Tuesday, 9 June 2026
TheStatesTimes

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน

“กรมการท่องเที่ยว” อัปเดต โครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

(12.พ.ย.68) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

'ปราชญ์ สามสี' ชี้เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดกลางแผ่นดินไทย! ตั้งคำถาม “สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด” — ชี้จุดเกิดเหตุห้วยตามาเรียลึกในเขตไทย เท่ากับกัมพูชารุกราน

(12 พ.ย. 68) เพจ ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย  เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด....ห้วยตามาเรียอยู่แผ่นดินไทย ลึกเข้ามาจากเส้นเขตแดนมาก แบบนี้เท่ากับกัมพูชา รุกราน ประเทศไทยแล้ว

13 พฤศจิกายน ของทุกปี วันแห่งความมีน้ำใจโลก ชวนคนไทยส่งต่อรอยยิ้ม เมื่อความดีไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือการลงมือทำ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี

(13 พ.ย. 68) "วันแห่งความมีน้ำใจโลก" จัดขึ้นทุกปีวันที่ 13 พฤศจิกายน โดย World Kindness Movement หรือ WKM ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรความเมตตาจากหลายประเทศ เพื่อส่งเสริมความใจดีในระดับสากล วันที่ 13 นี้ได้รับการกำหนดจากการประชุมครั้งแรกของ WKM ที่โตเกียวในปี 1998 ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการ "Small Kindness Movement of Japan" จุดประกายปฏิญญาความเมตตาที่ยึดถือจนถึงปัจจุบัน

เป้าหมายหลักของวันแห่งความมีน้ำใจโลกคือการกระตุ้นให้ผู้คนลงมือทำความดีอย่างตั้งใจ โดยให้ความสำคัญกับการกระทำที่สร้างผลดีอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่น การช่วยเหลืองานเล็ก ๆ แจกที่นั่งในที่สาธารณะ หรือการบริจาคสิ่งของ โดย WKM กล่าวไว้ว่า "การเห็นความใจดีจะ 'ติดเชื้อดีงาม' ให้คนถัด ๆ ไปอยากทำตาม"

ตั้งแต่ปี 1997–1998 เครือข่ายความเมตตาเริ่มรวมตัวและโปรโมตวันแห่งความมีน้ำใจโลก จนขยายกิจกรรมไปสู่หลายประเทศและชุมชนทั่วโลก โดยเฉพาะในยุค 2000 เป็นต้นมา กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากองค์กรภาคประชาสังคม ในประเทศไทยกิจกรรมที่แนะนำได้แก่ การตั้งโพสต์ #KindnessChallenge ในสื่อออนไลน์ การตั้ง "กระปุกชื่นชม" ในที่ทำงาน หรือการจัด "ตู้ปันสุขวันเดียว" เพื่อแบ่งปันกันในชุมชน

กิจกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทางของ WKM ที่ต้องการ "วางความเมตตาไว้บนวาระสาธารณะ" เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมความเมตตาในสังคมโดยรวม

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว

15 พฤศจิกายน 2476 ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก นับเป็น “การเลือกตั้งทางอ้อม" ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 เป็นหมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย เพราะเป็น การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรโดยทางอ้อมครั้งแรก และครั้งเดียวของประเทศ ก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้จัดเลือก “ผู้แทนตำบล” ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม–15 พฤศจิกายน 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลเหล่านี้จึงเลือก “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” อีกชั้นหนึ่ง รวมได้ สส. ประเภท 1 จำนวน 78 คน

แม้ในช่วงนั้นประเทศอยู่ในภาวะวุ่นวายจาก กบฏบวรเดช ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองย่อม ๆ แต่รัฐบาลภายใต้การนำของ พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ยังเดินหน้าจัดการเลือกตั้งจนสำเร็จ

สยามในขณะนั้นมีประชากรราว 18 ล้านคน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 4.2 ล้านคน มีผู้มาใช้สิทธิ 1.77 ล้านคน หรือราว 41% โดยจังหวัดเพชรบุรีมีคนออกมาใช้สิทธิมากที่สุด (78.82%) ส่วนแม่ฮ่องสอนน้อยที่สุด (17.71%) ผู้แทนราษฎรชุดแรกมาจาก 70 จังหวัด บางจังหวัดมีได้มากกว่า 1 คน เช่น เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และนครราชสีมา ส่วนจังหวัดที่ได้มากที่สุดคือ พระนครและอุบลราชธานี จังหวัดละ 3 คน

ในจำนวนนี้ มี สส. ผู้มีบทบาททางการเมืองสำคัญ เช่น นายเลียง ไชยกาล และ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ สองนักการเมืองคนสำคัญจากอุบลราชธานี ที่ภายหลังมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น

การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงถือเป็นก้าวแรกของการให้ประชาชน “มีเสียง” ในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัย แผนประทุษกรรมใหม่แก๊งสแกมเมอร์ AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามจับกุมแกะรอยแผนประทุษกรรมของขบวนการสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกลวิธีใหม่ขบวนการสแกมเมอร์ล่อลวงเหยื่อ ใช้เทคโนโลยี AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อให้ตกเป็นผู้ร้าย โดยทำให้เหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าทางผ่านเงินที่ได้จากการหลอกลวง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล พบกลวิธี AI หลอก AI จากปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเข้าทลายรังวอร์รูมของหน่วยการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ ที่หนีจากประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่งย้ายมาเช่าห้องในกรุงเทพมหานครด้วยยุทธวิธีบุกจับอย่างฉับพลัน ทำให้สามารถจับกุมชาวจีน 4 ราย พร้อมคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรศัพท์ 60 เครื่อง ตรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบการใช้ AI หลอก AI ซึ่งทันทีที่ทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพนำกลวิธีใหม่มาหลอกลวงผู้อื่น แม้จะเป็นการหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศ แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ย้ำว่าตำรวจต้องออกมาเตือนภัย สร้างวัคซีนให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อจากกลวิธีนี้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนการหลอกลวง AI หลอก AI มีดังนี้
1. คนร้ายหาเหยื่อผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Telegram หรือในแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ 
2. คนร้ายชักชวน ออกอุบายให้เหยื่อส่งภาพถ่ายใบหน้าตรง และข้อมูลส่วนตัว แลกกับเงิน 100-150 หยวน หรือ 460 - 700 บาท
3. คนร้ายนำภาพของเหยื่อ ใช้ AI เจนเนอเรทให้เป็นภาพเคลื่อนไหว หันซ้าย หันขวา กระพริบตา และอ้าปาก
4. คนร้ายนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเจนเนอเรทโดย AI ไปสมัครบัญชีธนาคารทางออนไลน์ โดยนำไปหลอกกับระบบ AI การ KYC หรือการยืนยันตัวตนลูกค้าของธนาคารหรือแอปพลิเคชันเงินดิจิทัล 
5. เมื่อจะทำการรับโอนเงินหรือโอนเงินออก คนร้ายใช้วิธีตั้งกล้องโทรศัพท์ที่เปิดแอปพลิเคชันการ KYC ของธนาคาร แล้วหันกล้องไปที่คอมพิวเตอร์ซึ่งกำลังเปิดคลิปวิดีโอภาพเคลื่อนไหวใบหน้าผู้เสียหาย ทำให้สามารถผ่านระบบยืนยันตัวตนของธนาคารได้

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า กลวิธีนี้ทำให้แก๊งสแกมเมอร์สามารถโยกเงินได้โดยที่ไม่ต้องให้เหล่าบัญชีม้าไปรอสแกนใบหน้า และกลวิธีนี้จะทำให้เหยื่อตกเป็นผู้ต้องหาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หากมีโทรศัพท์ ไลน์ แชต ติดต่อมาอ้างว่าตัวท่านมีคดีเกี่ยวพันสิ่งผิดกฎหมาย ชักชวนหารายได้เสริม หรือชวนลงทุน แล้วพยายามขอข้อมูลส่วนตัว ขอภาพถ่ายหน้าตรง ต้องระวัง ขออย่าส่งให้เด็ดขาด เพราะอาจเป็นกลวิธีที่หลอกลวงโดยนำ AI มาสร้างภาพ แล้วนำไปใช้เปิดบัญชี เป็นทางผ่านเงินของแก๊งสแกมเมอร์ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือแจ้งความ โทร.1441 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th  เท่านั้น

“รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” แผลงฤทธิ์ทันที ตำรวจภูธรภาค 4 ยึด Sim box กลางเมืองมุกดาหาร

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากงาน “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมเพื่อยกระดับภาครัฐและเอกชนในการปราบสแกมเมอร์ โดยมีวอร์รูม (Warroom) สู้ภัยออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 4 (ศปอส.ภ.4) มีผลการปฏิบัติทันที จากการประสานข้อมูลจาก Warroom ให้ตรวจสอบจุดมีพฤติกรรมน่าจะติดตั้ง SIM Box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นสถานที่ดังกล่าว โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4)/ผอ.ศปอส.ภ.4 สั่งการให้ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4/รอง ผอ.ศปอส.ภ.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุด ศปอส.ภ.4, กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4, กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร, สส.สภ.เมืองมุกดาหาร และพิสูจน์หลักฐาน นำหมายค้นศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.200/2568 ลงวันที่ 10 พ.ย.68 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 33/127 ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

ผลการตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง ได้หลายรายการ ได้แก่ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box) จำนวน 4 เครื่อง (32 ช่อง/เครื่อง), เครื่องกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย (Router wifi) จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องสำรองไฟ (UPS) จำนวน 1 เครื่อง และกล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึด จัดทำบันทึกร่วมกับชุดพิสูจน์หลักฐาน เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติได้ยกระดับดำเนินการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และมิจฉาชีพทางออนไลน์ ซึ่ง ศปอส.ภ.4 สามารถตรวจพบ SIM Box สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดของคนร้ายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4,  กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ที่ได้ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และจะเร่งขยายผลจับกุมคนร้ายทั้งหมดที่นำ SIM Box มาติดตั้งทั้งขบวนการ โดยให้ประสานการทำงานกับ Warroom สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย หรือตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแส หรือขอความช่วยเหลือ ได้ที่สายด่วนศูนย์ 1441 หรือแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง

กระบี่-ภัยเงียบ ที่ชาวสวนปาล์มต้องระวัง !! หลังชาวสวนปาล์มกระบี่ พบโรคลำต้นเน่าในต้นปาล์ม พบเชื้อราในดิน เกษตรกระบี่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทำลายเห็ด และแนะนำวิธีป้องกันและรักษา

(11 พ.ย. 68) เกษตรจังหวัดกระบี่ ลงพื้นตรวจสอบ พื้นที่แปลงสวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.คลองท่อมจ.กระบี่ พบโรคลำต้นเน่าในปาล์ม ในพื้นที่แปลงปลูกปาล์มของนายมโนธรรม ใจหาญ เป็นเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ไปแจ้ง นส.ชวนคนึง วัจฉวียกุล เกษตรอำเภอคลองท่อม ได้ประสานงานไปยัง สนง.เกษตรจังหวัดกระบี่ โดยมี นายวงศกร เอียดเอื้อ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช ได้เดินทางพร้อม จนท มาตรวจสอบในพื้นที่ ม.9 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ได้พบเชื้อรา โรคลำต้นเน่าในปาล์ม ซึ่งมีสภาพลำต้นโคนหักโค่นลงมา เป็นจำนวน 2 ต้น และ 1 ต้นพบดอกเห็ดมีสภาพลำต้นมีดอกเห็ดแล้ว ซึ่งเป็นเชื้อ  Ganoderma sp. พร้อมได้แนะนำทำลายเห็ด โดยวิธีการเผา และแนะนำวิธีป้องกันและรักษา 

โรคดังกล่าว มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาศัตรูพืช โดยเฉพาะโรคลำต้นเน่าสาเหตุจากเชื้อ Ganoderma sp. พบแพร่กระจายในสวนเป็นบางจุด ปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะในทางภาคใต้ โดยเชื้อราจะเข้าทำลายจากรากสู่ลำต้นผ่านทางท่อลำเลียงอาหารและน้ำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในลำต้นเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการผิดปกติภายนอกที่พบคือ ใบมีสีซีดจางกว่าปกติ ทางใบแก่ล่างจะหักพับทิ้งตัวห้อยลงรอบๆ ลำต้น ยอดที่ยังไม่คลี่มีสีเหลือง หรือมีจำนวนมากกว่าปกติ ในระยะรุนแรงเชื้อราจะพัฒนาและเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดบริเวณโคนต้น รากและเนื้อเยื่อภายในลำต้นจะเปื่อยแห้งเป็นผง จนเกิดเป็นโพรงในที่สุด ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันยืนต้นตายหรือหักล้มลง การระบาดเกิดจากการแพร่กระจายทางลมของสปอร์ดอกเห็ดที่เกิดบริเวณโคนต้น ตอหรือซากปาล์มเก่า หรือจากการสัมผัสกันของรากต้นที่เป็นโรคและรากของต้นปกติในดินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันจึงทำให้การควบคุมโรคยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

นายวงศกร เอียดเอื้อ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช เกษตรจ.กระบี่ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาจัดการโรคลำต้นเน่าของปาล์มน้ำมัน  และให้คำแนะนำโดยเปรียบเทียบการควบคุมด้วยสารเคมี การควบคุมด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา 2 สายพันธุ์ จากหน่วยงานรัฐ และเอกชน ว่าหากพบดอกเห็ดบนต้นปาล์ม ให้ถากเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นโรคออกเพราะเชื้อราก่อโรคจะอยู่ที่บริเวณเนื้อตายและใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในการจัดการเชื้อก่อโรค จะให้ผลดีที่สุด แต่เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถทำลายได้เฉพาะส่วนที่สัมผัส ถ้าไม่ถากเนื้อเยื่อที่เป็นโรคออกก็จะทำให้การทำลายเชื้อก่อโรคไม่ได้ผล

นอกจากนี้  กล่าวว่า เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่จะเกิดขึ้น จึงขอแนะนำดังนี้ ในการเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ ให้กำจัดซากต้นปาล์มเก่า และทำความสะอาดเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อเห็ดที่ติดอยู่กับซากพืช และพื้นที่ควรจัดการให้มีการระบายน้ำให้ดี ซึ่งวิธีการป้องกันกำจัด คืออย่าเคลื่อนย้ายต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคผ่านไปในแปลงปาล์มน้ำมัน ขุดร่อง หรือคูรอบบริเวณต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคเพื่อป้องกันการสัมผัสของราก

“นอกจากนี้ ยังแนะนำเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมโรคพืช โดย 1. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมกับรำละเอียด 4 กิโลกรัม และปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่มในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20-100 ลิตร กรองเอาเฉพาะน้ำนำไปฉีดพ่นอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคในส่วนบนของต้นปาล์มน้ำมัน”

รรท.พตร. นำบุคลากรทางการแพทย์ร่วมแสดงพลัง ประกาศเจตนารมณ์ เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม พร้อมปฎิญานตน ความจงรักภักดี อุดมคติตำรวจ 9 ข้อ 

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) ที่บริเวณลานจอดรถ อาคารศรียานนท์ รพ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาตื พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นพ.(สบ 8) รพ.ตร. รรท.พตร.เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยพล.ต.ต.เกษม รัตนสุมาวงศ์ รอง พตร.พล.ต.ต.หญิง พิมพรรณ ทรัพย์ขำ รอง พตร.,พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ  รอง พตร.พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน รอง พตร.พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์พยาบาล สหวิชาชีพ ข้าราชการตำรวจ และบุคลากร รพ.ตร. 

โดยบุคลากรทางการแพทย์ ได้เปล่งว่าจาในการร่วมแสดง พลังแห่งความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมกล่าวอุดมคติตำรวจ 9 ข้อ และ “ประกาศเจตนารมณ์เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม” อย่างพร้อมเพียง เสียงดังสนั่นบริเวณ บริเวณดังกล่าว ”รรท.พตร.กล่าว“

สำหรับ อุดมคติตํารวจ 9 ข้อคือ จริยธรรม แนวทางการปฏิบัติตนที่ตำรวจต้องพึงระลึก ยึดมั่น และนำไปใช้ในอาชีพตำรวจ เพื่อให้มีพื้นฐานในการเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี มีวินัย เที่ยงธรรมในอาชีพ และการรับใช้ประชาชน โดยอุดมคติตํารวจ มีที่มาจากบทร้อยกรองที่นิพนธ์ในพ.ศ. 2499 โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฎฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 16  ซึ่งได้กลายมาเป็น อุดมคติตํารวจ 9 ข้อที่ประกอบด้วย เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่, กรุณาปรานีต่อประชาชน, อดทนต่อความเจ็บใจ, ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก, ไม่มักมากในลาภผล, มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน, ดำรงตนในยุติธรรม, กระทำการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต เราจะมาอธิบายอุดมคติตํารวจ 9 ข้อ พร้อมความหมาย ดังต่อไปนี้

1.เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
เพราะหน้าที่ของตำรวจมีหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามให้เกิดความสงบสุขในสังคม บ้านเมือง ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีปลอดภัย เมื่อดำรงอาชีพตำรวจก็คือข้าราชการคนหนึ่งที่รับเอางานของพระราชามาทำ ซึ่งการรับงานเหล่านี้มาทำต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มที่มีความรับผิดชอบเท่ากับมีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

2.กรุณาปราณีต่อประชาชน
ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก รับรู้ความทุกข์ยากของประชาชนจากการเผชิญเรื่องเดือดร้อนต่างๆ ในทุกวัน เช่น ขโมยขึ้นบ้าน ถูกจี้ ถูกชิง ถูกทำร้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ที่ประชาชนพบเจอเป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับความทุกข์ เมื่อเราเป็นตำรวจไม่ควรมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เราควรที่จะช่วยเหลือ และแก้ไขความทุกข์ เพื่อความเป็นอยู่อาศัยของประชาชน

3.อดทนต่อความเจ็บใจ
อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องเจอกับความเหนื่อยในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคำพูดไม่ดี คำบ่น คำว่าร้าย เพราะคำพูดจาทั้งหลายเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในอาชีพนี้ต้องรู้สึกแย่ เกิดความเจ็บใจ ฉะนั้นต้องมีความอดทนอดกลั้นให้มากกับสิ่งที่ต้องเผชิญในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่

4.ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ความยากลำบากในที่นี้คือความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหน้าที่ทั้งหลายในอาชีพนี้มีทั้งหนัก ทั้งเบา ซึ่งเมื่อเริ่มต้นเส้นทางในอาชีพตำรวจแล้ว เริ่มต้นด้วยความตั้งใจมักจะทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้ดี ฉะนั้นจงอย่าย่อท้อต่อความยากลำบากที่เผชิญในหน้าที่

5.ไม่มักมากในลาภผล
คนที่เป็นตำรวจต้องยึดมั่นในความพอดี ไม่สร้างเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เช่น การกลั่นแกล้งประชาชนเพื่อรีดไถ หรือหวังผลประโยชน์ของประชาชน เป็นต้น ฉะนั้นการห้ามใจตัวเองไม่ได้ และเปราะบางต่อความโลภไม่ควรเป็นสิ่งที่มีในคนที่ดำรงอาชีพตำรวจ

6.มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
การทำประโยชน์ สร้างความอบอุ่น ความสงบสุขให้ประชาชนคือหน้าที่ของตำรวจที่ปฏิบัติ ซึ่งหน้าที่เหล่านั้นก็เปรียบได้ว่าเป็นการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

7.ดำรงตนในยุติธรรม
ตำรวจคือผู้รักษากฎหมาย เป็นผู้ที่ทำดำรงให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ซึ่งต้องรักษาทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย กติกาที่สังคมกำหนด และที่สำคัญตำรวจไม่ควรทำตัวเองเป็นกฎหมาย

8.กระทำการด้วยปัญญา
อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องพิสูจน์ความจริง ต้องอยู่กับความจริงเสมอ ทำอะไรต้องใช้ปัญญา ฉะนั้นตำรวจต้องหมั่นหาความรู้ให้ตัวตลอดเวลา เรียนรู้เพิ่มเติม เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ เสมอ และไม่ควรทำอะไรด้วยการคาดเดา หรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์

9.รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต ข้อสุดท้ายคนที่ดำรงอาชีพตำรวจต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรเป็นคนกล้าบ้าบิ่นในการทำสิ่งต่างๆ รวมถึงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะคนที่กล้าบ้าบิ่นคือคนที่มีความประมาท ขอให้ยึดมั่นไว้ว่าการเป็นตำรวจต้องมีความไม่ประมาทให้ชีวิตอยู่รอดอย่างปลอดภัย อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความรับผิดชอบ และยังทำให้เป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ คนอยากที่จะเลือกเดินเส้นทางนี้ ใครที่มุ่งมั่นตั้งใจย่อมเป็นไปได้ เมื่อเป็นได้ และได้ดำรงอาชีพนี้แล้วก็อย่าลืมที่จะยึดมั่นในอุดมคติตํารวจ 9 ข้อด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากใครมีความต้องการอยากจะเป็นตำรวจและต้องการคำปรึกษาในการเตรียมตัวสอบตำรวจ หรือมีความสนใจติวสอบตำรวจเพื่อพิชิตความฝัน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top