Thursday, 11 June 2026
TheStatesTimes

อินเดียรับศึกใหญ่!! เจอภาษีทรัมป์เก็บ 50% กระทบหนัก…แรงงานนับล้านเสี่ยงตกงาน

(27 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเป็นสูงสุดถึง 50% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ–อินเดียที่เคยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยมาตรการนี้รวมถึงภาษี 25% ที่เพิ่มขึ้นจากการที่อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซีย

สินค้าที่ได้รับผลกระทบมีทั้งเสื้อผ้า อัญมณี รองเท้า สินค้าเคมี เครื่องกีฬา และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคาดว่าจะกระทบผู้ส่งออกขนาดเล็กและแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐคุชราต บ้านเกิดของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) และการขึ้นภาษีครั้งนี้ยังทำให้ตลาดหุ้นอินเดียผันผวนและค่าเงินรูปีอ่อนค่าต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์เผยว่าผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงิน และได้รับการสนับสนุนให้ขยายตลาดไปยังจีน ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ยังอยู่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงการค้าอื่นของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า การเจรจาระหว่างสองชาติพังทลาย หลังคุยมาแล้ว 5 รอบแต่ยังไร้ผล อินเดียหวังว่าสหรัฐฯ จะลดภาษีเหลือไม่เกิน 15% เช่นเดียวกับประเทศคู่ค้าอื่น ซึ่งไม่สำเร็จ ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าอินเดียซื้อพลังงานจากรัสเซียมากเกินไปจนช่วยสนับสนุนสงครามยูเครน โดยอินเดียกลับมองว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรฐานสองด้าน

ขณะที่ นักวิเคราะห์คาดว่าภาษีใหม่อาจกระทบการส่งออกของอินเดียกว่า 55% และเสี่ยงทำให้สูญเสียงานนับล้านตำแหน่ง แต่ก็มีมุมบวกหากอินเดียใช้โอกาสนี้ปฏิรูปเศรษฐกิจและลดการปกป้องตลาดในประเทศ ทั้งสองชาติแม้เผชิญความตึงเครียดทางการค้า แต่ยังยืนยันพันธมิตรด้านความมั่นคงในกรอบ “QUAD” ที่ร่วมกับญี่ปุ่นและออสเตรเลีย

30 สิงหาคม พ.ศ. 2473 วันเกิดครบรอบ 95 ปี ของนักลงทุนระดับตำนาน ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ จุดเริ่มต้นจากเด็กส่งหนังสือพิมพ์ สู่มหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆ ของโลก

วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ถือเป็นวันเกิดครบรอบ 95 ปี ของ วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett) มหาเศรษฐีระดับโลก ผู้ได้ฉายาว่า “ปราชญ์แห่งโอมาฮา” เขาเกิดที่เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา สหรัฐอเมริกา และเติบโตมาพร้อมความสนใจด้านธุรกิจและการลงทุนตั้งแต่วัยเด็ก โดยเริ่มต้นจากการขายหมากฝรั่ง น้ำอัดลม และส่งหนังสือพิมพ์

บัฟเฟตต์ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 11 ปี และต่อมาได้ศึกษาต่อด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ภายใต้การสอนของ เบนจามิน เกรแฮม ผู้เป็นแรงบันดาลใจด้านการลงทุน เขาก่อตั้ง Buffett Partnership ในปี ค.ศ. 1956 และต่อมาเข้าซื้อกิจการ Berkshire Hathaway ซึ่งกลายเป็นบริษัทลงทุนชื่อดังที่ถือหุ้นใหญ่ในหลายกิจการ เช่น Coca-Cola, GEICO และ Apple

ตลอดเส้นทางการลงทุน บัฟเฟตต์ยึดมั่นในหลักการเลือกหุ้นคุณค่า (Value Investing) และการลงทุนระยะยาว เขายังประกาศบริจาคทรัพย์สินกว่า 85% ให้การกุศลในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งเป็นหนึ่งในการบริจาคครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และต่อมาร่วมมือกับบิล เกตส์ ก่อตั้งโครงการ “The Giving Pledge” เพื่อเชิญชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกแบ่งปันทรัพย์สินเพื่อสังคม

แม้ปัจจุบันอายุเกิน 90 ปีแล้ว บัฟเฟตต์ยังคงทำงานและลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากคำสอนอันเป็นที่จดจำว่า “การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในตัวเอง” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้สังคมควบคู่กับความมั่งคั่งส่วนตัว

ทั้งนี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รวยเป็นอันดับ 10 ของโลก ตามการจัดอันดับของ Bloomberg.com เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 147 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 5.292 ล้านล้านบาท) 

”พลโทชนินทร์“ นำทีมกอ.รมน. ลงพื้นที่บุรีรัมย์ คุมเข้มชายแดนไทย–กัมพูชา ลุยปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

(27 ส.ค. 68) พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่ 3 กอ.รมน. (ศปป.3) พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังรัฐบาลสั่งเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติให้เห็นผลภายใน 3 เดือน

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการเน้นย้ำมาตรการสำคัญ ทั้งการบูรณาการกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยข่าวกรอง การสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองและขนสินค้าผิดกฎหมาย พร้อมมอบหมาย 7 จังหวัดชายแดน (บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว จันทบุรี และตราด) จัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน พร้อมรายงานผลต่อเนื่อง

พล.ท.ชนินทร์ ยังเสนอให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เฝ้าระวังความเสี่ยงด้านวินาศกรรมและการใช้โดรนแทรกซ้อน พร้อมเดินหน้าเชิงรุก สร้างความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อรักษาความมั่นคงชายแดน และรายงานผลต่อรัฐบาลตามกรอบเวลาที่กำหนด

'ประชาธิปัตย์' ชูนโยบายขจัดความรุนแรงต่อสตรีในเวทีพรรคการเมืองอาเซียน พร้อมยกร่างแนวทางแก้ปัญหาเฟคนิวส์ออนไลน์มุ่งทำลายนักการเมืองหญิง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 สมัยของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ”การแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและนักการเมืองหญิง“ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

จัดโดยมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (Westminster Foundation for Democracy: WFD) ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะของสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนประชาธิปไตยทั่วโลก ผ่านความร่วมมือกับพรรคการเมือง รัฐสภา และองค์กรภาคประชาสังคม

โดยนายอลงกรณ์ได้นำเสนอนโยบายการขจัดความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสตรีรวมทั้งแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรีเช่นการกำหนดสัดส่วนสตรีในคณะกรรมการบริหารพรรคและในการสมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกสตรีในรัฐสภา
“รายงานในปี2023ของสหภาพรัฐสภาระหว่างประเทศ (IPU)2023)ระบุว่าสัดส่วนสมาชิกสตรีในรัฐสภาของไทยอยู่ในอันดับที่ 121 ของโลก และอันดับที่ 7 ในอาเซียนซึ่งเป็นอันดับต่ำมากในเชิงจำนวนของสมาชิกรัฐสภาสตรี จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้สตรีผ่านการเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภามากขึ้นโดยขจัดอุปสรรคและปัญหาที่มีผลต่อการกีดกันการเลือกปฏิบัติหรือใช้ความรุนแรงในรูปแบบ“

นายอลงกรณ์ได้ยกตัวอย่าง รายงานวิจัยล่าสุดมิถุนายน 2025 ของ Cofact Thailand และ Neo Momentum ระบุว่า ปริมาณของข้อมูลบิดเบือน (malinformation)และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง (hate speech)มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) และ Facebook เนื้อหาเฟคนิวส์เหล่านี้มุ่งเป้าไปที่นักการเมืองหญิงและพรรคการเมืองที่มีจุดยืนก้าวหน้า ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- 31.7% เป็นการทำลายชื่อเสียง
- 20.7% เป็นการดูหมิ่นและลดคุณค่าทางสังคม
- 16.4% เป็นการโจมตีด้วยเรื่องเพศ
- 13.3% เป็นการล้อเลียนผ่านวิดีโอตัดต่อ หรือคำนินทาในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องกรณีเช่นนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงต่อนักการเมืองหญิงผ่านโลกโซเชียลในปัจจุบันซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กังวลต่อแนวโน้มในเรื่องนี้อย่างยิ่งและกำลังยกร่างแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้

รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนและมีจุดยืนที่มั่นคงภายใต้กรอบพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW : Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women และ แพลตฟอร์มเพื่อการปฏิบัติแห่งปักกิ่ง(Beijing Platform for Action) ซึ่งรับรองในการประชุมโลกว่าด้วยสตรี ครั้งที่ 4 เมื่อปี 1995 ในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบต่อสตรี ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติจริง

1. การกำหนดเป็นวาระแห่งชาติและการปฏิรูปกฎหมาย
2. การปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน , พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ,พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น,พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์,แก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยไม่ลงโทษผู้ขายบริการ แต่ให้ลงโทษผู้ซื้อบริการแทน,แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้สอดคล้องกับหลักการสากล
3. การสร้างกลไกป้องกันและช่วยเหลือในระดับพื้นที่ เช่นการจัดตั้งศูนย์ป้องกันความรุนแรงระดับท้องถิ่นเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันเหตุรุนแรง

4. ส่งเสริมการศึกษาและสร้างความตระหนักรู้  เช่น ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเพศศึกษาอย่างครอบคลุม เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศและเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น
5. ส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี เช่น กำหนดสัดส่วนสำหรับสตรีในการสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นและในคณะกรรมการบริหารของพรรค
รวมทั้งการจัดทำงบประมาณโดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างตามเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting)

6. ความร่วมมือกับภาคประชาสังคมและเครือข่าย
พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและเครือข่ายที่ทำงานด้านสตรีและความเท่าเทียมมาอย่างยาวนาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและสร้างแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน
7. วิสัยทัศน์สากลและความหลากหลายทางเพศ
พรรคไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับความรุนแรงต่อสตรี แต่ยังสนับสนุนความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมอย่างจริงใจ โดยมีส่วนร่วมในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ซึ่งปัจจุบันผ่านการเห็นชอบและประกาศใช้แล้ว นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและปกป้องสิทธิของทุกคน

“นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีมีความครอบคลุม ทั้งในด้านการป้องกัน การคุ้มครองทางกฎหมาย และการส่งเสริมศักยภาพของสตรีโดยหวังว่าจะเพิ่มจำนวนนักการเมืองสตรีในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนและบูรณาการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติลงสู่ชุมชน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีความรุนแรงและเท่าเทียมสำหรับทุกคน”

พบอีก 5 สัญญา รพ.จะนะ ยุค ‘หมอสุภัทร’ จัดซื้อวิธีเฉพาะเจาะจง จากเจ้าเดิม 8.1 แสน

เมื่อวันที่ (26 ส.ค.68) สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานข่าวเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลจะนะ ซึ่งทำให้ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณ ถูกสอบวินัย โดยระบุว่า ประเด็นขัดแย้งระหว่าง นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2566 กับ ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข กรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด (ATK) ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปี 2564 ซึ่งเป็นประเด็นตั้งกรรมการสอบสวนวินัยนายแพทย์สุภัทร ทำให้เจ้าตัวออกมาโพสต์ว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม และอาจถูกไล่ออกจากราชการในเร็วนี้

ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 30 พ.ย. - 22 ธ.ค.2564 โรงพยาบาลจะนะ โดยนายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ออกประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test โดยเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง จำนวน 34,159 ชุด เป็นเงินทั้งสิ้น 7,856,570 บาท

โดยสำนักข่าวอิศรา ได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่ ใบเสนอราคาที่เอกชนคือ บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด ส่งถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จำนวน 4 ฉบับ ( 4 ครั้ง) ซึ่ง จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นอกจากจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test โดยวิธีเฉพาะเจาะจง กับบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด 4 ครั้งโดยทำสัญญาในช่วงปลายปี 2564 แล้ว ในช่วงปี 2562-2565 โรงพยาบาลจะนะ ได้จัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง ฯ อีก 5 สัญญา รวมจำนวนเงิน 810,139 บาท แบ่งเป็น จัดซื้อ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2 สัญญา และ จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์ จำนวน 3 สัญญา กรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2 สัญญา รวมวงเงิน 750,000 บาท นั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2565 หลังจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test รายละเอียดดังนี้

จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ ชุดตรวจ Standard Q ช่วง มี.ค.2565

1. วันที่ 2 มี.ค.2565 จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ได้แก่ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 3,000 ชุด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด ราคา 450,000 บาท (สัญญาเลขที่ C6500114 – ลง 02/03/2565 ) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2565 (วันเดียวกับทำสัญญา) 

2.วันที่ 3 มี.ค. 2565 จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2,000 ชุด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด วงเงิน 300,000 บาท (สัญญาเลขที่ SC65020279 – ลง 03/03/2565 ) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2565 (วันเดียวกับทำสัญญา)

รายการ จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์

ในช่วงปี 2562-2564 จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด จำนวน 3 สัญญา ได้แก่

1.วันที่ 24 มิ.ย. 2562 จ้างซ่อมครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 9,763.75 บาท (สัญญาเลขที่ 464/2562- ลง 24/06/2564 ) โรงพยาบาลจะนะ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2562 (วันเดียวกับวันทำสัญญา) 

2. วันที่ 3 ก.พ. 2563 จ้างซ่อมเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ด้วยไอน้ำ(ครุภัณฑ์การแพทย์) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 27,306.40 บาท (สัญญาเลขที่ 175/2563 – ลง 03/02/2563 ) โรงพยาบาลจะนะ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2563 (วันเดียวกับวันทำสัญญา) 

3.วันที่ 1 พ.ย.2564 จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด วงเงิน 23,069 บาท (สัญญาเลขที่ 495/2565 - ลง 01/11/2564) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 (วันเดียวกับทำสัญญา) (ดูประกาศ)

อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดซื้อชุดตรวจ Standard Q 2 รายการ และ จ้างซ่อมครุภัณฑ์ 3 สัญญา รวมทั้งสิ้น 5 สัญญา ไม่พบข้อมูล ‘ราคากลาง’ ต่างจากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test ที่ใช้เอกสารใบเสนอราคาของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง ฯ เป็นราคากลางประกอบการจัดซื้อจัดจ้าง

รมว.คลัง เตือน ‘ฝรั่งเศส’ กำลังเผชิญความเสี่ยงจาก ‘ระเบิดหนี้’ มูลค่า 3.35 ล้านล้านยูโร…อาจถึงขั้น!! IMF เข้าควบคุมเศรษฐกิจประเทศ

(28 ส.ค. 68) เอริก ลอมบาร์ด (Éric Lombard) รัฐมนตรีการคลังฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่าประเทศเผชิญความเสี่ยงจาก “ระเบิดหนี้” มูลค่าเกือบ 3.35 ล้านล้านยูโร (ราว 126.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากต้นทุนการกู้ยืมยังคงสูงขึ้น ซึ่งเขายอมรับว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และย้ำว่ารัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นให้ได้

สถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศสตึงเครียดอย่างมาก โดยขาดดุลแตะ 5.4% ของจีดีพี และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลพุ่งเกิน 3.5% แซงหน้าอิตาลีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด (Olivier Blanchard) อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เตือนว่าหากปล่อยให้หนี้พุ่งไม่หยุด จะเป็น “หายนะ” ต่อเศรษฐกิจฝรั่งเศส

ในด้านการเมือง นายกรัฐมนตรี ฟร็องซัวส์ บาอีรู (François Bayrou) กำลังเผชิญการลงมติไม่ไว้วางใจวันที่ 8 กันยายน หลังเสนอแผนรัดเข็มขัดมูลค่า 40,000 ล้านยูโร ทั้งขึ้นภาษี ตัดงบสาธารณสุข และยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อสกัดหนี้ที่กำลังบานปลาย เขาเตือนว่าประเทศกำลังเผชิญทางเลือก “ระหว่างความโกลาหลกับความรับผิดชอบ”

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวกลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งจากฝ่ายซ้ายและขวา รวมถึงเสียงไม่พอใจภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง หลายฝ่ายมองว่าการลงมติครั้งนี้คือ “การฆ่าตัวตายทางการเมือง” ทำให้อนาคตของบาอีรู และเสถียรภาพรัฐบาลฝรั่งเศสกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก

‘พงศ์กวิน’ เตือน ระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ เสี่ยงถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง อาจตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์

‘พงศ์กวิน’ เตือนระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ หวั่นคนไทยถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงาน พร้อมขอบคุณแรงงานไทยต่างแดนปีนี้นำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท

(28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางานไทย เนื่องจาก การไปทำงานต่างแดนเป็นโอกาสสร้างรายได้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเข้มงวดในการตรวจสอบ  นอกจากนี้ ยังพบว่าการถูกหลอกส่วนใหญ่เกิดจากความไว้ใจ จากบุคคลใกล้ชิด และการบอกต่อว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 

นายพงศ์กวิน ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย มี 5 วิธี คือ 1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น 2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด 3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน 4. การแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และ 5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ 

"จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน พบว่า จำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม2568) จำแนกตาม 5 วิธีเดินทาง มีจำนวน 55,604 คน ในส่วนของแจ้งเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 35,442 คน 

โดยเดินทางไปทำงานมากที่สุดใน 1.ไต้หวัน 16,009 คน 2. อิสราเอล 12,558  คน 3. สาธารณรัฐเกาหลี 5,558 คน  4. ญี่ปุ่น 4,881 คน และ 5. สาธารณรัฐฟินแลนด์ 2,874 คน ประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 236,796 ล้านบาท" นายพงศ์กวิน กล่าว

‘หมอเหรียญทอง’ โพสต์ชื่นชม ‘บิ๊กกุ้ง’ แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้คือนี่ทหารแท้!! ทำให้คนไทยภูมิใจ

(28 ส.ค. 68) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ ‘หมอเหรียญทอง’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ชื่นชม ‘บิ๊กกุ้ง’ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการในพื้นที่ชายแดนช่องบก เคียงบ่าเคียงไหล่พลทหารไทย อำนวยการยุทธ์กับทหารในแนวหน้า เพื่อต่อกรกับกัมพูชา 

“ผมยิ่งติดตามแม่ทัพบุญสินแล้ว ยิ่งประทับใจในตัวตนของท่านมาก แม่ทัพบุญสินเป็นผู้นำที่มีเสน่ห์มากนะครับ ดูคลิปของท่าน ดูการแสดงออก การพูดจา กิริยามารยาท ฯลฯ แล้ว ยิ่งไปบรรยาย ตอบสัมภาษณ์ตอบ "ทหารมีไว้ทำไม" แล้วยิ่งสัมผัสถึงความเป็นทหารแท้ ทหารที่ดีมากๆ ผมอดอมยิ้มชื่นชมไม่ได้เลย ชื่นชมท่านตลอด” 

“ผมเชื่อว่าคนไทยหลายสิบล้านรู้สึกเหมือนผม...ท่านเป็นยิ่งกว่าช้างเผือกของพระราชา แต่ท่านเป็น 'ยูเรเนียม' เป็นพลังมหาศาลของพระราชาเลยนะครับ...ไม่ได้โหน ไม่ได้อวยแม่ทัพบุญสินนะครับ ชื่นชมจริงๆ” พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา โพสต์เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา 
 

มหาสมุทรซีฟู้ดส์–กรมประมง ชูปลากะพง 3 น้ำเกาะยอ หนุนยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม GI ปูทางเจาะตลาดโลก

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ จับมือ กรมประมง ลงพื้นที่เกาะยอ หนุนเครือข่ายปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ไทยเพื่อยกระดับสู่ตลาดสากล

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ ร่วมกับ นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ลงพื้นที่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาดของปลากะพงไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล

ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ รสชาติของเนื้อปลาของปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย
• การให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแบบ Smart Farm ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การให้อาหาร และการเฝ้าติดตามสุขภาพปลาอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนการผลิต

• การอบรมการแปรรูปปลากะพง เช่น การทำปลาแล่สด การทำอิเคะจิเมะ–แช่แข็ง ปลาสดพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และบริษัทผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นระบบ

นอกจากนี้ มหาสมุทรซีฟู้ดส์ยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ โรคปลา รวมถึงการจัดการด้านการตลาดในอนาคต โดยยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดัน ปลากะพง 3 น้ำ เกาะยอ ให้ก้าวสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

พร้อมเสิร์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆ ใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 🌊 **********

📍 Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น
📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.
📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.

‘เวียดนาม’ วางโรดแมพ 20 ปี ปฏิรูปการศึกษา ตั้งเป้า ‘โรงเรียน-มหาวิทยาลัย’ ติดอันดับ 20 ของโลกในปี 2045

(28 ส.ค. 68) เวียดนามประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ วางโรดแมพ 20 ปี มุ่งยกระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2045 โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแจกหนังสือเรียนฟรีทั่วประเทศ เพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนครู ยกระดับความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสร้างบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตามมติการเมืองเลขที่ 71 ที่ประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม ระบุว่าการศึกษาและวิทยาศาสตร์คือภารกิจสูงสุดของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายแรกภายในปี 2030 ให้เด็กทุกคนอายุ 3–5 ปีเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นภาคบังคับ และ 85% ของเยาวชนเรียนจบมัธยมปลาย พร้อมทักษะภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และ AI ที่แข็งแกร่ง

สำหรับค่าตอบแทนครูจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครูทั่วไปได้เพิ่ม 70% บุคลากรโรงเรียน 30% และครูในพื้นที่ห่างไกลได้สูงสุดถึง 100% รัฐยังตั้งเป้าใช้งบการศึกษาไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณประเทศ โดยกันไว้ 3% สำหรับมหาวิทยาลัย หนังสือเรียนจะฟรีทั่วประเทศภายในปี 2030

ขณะที่ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานชาติ และอย่างน้อย 20% ต้องถึงเกณฑ์ชั้นนำของเอเชีย เวียดนามหวังว่าภายในปี 2030 จะมีมหาวิทยาลัย 8 แห่งติดอันดับท็อป 200 ของเอเชีย และ 1 แห่งทะยานสู่ท็อป 100 ของโลกในบางสาขา ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ผลงานต่ำจะถูกยุบหรือควบรวม และจะสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3–5 แห่ง เพื่อแข่งขันในเวทีวิจัยนานาชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top