Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ‘ตึกมหานคร’ แลนด์มาร์กสูงเสียดฟ้าเปิดใช้งานครั้งแรก ปัจจุบันรั้งอันดับ 2 อาคารสูงที่สุดในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 'ตึกมหานคร' ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอาคารสูงที่สุดในประเทศไทยในเวลานั้น (314.2 เมตร 77 ชั้น) ได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ด้วยงาน “มหานคร แบงคอก ไรซ์ซิ่ง เดอะ ไนท์ ออฟ ไลท์” พร้อมการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการ ทำให้ตึกแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ

ตึกมหานคร หรือชื่อปัจจุบัน 'คิง เพาเวอร์ มหานคร' ถูกออกแบบให้เป็นคอมเพล็กซ์ครบวงจร ทั้งโรงแรมแบงคอก เอดิชัน ห้องชุดพักอาศัยสุดหรูโดยกลุ่มริทซ์-คาร์ลตัน รวมถึง 'มหานคร สกายวอล์ก' จุดชมวิว 360 องศา และสกายบาร์บนชั้น 74–78 ที่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561 แชมป์อาคารสูงที่สุดของไทยตกไปอยู่กับ “แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนเซส” (ไอคอนสยาม เรสซิเดนเซส ทาวเวอร์ A) ที่สูงถึง 317.95 เมตร ทำให้ตึกมหานครกลายเป็นอาคารสูงอันดับ 2 ของประเทศ แต่ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์แหว่งเสมือนริบบิ้น 3 มิติที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบัน คิง เพาเวอร์ เข้ามาบริหารและพัฒนาตึกมหานครเต็มรูปแบบ พร้อมผลักดันให้แลนด์มาร์กแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ ทั้งในด้านการชมวิว ชอปปิง และไลฟ์สไตล์ระดับโลก สร้างสีสันให้กับเมืองหลวงของไทย

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับรางวัล 'วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือ NQA Day (Navy Quality Award Day)' ประจำปี งป.68 

เมื่อวานนี้ (26 ส.ค.68) พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ และ น.อ.หญิง เพ็ญนภา ไสยสมบัติ หัวหน้าสำนักงานวิจัยและการจัดการความรู้ รพ.ฯ นำบุคลากร รพ.ฯ เข้ารับรางวัลในงาน “วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือ NQA Day (Navy Quality Award Day)” ประจำปี งป.68 ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลการจัดการความรู้ของ ทร. ระดับบูรณาการดีเลิศ เรื่อง good home & good health model โดย น.อ.หญิง สมปรารถนา คำผ่องศรี และคณะฯ รางวัลยกย่องเกียรติคุณนักวิจัยของ ทร. ประจำปี งป.68 ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ ได้รับรางวัลชมเชย จำนวน 2ผลงาน ได้แก่ การเก็บหัวเข็มอินซูลิน ชนิดปากกา เป็นเรื่องง่ายด้วย นวัตกรรม (One Hand Remove Penfill) โดย น.ท.หญิง อาทิตยา สุระการณ์ และว่าที่ ร.ต.หญิง เกศินี สีที ม่านละอองน้ำป้องกันโรคลมร้อน (Curtain Sprayer For Prevent Heat Stoke) โดย ว่าที่ น.อ.เรวัติ ทับแสง และ น.ต.หญิง วรันธร พรมสนธิ์

ผลงานด้านหลักการ ได้รับรางวัลชมเชย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ การติดตามภาวะสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ผ่านนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Line OA “คุณแม่เบาหวาน By SRK” โดย น.อ.หญิง รุจิเรข ธรรมเจริญ และ น.ต.หญิง ธนิกานต์ โมรา

การบันทึกและติดตามการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ ผ่านแอปพลิเคชัน Line OA (Fetal Count Kick Line OA) โดย น.ท.หญิง อนุสรา คงทน และ ร.ท.หญิง อมรรัตน์ ฤทธิไกรวรกุล

การรับเวรส่งเวรออนไลน์อย่างครอบคลุม และเป็นระบบ (Happy Lean in ISBAR and Organ system) โดย น.ต.หญิง วรันธร พรมสนธิ์ และ ว่าที่ ร.ท.หญิง สุภาพร ครุฑดำ

พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และคณะ ได้ร่วมแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ได้รับรางวัล ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

มติเอกฉันท์ 120 เสียงในสภากัมพูชา เห็นชอบ!! แก้กฎหมาย ‘ถอนสัญชาติ’ คนไม่จงรักภักดีต่อชาติ

(27 ส.ค. 68) รัฐสภากัมพูชาเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 120 เสียง เห็นชอบร่างแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ให้อำนาจรัฐบาลเพิกถอนสัญชาติจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ในการควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและผู้เห็นต่าง

ก่อนการลงมติ องค์กรพัฒนาเอกชนกัมพูชากว่า 50 แห่งออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยระบุว่ากฎหมายมีถ้อยคำที่คลุมเครือ อาจส่งผลร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมเตือนว่า “หากถูกเพิกถอนสัญชาติ ก็เท่ากับสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างในบ้านเกิด”

ทางด้านซอร์ ซกคา (Sar Sokha) รัฐมนตรีมหาดไทยกัมพูชา ชี้แจงต่อสภาว่ากฎหมายใหม่นี้มีความจำเป็นต่อการปลุกจิตสำนึกรักชาติ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มเล็กๆ ของชาวกัมพูชาแสดงพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และควรถูกตัดสิทธิความเป็นพลเมือง พร้อมเชื่อมโยงกับความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กฎหมายยังต้องผ่านวุฒิสภาและได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์นโรดม สีหมุนี ซึ่งโดยปกติมักเป็นเพียงพิธีการ หากประกาศใช้จริงกฎหมายจะครอบคลุมถึงผู้ถือสองสัญชาติและผู้ได้รับสัญชาติกัมพูชาภายหลัง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบโดยตรงต่อฝ่ายการเมืองฝ่ายค้านและนักวิจารณ์รัฐบาลในอนาคต

‘พงศ์กวิน’ รื้อระบบ ล้างบางต่างด้าวผิดกฎหมาย ขจัดปัญหาแย่งงานคนไทย เจอจับทุกรายไม่มียกเว้น

(27 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวว่า เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน ที่ตนจะดำเนินการแก้ไขทันที โดยเฉพาะการแย่งอาชีพคนไทยและทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน  

นายพงศ์กวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวมีส่วนขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานไม่สามารถ ปล่อยปละละเลยให้มีการใช้แรงงานต่างด้าวโดยขาดการควบคุม ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา  และหากพบเห็นแรงงานต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย ประชาชนสามารถแจ้งพิกัดกับกระทรวงแรงงานได้ ทางสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริง คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวผิดกฎหมายจะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี 

"ขอย้ำเตือนและขอความร่วมมือนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ ไม่จ้างแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย หากท่านมีความประสงค์ต้องการใช้แรงงานต่างด้าว ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MOU อย่างเป็นระบบ" นายพงศ์กวิน กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการจัดหางาน พบว่าปัจจุบัน (กรกฎาคม 2568) มีจํานวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร จำนวน 4,071,617 คน จำแนกเป็น แรงงานกลุ่มมีทักษะ 197,461 คน ชนกลุ่มน้อย 99,437 คน แรงงานที่ได้รับอนุญาตทํางานแบบไป-กลับ หรือตามฤดูกาล 42,274 คน (กัมพูชา  37,043 คน เมียนมา 5,231 คน) แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทํางานตาม MoU 687,405 คน (กัมพูชา 178,240 คน เมียนมา 248,320 คน ลาว 260,845 คน) ส่วนแรงงานที่ได้รับอนุญาตทํางานตามมติ ครม. 24 ก.ย. 67 (จดทะเบียนสถานะไม่ถูกกฎหมาย) 1,016,040 คน (เป็นกัมพูชา 108,064 คน เมียนมา 872,615 คน  ลาว 28,561 คน เวียดนาม 6,800 คน) และแรงงานตามมติ ครม. 24 ก.ย. 67 และ มติ ครม. 4 ก.พ. 68  2,029,000 คน โดยได้รับอนุญาตทํางานแล้ว 180,288 คน (กัมพูชา 176,216 คน ลาว 3,967 คน เวียดนาม 105 คน) และ อยู่ระหว่างการดําเนินการ 1,848,712 คน (กัมพูชา 19,333 คน เมียนมา 1,829,379 คน)

‘สวีเดน’ ชูสัมพันธ์ ‘ไทย’ แน่นแฟ้น พร้อมหนุนไทยมีสิทธิ์ใช้ ‘กริพเพน’ ป้องกันตนเอง

วานนี้ (26 ส.ค. 68) กรุงเทพฯ ดร.พอล ยอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับไทย ภายหลังการลงนามจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F โดยชี้ว่าสัญญาฉบับล่าสุดเป็นการทำให้ความร่วมมือทวิภาคีลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า 

“ผมภูมิใจมากที่มีคนไทยกว่า 80,000 คนอาศัยอยู่ในสวีเดน และมีชาวสวีเดนกว่า 200,000 คนเดินทางมาไทยทุกปี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ดร.ยอนสัน กล่าวอีกว่าความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านความมั่นคง แต่ยังจะสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคมไทย ผ่านแพ็กเกจการลงทุนจากบริษัท Saab ผู้ผลิตกริพเพน ที่ครอบคลุมถึงการศึกษา การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนภาคเกษตรกรรมของไทย

เมื่อถูกถามถึงการใช้กริพเพนในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดนย้ำชัดว่า ไทยมีสิทธิ์ใช้เพื่อการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิทธิอธิปไตยของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ดร.ยอนสันแสดงความยินดีที่ทั้งไทยและกัมพูชาพยายามลดความตึงเครียด ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมและมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามามีบทบาท พร้อมย้ำว่า “ประเทศไทยก็เหมือนกับทุกประเทศที่มีสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง และเราสวีเดนก็เคารพในสิทธินั้น”

มาเลเซียทุ่มเพิ่ม 100 ล้านริงกิตช่วยกาซา ‘อันวาร์’ ประกาศ “จะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์”

(27 ส.ค. 68) อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่ารัฐบาลมาเลเซียจะมอบเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต (ราว 780 ล้านบาท) ให้แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา หลังจากเมื่อปี 2023 เคยอนุมัติความช่วยเหลือจำนวนเท่ากันมาแล้ว

โดยระหว่างการปราศรัยที่จัตุรัสเอกราช กรุงกัวลาลัมเปอร์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรงต่อการก่อให้เกิด “ความอดอยากจากน้ำมือมนุษย์” ในกาซา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลอิสราเอลจงใจปล่อยให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและยาที่ชายแดนเน่าเสีย ขณะที่ประชาชนเสียชีวิตจากความอดอยากและการโจมตีรายวัน

อันวาร์ย้ำว่าชาวมาเลเซียจะไม่มีวันทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ และระบุว่าตนเองมีบทบาทสนับสนุนกาซามาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา โดยเคยเข้าร่วมการประชุมขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ที่แอลจีเรียในปี 1983 พร้อมชี้ว่าการกระทำของอิสราเอลคือ “รูปแบบของการล่าอาณานิคม” และสอดคล้องกับแนวคิดของ เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said) นักวิชาการผู้ล่วงลับที่เคยอธิบายว่าเป็น “การเมืองแห่งการปลดสิทธิ์”

ทั้งนี้ การปราศรัยดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายหมื่นคนที่มาร่วมชุมนุมแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับกาซา โดยผู้ร่วมงานส่วนใหญ่สวมเสื้อสีขาว ถือป้าย #GazaBangkit ซึ่งหลังเสร็จสิ้นพิธี มีการทำพิธีสวดมนต์ให้กับกาซา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังได้เปิดตัวขบวนรถ “Sumud Nusantara” ที่มี 8 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งจะเคลื่อนขบวนไปสมทบกับกองเรือช่วยเหลือกาซาในเส้นทางสู่ยุโรปและแอฟริกาเหนือ

ซีเล็ค x แม่บุญล้ำ เปิดตัว ‘น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า’ เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 1 ล้านกระป๋อง

(27 ส.ค. 68) ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จับมือ ‘แม่บุญล้ำ’ เปิดตัว ‘น้ำพริกทูน่า ผสมปลาร้า’ นวัตกรรมน้ำพริกแนวใหม่ครั้งแรกของโลก ผสานเนื้อปลาทูน่าคุณภาพสูงเข้ากับน้ำปลาร้าสูตรพิเศษ รสจัดจ้าน นัวร์ปลาร้า หอมเนื้อทูน่า โดยตั้งเป้ายอดขาย 1 ล้านกระป๋องภายในปีแรก พร้อมเดินหน้าจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษและแคมเปญสื่อสารออนไลน์ตลอดทั้งปี 

นางสาวณัฐวีณ์ วชิรทวีพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริหารกลุ่มตลาดเกิดใหม่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายทูน่ากระป๋อง แบรนด์ซีเล็ค (SEALECT) กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาด เรามองเห็นโอกาสจากกระแสความนิยมของปลาร้า โดยปัจจุบัน ตลาดน้ำปลาร้าในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท เราจึงหยิบเอาวัตถุดิบขวัญใจคนไทยมานำเสนอในรูปแบบใหม่ที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ความร่วมมือในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ซีเล็คสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ภายใต้กลยุทธ์ Strategic Partnership Collaboration ซึ่งเรามุ่งต่อยอดความร่วมมือกับแบรนด์และผู้ผลิตวัตถุดิบชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค และขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง เข้าถึงได้ง่าย และสามารถนำไปจับคู่กับอาหารได้หลากหลาย”

ผลิตภัณฑ์น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างซีเล็คและแม่บุญล้ำเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี เพื่อให้ได้รสชาติน้ำพริกที่ถูกปากที่สุดและเหมาะสำหรับการบริโภคในทุกโอกาส โดยเป้าหมายหลักคือกลุ่มผู้บริโภควัยนักศึกษาและวัยทำงานช่วงต้น อายุระหว่าง 18-30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นบริโภคอาหารสำเร็จรูป ไม่นิยมทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน แต่มองหาทางเลือกที่สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และดีต่อสุขภาพ โดยซีเล็คตั้งเป้าให้น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า เป็นหนึ่งในสินค้าเรือธงสำหรับกลุ่มคนรักปลาร้าในระยะยาว

ปัจจุบัน ซีเล็คได้มีการเปิดตัวน้ำพริกทูน่าจำนวนทั้งสิ้น 6 สูตร ประกอบด้วย น้ำพริกทูน่า, น้ำพริกผัดทูน่า, น้ำพริกผัดทูน่า สูตรน้ำพริกนรก, น้ำพริกกะปิทูน่า, น้ำพริกทูน่ากรอบ และใหม่ล่าสุด น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า โดยน้ำพริกทูน่านั้นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของซีเล็คที่ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตที่ 10.8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน และครองส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 60% สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของตลาดน้ำพริกและอาหารพร้อมทาน และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของซีเล็ค

นางพิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำปลาร้าต้มสุกตราแม่บุญล้ำ กล่าวว่า “แม่บุญล้ำเลือกทำงานร่วมกับซีเล็คและไทยยูเนี่ยน เพราะเราเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของแบรนด์ที่ครองตำแหน่งผู้นำตลาดทูน่าอันดับ 1 ของไทย และเป็นผู้นำด้านอาหารทะเลของโลก ความร่วมมือครั้งนี้ตรงกับเป้าหมายของทางแบรนด์แม่บุญล้ำ ที่มุ่งช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่นำรสชาติยอดนิยมของคนไทยมานำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย อร่อย และเปี่ยมด้วยคุณค่าโภชนาการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์แม่บุญล้ำ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารพื้นถิ่นไทยในเวทีโลก นอกจากนี้ แม่บุญล้ำจะช่วยทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์น้ำพริกทูน่าปลาร้า เพื่อบุกตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านการทำกิจกรรม (รบกวนใส่กิจกรรมที่ทีมแม่บุญล้ำทำ เช่น Troop เป็นต้น)”  

ผลิตภัณฑ์น้ำพริกทูน่า ผสมน้ำปลาร้า ซีเล็ค x แม่บุญล้ำ วางจำหน่ายแล้วที่ 7-Eleven, Makro, Lotus’s, Big C และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ขนาดบรรจุ 85  กรัม ราคาจำหน่ายกระป๋องละ 29 บาท 

SAAB ประกาศรับออเดอร์ ‘กริพเพน’ ล็อตใหม่จากไทย ย้ำไทยคุ้นเคยดีกับประสิทธิภาพ เพราะผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว

(27 ส.ค. 68) บริษัทซาบ (SAAB) ของสวีเดน ลงนามสัญญากับองค์การจัดหาเสบียงกลาโหมสวีเดน (FMV) เพื่อส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 ลำให้แก่ไทย มูลค่าสัญญาราว 5.3 พันล้านโครนสวีเดน โดยมีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2025–2030 แบ่งเป็น กริพเพน E จำนวน 3 ลำ และกริพเพน F แบบสองที่นั่ง 1 ลำ พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนและการฝึกอบรม

SAAB ยังได้ทำสัญญาโดยตรงกับกองทัพอากาศไทยเพื่อดำเนินโครงการชดเชยระยะยาว (offset package) ซึ่งครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านกลาโหม ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย ถือเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือด้านกริพเพนที่ไทยใช้งานอยู่แล้ว

มิคาเอล โยฮันส์สัน (Micael Johansson) ประธานและซีอีโอของซาบ ระบุว่าไทยเลือกใช้ “เครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในตลาด” เพื่อเสริมศักยภาพยุทธศาสตร์อย่างเป็นอิสระ พร้อมย้ำว่าไทยเป็นหนึ่งในลูกค้าที่คุ้นเคยกับประสิทธิภาพของกริพเพนและได้พิสูจน์แล้วในการปฏิบัติการจริงของกองทัพ

ปัจจุบัน กองทัพอากาศไทยประจำการ Gripen C/D อยู่แล้วหนึ่งฝูงบิน โดยเมื่อเครื่องกริพเพนรุ่นใหม่เข้าประจำการ จะทำงานเคียงข้างฝูงบินเดิม เสริมขีดความสามารถของไทยในการป้องกันน่านฟ้าและยกระดับความร่วมมือทางทหารไทย–สวีเดนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สมุทรปราการ-กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ จัดโครงการ “ฝึกอบรมศึกษาดูงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ประจำปี  2568 

เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ โดยกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดโครงการ “ฝึกอบรมศึกษาดูงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ประจำปี  2568 ณ อาคารกองงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

โดยจะนำประชาชนในเขตพื้นที่ จำนวนกว่า 400 คน ร่วมเดินทางไปเข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา ณ กรีนเนอรี่ พิสเซส พัทยา จำกัด อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา รวมทั้งเข้าศึกษาดูงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมือง ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

ด้านจ่าเอกสุทัศน์ ทับวันนา ผ.อ.กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ กล่าวว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ โดยนายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ได้มีความเป็นห่วงประชาชนเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละครั้ง หน่วยงานของภาครัฐไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ ของภาคประชาชน 

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ ทางกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ จึงได้จัดโครงการดังกล่าว เพื่อให้ผู้นำชุมชนและประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ ได้มีความรู้และวิธีการในการป้องกันสาธารณภัยและภัยพิบัติประเภทต่างๆ

และมีความรู้ มีประสบการณ์ เรียนรู้การรับมือกับสาธารณภัยและภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งให้ผู้นำชุมชนและประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ สามารถนำความรู้แนวคิดและประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมและการศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้เมื่อเกิดสาธารณภัยหรือภัยพิบัติ 

อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มกำลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐและภาคประชาชนที่เข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้นเมื่อเกิดสาธารณภัยหรือภัยพิบัติ และยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของภาคประชาชนที่เข้มแข็งในการแจ้งเตือนและการรายงานข่าวเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยหรือภัยพิบัติอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดโครงการ 'แสงธรรมนำใจ' ครั้งที่ 3 ฟังธรรมบรรยายจาก 'พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)' หัวข้อ 'การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต' 

(27 ส.ค.68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานโครงการ “แสงธรรมนำใจ” ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ, คุณอภิรมย์ ทรวดทรง อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ/ที่ปรึกษาโครงการแสงธรรมนำใจ, คุณณพิชชา คล้ายคลึง อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณดุษฎี เย็นท้วม กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และคณะแม่บ้านตำรวจ รวมกว่า 300 คน ร่วมฟังการธรรมบรรยายจาก “พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)” วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา หัวข้อ “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทางออนไลน์

พระราชภาวนาวชิรญาณ ได้แสดงธรรม “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต” เราควรฝึกจิตให้มีปัญญามากขึ้น โดยการพัฒนาจิตต้องฝึกการมีสติ สัมปชัญญะ ฝึกให้จิตรู้สึกตัวมากขึ้น ปล่อยวาง ยอมลง ปลงได้ ถ้าเรามีสติดูแลรักษาจิตได้ เราจะมีปัญญา มีจิตที่สงบ เบา ผ่องใส

โครงการ “แสงธรรมนำใจ” จัดขึ้นโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจ, แม่บ้านตำรวจ และประชาชน ได้น้อมนำคุณธรรม หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำตลอดปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งในวันนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยข้าราชการตำรวจทั่วประเทศและครอบครัว รวมถึงประชาชนที่สนใจ สามารถรับชมรับฟังธรรมบรรยายย้อนหลังผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก สมาคมแม่บ้านตำรวจ และเพจเฟซบุ๊ก PoliceTV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top