Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

ลำปาง-ตร.ภาค 5 โชว์ผลงาน! แถลงข่าวจับยาบ้า 8.2 ล้านเม็ด ลำปาง–น่าน 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, พันเอกกวิน ยาวิชัย รองผบ.มทบ32 , ป.ป.ส.ภาค 5 และนายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหสัดลำปาง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 8,200,000 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้ารวมกว่า 8.2 ล้านเม็ด

คดีที่ 1 (ลำปาง) วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตรวจพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว–น้ำเงิน ทะเบียน 71-0101 สุราษฎร์ธานี ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อสแกนผ่านอุโมงค์เอ็กซ์เรย์พบช่องลับภายในตู้ทึบ ตรวจสอบพบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวนประมาณ 8,000,000 เม็ด จึงจับกุมนายเอ(นามสมมุติ) ผู้ขับขี่ และนางสาวบี (นามสมมุติ) ผู้โดยสาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 (น่าน) วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา จ.น่าน สกัดจับรถยนต์กระบะนิสสัน นาวาล่า สีส้ม ทะเบียน 2ฒถ 8914 กรุงเทพมหานคร พบผู้ขับขี่คือนายไก่(นามสมมุติ) และผู้โดยสารคือนายเป็ด(นามสมมุติ) จากการตรวจค้นพบยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องประตูแคปฝั่งผู้ขับขี่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 ย้ำเดินหน้าบูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มข้น มุ่งสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

#ตำรวจภูธรภาค5 #จับยาบ้า82ล้านเม็ด #ลำปาง #น่าน #หยุดยาเสพติด
ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

“ผบช.ภ.2” รับไม่ได้ “ลุงข้างบ้าน” ภัยสังคม ล่อลวงชำเรา ด.ญ. กำชับตำรวจปราจีนบุรี ดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2)  กล่าวว่าได้รับรายงานว่า ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุม “ลุงข้างบ้าน” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี ก่อเหตุกระทำชำเราเด็ก โดยหลบหนีคดีนาน 8 ปี หลังก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียน ออกอุบายกระทำชำเรา เหตุเกิดในพื้นที่ จว.ปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 หลบหนีไปจนถูกจับได้ที่ จว.นนทบุรี และส่งตัวมาสอบสวนที่ สภ. เมืองปราจีนบุรี ตนจึงได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด  และให้คัดค้านการประกันตัว

“เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้ การกระทำละเมิดรุนแรง ทำร้ายเด็กแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นภัยสังคม เป็นบุคคลอันตราย อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของเด็ก อาศัยความเป็นญาติ คนใกล้ตัว ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงกับเด็ก กำชับไปที่ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีแล้วให้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดรัดกุม และดำเนินคดีทุกข้อหาอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ติดตามคดีในลักษณะนี้ทั้งเชิงป้องกัน และปราบปราม หากเหตุยังไม่เกิดให้เฝ้าระวัง หากเกิดเหตุต้องสืบสวนจับกุมให้ได้” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ฝากถึงพี่น้องประชาชน ให้หมั่นดูแลสังเกตพฤติกรรมของลูกหลาน หากพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว หวาดกลัว ให้พยายามพูดคุยเข้าช่วยเหลือ เพราะกลุ่มอาชญากรลักษณะนี้ มักอาศัยความเป็นคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดก่อเหตุกับเด็ก แล้วข่มขู่ให้หวาดกลัวไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร ทำให้เด็กหวาดกลัว ทั้งนี้หากพบพฤติกรรมพิรุธ พฤติกรรมอันตรายในลักษณะเช่นนี้กับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หรือคนในชุมชน สามารถแจ้งตำรวจเข้าช่วยเหลือได้โดยโทร 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือค้าน ‘ไทย’ ออกโฉนดให้ชาวบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ชี้ JBC ยังไม่ตัดสิน!! เชื่อพื้นที่ดังกล่าวเป็นของคนเขมร จ.บันทายมีชัย

(26 ส.ค. 68) สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่านายอุม เรียตรีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบันทายมีชัย กัมพูชา ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว แสดงความกังวลต่อคำแถลงผ่านสื่อไทยเรื่องการออกโฉนดที่ดินให้แก่พลเมืองไทยในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยย้ำว่าหากกระทบพื้นที่ที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่ได้ตกลง หรือมีชาวกัมพูชาครอบครองอยู่ กัมพูชาขอคัดค้านอย่างชัดเจน

ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า การดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลต่อพื้นที่พิพาทอาจละเมิดเจตนารมณ์บันทึกความเข้าใจปี 2000 และบั่นทอนการเจรจาเขตแดนร่วม พร้อมขอให้ไทยระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดและรักษาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนบ้าน

ด้านสำนักข่าว Kampuchea Thmey Daily รายงานโดยอ้างคำพูดของนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นเขตป่าไม้ ไม่มีเอกสารสิทธิ สื่อกัมพูชาจึงตีความว่าไทยไม่มีสิทธิอ้างกรรมสิทธิ์ และถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาบางส่วนโกรธแค้น และกดดันจนผู้ว่าฯ ปริญญาต้องออกมาขอโทษ โดยอ้างว่าเกิดจากความเข้าใจผิด

สื่อกัมพูชายังอ้างว่า พื้นที่ดังกล่าวคือหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันทายมีชัย ซึ่งปัจจุบันทหารไทยได้นำลวดหนามและสิ่งกีดขวางมาตั้งแนวเขต ทำให้คณะกรรมาธิการชายแดนร่วมของกัมพูชาส่งคำคัดค้านอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวหาว่าการกระทำดังกล่าวทำลายบรรยากาศความไว้วางใจ และเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง

‘พงศ์กวิน’ แจงปมดึงแรงงานศรีลังกาแทนกัมพูชา ชี้ เป็นการแก้ปัญหาภาวะเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อ

‘พงศ์กวิน’ เผย หอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีบางฝ่าย มีข้อกังวลถึง นโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยแนะนำให้ดึงแรงงานไทยมาทำงานทดแทนว่า การนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วนเนื่องจากหลายภาคส่วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง  ซึ่งตนจะเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา 

ในส่วนของการดึงแรงงานไทยที่มีทักษะ เข้ามาทำงานทดแทนเร่งด่วนนั้น กรมการจัดหางาน ได้มีมาตรการรองรับโดยใช้แรงงานไทยทดแทน เช่น ทหารกองประจำการ ผู้ต้องโทษชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ และเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งสามารถนำมาเสริมแรงงานในภาคการผลิตและการเกษตร รวมถึงเปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในไทย เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลดปัญหาแรงงานเถื่อน และเพิ่มแรงงานในตลาดอย่างเร่งด่วน ด้วย

ขณะที่ด้านฝ่ายบริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยต่อว่า ทางหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล ให้กระทรวงแรงงาน ดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยทางฝ่ายเห็นถึงปัญหาในกรณีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเต็มเติมความต้องการแรงงานให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ

‘กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์’ ติดป้ายรูปกุ้งใส่ชุดทหารทำมินิฮาร์ท แซะ!! ‘แม่ทัพภาคที่ 2’ ก่อนเป็นวิทยากรที่ ม.เกษตรศาสตร์

เมื่อวันที่ (25 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก “เสรีเกษตรศาสตร์” เผยภาพใบปลิวรูปกุ้งใส่ชุดทหารทำมินิฮาร์ท พร้อมข้อความเสียดสีว่า “ลูกน้องเจ็บตายคาชายแดน แม่ทัพโชว์แมนหาแสงส่อง” โดยมีการนำไปติดตามป้ายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

เพจดังกล่าวยังโพสต์ข้อความเชิงกวีว่า “หากฉันเป็นนกจะร้องขับขาน กล่อมดวงวิญญาณผู้กระหายสงคราม สันติภาพจะไม่สามารถเบ่งบานได้จากปลายกระบอกปืน” ซึ่งสะท้อนถึงการวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีทางการทหารและการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนด้วยกำลัง

ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ได้เชิญ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องจริงจากชายแดน” เวลา 13.00–14.30 น. ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล ชั้น 1 อาคารสารนิเทศ 50 ปี 

สื่อแฉ!! ทหารยูเครนจาก ‘กองกำลังป้องกันดินแดน (TDB)’ นำเงินบริจาค…ไปซื้อรถหรู Land Rover ใช้ขับส่วนตัว

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวรัสเซีย Sputnik รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค. 68) ว่า ทหารยูเครนจากกองกำลังป้องกันดินแดน (Territorial Defense Brigades) ถูกพบว่าขับรถหรูราคาแพงในกรุงเคียฟ ซึ่งคาดว่าซื้อด้วยเงินบริจาคจากอาสาสมัครและประชาชน โดยมีกรณีทหารกองพันที่ 112 ถูกตำรวจจราจรจับปรับฐานขับรถด้วยความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ขณะใช้รถ Land Rover Discovery Sport

รายงานระบุว่าทหารกลุ่มนี้อ้างว่ากำลังเดินทางไปยังเมืองโบรวารี (Brovari) เพื่อสกัดโดรนรัสเซีย แต่กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดพวกเขาจึงอยู่ในกรุงเคียฟ แทนที่จะอยู่แนวหน้า 

แหล่งข่าวของรัสเซียอ้างว่าแท้จริงแล้วทหารไม่ได้มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการสู้รบ แต่ใช้รถไปทำธุระส่วนตัวและขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่ารถเหล่านี้น่าจะได้มาจากเงินที่ประชาชนช่วยสมทบซื้อเพื่อนำไปใช้ในสนามรบ

แต่แทนที่จะนำรถไปสนับสนุนแนวหน้า รายงานยังกล่าวหาว่าผู้บังคับบัญชาของกองพันกลับนำไปแจกจ่ายให้พรรคพวกหรือผู้ใกล้ชิดใช้ในพื้นที่หลังแนวรบ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือกองทัพยูเครน

จีนทดสอบสะพานหุบเขาหัวเจียง มณฑลกุ้ยโจว ชี้ผ่านผลเทสการรับน้ำหนักแบบสบายๆ เตรียมเปิดใช้ทางการ ก.ย. นี้

(26 ส.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สะพานหุบเขาหัวเจียง (Huajiang Grand Canyon Bridge) มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้ผ่านการทดสอบรับน้ำหนักสำเร็จแล้ว ถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเปิดใช้อย่างเป็นทางการปลายเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้สะพานแห่งนี้กลายเป็น สะพานที่สูงที่สุดในโลก

การทดสอบใช้เวลารวม 5 วัน ทีมวิศวกรยืนยันว่าโครงสร้าง ความแข็งแรง และการตอบสนองแบบไดนามิกของสะพานเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย การทดสอบครอบคลุมทั้งแบบสถิตและแบบไดนามิกเพื่อประเมินความทนทานของโครงสร้างหลักทั้งหมด

โดยขั้นตอนการทดสอบมีการนำรถบรรทุก 96 คัน น้ำหนักรวมราว 3,300 ตัน ขึ้นไปจอดในตำแหน่งต่างๆ บนสะพาน เพื่อวัดการยืดตัวและแรงกดที่กระทำต่อช่วงกลางสะพาน เสาหลัก สายเคเบิล และระบบแขวน เพื่อยืนยันความพร้อมใช้งานจริง

สำหรับสะพานหัวเจียงมีความยาว 2,890 เมตร โดยช่วงกลางยาวถึง 1,420 เมตร และสูงจากแม่น้ำ 625 เมตร เมื่อเปิดใช้งานจะไม่เพียงครองสถิติสะพานที่สูงที่สุดในโลก แต่ยังเป็นสะพานช่วงกลางที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภูเขาอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระดมกวาดล้างอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน จับกุมบุคคลตามหมายจับ ตามยุทธการ “พิชิตคนพาล  อภิบาลคนดี” 10 วัน ผู้ต้องหารวมเกือบ 2 หมื่นคน 

(26 ส.ค. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ระหว่างวันที่ 15 – 24 สิงหาคม 2568 ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล  อภิบาลคนดี” ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ด้วยในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นจำนวนมาก สร้างความไม่สงบในสังคม โดยผู้ก่อเหตุมักใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุหลายคดี ประชาชนเกิดความหวาดกลัวภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางค์กูร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในสายงานสืบสวนสอบสวน ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1-9, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ปฏิบัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยมีเป้าหมายในการระดม ได้แก่ การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ และมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รักษาราชการแทน ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้ควบคุมสั่งการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล  อภิบาลคนดี” ระหว่างวันที่ 15 – 24  สิงหาคม 2568 (รวม 10 วัน) โดยมีผลปฏิบัติ ดังนี้ 

1. จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิด 6,338 คดี ผู้ต้องหา 5,261 คน พร้อมของกลาง แบ่งเป็น
- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทั่วไป (On Ground) ของกลางอาวุธปืน จำนวน 6,218 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน จำนวน 36,718 นัด, วัตถุระเบิด จำนวน 6,359 ลูก (วัตถุระเบิดแบบมาตรฐานที่ใช้ในราชการทหาร จำนวน 1,898 ลูก และวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง ระเบิดไปท์บอม จำนวน  4,461 ลูก)
- ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทางออนไลน์ (Online) ของกลางอาวุธปืน จำนวน  293 กระบอก, เครื่องกระสุนปืน จำนวน 11,458 นัด, วัตถุระเบิด จำนวน 1 ลูก  (เป็นวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง)

2. จับกุมบุคคลกระทำความผิดตามหมายจับค้างเก่า (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึง 30 กันยายน 2567), หมายใหม่ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน) และหมายจับศาล (คดีอาญา) รวมทั้งสิ้น 20,030 หมาย ผู้ต้องหา จำนวน 14,639 คน

ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมุ่งมั่นทำงาน โดยจะทำการป้องกันปราบปรามสืบสวนจับกุมอาชญากรรมในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแส/เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องอาชญากรรมหรือเรื่องอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘รสนา’ แนะ ‘หมอสุภัทร’ ฟ้องผู้บริหาร สธ. ผิด 157 ชี้ มติลงโทษหนักให้ออกจากราชการไม่เป็นธรรม

เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิควรร้องผู้บริหารผิด 157 ที่สั่งลงโทษไม่เป็นธรรมหรือไม่

กรณีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สั่งสอบวินัย นพ.สุภัทร ฮาสุรรณกิจ ผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นลงโทษจะให้ออกจากราชการนั้น ดิฉันเห็นว่าผู้บริหารยุคนี้ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในยุคมืด ที่คิดจะลงโทษผู้อยู่ในการบังคับบัญชา โดยขาดไร้คุณธรรมของผู้บริหาร ดังนั้นจึงควรที่จะฟ้องเอาผิดผู้บริหารและกรรมการสอบที่มีมติให้หมอสุภัทรออกจากราชการด้วยมาตรา 157  หรือไม่

กรณีของหมอสุภัทร ทำให้ดิฉันคิดถึง คดีของศาสตราจารย์นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ท่านเคยเล่าประวัติของท่านในหนังสือ “เกียรติประวัติแพทย์ไทยฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง” สมัยที่ท่านยังเป็นหมอหนุ่มอายุแค่ 28 ปี ท่านเป็นผู้อำนวยการ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นรพ.ของรัฐแห่งแรกที่สร้างด้วยเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐแม้แต่แดงเดียว ชื่อโรงพยาบาลนี้ยังคงใช้อย่างเป็นทางการมาถึงปัจจุบัน 

ต่อมาเกิดปัญหาว่าตามระเบียบของราชการแล้ว รายได้ของรพ.รัฐทุกแห่งต้องส่งเข้าคลังก่อน นพ.เสม พริ้งพวงแก้วในฐานะ ผอ.รพ.และแพทย์ใหญ่ประจำจังหวัดได้ต่อสู้ปกป้องสิทธิของรพ.ในการดูแลรายได้ที่รพ.หามาได้เองในรูปของ “เงินทุนสะสม” โดยไม่นำส่งคลัง รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นคือพระยาไชยยศสมบัติ ท่านขึ้นไปดูว่า รพ.เชียงรายวิเศษอย่างไร ทำไมไม่เอาเงินเข้าคลัง ท่านถามนพ.เสมว่า “ทำไมเงินที่คุณหมอหาได้ จึงไม่นำส่งคลัง คุณหมอทำผิด พ.ร.บ.คลัง”

ท่านตอบรัฐมนตรีว่า “รพ.นี้รัฐบาลไม่ได้ออกเงินสักบาทเดียว ชาวบ้านเขาออกเอง ถ้าผมเอาเงินจำนวนนี้ไปให้รัฐบาล ผมไม่รู้จะเอาอะไรมารักษาชาวบ้าน เงินนี้มันเป็นวงจร เอาเงินไปซื้อยามาให้ชาวบ้าน หมุนเวียนไป”  ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ว่าอะไร 

หลังจากท่านเจ้าคุณไชยยศสมบัติกลับกรุงเทพฯก็มีคำสั่งพิเศษว่า ต่อไปนี้ถ้ารพ.มีรายได้ ให้สามารถเก็บรายได้เป็นเงินทุนสะสม เป็นการเริ่มต้น “เงินทุนสะสม” ของรพ.ในประเทศไทยตั้งแต่นั้นมา นี่ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ถือเป็นแนวทางสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า นพ.เสมทำผิด พรบ.คลังจริง เพราะเงินที่ได้รับบริจาคหลายล้านบาทไม่ได้ส่งเข้าคลังที่กรุงเทพฯ แต่ผู้บริหารเห็นว่ามีเหตุผลที่สมควร ไม่หัวสี่เหลี่ยมอ้างแต่ระเบียบจ้องจะเอาผิดผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้ ทั้งที่กรณีของนพ.เสม เป็นการทำผิดพ.ร.บ.คลัง ไม่ใช่แค่ผิดระเบียบเท่านั้น

แต่ผู้บริหารของกระทรวงการคลังและกรมสาธารณสุขในสมัยนั้น มีความเป็นนักบริหารมืออาชีพ และมีความใจกว้างมาก การลงไปดูและสอบถามข้อเท็จจริง ทำให้ไม่เอาผิดนพ.เสม พริ้งพวงแก้ว และยังมีคำสั่งให้ทุกรพ.จัดตั้งเงินทุนสะสมสำหรับใช้ในรพ.ได้อีกด้วย

ในกรณีของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ การเข้ามาช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิด-19 ออกจากผู้ไม่ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงวิกฤตที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว(Superspreader) ควรได้รับความชื่นชมมากกว่าการจ้องลงโทษหนักถึงขั้นให้ออกจากราชการ ใช่หรือไม่

ยิ่งข้อมูลว่า นพ.สุภัทรซื้อ ATK ชิ้นละ 230 บาทถูกกว่าราคาแนะนำของกรมการค้าภายในที่ 350 บาท และการแบ่งซื้อตามอำนาจการสั่งจ่ายครั้งละ 2 ล้านบาทเพราะไม่สามารถกำหนดจำนวนผู้มาคัดกรองได้ อีกทั้งการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจง ก็ทำได้ตามระเบียบที่กรมบัญชีกลางได้ปลดล็อกไว้แล้ว รวมทั้งการเดินทางมาตรวจคัดกรองที่กรุงเทพก็ได้รับการเชิญจาก สปสช. ในครั้งที่1 และได้รับเชิญจากกระทรวงสาธารณสุขในครั้งที่2,ที่3  จึงต้องถือว่านพ.สุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบ และไม่ได้ทำให้ราชการเสียหายแต่อย่างไร 

การเอาผิดวินัยราชการอย่างร้ายแรงถึงให้ออกจากราชการ น่าจะไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุขที่มีการสั่งซื้อนำเข้ายาฟาวิพิราเวีร์ยในช่วงเดือน สิงหาคม 2564 ที่มีราคาเม็ดละ120 บาท ถึง 424 ล้านเม็ดทั้งที่สถิติคนไทยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 17 เดือนก่อนหน้านั้น มีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น ใช่หรือไม่ ?!

การนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ 424 ล้านเม็ด ราคา120 บาท/เม็ด มูลค่าราว 5 หมื่นล้านบาท สามารถใช้กับคนป่วยถึง 8 ล้านคน เป็นการซื้อมากเกินไปเท่าไหร่ ไม่เคยมีข้อมูลว่ามีเหลือตกค้างจนหมดอายุ กี่ล้านเม็ด ?!

นอกจากนี้ มีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโควิด -19 หลายยี่ห้อรวมจำนวนหลายล้านโดส ประเมินว่ามีวัคซีนที่หมดอายุจำนวนประมาณ 12 ล้านโดส มูลค่า 6,000 ล้านบาท ใช่หรือไม่ !?

ผู้บริหารที่สั่งซื้อยาและวัคซีนป้องกันและรักษาโควิด-19 เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ประมาณเป็นเม็ดเงินน่าจะมากกว่า 10,000 ล้านบาท ผู้บริหารคงอ้างทำถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการและภาษีของประชาชนเสียหายมหาศาล กลับไม่มีการตรวจสอบเอาผิด ใช่หรือไม่ ?!

แต่กับกรณีหมอสุภัทรที่ช่วยดูแลประชาชนในช่วงวิกฤต และใช้เงินอย่างประหยัดในจำนวนที่น้อยกว่ามาก ยังไม่ถึง 10 ล้านบาท คัดกรองคนได้จำนวน 192,905 คน พบคนติดเชื้อ 22,451คน และการดำเนินการก็สามารถอ้างระเบียบได้ จึงต้องถือว่าหมอสุภัทรไม่ได้ทำผิดระเบียบใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังไม่ทำให้ราชการเสียหาย เหมือนที่ผู้บริหารได้สั่งซื้อวัคซีนและยาฟาวิพิราเวียร์อย่างถูกระเบียบ แต่ทำให้ราชการเสียหาย เพราะซื้อมาจนเหลือใช้และเหลือจำนวนเป็นล้านที่หมดอายุไปโดยไม่ได้ใช้ นับเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทที่เสียหายไป ใช่หรือไม่ แต่ไม่มีการสอบเอาผิดผู้บริหาร ที่บริหารจนราชการและภาษีจากเงินประชาชนเสียหายมหาศาล เทียบไม่ได้กับกรณีของหมอสุภัทรเลย แต่ก็ไม่มีใครผิด ใช่หรือไม่

แต่กลับมีการสอบวินัยร้ายแรงจะเอาผิดหมอสุภัทรให้ออกจากราชการให้ได้ ทั้งที่ราชการก็ไม่ได้เสียหาย ประชาชนคนกรุงเทพได้ประโยชน์ ช่วยลดการแพร่เชื้อ ลดจำนวนผู้ป่วย ลดค่าใช้จ่ายคนติดเชื้อที่ต้องมานอนโคม่าในรพ. ผลได้เหล่านี้ เหตุใดจึงไม่นำไปพิจารณา ?!

กรณีของหมอสุภัทร เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุขบริหารยาและวัคซีนแล้ว ย่อมเทียบกันไม่ได้เลย สำหรับวิญญูชนมองกรณีนี้แล้ว ย่อมลงความเห็นได้ว่า น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งแบบชัดเจนมาก ใช่หรือไม่

ถ้ารัฐมนตรี และปลัดกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ให้ความเป็นธรรมต่อหมอสุภัทร ดิฉันเห็นว่า หมอสุภัทรควรฟ้องร้องว่าผู้บริหารและกรรมการที่สอบวินัย และมีมติสั่งลงโทษไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรา 157 ต่อไป ดีไหม ??!!

ขอนแก่น - 'มทบ.23' ส่งมอบบ้านใหม่ให้พลทหารกองประจำการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มณฑลทหารบกที่ 23 จัดพิธีส่งมอบบ้านในโครงการ พสบ.ทภ.2 ร่วมซ่อม/สร้างบ้านทหารกองประจำการ ณ จังหวัดขอนแก่น สร้างความปลื้มปิติแก่ครอบครัว พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์กองทัพบกดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างยั่งยืน

(25 ส.ค.68) ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า ที่ บ้านเลขที่ 232 หมู่ 2 บ้านมูลตุ่น ตำบลสวนหม่อน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 พร้อมด้วยนางกุมารี เนื่องชมภู ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 23 เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้กับพลทหารศิริโชค เร่งงาน สังกัด ร้อย.บก.พัน.มทบ.23 ภายใต้โครงการ “พสบ.ทภ.2 ร่วมซ่อม/สร้างบ้านให้กับทหารกองประจำการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในพิธี มีคณะ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น นายคารม คำพิฑูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น นายคฤทธิ์ เพ็ชรสูงเนิน นายอำเภอมัญจาคีรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยานการส่งมอบบ้านในครั้งนี้

สำหรับบ้านหลังดังกล่าว กองทัพบกโดย มทบ.23 ได้จัดชุดช่างเข้าดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงใหม่ ระหว่างวันที่ 4 – 16 สิงหาคม 2568 เนื่องจากบ้านเดิมของพลทหารศิริโชคมีสภาพทรุดโทรม ไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย โดยพลทหารศิริโชคก่อนเข้ารับราชการทหารกองประจำการ อาศัยอยู่กับยายและน้าชายพิการเพียง 3 คน พ่อแม่หย่าร้าง ฐานะครอบครัวยากจน มีรายได้หลักจากการรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การสร้างบ้านใหม่ครั้งนี้จึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้มีความมั่นคงและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

นอกจากบ้านใหม่แล้ว ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ยังได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว จักรยาน รวมถึงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวพลทหารศิริโชค บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความอบอุ่น ครอบครัวพลทหารศิริโชคได้แสดงความดีใจและซาบซึ้งใจที่กองทัพบกให้การดูแลเอาใจใส่ต่อสวัสดิการของกำลังพลและครอบครัว พร้อมกล่าวขอบคุณที่ช่วยยกระดับความเป็นอยู่และสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวทหาร

พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู กล่าวว่า การส่งมอบบ้านครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการดูแลสวัสดิการกำลังพลและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตอบแทนความเสียสละของทหารกองประจำการที่เข้ามารับใช้ชาติ โดยครอบครัวถือเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top