Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#

2C2P ชี้อีคอมเมิร์ซโตแรง!! ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัว 85.4% เอสเอ็มอีไทยเพิ่มใช้ชำระเงินดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัลโต 97% ภายในปี 2572 เอสเอ็มอีกว่า 3 ใน 4 จะขยายตลาดต่างประเทศ

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด

สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย 

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6%  ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร   ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม 

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค 

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้นจะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

Lonely Loud Fest คัมแบ็ก!! ตอบโจทย์คนขี้เหงาเต็มที่ รวมศิลปินดังทั้ง NONT TANONT และ 4EVE เตรียมบัตร Early Bird 1 มิ.ย.นี้ จัดใหญ่ 20 ก.ย. ที่ UNION HALL

“Lonely Loud Fest 2” คัมแบ็กเปิดตี้คนขี้เหงา

รวมตัวท็อปสายฮีลใจ ปักหมุดรอกดบัตร Early Bird 1 มิถุนายนนี้

หลังสร้างปรากฏการณ์ “เทศกาลของคนขี้เหงา” จนกลายเป็นงานมิวสิกเฟสติวัลที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล ทั้งบรรยากาศสุดอบอุ่น โมเมนต์ฮีลใจ และเสียงเพลงที่เข้าถึงทุกความรู้สึกของคนฟัง ล่าสุด “Lonely Loud Fest” พร้อมกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ “Lonely Loud Fest 2” ที่ครั้งนี้อัปเกรด เติมความเลิศมากกว่าเดิม และไลน์อัปศิลปินแบบจัดเต็ม พร้อมเนรมิตค่ำคืนแห่งความเหงาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขอีกครั้ง

จากกระแสตอบรับถล่มทลายในครั้งแรก ทำให้การกลับมาของ “Lonely Loud Fest 2” กลายเป็นหนึ่งในมิวสิกเฟสติวัลที่แฟนเพลงรอคอย โดยครั้งนี้เตรียมเปิดพื้นที่ให้คนขี้เหงาได้ปลดปล่อยทุกความรู้สึก ผ่านคอนเซ็ปต์เทศกาลที่อยากชวนทุกคนมาตะโกนบอกโลกว่า “เราอยู่ได้นะ!” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็มาสนุกและฮีลใจไปพร้อมกันได้ ด้วยเพลงฮิต เพลงเศร้า เพลงรัก โดย “Lonely Loud Fest 2” จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนนี้ ณ UNION HALL, UNION MALL พร้อมขนทัพศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมบรรเทาความเหงา ไม่ว่าจะเป็น NONT TANONT, INK WARUNTORN, BOWKYLION, PUN, 4EVE และ POLYCAT ภายในงานยังเตรียมกิจกรรม มุมถ่ายรูป และเซอร์ไพรส์อีกเพียบ ที่จะทำให้ Lonely Loud Fest 2 ไม่ใช่แค่มิวสิกเฟสติวัลทั่วไป แต่คือประสบการณ์แห่งความสุขที่แฟนเพลงจะได้กลับบ้านพร้อมความทรงจำดี ๆ อีกครั้งแน่นอน

แฟนเพลงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะบัตร Early Bird ราคาเพียง 799 บาท จากราคาปกติ 1,299 บาท จะเปิดจำหน่ายวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดขายถึงวันที่ 30 มิถุนายนเท่านั้น ทาง TICKET MELON  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK / X / Instagram /TikTok : RS Multimedia & Entertainment #LonelyLoudFest2 #NONTTANONT #INKWARUNTORN #BOWKYLION #PUN #4EVE #POLYCAT 

“อีอีซี” เดินเกม Data Center ระดับภูมิภาค!! ระดมรัฐ–เอกชนวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางแผนไฟฟ้า น้ำ ไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำครบวงจร รองรับดีมานด์ไฟฟ้าระยะยาวกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ดันไทยเป็นจุดหมายลงทุน Data Center สำคัญของอาเซียน

EECO ระดมภาครัฐ เอกชนชั้นนำ ร่วมแชร์ไอเดีย

“EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026” 

ปักหมุดอีอีซี สู่ศูนย์กลางการลงทุน Data Center แห่งภูมิภาค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ Digital Theme เพื่อเป็นเวทีสัมมนาหารือเชิงลึกระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นเสวนาเกี่ยวกับปัจจัยการลงทุนด้าน Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี 

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO  กล่าวนำเสนอ ถึงวิสัยทัศน์การยกระดับพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลาง Green Data Center แห่งภูมิภาค ด้วยเป้าหมายค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness : PUE) ที่ระดับไม่เกิน 1.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง และระบบบริหารจัดการน้ำแบบหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งสิทธิประโยชน์การลงทุน บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Service) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Private PPA)

สำหรับงานสัมมนาฯ ครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ร่วมเป็นวิทยากรเพื่อร่วมแชร์แนวคิดการส่งเสริมการลงทุน Data Center ในพื้นที่อีอีซี

อาทิ Mr. Bryan Yue, Market Development Lead, APAC, Google Global Infrastructure and Energy, Google Cloud คุณธีรพันธุ์ เจริญศักดิ์ Managing Director, True Internet Data Center Co., Ltd.  

Mr. Bruce Lim, General Manager, DayOne Data Center คุณธนภัค เกิดโพธิ์คา Assistant Governor (Office of Governor), Provincial Electricity Authority คุณสุเมธี เจริญวงศ์มิตร Assistant Governor (Strategic Planning), Provincial Waterworks Authority และ Mr. Terence Koh Director Head of Telecom, Media & Technology Sector Solutions Group, United Oversea Bank Limited (UOB) 

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาฯ ต่างเน้นย้ำถึงศักยภาพและจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ราคาพลังงานที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ตลอดจนเสถียรภาพเชิงนโยบาย พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือกับข้อท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ในระยะยาว เทียบกับแผนการจ่ายไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในปัจจุบันที่ประมาณ 3,800 เมกะวัตต์ การวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงการปรับตัวของภาคการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้เงินลงทุนสูง

โดย EECO พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการกำหนดพื้นที่เฉพาะ (Dedicated Zoning) สำหรับการพัฒนา Data Center การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โครงข่ายไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำ ตลอดจนการขับเคลื่อนรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนด้านดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

“จีน” ย้ำพร้อมทำงานกับ “รัสเซีย”!! เดินหน้าเพิ่มพูนความร่วมมือ บนฐานเคารพและผลประโยชน์ร่วมกัน เสริมความไว้วางใจ–ขยายความร่วมมือหลังปูตินเยือนปักกิ่ง เดินหน้าโครงการพลังงานและความร่วมมือรอบด้าน

กรุงปักกิ่ง (Sputnik) — จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียเพื่อดำเนินการตามข้อตกลงที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ และเดินหน้าเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกัน กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะให้ความเห็นต่อการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

นักการทูตจีนรายนี้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า รัสเซียและจีนจำเป็นต้องเดินไปตามแนวโน้มของการพัฒนาอย่างสันติ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

กัว เจียคุน กล่าวว่า “จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซีย เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างรากฐานความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

เมื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia-2 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัสเซียต่อไป บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา : Sputnik

บางจากฯ เร่งขยายดีเซล B20 !! เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการขนส่ง หนุนพลังงานชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย เปิดแผนขยายสาขาต่อเนื่อง พร้อมโปรโมชันถึง 31 ก.ค. 2569

บางจากฯ เดินหน้าขยายการจำหน่ายดีเซล B20 พร้อมจัดโปรโมชันช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภาคขนส่ง บางจากฯ  เดินหน้าขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคคมนาคมขนส่ง เกษตรและประมง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพซึ่งผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย  

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บางจากฯ เดินหน้าขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20    สนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกของรัฐบาลเพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลและการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน โดยขณะนี้เปิดจำหน่ายแล้วประมาณ 200 สาขา ทั่วประเทศและยังมีแผนขยายอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังกระตุ้นการใช้น้ำมันดีเซล B20 และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดรายการสมนาคุณลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันดีเซล B20 ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไปต่อหนึ่งใบเสร็จ รับสิทธิ์ซื้อหัวเชื้อดีเซลบางจากฟิวริโอ้ รุ่น ULTRA HD 24/0-2L จำนวน 3 กระป๋อง ในราคาเพียง 100 บาท จากปกติ 159 บาท ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangchakmarketplace.com   ทั้งนี้หัวเชื้อดีเซลบางจากฟิวริโอ้ รุ่น ULTRA HD 24/0-2L ใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซลทุกประเภท มีสารชะล้างทำความสะอาดหัวฉีดและสารเพิ่มค่าซีเทนเหมาะสำหรับเติมผสมในน้ำมันดีเซล ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สมบูรณ์  ทำความสะอาดระบบหัวฉีด  เพิ่มพลังและยืดอายุเครื่องยนต์    ช่วยประหยัดน้ำมันและลดควันดำจากท่อไอเสีย

สำหรับรุ่นรถบรรทุกที่รองรับน้ำมันดีเซล B20 ได้แก่ HINO, ISUZU, SCANIA ตั้งแต่ปี 2008, MAN ตั้งแต่ปี 2012 , UD Trucks ตั้งแต่ปี 2013 ,Volvo Trucks ตั้งแต่ปี 2014

จีนไม่รับดีลชิพทรัมป์!! จีนเมินชิพ H200 เอ็นวีเดีย เดินหน้าพึ่ง Huawei ลดเสี่ยงถูกสหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวประกัน ชี้จีนไม่ปิดประตูใส่เอ็นวีเดีย แต่สหรัฐฯ ต่างหากที่ตัดสะพานเทคโนโลยีเอง

เจนเซ่น หวง ซีอีโอเอ็นวีเดีย บริษัทผลิตชิพยักษ์ใหญ่ของโลก ให้สัมภาษณ์สื่อเอ็นบีซี ถึงดีลกับจีนหลังร่วมเดินทางไปปักกิ่งกับทรัมป์

แม้ทรัมป์จะยอมอนุญาตให้ เอ็นวีเดียขายชิพ H200 ให้แก่จีน แต่จีนกลับไม่ตอบรับดีลที่ทรัมป์เสนอ

เขายอมรับว่าบริษัทฯ สูญเสียโอกาสขายชิพเอไอในจีนให้แก่ หัวเหวย

เขาวิเคราะห์ว่า จีนปฏิเสธชิพเอไอของเอ็นวีเดีย มิใช่เพราะรังเกียจเอ็นวีเดีย แต่น่าจะมาจากวอชิงตัน ใช้ชิพเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์

จีนเรียนรู้อย่างชัดเจนแล้วว่า ประเทศจีนจะไร้ซึ่งอิสรภาพในการพัฒนาฮาร์ดแวร์ ที่ต้องพึ่งพาคู่แข่งในการเติบโต หากว่าทำข้อตกลงใดๆก็ตามที่มันสามารถยกเลิกได้ทุกเมื่อ

แม้ตัวเขาจะเป็นมิตรต่อจีน, บริษัทจะผลิตชิพที่ดีเลศ และตลาดที่อุปสงค์มหาศาลของจีนจะน่าดึงดูดเพียงใดก็ตาม แต่ทุกอย่างที่กล่าวมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงทางยุทธศาสตร์

หากแกนกลางของอุตสาหกรรมเอไอของจีน ต้องพึ่งพาการควบคุมอุปทานโดยการเมืองระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมนั้นก็เหมือนถูกจับเป็นตัวประกัน

ดังนั้นจีนจึงดำเนินนโยบาย ที่รัฐบาลในโลกเจริญแล้วเขาทำกัน

- จีนสร้างทางเลือกเพิ่มขึ้นมา

- จีนกัดฟันทนความยากลำบาก ระหว่างรอทางเลือกข้างต้น

- จีนสร้างหัวเหวยให้เติบโต จากช่องแคบเล็กๆที่วอชิงตันเหลือไว้ให้(พยายามปิด แต่ไม่มิด)

เป็นที่มาของเหตุผล ที่ว่าเอ็นวีเดียยอมรับความพ่ายแพ้ ในการยึดตลาดชิพเอไอในจีน แก่หัวเหวย

เขาปิดท้ายว่า ไม่ใช่ว่าจีนปิดประตูใส่หน้าเอ็นวีเดีย แต่เป็นสหรัฐที่ทำกับจีน โดยตัดสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีกับจีนแล้ว ทำเป็นตกอกตกใจเมื่อพบว่าจีนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองแล้ว

สหรัฐฯ รับเปิดฮอร์มุซไม่ง่าย!! กองทัพเรือสหรัฐฯ ยอมรับเกินขีดความสามารถ คุ้มกันเรือฝ่าช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ ชี้คุ้มกันเรือผ่านฮอร์มุซเกินกำลัง หลังอิหร่านยังมีศักยภาพวางทุ่นระเบิด

พลเรือเอก แดริล คอดล์ ผู้บัญชาการปฏิบัติการทางเรือของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ด้วยการจัดบริการคุ้มกันเรือผ่านเส้นทางน้ำที่ยังมีข้อพิพาทและความเสี่ยงสูงแห่งนี้

คอดล์กล่าวระหว่างการให้ถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่า

“มีหลายสิ่งที่เรายังสามารถทำต่อไปได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปิดล้อม แต่หากจะเริ่มให้บริการคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบที่ยังอยู่ในภาวะเผชิญหน้าเช่นนี้ ในความเห็นทางทหารของผม จะเกินขีดความสามารถของกองทัพเรือที่จะดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

คอดล์เสริมว่า สหรัฐฯ ยังคงมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิดในช่องแคบดังกล่าว โดยอาศัยข้อมูลข่าวกรอง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านยังคงมีขีดความสามารถบางส่วนในการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการปิดล้อมของสหรัฐฯ ที่ยังดำเนินอยู่

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่ามีทุ่นระเบิดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว เรือที่ประสงค์จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซควรประสานการเดินเรือกับกรุงเตหะรานก่อน

ที่มา : Sputnik

LISA ร่วมแจมเพลง “Goals” ฟีฟ่าปล่อยเพลง “Goals” ประกอบฟุตบอลโลก 2026 ดึง LISA ร่วมงานกับ Anitta–Rema สะท้อนพลังดนตรีข้ามทวีป

LISA ร่วมด้วย! ปล่อยแล้วเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก "Goals"

ฟีฟ่าปล่อยเพลงใหม่ Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทย LISA ร่วมแจมกับอีก 2 ศิลปินชื่อดัง

ช่องยูทูบของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ปล่อยเพลงใหม่นามว่า Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทยอย่าง LISA (ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล) ร่วมแจมด้วย

สำหรับเพลง Goals เป็นเพลงเร็วแนวอิเล็กโทรป็อปที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเสริมบรรยากาศในสนามกีฬาให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยตัวเพลงนั้นขับเคลื่อนด้วยจังหวะกลองที่ดังกระหึ่ม และใช้เสียงซินธิไซเซอร์ที่คมชัด รวมถึงมีท่อนฮุคที่ผู้ฟังสามารถร้องตามได้

เพลงนี้เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับภาพลักษณ์กีฬาระดับโลก โดยมีลิซ่าเป็นตัวแทนจากเอเชีย, Anitta (บราซิล) เป็นตัวแทนลาตินอเมริกา และ Rema (ไนจีเรีย) เป็นตัวแทนแอฟริกา

ทั้งนี้ ศิลปินทั้ง 3 รายจะร่วมขึ้นแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกหนนี้ร่วมกับ เคที เพอร์รี, Future และ Tyla ที่สนามโซฟี สเตเดียม ในวันที่ 12 มิถุนายน ส่วนเพลง Goals สามารถฟังได้ 

https://www.youtube.com/watch?v=safzyuZNCGI

ที่มา :  https://www.khaosod.co.th/sports/news_10253874


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top