Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

ภาพประทับใจหลังเกม!! อบจ.ชัยนาท ชนะทั้งในและนอกสนาม น้อง ๆ นักเรียนช่วยกันเก็บขยะหลังเกม มุมเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชมของเยาวชนรุ่นใหม่ ปิดฉากฟุตบอล 7HD 2025 อย่างอบอุ่น

บอลจบแต่เรื่องราวยังไม่จบ

ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 ได้บทสรุปสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดย 'โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท' แซงชนะ 'โรงเรียนหมอนทองวิทยา' 2-1 ประตู คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ท่ามกลางเรื่องราวให้กล่าวขานได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘รถขนฝัน’ ของทีมหมอนทอง รวมไปถึงผู้แฟนบอลที่หลั่งไหลมาชมเกม จนล้นทะลักสนามศุภชลาศัย ปลุกกระแสวงการฟุตบอลไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

แม้จะมีเรื่องราวให้พูดถึงมากมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งจุดเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชม และอยากยกขึ้นมาเป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ เยาวชน ด้วยปรากฏภาพของเด็กนักเรียนจากโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ที่ไม่ปล่อยให้สนามกีฬาแห่งชาติต้องสกปรก หลังจากแมตช์การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจบลง 

ในห้วงเวลาที่หลายคนอาจกำลังเฉลิมฉลองกับชัยชนะ บางคนกำลังเสียใจที่พลาดถ้วยรางวัล บางคนกำลังเดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่มีทั้งสมหวังและผิดหวังระคนกัน แต่ในช่วงเวลานั้น น้อง ๆ นักเรียนจากอบจ. ชัยนาท หลายคน ได้ร่วมมือช่วยกันเก็บขยะรวบรวมให้ผู้ดูแลความสะอาดของสนามศุภชลาศัยได้เก็บกวาดง่ายขึ้น นี่คือตัวอย่างของเยาวชนกับการทำประโยชน์ง่าย ๆ ที่แสดงให้เป็นถึงการอบรมอันดีงาม และน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

อยากเห็นแฟนบอลช่วยกันรักษาความสะอาดแบบนี้ ในแมตช์การแข่งขันต่าง ๆ เพื่อยกระดับการชมฟุตบอลในบ้านเราให้ดีด้วยระเบียบวินัยเช่นเดียวกับน้อง ๆ กลุ่มนี้
 

’เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

‘แม่ทัพกุ้ง’ เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังฟเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ชุมชนปฐมอโศก คุณอัญชะลี ไพรีรัก สัมภาษณ์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน เปิดเผยเหตุการณ์ปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก

“6 ชั่วโมงแรกให้หยุดเลยครับ ตั้งแต่เริ่มปะทะกันปุ๊บ ให้หยุดเลย 6 ทุ่ม วันแรกที่ปะทะกัน เขาบอก ขอร้องให้หยุดเลย แต่ผมขอไม่หยุดครับ เพราะผมสตาร์ทแล้ว” พล.ท.บุญสิน กล่าว

พล.ท.บุญสิน กล่าวต่อว่า “ผมขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุดครับ ผมขอต่อรองไปหลายวัน บวกลบคูณหารบอกว่าเท่านี้ได้มั้ย ได้มั้ย ไม่ได้ครับ ผมไปต่อก่อน เพราะผมเข้าเกียร์ 1 แล้ว”

คุณอัญชะลี ถามว่า พอไม่หยุด คนที่สั่งเขาไม่ว่าเหรอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “เขาไปตั้งหลักใหม่ครับ ก็แค่นั้นแหละครับ ถ้าหยุด ผมต้องออกมาพูดว่าใครสั่งให้หยุด แล้วเขาจะอยู่ไม่ได้ครับ เพราะว่าผมจะเอาแผ่นดินคืน แล้วคุณไม่หยุดนี่ นั่นคือโทษประหารคุณเลยทีเดียวนะครับ”

คุณอัญชะลี ถามต่อว่าได้ถามเหตุผลที่สั่งให้หยุดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา แม่ทัพกุ้งก็เสือกไปรู้อีก รู้แผนเขาอีก ก็เลยไหน ๆ 3 พื้นที่นี้กูก็ไม่ให้ กูเอาคืนอีกเพิ่มเติมแล้วกัน”
 

หนองคาย “นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 0300 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข.เขตหนองคาย โดย หน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และสภ.โพนพิสัย ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย  พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์  เอมดี ผบ.นรข.และ นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป

ติดตามแผนปรับปรุงโรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ หลังใช้งานมา 30 ปี หวังเดินเครื่องปี 2572 เสริมเสถียรภาพไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด พร้อมสั่งการ กฟผ. ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 

อบจ.นครศรีฯร้าวหนัก “ผึ้งแตกรัง” แล้ว หลัง ‘นายกฯน้ำ’ สั่งปลดรองนายกฯ จับตาจะเดินต่ออย่างไรในภาวะไร้ทีมงาน อาจเสี่ยงล้มทั้งกระดานหากไม่เร่งฟื้นศรัทธา

อบจ.นครศรีฯส่อวุ่น นายกฯน้ำ สั่งปลดรองนายกฯ เดินหน้าตั้งทีมใหม่ เลขาฯส่อไขก๊อกอีก ประธานสภาฯก็ป่วย 

เรามาลองวิเคราะห์กันดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายกฯน้ำ (อบจ.นครศรีฯ)วาริน ชิณวงศ์ นายกฯอบจ.นครศรีฯ สั่งปลดรองนายกฯ อำนวย ยุติธรรม (ดร.อัครเดช)
-ประธานสภาฯอบจ. (สจ.ยา) ก็ลาป่วย ท่ามกลางข่าวลืออาจจะลาออก
-เลขานุการฯนายกฯ สิทธิรัก ทิพย์อักษร เตรียมลาออกไปสมัคร สส.
-ทีมที่ปรึกษาหลายคนเตรียมตีจาก
-นายกฯจะอยู่อย่างไร

มองแบบนักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่น ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ต่อเสถียรภาพทางการเมืองของ นายกฯน้ำ (นายก อบจ.นครศรีธรรมราช) อย่างชัดเจนครับ

ขอแยกวิเคราะห์เป็นประเด็นดังนี้ 

1. “สั่งปลดรองอำนวย ยุติธรรม” จุดเริ่มของรอยร้าวในทีม จริงๆก็ส่อร้าวมาตั้งแต่ต้น จากการแบ่งงานที่ไม่เป็นธรรม รวบงานไว้ที่นายกฯเป็นหลัก

รองอำนวยถือเป็น “เสาหลักฝ่ายบริหาร” ที่อยู่ใกล้นายกฯน้ำมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง การปลดออกโดยเฉพาะถ้าไม่ได้มาจากเรื่องงานตรง ๆ (แต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือผลประโยชน์) จะสะเทือนฐานะภายในทันที เพราะรองอำนวยน่าจะมีฐานมวลชนและเครือข่ายในพื้นที่จำนวนหนึ่ง การปลดเขาออกเท่ากับ “สูญเสียขา” ไปหนึ่งข้างของทีม 

2. มีข่าวลือ “ประธานสภาฯ อบจ. (สจ.ยา) จะลาออก เนื่องจากป่วยรอแพทย์วินิจฉัยยิ่งหนักเข้าไปอีก 

นี่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร–ฝ่ายสภา “ไม่ราบรื่น” อีกต่อไป เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ประธานสภา อบจ. คือคนที่นายกฯต้องอาศัยในการผลักดันงบประมาณและโครงการ ถ้าถึงขั้นลาออก หรือตีตัวออกห่างแสดงว่า “หมดใจ” กับทีมเดิมแล้ว หรือมองว่าเรือใหญ่ใกล้จะล่ม จึงรีบลงจากเรือไปหาฐานที่มั่นใหม่

 3. “เลขานุการฯ นายกฯ เตรียมลาออกไปสมัคร ส.ส.”

นี่คือสัญญาณว่าคนในทีมระดับใกล้ชิดกำลังมอง “เส้นทางการเมืองส่วนตัว” แทนที่จะอยู่ค้ำอำนาจเดิม แปลตรง ๆ ได้ว่า ทีมอบจ.ชุดนี้อาจไม่ใช่จุดรวมอำนาจอีกต่อไปแล้ว หากคนใกล้ชิดยังมองว่าไปต่อกับนายกฯน้ำแล้ว “ไม่โต” ก็จะทยอยย้ายค่ายหรือหาช่องทางใหม่

4. “ทีมที่ปรึกษาหลายคนเตรียมตีจาก”

นี่คือภาพของ ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เหมือนวงล้อมกำลังแตก การเมืองท้องถิ่นถ้าเสียทีมที่ปรึกษาไป หมายถึงขาดกลไกวางกลยุทธ์ หาเสียง ประสานผลประโยชน์ และคอนเนกชันระดับพื้นที่

5. “นายกฯจะอยู่อย่างไร?”

ตรงนี้มี 2 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้:

(ก) อยู่แบบ “โดดเดี่ยวแต่ทรงอิทธิพล” ถ้านายกฯน้ำยังมีฐานเสียงในสภาอบจ. จำนวนมาก หรือคุมระบบราชการท้องถิ่นได้ ก็อาจอยู่ต่อได้ในรูปแบบ “ขาใหญ่ไม่ต้องมีทีมเยอะ” แต่ต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ สร้างพันธมิตรใหม่ และควบคุมงบประมาณสำคัญไว้ในมือ แต่เข้าใจว่า ฐานเสียง สจ.เริ่มร่อยหรอ

(ข) อยู่แบบ “นับถอยหลังทางการเมือง”

ถ้าแรงเสียดทานภายในมากขึ้น ทั้งสภาไม่หนุน ทีมบริหารแตก และคู่แข่งเริ่มจับกลุ่มท้าทาย (เช่น กลุ่มเดิมของรองอำนวยหรือเครือข่ายท่าศาลา) นายกฯน้ำอาจอยู่ไม่ครบเทอม หรือถูกกดดันให้ถอยทางการเมืองก่อนเลือกตั้งท้องถิ่นรอบหน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า อาณาจักรทางการเมืองของนายกฯน้ำกำลังอยู่ในช่วง “ถอดรหัสอำนาจ” คนรอบข้างเริ่มไม่มั่นใจในเส้นทางต่อไป และกำลังหาช่องทางสร้างอนาคตของตนเอง

ถ้าไม่รีบ “รีแบรนด์” สร้างทีมใหม่ และฟื้นศรัทธาฐานมวลชนใน 6 เดือนข้างหน้า มีสิทธิเสี่ยงต่อการ “ถูกล้มโต๊ะ” หรือแพ้สนามเลือกตั้งท้องถิ่นรอบหน้าได้เลยครับ

นายกฯน้ำมองว่า พวกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นพวกปั่น รู้ไปหมดทุกเรื่อง คนเดินอยู่ในซอยดีดี ก็ไปเขียน ไปพูดว่าเป็นคนบ้า พูดกันต่อ ๆ ว่า ไอ้นั้นมันบ้า ทุกคนก็เลยเชื่อกันว่า บ้าจริง 

เรื่องของนายกฯน้ำ ก็มีการเขียนการพูด ถามหาผลงาน ไม่มีผลงาน เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

น่าแปลกว่า นายกฯน้ำเลือกที่จะตอบโต้ แทนที่จะเลือกแจกแจงผลงานว่าในรอบ 1 ปี ทำอะไรไปบ้างที่เป็นรูปธรรม และปฏิเสธอย่างสมจริงสมจังกับข้อกล่าวหาร่วมฮั้ว สว.

น่าสนใจยิ่ง นายกฯน้ำจะปรับขบวนยุทธอย่างไร เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายให้ได้ ไม่งั้นจะล้มทั้งกระดาน

เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีน เตรียมออกสู่น่านน้ำทะเลหลวง ยันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่น ยึดมั่นปกป้องอธิปไตย-ความมั่นคงของจีนเท่านั้น

ปักกิ่ง, 9 พ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (8 พ.ย.) เหลิ่งกั๋วเหว่ย โฆษกกองทัพเรือจีน กล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนที่ติดตั้งระบบดีดตัวและจับตัวเครื่องบินด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า จะออกปฏิบัติการเป็นประจำในทะเลหลวง

เหลิ่งเผยว่าแม้ท่าเรือทหารซานย่าในมณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีน จะเป็นท่าเรือประจำของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ แต่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่คือบ้านที่แท้จริงของมัน

เรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยนเข้าประจำการเมื่อวันพุธ (5 พ.ย.) ที่ท่าเรือกองทัพเรือในเมืองซานย่า และเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือจีน เรือลำดังกล่าวเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2022 และได้รับการตั้งชื่อตามมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกของจีน ทั้งยังเป็นเรือขนาดใหญ่ที่จีนออกแบบและสร้างขึ้นเองทั้งหมด

เหลิ่งระบุว่าขณะที่เรือฝูเจี้ยนอยู่ระหว่างการก่อสร้าง การพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ อาทิ เครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินอย่าง เจ-35 เจ-15ที และ เจ-15ดี เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้ารุ่นคงจิ่ง-600 (Kongjing-600) และเฮลิคอปเตอร์ตระกูลแซด-20 (Z-20) มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้

เหลิ่งกล่าวว่าอีกไม่นานเรือฝูเจี้ยนจะพร้อมประจำการเต็มรูปแบบพร้อมเครื่องบินประจำเรือ และเนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีหลายอย่างบนเรือฝูเจี้ยนถูกนำมาใช้จริงเป็นครั้งแรก เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้จึงยังคงต้องผ่านการทดสอบและตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไปหลังจากเข้าประจำการแล้ว

เหลิ่งเน้นย้ำว่าความพยายามของจีนในการพัฒนาและปรับปรุงอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศใดหรือมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศหรือภูมิภาคอื่น และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของจีน

เรือฝูเจี้ยน ซึ่งมีหมายเลขลำเป็นเลข 18 เป็นหนึ่งในสามเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนที่ประจำการอยู่ในขณะนี้ โดยจีนจะจัดทำแผนการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นถัดไป โดยคำนึงถึงความต้องการด้านการป้องกันประเทศอย่างรอบด้าน

ผบ.ตร.ร่วมประชุมกองอำนวยการร่วม เตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร ดูแลประชาชนร่วมถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการร่วมฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และตรวจพื้นที่บริเวณท้องสนามหลวง ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เวลา 09.00 – 21.00 น. เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบท้องสนามหลวงและเส้นทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหารือแนวทางการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด

ประธานการประชุมได้มีข้อสั่งการกำชับให้ทุกหน่วยที่ประจำอยู่ในกองอำนวยการร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย เคร่งครัด ขอให้มีการซักซ้อมการปฏิบัติและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน พร้อมกำชับให้หน่วยต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกองอำนวยการร่วมต้องบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และใช้กลไกของกองอำนวยการร่วมให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติภารกิจ 

นอกจากนี้ ได้หารือถึงแนวทางการบริหารจัดการการเดินทางของประชาชน ทั้งทางบกและทางน้ำ เน้นย้ำให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงการจัดเตรียมเส้นทางรถรับส่ง การจัดระเบียบจราจร และพื้นที่จอดรถอย่างเป็นระบบ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และการจัดการจราจร อีกทั้งได้กำชับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้จัดทีมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก แนะนำขั้นตอน และการแต่งกาย ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

ผบ.ตร.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพฯ พร้อมกำชับให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ในการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลด้านบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบเรียบร้อยและปลอดภัย 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การดูแลประชาชนให้สามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อย ถือเป็นภารกิจสำคัญของตำรวจทุกนาย จึงขอให้ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง และดำเนินการด้วยความระมัดระวังในทุกขั้นตอน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำรวม เรียบร้อย และมีจิตสำนึกแห่งความจงรักภักดี เพื่อถวายงานด้วยหัวใจแห่งความภักดีสูงสุด ให้การจัดงานพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และสะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้อย่างสงบเรียบร้อย และสมพระเกียรติสูงสุด
 

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”

สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เอชดี เผยสถิติถ่ายทอดสดออนไลน์ แชมป์กีฬา 7 สีนัดชิง หมอนทอง-ชัยนาท ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ทะลุ 45 ล้านวิว

(9 พ.ย. 68) จากกระแสความนิยมทีมฟุตบอลเยาวชนโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นไวรัลผู้ชมเต็มสนามศุภชลาศัย ในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี นัดชิงชนะเลิศ พบกับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เมื่อบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา แม้หมอนทองจะแพ้ให้กับชัยนาท 1-2 ก็ตาม

เฟซบุ๊ก Ch7HD โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ปรากฏการณ์สานฝันบอลเยาวชน ! อบจ.ชัยนาท - หมอนทอง สู้สุดใจ 'สมศักดิ์ศรีคู่ชิง' พิสูจน์แล้วว่าเก่งทั้งคู่ พร้อมกับเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า 

ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ ทะลุ 45 ล้านวิว

ติด Google Trends"ถ่ายทอดสด บอล 7 สี วันนี้" / "หมอนทองวิทยา"/ "บอล7สีรอบชิง" / "ช่อง7HD"

ติด Trends X อันดับ 1 #บอล7สี

ยอดชมสูงสุดกีฬาในไทยทาง Facebook

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top