Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

หุ่นยนต์–AI กับคำถามใหญ่ หากใช้ในการตัดสินกีฬาฟุตบอล เพื่อความโปร่งใส หรือความเสี่ยง ที่ต้องคิดให้รอบคอบ

กีฬาฟุตบอลเดินทางมาถึงยุคที่เทคโนโลยีเป็น “ผู้ช่วยตัดสิน” แล้ว—ตั้งแต่โกลไลน์เทคโนโลยี, VAR ไปจนถึงระบบล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติที่ติดเซนเซอร์และติดตามตำแหน่งนักเตะด้วยคอมพิวเตอร์วิชัน 

คำถามต่อไปจึงไม่ใช่ “ควรใช้ไหม” แต่คือ “จะไปให้สุดทางถึงขั้นใช้หุ่นยนต์/AI ตัดสินแทนมนุษย์ได้หรือเปล่า และควรทำอย่างไรให้โปร่งใสกว่าเดิม” บทความนี้ชวนมองภาพใหญ่ทั้งด้านเทคนิค กติกา จริยธรรม และความยอมรับของสังคมกีฬา

ทำไมแนวคิด “ผู้ตัดสิน AI” จึงน่าพิจารณา 
1. ลดอคติและความผิดพลาดเชิงการรับรู้ของมนุษย์ ผู้ตัดสินคนเดียวต้องประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีภายใต้แรงกดดันสูง AI ที่วิเคราะห์จากหลายกล้อง/เซนเซอร์พร้อมกันอาจลด “ความคลาด” จากมุมมองจำกัดของสายตามนุษย์ได้ 

2. ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน โมเดลเดียวกัน กติกาเดียวกัน ทำงานด้วยเกณฑ์เดิมทุกนัด ลดปัญหา “นัดนี้ฟาวล์ อีกนัดไม่ฟาวล์” ที่แฟนบอลถกเถียงกันไม่รู้จบ 

3. ตรวจสอบย้อนหลังได้ ระบบ AI สามารถเก็บลอจิกการตัดสิน, เวลาประทับ (timestamp), วิดีโอ และข้อมูลเซนเซอร์แบบละเอียด กลายเป็น “หลักฐานทางดิจิทัล” สำหรับอุทธรณ์และการเรียนรู้ของทั้งวงการ

ปัจจุบัน AI ตัดสินอะไรแทนมนุษย์แล้วบ้าง? 
- ข้อเท็จจริงเชิงไบนารี (Binary, Objective): บอลข้ามเส้นหรือยัง (โกลไลน์), ล้ำหน้าหรือไม่, ลูกออกเส้นหรือไม่, สัมผัสมือก่อนออกหรือเปล่า—ทั้งหมดนี้เหมาะกับ AI/ระบบอัตโนมัติ เพราะนิยามชัด วัดด้วยฟิสิกส์และพิกัดได้
- ข้อเท็จจริงเชิงรูปแบบ (Pattern): ฟาวล์จากการปะทะ, แกล้งล้ม (simulation), อันตรายจนต้องใบแดงหรือไม่—มีบริบทและเจตนาเข้ามาเกี่ยว เป็นพื้นที่ที่ AI “ช่วยชี้/แนะนำ” ได้ แต่ไม่ตัดสินเดี่ยวในระยะใกล้ เพราะการตีความเจตนายังคงต้องอาศัยมนุษย์
- การบริหารเกมและอารมณ์ (Game Management): การคุมอารมณ์ผู้เล่น โต้เถียง ชักใบเหลืองเพื่อควบคุมเกม—เป็นทักษะมนุษย์ที่ AI ยังทดแทนยาก แต่สามารถ “สนับสนุน” ด้วยข้อมูล เช่น แจ้งแนวโน้มการปะทะรุนแรงบ่อยจุดเดิม เตือนผู้ตัดสินให้คุมจังหวะ

ปัจจุบันระยะกลางเหมาะกับ “Human-in-the-Loop”—ปล่อยให้ AI ตัดสินอัตโนมัติในจังหวะที่เป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ และให้ผู้ตัดสินมนุษย์ถืออำนาจสุดท้ายในจังหวะที่เป็นศิลปะและดุลยพินิจ

เบื้องหลังการทำงานของ “ผู้ตัดสิน AI”
- ข้อมูล (Data Layer): กล้องหลายมุมความถี่สูง, LIDAR/เรดาร์สนาม, ชิพในลูกบอล, IMU บนสนับแข้ง/สตั๊ด (ตามมาตรฐานความปลอดภัย), ไมโครโฟนบันทึกเสียงสัมผัส
- การรับรู้ (Perception): คอมพิวเตอร์วิชันระบุจุดสำคัญของร่างกาย (pose/lime tracking), การติดตามวัตถุหลายชนิด (MOT), การประมาณแรงปะทะ/มุม/ความเร็ว
- กติกา (Rules Engine): นิยามกฎแบบเครื่องอ่านได้ (machine-readable laws of the game) แยก “กฎแข็ง” (เช่น ตำแหน่งล้ำหน้า) ออกจาก “กฎอ่อน” (เสี่ยงอันตราย, เจตนา)
- การตัดสินใจ (Decision Layer): โหมดอัตโนมัติ: ล้ำหน้า–ลูกข้ามเส้น–บอลออกเส้น โหมดแนะนำ: คะแนนความมั่นใจ (confidence) + คลิปสั้นหลายมุม ส่งให้ผู้ตัดสินตัดสินใจ
- บันทึกและอธิบายได้ (Explainability & Audit): เก็บเหตุผลเชิงกฎ + เฟรม/มุมที่ใช้สรุปผล เพื่อการอุทธรณ์และการปรับปรุงโมเดล

ทั้งนี้ บทสรุป: “โปร่งใส” ไม่ได้มาพร้อมเทคโนโลยีโดยอัตโนมัติ โดยการใช้หุ่นยนต์/AI ตัดสินฟุตบอล “เป็นไปได้” ทางเทคนิค และมีศักยภาพยกระดับความสม่ำเสมอ–ลดอคติ แต่ความโปร่งใสจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อเราลงมือออกแบบ กระบวนการตรวจสอบได้, มาตรฐานเปิด, อิสระในการทวนสอบ, สิทธิอุทธรณ์ และบทบาทที่ชัดเจนระหว่างมนุษย์กับเครื่อง หากทำครบวงจร ฟุตบอลจะก้าวสู่ยุคที่คำตัดสิน “แม่น–เร็ว–อธิบายได้”—และที่สำคัญที่สุดคือ ได้รับความไว้วางใจ จากทุกฝ่ายในสนามเดียวกัน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวกระเช้าปีใหม่ “สุขชุมชน” รวมสุดยอดสินค้า GI ไทย 9 รายการ ส่งเสริมบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

(11 พ.ย. 68) ที่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” ว่า กรมมุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า GI อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ ๆ และผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 243 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 114,329 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมฯ ร่วมกับ ท็อปส์ เครือเซ็นทรัล รีเทล ได้คัดเลือกสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 9 รายการ จัดทำเป็นกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และส่งต่อความสุขความปรารถนาดีจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึง โดย GI 9 รายการ ประกอบด้วย สินค้า GI ในกลุ่มอาหาร 6 รายการ ได้แก่ 

1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 
2.ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
3.พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืดและใช้เป็นสมุนไพรไล่ลม 
4.สับปะรดภูแลเชียงราย ให้วิตามินซีสูงช่วยต้านอนุมูลอิสระและดีต่อระบบขับถ่าย 
5.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ให้พลังงานและบำรุงเลือด 
6.ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านกระบวนการคั่วด้วยเกลือแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติหวานมันปนเค็มอ่อนๆ เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 3 รายการ ได้แก่ 

1.ชาเชียงราย ใบชามีกลิ่นหอมละมุน มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความผ่อนคลาย 
2.น้ำหมากเม่าสกลนคร อุดมด้วยสารอาหาร มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
3.กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ปลูกแบบธรรมชาติร่วมกับไม้ป่า

“สินค้า GI ทั้ง 9 รายการ ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 469 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2569 จะมีการผลักดันสินค้าท้องถิ่นจดทะเบียนจีไออีกกว่า 20 รายการ และจะมีการต่อยอดความร่วมมือนำสินค้าจีไอไปจัดเป็นชุดกระเช้าหรือจำหน่ายในเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป กับทั้งที่ท็อปส์ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย” นางอรมน กล่าว

ด้านนายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่ท็อปส์มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกกว่า 90 รายการ สำหรับกระเช้า “สุขชุมชน” เป็นความต่อเนื่องปีที่สอง โดยจัดเตรียมให้เลือก 2,000 ชุด ราคาประมาณ 1,799 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,000 ชุด ซึ่งประเมินว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ ช่วงปีใหม่น่าจะยังขยายตัวได้เกิน 2 หลัก และยอดซื้อเริ่มเข้ามาแล้ว

ย้อน 7 เหตุการณ์ทหารกล้า เหยียบทุ่นระเบิดของเขมรลอบกัด

สังคมไทยเริ่มตั้งคำถาม ‘ทหารไทย’ ต้องเสียอีกกี่ขา? ปมพิพาทกับกัมพูชาถึงจะจบ...ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องชีวิตทหาร ประชาชน และอธิปไตยของชาติ

มหกรรม 11.11 ของนักศึกษาจีน สู่ "มหกรรมช็อปปิง" ของคนไทย สร้างผลกระทบทางธุรกิจหลากหลายมิติ สะท้อนพลังเศรษฐกิจดิจิทัลในวันเดียว

วันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งเดิมเป็นเพียง "วันคนโสด" (Singles' Day) ที่เริ่มต้นจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในจีนเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยในหลายมิติ

เดิมที วันที่ 11/11ถูกสร้างขึ้นโดยนักศึกษาชายโสดมหาวิทยาลัยหนานจิงเพื่อเฉลิมฉลองสถานะความเป็นโสด เพราะเลข 1 สี่ตัวเรียงกันเหมือนคนโสดสี่คนยืนเคียงข้างกัน แต่ในปี 2009 Alibaba ภายใต้การนำของแจ็ค หม่า ได้เห็นโอกาสและเปลี่ยนวันนี้ให้กลายเป็นเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการเสนอส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษ

ความสำเร็จในจีนได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต่างนำแคมเปญ 11.11 มาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการกระตุ้นยอดขาย จนกลายเป็นวันที่คนไทยรอคอยพร้อมกระเป๋าเงินไม่แพ้เทศกาลลดราคาประจำปีอื่นๆ

แน่นอนว่า แคมเปญดังกล่าวย่อมผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปี ทั้งในส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SME

1. การสร้างมูลค่าทางการค้าขนาดใหญ่
ในปี 2023 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในช่วงแคมเปญ 11.11 มีมูลค่าการซื้อขายสินค้ารวมกันมากกว่า 15,000 ล้านบาทในช่วงสามวันของเทศกาล (9-11 พฤศจิกายน) โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 20-25% แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตช้า แต่วัน 11.11 กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคยินดีเปิดกระเป๋าเงินมากที่สุดในรอบปี

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากการเพิ่มราคาสินค้า แต่มาจากปริมาณการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยแพลตฟอร์มต่างๆ รายงานว่ามีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับวันปกติ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รอเก็บความต้องการมาใช้จ่ายในช่วงนี้โดยเฉพาะ

2. ผลกระทบต่อธุรกิจ SME และผู้ประกอบการรายย่อย
สำหรับผู้ประกอบการ SME และร้านค้าออนไลน์รายย่อย วัน 11.11 กลายเป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก แพลตฟอร์มต่างๆ มักเสนอโปรแกรมสนับสนุนพิเศษ เช่น การลดค่าธรรมเนียม การให้เครดิตโฆษณาฟรี หรือการจัดอบรมการตลาดดิจิทัล

ผู้ประกอบการหลายรายงานว่ายอดขายในช่วง 11.11 คิดเป็น 30-40% ของยอดขายทั้งปี โดยเฉพาะธุรกิจในหมวดแฟชั่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และของใช้ในบ้าน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็คือการแข่งขันที่ดุเดือดและแรงกดดันในการให้ส่วนลดสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนการเงินและสต็อกสินค้าอย่างรอบคอบ

3. การขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง
ปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัทขนส่งพัสดุรายใหญ่อย่าง Kerry Express, Flash Express, J&T Express และ Thailand Post ต้องเพิ่มกำลังพนักงานชั่วคราวหลายพันคนเพื่อรองรับปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้น 3-5 เท่าในช่วงนี้

การจ้างงานชั่วคราวนี้ไม่ได้จำกัดแค่พนักงานขนส่ง แต่รวมถึงพนักงานคัดแยกสินค้าในคลังสินค้า พนักงานบรรจุหีบห่อ และแม้กระทั่งพนักงานบริการลูกค้า ซึ่งช่วยกระตุ้นการจ้างงานระยะสั้นและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนไทยหลายหมื่นราย

นอกจากนี้ ธุรกิจคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าก็ได้รับประโยชน์จากการที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับสินค้าในช่วง 11.11

4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
วัน 11.11 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน ผู้คนเริ่มวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า รอซื้อสินค้าราคาแพงในช่วงนี้แทนที่จะซื้อตามปกติ เกิดปรากฏการณ์ "รอของลดราคา" ที่ส่งผลต่อยอดขายในเดือนอื่นๆ

ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคไทยมากกว่า 60% วางแผนการซื้อสินค้าล่วงหน้าอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนวัน 11.11 โดยเก็บสินค้าใส่ตะกร้าและรอวันที่ราคาลดลงจริง พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังเรียนรู้และปรับตัวให้ฉลาดขึ้นในการช็อปปิงออนไลน์

5. ผลกระทบต่อธนาคารและระบบการชำระเงิน
ระบบการชำระเงินดิจิทัลได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทศกาล 11.11 การใช้ E-Wallet, Mobile Banking และ PromptPay เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธนาคารและผู้ให้บริการ Fintech หลายรายเสนอโปรโมชั่นพิเศษ เช่น แคชแบ็ก ส่วนลดพิเศษเมื่อใช้บัตรเครดิต หรือการผ่อนชำระดอกเบี้ย 0%

มูลค่าการทำธุรกรรมผ่านระบบ E-Payment ในวัน 11.11 เพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับวันปกติ สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งรัดของสังคมไทยสู่ระบบ Cashless Society

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ 11.11 ก็มีด้านลบที่ควรให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการบริโภคนิยมที่มากเกินไป ผู้บริโภคหลายรายซื้อสินค้าเกินความจำเป็นเพียงเพราะราคาถูก ส่งผลให้เกิดหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการใช้บัตรเครดิตและการผ่อนชำระ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสินค้าปลอมและคุณภาพสินค้าที่ไม่ตรงตามโฆษณา ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคและทำลายความเชื่อมั่นในระบบอีคอมเมิร์ซ ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พัสดุก็เป็นอีกประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องแก้ไข

แต่อย่างไรก็ดี วัน 11.11 พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าแค่กิมมิกทางการตลาด มันกลายเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ สร้างมูลค่าหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท กระตุ้นการจ้างงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอีโคโนมี ดังนั้น 11.11 จึงไม่ใช่แค่วันคนโสด หรือวันช็อปปิงธรรมดา แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในยุคดิจิทัล

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน

เวียตเจ็ท ผนึก OR ลงนามใช้ “น้ำมัน SAF” ในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ดันอุตสาหกรรมการบินไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ตั้งเป้าใช้น้ำมัน SAF ไม่น้อยกว่า 5% ภายในปี 73 พร้อมเพิ่ม 2 เส้นทาง “Green Route” ต้นปีหน้า

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค หรือ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสีเขียว ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย “Net Zero” 

ตอกย้ำจุดยืนของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเป็นผู้นำสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกในภูมิภาคที่นำร่องใช้น้ำมัน SAF ในเที่ยวบินพาณิชย์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดพันธกิจหลักภายใต้กองทุนฟลายกรีน (Fly Green Fund) ของสายการบินฯ ในการเตรียมเปิดเส้นทาง Green Route เพิ่มเติมภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ได้แก่ เส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ และต่อยอดการใช้น้ำมัน SAF สำหรับทุกเที่ยวบินในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ดานัง’ ต่อไป โดยพิธี MOU ดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี ชั้น 17 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายพิชิต เจียรกิตติมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ พร้อมด้วย นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) สำหรับความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสององค์กรได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF และดำเนินการทดลองเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในเส้นทาง “กรุงเทพฯ–ดานัง” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยมี OR เป็นผู้ส่งน้ำมัน SAF สำหรับใช้ในเที่ยวบินดังกล่าว นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนการบินสีเขียว หรือ Fly Green ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังคงสานต่อความตั้งใจในพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขานรับนโยบายด้านความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมการบินอย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าแผนการขยายเส้นทาง Green Route ภายใต้โครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งสายการบินฯ ยังคงมีนโยบายใช้น้ำมัน SAF เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงในเที่ยวบินพาณิชย์ ล่าสุดได้ขยายการใช้น้ำมัน SAF ในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก’ โดยใช้น้ำมัน SAF สัดส่วน 1% ผสมกับเชื้อเพลิง Jet A-1 สัดส่วน 99% ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังมีแผนขยายเส้นทางที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนเพิ่มเติมภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ในส้นทางใหม่ ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเดือนมกราคม เพื่อสนับสนุนนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก ตามแนวปฏิบัติของโครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ หรือ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation)”

“ความร่วมมือกับ OR ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการใช้และพัฒนาพลังงานสะอาดสำหรับอากาศยานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในอนาคต ซึ่งนอกจากการจัดหาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้แก่เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพื่อใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์แล้ว ทั้งสององค์กรยังอยู่ระหว่างการหารือแนวทางขยายความร่วมมือในมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดภายในปี 2573 เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการบินสีเขียวตามแนวทาง Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมการบินโลก” 

นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR เปิดเผยว่า OR มีความภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรหลักในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้กับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทยในการมุ่งสู่อนาคตที่สะอาดและยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ OR จะเป็นผู้ให้บริการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF เพื่อให้เวียตเจ็ท ไทยแลนด์ ใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการบินสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยล่าสุดได้ยกระดับการใช้ SAF สู่เที่ยวบินประจำระหว่าง สุวรรณภูมิ – ฟูโกว๊ก 

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเวียตเจ็ท ไทยแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการนำ SAF มาใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การลงนาม MOU ในเดือนพฤษภาคม 2567 และริเริ่มเที่ยวบินปฐมฤกษ์ระหว่างประเทศ ระหว่างกรุงเทพฯ – ดานัง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสายการบินอันดับต้นๆ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญและดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ OR จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมพลังงานและบริการด้านเอนเนอร์ยี่โซลูชัน เพื่อสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และร่วมสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานยั่งยืนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

สำหรับ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ปี ภายใต้กองทุกฟลายกรีน (Fly Green Fund) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมสีเขียวผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับองค์กรและชุมชน โดยการผ่านความร่วมมือจากผู้โดยสาร พนักงานของสายการบินฯ และพันธมิตรในทุกภาคส่วน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์และกองทุนฟลายกรีนได้ที่ www.vietjetair.com 

รู้จัก “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ยกระดับแรงงานไทยให้เข้มแข็ง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการรุกคืบของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม การพัฒนา “ทักษะ” คือทางออกที่จะทำให้แรงงานไทยยังเป็นที่ต้องการและไม่ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และนี่ก็คือภารกิจอันสำคัญของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” (กพร.) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาแรงงานให้เดินคู่มาตรฐานสากล ตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ จัดทำมาตรฐานฝีมือ ทดสอบ-รับรองความรู้ความสามารถ ไปจนถึงบริหารกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

และผู้ที่ขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญนี้ให้เป็นจริงในปี 2568 คือ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คนปัจจุบัน นั่นเอง

สำหรับประวัติของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” เป็นข้าราชการสายแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน “นโยบายสาธารณะ” และ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยพื้นฐานการศึกษาครอบคลุมทั้งรัฐศาสตร์และการบริหารการพัฒนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อยอดความรู้ระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างนโยบายและการพัฒนาคนในระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ในเส้นทางราชการ เริ่มต้นจากการทำงานในหน่วยงานระดับพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ก่อนเติบโตสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หลากหลาย สะท้อนประสบการณ์ที่รอบด้านในระบบแรงงานไทย โดยเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการ นายเดชาได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้าน “การพัฒนาฝีมือ” “การคุ้มครองแรงงาน” และ “การจัดหางาน” ครบทุกมิติ จึงเข้าใจห่วงโซ่แรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ในปี 2568 ภายใต้การนำของ เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หนึ่งในผลงานชูเด่นคือการเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อเตรียมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าฝึกให้ได้ 3,000 คน และจนถึงเวลารายงานได้ดำเนินการแล้วครบ 3,001 คน สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถของกรมฯ ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีทักษะที่ตลาดต้องการจริง

อีกผลงานที่ไม่อาจมองข้ามคือโครงการฝึกอบรมด้าน “Soft Power” ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและขยายแนวคิดการพัฒนาแรงงานจาก ‘ช่างฝีมือ’ สู่ ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ภายใต้เป้าหมายฝึกกว่า 70,000 คนทั่วประเทศในปีนี้ หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน การสร้างสื่อมัลติมีเดีย นวดแผนไทย สปา บาริสต้า ฯลฯ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ว่า “แรงงานไทยต้องมีทั้งฝีมือและ Soft Skills ที่สร้างมูลค่า”

นอกจากนี้กรมฯ ภายใต้การนำของอธิบดีเดชายังได้รับรางวัล “Best Performance Award” จาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภายใต้การนำของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ไม่เพียงพัฒนาแรงงาน แต่ยังยกระดับระบบองค์กรให้พร้อมรับความเสี่ยงทางดิจิทัล เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง

14 พฤศจิกายน 2498 วันพระบิดาแห่งฝนหลวง รำลึกพระอัจฉริยภาพในหลวง ร.9 ทรงจุดประกาย “เทคโนโลยีฝนหลวง” ช่วยเหลือชาวไทยจากภัยแล้งนับไม่ถ้วน

วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคิดค้น “โครงการฝนหลวง” จากพระราชดำริเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498

พระองค์ทรงเห็นความทุกข์ยากจากภัยแล้งและน้ำท่วม จึงมีแนวพระราชดำริให้สร้างฝายและอ่างเก็บน้ำ พร้อมทั้งทรงทดลองนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์สร้างฝนเทียม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและบรรเทาความแห้งแล้งให้ผืนแผ่นดินไทย

แนวพระราชดำริดังกล่าวได้รับการพัฒนาจนกลายเป็น “โครงการพระราชดำริฝนหลวง” ที่ยังคงดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเครื่องยืนยันถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้

คณะผู้แทนรัฐสภาไทยรำลึกบิดา “ลูกเสือโลก” – ผู้ว่าฯ “เนียรี” ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์มิตรภาพไทย–เคนยา

เมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) คณะผู้แทนรัฐสภาไทยนำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส., นายนิคม มากรุ่งแจ้ง ส.ว., นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และ น.ส.สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ เมืองเนียรี สาธารณรัฐเคนยา

คณะผู้แทนฯ ได้เยี่ยมชม Paxtu ที่พำนักสุดท้ายของ Lord Baden Powell ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ก่อนร่วมขบวนวางดอกไม้หน้าอนุสรณ์สถานและหลุมศพ เพื่อแสดงความคารวะและรำลึกถึงคุณูปการสำคัญที่มีต่อขบวนการลูกเสือทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์ลูกเสือรัฐสภาประเทศต่าง ๆ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เดินทางไปยังศาลาว่าการจังหวัดเนียรี โดยมี Mr. Mutahi Kahiga ผู้ว่าราชการจังหวัดเนียรี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพกับผู้แทนจากหลายประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านกิจการลูกเสือในระดับนานาชาติ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในเวทีลูกเสือสากลอย่างเด่นชัด

บิ๊กปู รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

(11 พ.ย.68 ) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จว.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถานการณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว 

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism  กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จว.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก 

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้  แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top