณฑลยูนนานของจีน รวมถึง Momauk township โดยอยู่ภายใต้กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่และอีกที่คือในรัฐฉานในเขตเมือง Mong Yawng township ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกองกำลัง เช่น National Democratic Alliance Army (NDAA) และในพื้นที่ที่ติดชายแดนไทยบริเวณแม่น้ำกกเขตที่ครอบครองโดย United Wa State Army (UWSA)

เราคงเดาไม่ยากแม้ว่าทุนจีนจะมาลงทุนเทคโนโลยีการถลุงแร่เหล่านี้ในพื้นที่แต่อย่างไรก็ดี การควบคุมการขุดแร่ก็ยังเป็นของชนกลุ่มน้อยอยู่ดี

จากจุดนี้พอเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าการทำ MOU ครั้งนี้เป็นการที่ไทยมีแต่เสียกับเสีย ว่าไปแล้วก็คือ

1. ไม่มีการขุดแร่จริงแต่อาจจะเป็นการนำเข้าสินแร่มาถลุง โดยการถลุงแร่แรร์เอิร์ธเป็นกระบวนการที่สร้างมลพิษสูงมาก หากไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะต่อ น้ำ ดิน และอากาศ

2. อเมริกาได้ประโยชน์เป็นการตัดขาฝ่ายจีนในการรับซื้อสินแร่โดยผ่านตัวกลางคือไทย  เข้าทำนองว่าก็นี่คือธุรกิจใครให้ราคาสูงก็ขายคนนั้น

3. ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะยิ่งแย่ลงไปอีกขณะที่อเมริกาสามารถอ้างได้อย่างเต็มปากว่านี่ไม่มีเกี่ยวกับอเมริกานะ นี่คือผลประโยชน์จากไทยล้วน ๆ อเมริกาคือลูกค้าแรร์เอิร์ธจากไทยแค่นั้น

ฉ่ำ ๆ ไหมคะ..พี่น้องชาวไทย เราคงต้องถามว่าเราได้อะไรจาก MOU นี้กันแน่ หรือ ท่าน สส. ทั้ง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เงียบกริบเพราะไม่มีข้อมูลหรือถูกอะไรปิดหูปิดตาไว้คะ
.
เอย่าขอฝากไว้ให้คิดค่ะ

กองทัพอากาศ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนของกองทัพอากาศ วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร)


เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วยคุณอภิษฎา  คันธา เป็นประธาน ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนของกองทัพอากาศ วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร) เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยด้วยความจงรักภักดี โดยมี นายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ และสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ร่วมพิธี ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

โดยพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร) นั้น ประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรโดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพอากาศ และพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ณ ห้องรับรองจักรพงษ์ กองบัญชาการกองทัพอากาศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top