Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

ผบ.ตร.สั่งรับมือพายุ 'คาจิกิ' จัดกำลังพลดูแลช่วยเหลือประชาชน เตรียมที่พักพิง และป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(26 ส.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ 'คาจิกิ' ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 25 - 27 สิงหาคม 2568 

ผบ.ตร.จึงสั่งการด่วนไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 – 9, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง, ผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน, ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, หัวหน้าส่วนอำนวยการและสนับสนุน ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 – 2570 ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และจัดระบบจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์และยานพาหนะ แก่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ 

ดังนั้น เพื่อให้การตรียมความพร้อม รวมถึงการประสานร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการช่วยเหลือประชาชน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ผบ.ตร.จึงกำชับการปฏิบัติให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถ/เรือ) อุปกรณ์อื่น ๆ ให้มีความพร้อม เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ, จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสาภัยพิบัติ ลงพื้นที่ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบภัย การจัดทำครัวสนาม รวมถึงการจัดที่พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ประสบภัย โดยแสดงสัญลักษณ์ตามทฤษฎีปรากฏกาย เพื่อให้ประชาชนรับทราบการทำงานของตำรวจ รวมทั้งเน้นย้ำการรักษาความสงบเรียบร้อย การตรวจตราป้องกันเหตุ และการช่วยเหลือประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดคดีที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน รวมทั้งสำรวจความเสียหายของอาคารที่ทำการ อาคารบ้านพักและสิ่งปลูกสร้างอื่น รวมถึงทรัพย์สินของทางราชการ และจัดกำลังพลเข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังสถานการณ์คลี่คลาย

หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘นายพลเบิร์ด-เสนาธิการทหาร’ ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว พบชาวกัมพูชาสร้างบ้านล้ำเขตแดนไทย 18 หลังคาเรือน

(26 ส.ค. 68) พลเอกมนัส จันดี เสนาธิการทหาร พร้อมคณะนายทหารระดับสูง รวมถึง ‘เสธ.เบิร์ด’ พลตรี วันชนะ สวัสดี ลงพื้นที่ตรวจสอบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ จุดตรวจ ส.34 บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์การรุกล้ำพื้นที่

การตรวจสอบพบว่า มีบ้านเรือนของชาวกัมพูชา 18 หลังคาเรือน สร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยอย่างชัดเจน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำเสนอในที่ประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อให้กัมพูชาดำเนินการแก้ไข พันโทวันชนะย้ำว่าเขตแดนปัจจุบันเป็นไปตาม MOU 43 และทหารไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยอย่างถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

โดยระหว่างลงพื้นที่ คณะสังเกตพบกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชา รวมถึงเด็กและกลุ่มเปราะบาง ถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้ไทยรื้อถอนแนวลวดหนาม พันโทวันชนะชี้ว่า ประชาชนกลุ่มนี้อาจไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวเขตแดน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทางคณะของเสนาธิการทหารมีกำหนดเดินทางไปตรวจสอบ พื้นที่บ้านหนองจาน อีกหนึ่งจุดที่ยังมีความตึงเครียด เพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวมและรวบรวมข้อมูลสำหรับการประชุม JBC ต่อไป

ย้อนประวัติศาสตร์ 1,000 ปี ‘จักรวรรดิขะแมร์’ ผ่านห้วงเวลาที่รุ่งเรืองสุดขีด - สู่การดำดิ่งแทบสิ้นชาติ

บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด แต่เพียงเพื่ออธิบายถึงความน่าสงสารของประชาชนชาวเขมร พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยรู้หรือสำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยเลยแม้แต่น้อย แม้วลีที่ว่า "เขมร...ชนชาติที่ถูกคำสาป" จะเกิดจากบาดแผลและความโชคร้ายที่ประเทศนี้ประสบมาตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ทั้งยังอาจกระตุ้นให้เกิดมุมมองที่ซับซ้อนและโศกเศร้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวเขมร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองผ่านมุมมองที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา เช่น ระบอบเขมรแดงและความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่า จะเป็น 'ชนชาติที่ถูกสาป' แต่เขมรครั้งหนึ่งก็เคยมีมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แห่งความรุ่งโรจน์และความทุกข์ทรมาน

จักรวรรดิขะแมร์ (ศตวรรษที่ 9–15) เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สร้างสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เช่น นครวัด นครธม และวัดวาอารามอันน่าทึ่งอื่น ๆ ที่ยังคงตั้งตระหง่านมาจนถึงทุกวันนี้ จักรวรรดิแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา พร้อมด้วยความก้าวหน้าทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมศาสตร์อันน่าทึ่ง เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่ทรงอำนาจและรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับนครวัดและวัดวาอารามอันยิ่งใหญ่อื่นๆ นครวัดเจริญรุ่งเรืองมาหลายศตวรรษ กระนั้น การล่มสลายของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ในศตวรรษที่ 15 อาจเป็นผลมาจากความขัดแย้งภายใน การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม และการรุกรานจากต่างชาติ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเขมร การล่มสลายของนครวัด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตัวอย่างแรกเริ่มของความโชคร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศชาติ ปูทางไปสู่ความไม่มั่นคงและอิทธิพลจากต่างชาติมาหลายศตวรรษ ในช่วงรุ่งเรือง จักรวรรดิขะแมร์มีกองทัพที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจากการเกษตรและการค้า และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา

ยุคอาณานิคมและการปกครองโดยต่างชาติ หลังจากสงครามหลายครั้งกับอาณาจักรใกล้เคียง นครวัดถูก อาณาจักรอยุธยายึดครองและถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา เนื่องจากความล้มเหลวทางระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานพังทลาย หลังจากฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในภูมิภาคนี้ เขมรก็ตกอยู่ภายใต้อารักขาของฝรั่งเศสในปี 1863 และเข้าร่วมอินโดจีนของฝรั่งเศส แม้ว่าฝรั่งเศสจะนำโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และความทันสมัยมาสู่ประเทศ แต่การปกครองของพวกเขาก็ยังคงกดขี่ โดยส่วนใหญ่แล้ว เขมรถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนน้อยของจักรวรรดิอาณานิคม ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียอำนาจปกครองตนเองทางการเมือง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบภายในที่ยาวนานนับศตวรรษ มรดกแห่งยุคอาณานิคมได้ทิ้งรอยแผลลึกไว้ให้กับเขมร และการต่อสู้เพื่อเอกราชนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก (โดยมีช่วงสั้น ๆ ที่เขมรถูกยึดครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1941 ถึง 1945) ในที่สุดเขมรก็ได้รับเอกราชในปี 1953 ภายใต้กษัตริย์นโรดม สีหนุ แต่มรดกแห่งการปกครองโดยต่างชาติได้หยั่งรากลึกลงสู่ความขุ่นเคืองและความไม่มั่นคง

ราชอาณาจักรเขมร (1953–1970) ในปี 1955 กษัตริย์พระสีหนุทรงสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชบิดาได้เข้าร่วมทางการเมืองและได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในปี 1960 กษัตริย์สีหนุทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ระหว่างสงครามเวียตนามดำเนินไป กษัตริย์สีหนุทรงดำเนินนโยบายความเป็นกลาง อย่างเป็นทางการ ในช่วงสงครามเย็นกษัตริย์สีหนุทรงอนุญาตให้คอมมิวนิสต์เวียดนามใช้กัมพูชาเป็นที่หลบภัยและเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและความช่วยเหลืออื่น ๆ ให้แก่กองกำลังติดอาวุธที่สู้รบในเวียตนามใต้ ในเดือนธันวาคม 1967 สแตนลีย์ คาร์โนว์ นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้รับแจ้งจากกษัตริย์สีหนุว่า หากสหรัฐอเมริกาต้องการทิ้งระเบิดที่หลบภัยของคอมมิวนิสต์เวียดนาม พระองค์จะไม่ทรงคัดค้าน เว้นแต่ชาวเขมรจะถูกสังหาร สารเดียวกันนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังเชสเตอร์ โบว์ลส์ผู้แทนของประธานาธิบดีจอห์นสันแห่งสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 1968 กษัตริย์สีหนุทรงปฏิเสธสิทธิของสหรัฐอเมริกาในการใช้การโจมตีทางอากาศในเขมรต่อสาธารณชน และในวันที่ 26 มีนาคม พระองค์ตรัสว่า "การโจมตีเหล่านี้ต้องยุติลงโดยทันทีและเด็ดขาด" ในวันที่ 28 มีนาคม ได้มีการแถลงข่าว และกษัตริย์สีหนุทรงอุทธรณ์ต่อสื่อมวลชนนานาชาติว่า "ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านเผยแพร่จุดยืนที่ชัดเจนอย่างยิ่งนี้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเขมร นั่นคือ ข้าพเจ้าจะคัดค้านการทิ้งระเบิดทั้งหมดในดินแดนกัมพูชาไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ ก็ตาม" อย่างไรก็ตาม การทิ้งระเบิดโดยกองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป

สาธารณรัฐเขมร (1970–1975) ขณะเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งในปี 1970 กษัตริย์สีหนุถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร โดยนายพล ลอน นอล นายกรัฐมนตรีและเจ้าชายสีสุวัตถิ์สิริมัตตะ เมื่อการรัฐประหารเสร็จสิ้น รัฐบาลใหม่ซึ่งเรียกร้องให้องกำลังคอมมิวนิสต์เวียตนามถอนออกจากกัมพูชา นายพล ลอน นอล ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกา กองกำลังเวียตนามเหนือและเวียตกงซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาที่มั่นและเส้นทางลำเลียงเสบียงจากเวียตนามเหนือ จึงได้เปิดฉากโจมตีรัฐบาลใหม่ด้วยอาวุธ กษัตริย์สีหนุทรงกระตุ้นให้ผู้ภักดีช่วยโค่นล้มรัฐบาลนี้ อันเป็นการเร่งให้เกิดสงครามกลางเมือง เขมรแดงเริ่มใช้กษัตริย์สีหนุเพื่อแสวงหาการสนับสนุน ตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1972 ความขัดแย้งในเขมรส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลและกองทัพ กับกองกำลังติดอาวุธของเวียตนามเหนือ เมื่อเวียดนามสามารถเข้าควบคุมดินแดนเขมรได้ คอมมิวนิสต์เวียดนามได้จัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองใหม่ ซึ่งที่สุดก็ถูกครอบงำโดยคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือ “เขมรแดง”

เอกสารที่ค้นพบจากหอจดหมายเหตุโซเวียตหลังปี 1991 เผยให้เห็นว่าความพยายามของเวียตนามเหนือที่จะยึดครองเขมรในปี 1970 เกิดขึ้นตามคำร้องขออย่างชัดเจนของเขมรแดง และเจรจาโดยนวน เจียรองผู้บัญชาการของพล พต ในขณะนั้น กองกำลังของกองทัพเวียตนามเหนือได้บุกยึดที่มั่นของกองทัพสาธารณรัฐเขมร ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (CPK) ขยายการโจมตีเส้นทางการสื่อสาร ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่า กองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ และเวียตนามใต้ได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่เขมรในปฏิบัติการเพื่อมุ่งทำลายฐานทัพของกองทัพเวียตนามเหนือในเขมรเพื่อตอบโต้การรุกรานของเวียตนามเหนือ 

ในวันขึ้นปีใหม่ 1975 กองทัพคอมมิวนิสต์ได้เปิดฉากรุก ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของสาธารณรัฐเขมรภายใน 117 วัน การโจมตีพร้อมกันรอบปริมณฑลกรุงพนมเปญได้กดดันกองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐให้ถอยร่น ขณะที่หน่วย CPK อื่น ๆ ได้บุกยึดฐานที่มั่นของกองทัพสาธารณรัฐเขมรที่ควบคุมเส้นทางลำเลียงเสบียงสำคัญในแม่น้ำโขงตอนล่าง การขนส่งกระสุนและยุทโธปกรณ์ทางอากาศได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อรัฐสภาสหรัฐปฏิเสธความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับเขมร รัฐบาลลอน นอลในกรุงพนมเปญยอมจำนนในวันที่ 17 เมษายน 1975 เพียง 5 วันหลังจากที่คณะผู้แทนสหรัฐฯ อพยพออกจากเขมร (มีการประมาณการว่า ชาวเขมรเสียชีวิตนับหมื่นคนระหว่างการทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาในปี 1970 – 1973)

(ยังมีต่อ)

‘ทรัมป์’ สั่งไล่ ‘ลิซ่า คุก’ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ FED กล่าวหาฉ้อโกง!! ปมขอสินเชื่อบ้าน…ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

(26 ส.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาจะไล่ ลิซ่า คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) ออกจากตำแหน่งทันที นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับธนาคารกลางอย่างรุนแรง โดยอ้างเหตุผลว่าเธอให้ข้อมูลเท็จในเอกสารขอสินเชื่อบ้าน

ด้าน ลิซ่า คุก ตอบโต้ทันทีว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจไล่เธอออก และเธอจะไม่ลาออก พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ทนายของเธอกล่าวว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยลิซ่าคุก

การไล่ออกผู้ว่าการ FED ถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กดดัน เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคุกเป็นหนึ่งใน 7 สมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ FED และร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ 12 คนที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งเธอได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในปี 2022 และเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกในตำแหน่งนี้

สำหรับข้อกล่าวหามาจากพันธมิตรของทรัมป์ ชื่อว่า บิล พัลเต้ (Bill Pulte) ซึ่งระบุว่าคุกให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับที่พักอาศัยหลัก จำนวน 2 แห่งในปี 2021 ก่อนเข้าร่วม FED โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีการสืบสวนเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคุกกล่าวว่าเธอเพิ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาจากสื่อ และกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

ความพยายามไล่คุกอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่าง ทำเนียบขาว และ FED ซึ่งธนาคารกลางมีสถานะอิสระมาตั้งแต่ปี 1951 นักลงทุนจับตาว่าหากทรัมป์ทำสำเร็จในการไล่คุกออก อาจมีผลต่อโครงสร้างและนโยบาย FED รวมถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อการลงทุนในสหรัฐ

"สารจากนักรบ" ความในใจ ‘หมวดป้อ - ธนาวุธ เวชสงเคราะห์’ ตท.61 ทหารนำ บุกยึดช่องอานม้า เจอโดรนเขมร ทิ้งระเบิดใส่ เจ็บ- ตาย เผยร้องไห้ทุกครั้ง เมื่อนึกถึงลูกน้อง ผู้เสียสละในสนามรบ

กองทัพไทย "สารจากนักรบ" เผยแพร่ ความในใจของ หมวดป้อ ร้อยตรี ธนาวุธ เวชสงเคราะห์ ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 61 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 72 ว่า สมัยผมเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผมเคยได้รับฟังคำสอนมากมาย สมัยเป็นนักเรียน แต่ตอนนั้นผมเองได้แค่ฟัง แต่ก็ยังไม่เคยเข้าใจ

จนวันหนึ่งที่ผมต้องพาลูกน้องตบเท้าเข้าสนามรบ ทำให้ผมนั้นได้เข้าใจอะไรหลายอย่าง อย่างลึกซึ้ง

ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า 'เสียสละ' ซึ่งมีค่ามากกว่าคำว่า 'หน้าที่' เมื่อเราต้องไปเผชิญความเหนื่อยยากลำบาก หรือภัยอันตราย ที่ทั้งรู้ว่าอาจจะเกิดการสูญเสียหรือทุพพลภาพ เราสามารถตัดสินใจได้ว่า เราจะไปหรือไม่ไป เราสามารถละทิ้งหน้าที่ได้ด้วยการหนีหรือถอยหลังกลับแต่เมื่อเราตัดสินใจที่จะไปนั่นคือ 'เสียสละ'

คำว่า 'กล้าหาญ' คือการตัดสินใจไม่ใช่ผลการปฏิบัติ เพราะเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วรู้ว่าเรากำลังจะไปตายหรือสูญเสีย แต่เราก็ยังคงจะไปไม่ว่าผลการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคุณคือคนที่กล้าหาญ

ความอุ่นใจเกิดขึ้นเมื่อในสนามรบไม่มีเราคนเดียว แต่มีกำลังพล นายสิบ น้องพลทหาร ที่อยู่เคียงข้างดังนั้นเราต้องรักเขาเหมือนที่เรารักชีวิตตัวเอง

เราเป็นผู้นำ ในตำแหน่งได้ แต่ลูกน้องจะตามหรือไม่ ตามเรานั้นมันอยู่ที่ "ความเชื่อมั่น"

ดังนั้นความเป็นผู้นำมีความหมายและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง เหมือนที่พี่บุ๊ค บอก (ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จนได้สูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดเพื่อเจาะทางในการยึดพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" ถ้าเราไม่เข้า ลูกน้องก็ไม่ตาม ถ้าลูกน้องไม่ตามภารกิจก็ไม่สำเร็จ

"แต่ความจริงแล้ว แม้เราจะเข้าแต่ลูกน้องก็เลือกได้ ที่จะไม่ตามเรา แต่ที่ลูกน้องเขาตามเรา เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวของผู้นำ"

เมื่อเราตัดสินใจตบเท้าออกจากบังเกอร์หรือที่มั่น หรือผ่านแนวลวดหนามฝ่ายเราออกไป เข้าในพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับ อริราชศัตรู เราได้ทำใจ และเตรียมตัวที่จะตายไปแล้ว 100% ถ้าพิการ หรือรอดกลับมาคือ กำไรและความโชคดี

เหรียญเชิดชูเกียรติ และเหรียญกล้าหาญ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีค่า กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะเขาคงไม่รับรู้ แต่มีค่ากับคนที่สูญเสียอวัยวะร่างกาย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกครั้งที่เศร้าหรือเสียใจ อย่างน้อยเมื่อมองย้อนมามันคือ เครื่องเตือนใจว่าการจากไปหรือความสูญนี้เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยความกล้าหาญ และเสียสละ ความทุกข์ความเศร้านั้น ก็จะเบาบางลง

คนที่ออกไปรบจริง ๆ ผมเชื่อว่าจะคิดเหมือนผมทุกคนนะครับ ไม่อยากได้เงิน 10 ล้านหรือเหรียญกล้าหาญอะไรหรอก ขอแค่เราไปทำภารกิจเพื่อประเทศชาติให้สำเร็จ และรอดปลอดภัยกลับมาหาครอบครัวมีค่ามากกว่า

เพราะผมรอดจากเหตุการณ์ปะทะที่ช่องอานม้า คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนจะยุติการยิงเหมือนผมได้มีชีวิตใหม่ ผมจึงมองว่าสิ่งอื่น ๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

วันที่ ผมกับลูกน้องตัดสินใจจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ผมไม่เคยคิดที่จะไปฆ่าหรือตัดหัวใคร ผมคิดแค่เพียงว่าผมมาทำหน้าที่ ทหารกัมพูชาบางคนเขาก็มีครอบครัว เขาก็ไม่ได้อยากให้เกิดสงคราม แต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งผู้นำ และทำเพื่อประเทศชาติของเขา และทำตามสิ่งที่เขาเชื่อ

'ความสามัคคี' คือหัวใจสำคัญของ 'ชัยชนะ' ในการรบปัจจุบันนั้นเราต้องปฏิบัติการทางการเมืองตั้งแต่ระดับรัฐบาล ทางการทหาร การข่าว หรือสิ่งต่าง ๆ ควบคู่กัน ความรักความสามัคคีจึงเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน การปฏิบัติที่สอดคล้องกัน และไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ 'ความสามัคคี'

ผมขอขอบคุณ คนไทยทุกคนที่เป็นแนวหลังที่ส่งกำลังใจให้ทหารไทยพร้อมทั้งช่วยเหลือหรือสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ มันคือความสามัคคีและเสียสละที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด

การรบย่อม มีการสูญเสีย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เป็นสิ่งที่ทหารทุกคนรับรู้และเข้าใจ แต่ขอให้การสูญเสียนั้นไม่สูญเปล่า ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตนของผู้หนึ่งผู้ใด เป็นการสูญเสียเพื่อประเทศชาติและอธิปไตยย่อมเป็นการสูญเสียที่มีคุณค่า สมเกียรติและภาคภูมิใจอย่างสูงสุดของทหาร

“เมื่ออยู่ในสนามรบ ไม่ว่าจะยศอะไร ก็หนึ่งชีวิตเท่ากัน” ทุกชีวิตนั้นมีคุณค่าเพราะทุกคนมีเลือดเนื้อ มีร่างกายและจิตใจและคนที่รักรออยู่ พลทหาร นายสิบ นายร้อย เราฝากชีวิตไว้ด้วยกัน ในการสู้รบเราหวังให้ประเทศชาติสงบสุข รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยได้แผ่นดินที่เคยเป็นของเรานั้น คืนมาปราศจากการรุกราน ดูถูกเอาเปรียบ หรือกลั่นแกล้งคนไทย

"แผ่นดิน" คือบ้านหลังใหญ่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เรามีเกียรติ เรามีศักดิ์ศรี และเราจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกรังแกหรือเหยียดหยาม

คำว่า "เอกราช" คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ดังนั้นการที่ทหารได้ตบเท้าเข้าสนามรบคือเกียรติอย่างสูงสุด

ผมตัดสินใจให้ทุกอย่างกับ ประเทศชาติ และอาชีพที่ผมรัก แม้กระทั่งชีวิต ผมให้อะไรไปมากกว่านี้ ไม่ได้อีกแล้ว

ผมเสียใจที่ผมพาลูกน้องเข้าไป กลับเป็นผมเองที่รอดกลับมา ผมเสียใจ และร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้ม คำพูด ความรักของลูกน้องที่มีต่อผม ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ ทุกความทรงจำ ทุกความรู้สึก ผมจะจดจำมันไปตลอดชีวิตรับราชการ

ผมหวังว่าบทความนี้จะแทนคำขอบคุณและมีประโยชน์ต่อผู้ที่อ่าน และเป็นการสดุดีแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ขอบพระคุณครับ

พังงา- ฉก.ปค. “เอราวัณ”เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers"ยึดของกลางยาบ้า1มัด2000เม็ด พร้อมยาไอซ์อุปกรณ์อีกจำนวนหนึ่ง

(26 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผวจ.  นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผวจ.พังงา นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ ปลัดจังหวัดพังงา และนายศุภฤกษ์ เกตุสุรินทร์ ป้องกันจังหวัดพังงา ได้มอบหมายให้นายอัจฉริยะ เพียรทอง หน.ชป.พิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และ นายอภิเชษฐ์ ไพฑูลย์ ปลัดอำเภอเมืองพังงา นำสมาชิก อส. สังกัด ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และสมาชิก อส. กองร้อย อส.อ.เมืองพังงา ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ "No Drugs No Dealers" กวาดล้างยาเสพติด เพื่อมุ่งสร้างชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างจริง ดังนี้

ด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า ในพื้นที่ ม.๕ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา จ.พังงา มีขนำไม้หลังหนึ่งในช่วงเวลาพลบค่ำถึงรุ่งเช้า มักจะมีกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกับผู้เสพยาเสพติดขับรถเช้าและออกจากขนำหลังดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเกิดความเดือดร้อนรำคาญ และไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงขอให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงาลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

จากนั้นชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้เดินทางถึงเป้าหมายพบว่า เป็นขนำไม้ปลูกอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของบ้านหลังหนึ่ง จากการสังเกต จนท. มองเห็นบริเวณขนำหลังดังกล่าวมีคนอยู่กันประมาณ ๓-๔ คน จนท. จึงได้เข้าแสดงตัวว่า เป็น จนท.ฝ่ายปกครอง เมื่อบุคคลที่อยู่ในขนำที่เกิดเหตุเห็น จนท. ก็ทำการวิ่งหนีกันอย่างชุลมุน แต่สุดท้าย จนท. ก็สามารถตามไปควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด โดยสามารถจับกุมตัว

๑.นายจิ๊บ (สงวนนามสกุล) อายุประมาณ ๓๗ ปี ชาว จ.พังงา พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน ๑๙ เม็ด โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ 
๒. นายชัยยุทร (สงวนนามสกุล) อายุ ๔๖ ปี ชาว ต.บางเตย พร้อมของกลาง
ยาบ้าจำนวน ๒,๐๒๐ เม็ด
ยาไอซ์ น้ำหนักรวมถุง ๑.๓ กรัม
ไฟแช็กดัดแปลง (ไฟลอย) จำนวน ๓ อัน

โดยกล่าวหาว่า 
จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยผิดกฎหมาย มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ นอกจากการจับกุมผู้ถูกจับกุมทั้ง ๒ รายแล้ว ภายในขนำหลังเกิดเหตุ จนท.ฝ่ายปกครองยังพบผู้เสพยาเสพติดที่กำลังมั่วสุมเสพยาเสพติดจำนวน ๓ ราย อายุตั้งแต่ ๒๔ -๕๔ ปี จนท. จึงนำตัวผู้เสพยาเสพติดทั้งหมดมาทำประวัติและนำเข้าสู่กระบวนการบำบัด บสต. และได้นำตัวผู้ถูกจับกุม ๒ ราย พร้อมของกลางและเอกสารต่างๆ ส่งให้ พนง.สอบสวน สภ.เมืองพังงา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพข่าว

นายพงษ์ศักดิ์ ประทีป /โกอู๋@ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา

‘ญี่ปุ่น’ เสนอกฎหมายจำกัดการใช้ ‘สมาร์ตโฟน’ เล่นได้ไม่เกินวันละ 2 ชม. เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

(26 ส.ค. 68) ที่เมืองโทโยอาเกะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ทางเทศบาลเมืองได้เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อควบคุมการใช้สมาร์ตโฟน โดยตั้งแนวทางไม่ให้ประชาชนใช้สมาร์ตโฟนเกินวันละ 2 ชั่วโมงในเวลาว่าง ไม่รวมช่วงเวลาที่ใช้เพื่อการเรียนหรือการทำงาน

ร่างข้อบัญญัตินี้ยังเน้นไปที่การดูแลเด็กและเยาวชน โดยแนะนำว่า นักเรียนประถมและเด็กเล็กไม่ควรใช้สมาร์ตโฟนหลังเวลา 21.00 น. ส่วนเด็กโตหรือระดับมัธยมขึ้นไปไม่ควรใช้หลังเวลา 22.00 น. เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้มีบทลงโทษทางกฎหมายหากประชาชนฝ่าฝืน โดยเน้นเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียของการใช้สมาร์ตโฟนเกินความจำเป็น

นายกเทศมนตรี มาซาฟุมิ โคกิ (Masafumi Koki) กล่าวต่อสภาเทศบาลว่า การจำกัดเวลา 2 ชั่วโมงเป็นเพียง “แนวทางแนะนำ” เท่านั้น จุดประสงค์หลักคือการส่งเสริมมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบทางร่างกาย และการใช้ชีวิตจากการใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไป

กฟผ. เปิดขายซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ฯ โครงการเขื่อนศรีนครินทร์ 3 เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

กฟผ. เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3  กำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) พร้อมเปิดขายซองประกวดราคาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 กันยายน 2568 เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ

วันที่ (26 ส.ค. 68) นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3 (SNR-PV3) จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) กำหนดไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571 เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน เป็นการใช้โครงสร้างและอุปกรณ์หลักร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และออกแบบการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้มีความลาดเอียงให้แสงส่องผ่านลงได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใต้น้ำ

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ซึ่งตั้งเป้าพัฒนากำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนบนผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ รวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ผ่านกลไกการสนับสนุนการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 กันยายน 2568 กำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3791    

จำคุกตลอดชีวิต ‘ณัฐสุต - พรชัย - วีรยุทธ’ แนวร่วมม็อบสามนิ้ว คดีปาระเบิดหน้าจามจุรีสแควร์ ก่อนลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน

(26 ส.ค. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีของ นายณัฐสุต ศิริอัฐ, นายพรชัย ประกาพวง และ นายวีรยุทธ สัมฤทธิ์เรืองศรี แนวร่วมม็อบ 3 นิ้ว ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด และครอบครองวัตถุระเบิด ในคดีปาระเบิดปิงปองใส่ชุดควบคุมฝูงชนกำลังเดินบนถนนหน้าจามจุรีสแควร์ ย่านสามย่าน เพื่อเข้าควบคุมพื้นที่ในระหว่างการชุมนุมม็อบ 16 มกราคม 2564

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ณัฐสุต จำเลยที่ 1 ส่วนพรชัยและวีรยุทธ จำคุกคนละ 1 ปี 16 เดือน ปรับอีกคนละ 500 บาท

อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ได้มีคำพิพากษากลับ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 แบ่งงานกันทำกับพวกอีก 2 คน พยานหลักฐานของโจทก์มีความมั่นคงว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เห็นว่ามีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ระเบิดมีอานุภาพทำลายสูง และการที่จำเลยทั้งสองขับรถวนขึ้นไปบนสะพานก่อนและขับรถย้อนลงมาเพื่อปาระเบิด เป็นการเจตนาเล็งเห็นผลว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บทางกาย ไม่ตายตามเจตนา จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ความผิดของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมตามความผิด

พิพากษาลงโทษข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต และข้อหาพกอาวุธไปในเมือง ปรับ 1,000 บาท ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท

โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้งสามราย ให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำสั่งประกัน โดยทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอฟังผลต่อไปอีก 2 - 3 วัน

28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 ครบรอบ 48 ปี ‘พะเยา’ ยกฐานะเป็นจังหวัด หลังแยกออกมาจากเชียงราย กลายเป็นจังหวัดที่ 72 ของไทย

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2520 อำเภอพะเยาได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา แยกออกมาจากจังหวัดเชียงราย กลายเป็นจังหวัดลำดับที่ 72 ของประเทศไทย (ขณะนั้น) พะเยาในอดีตมีชื่อเรียกว่า “ภูกามยาว” หรือ “พยาว” ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีพ่อขุนงำเมืองเป็นผู้ปกครอง

จังหวัดพะเยามีอายุเมืองกว่า 900 ปี เคยอยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรล้านนา ปัจจุบันแบ่งการปกครองเป็น 7 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ มีพื้นที่กว่า 6,335 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว 4.5 แสนคน (ข้อมูลปี 2567) ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงและภูเขา มีป่าไม้ครอบคลุมเกือบ 40% ของพื้นที่ โดยมีเทือกเขาสำคัญ เช่น ดอยภูลังกา และดอยสันปันน้ำ

ทั้งนี้ พะเยามีคำขวัญประจำจังหวัดว่า “กว๊านพะเยาแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระเจ้าตนหลวง บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง งามลือเลื่องดอยบุษราคัม” และมีพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ เป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง ต้นไม้ประจำจังหวัดคือต้นสารภี ส่วนวิสัยทัศน์ของจังหวัด คือการเป็นแหล่งผลิตเกษตรปลอดภัย สังคมเข้มแข็ง ภายใต้การเป็นประชาคมอาเซียน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top