Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

แดนเสือเหลืองยังเป็นถิ่นเมย์!! “เมย์ รัชนก” ยืนระยะระดับโลก 10 ปี จากมือ 1 โลกปี 2016 สู่แชมป์ Malaysia Masters 2026 พิสูจน์ความเก๋าและวินัยระดับโลก

สถิติไร้พ่ายที่แดนเสือเหลือง “เมย์ รัชนก” กับแชมป์ 100% ในนัดชิง และความเก๋าในวัย 31 ปี

ต่าย-ไท่ ซื่อหยิง (Tai Tzu-ying), มาริน (Carolina Marin) และ ยู่เฟย (Chen Yufei) คือรายชื่อของยอดนักแบดระดับท็อปของโลกที่ "เมย์" รัชนก เคยปราบมาแล้วทั้งหมดในรอบชิงชนะเลิศที่ประเทศมาเลเซียครับ การต้องดวลกับคู่แข่งระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมย์ก็สามารถงัดฟอร์มเก่ง จัดการเอาชนะได้เสมอเมื่อต้องลงแข่งในรอบไฟนอลที่นี่

สิ่งที่น่าสนใจและแฟนแบดมินตันต้องยกนิ้วให้เลยก็คือ วินเรท 100% เต็มของเมย์เมื่อทะลุเข้าถึงรอบชิงที่มาเลเซียครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เมย์หลุดเข้าไปถึง รอบชิงชนะเลิศซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง (รวมทั้งรายการ Open และ Masters) เมย์กวาดแชมป์ได้เรียบทั้ง 5 ครั้งแบบไม่เคยพลาดท่าให้ใครเลยในรอบชิง

ย้อนกลับไปในแชมป์แรกเมื่อปี 2016 ชัยชนะที่มาเลเซียโอเพ่นในวันนั้นมีความหมายมากกว่าแค่การได้ถ้วยรางวัล เพราะมันคือแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เธอสร้างสถิติคว้าแชมป์ 3 รายการติดต่อกันใน 3 สัปดาห์ และส่งผลให้คะแนนสะสมของเธอพุ่งขึ้นไปรั้งตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของนักแบดมินตันไทยในเวลานั้น สร้างกระแสเมย์ฟีเวอร์ในบ้านเราได้อย่างดี

นอกจากนี้ สื่อยังตีแผ่สถิติจาก BWF ว่าทัวร์นาเมนต์นี้ เมย์ทำความเร็วลูกตบได้สูงที่สุดในฝ่ายหญิงที่ 372 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความสำเร็จนี้ได้รับการยกย่องจนมีการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ

พอเอามาเทียบกับปัจจุบัน เมย์ในวัย 31 ปี ก็ยังคงรักษาร่างกายและคว้าแชมป์ Malaysia Masters 2026 มาครองได้สำเร็จ ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามันพิสูจน์ให้เห็นเลยครับว่า เมย์ยืนระยะในวงการแบดมินตันระดับโลกได้ยาวนานมาก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501884988650316&id=100064864860978&post_id=100064864860978_1501884988650316&rdid=bgjVfxU0aTOAJYZ3#

TCAS70 สะเทือนวงการ!! TCAS70 ประกาศแนวทาง "เท่าเทียม" เสียงเด็กไทยตอบรับชัดเจน ลดภาระค่าใช้จ่ายสอบ TGAT/TPAT รอบพอร์ตปรับลดเหลื่อมล้ำทางศึกษา

TCAS70 นโยบายเท่าเทียม เสียงเด็กไทยสะท้อนอะไร?

ในช่วงที่นักเรียน Dek69 กำลังอยู่ระหว่างการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ประกาศแนวทาง TCAS70 ภายใต้แนวคิด "TCAS เท่าเทียม" เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ TCAS ในแต่ละครั้ง ล้วนส่งผลต่อการวางแผนการศึกษา ค่าใช้จ่าย และโอกาสในการเข้าถึงคณะหรือสาขาวิชาที่ต้องการ จึงทำให้เกิดการติดตาม วิเคราะห์ และแลกเปลี่ียนความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อศึกษากระแสตอบรับต่อแนวคิด “TCAS เท่าเทียม” และประเด็นที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงหลังการประกาศนโยบาย 

ประเด็นการศึกษาได้รับ Engagement กว่า 2.4 ล้านครั้ง

จากการเก็บข้อมูล พบว่าประเด็นด้านการศึกษาถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องบนโซเชียลมีเดีย โดยสร้างยอด Engagement รวมกว่า 2,450,311 ครั้ง ทั้งในรูปแบบการกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ และรีโพสต์ บ่งชี้ถึงความสนใจของเด็กไทยและผู้ปกครองที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาอยู่เสมอ

เมื่อจำแนกตามช่องทาง พบว่า แม้ Facebook จะมีจำนวนโพสต์มากที่สุดถึง 3,377 โพสต์ แต่ Engagement ส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่บน TikTok และ Instagram โดย TikTok สร้าง Engagement สูงถึง 2,338,289 ครั้ง จาก 1,891 โพสต์ ขณะที่ Instagram มี 72,695 ครั้ง จาก 82 โพสต์ สวนทางกับ Facebook ที่มีโพสต์มากกว่าแต่ได้รับ Engagement เพียง 23,157 ครั้ง


Channel            Post       Engagement

Tiktok                1891       2,338,289

Instagram          82               72,695

Facebook          3377           23,157

X (Twitter)         164               2,897

Youtube             97                3,124

Forum               369                    49


นอกจากนี้ ความคิดเห็นต่อประเด็น TCAS70 มากกว่า 12,000 ความคิดเห็นมาจากช่องทาง TikTok ซึ่งมากกว่า Facebook ถึง 10 เท่า สัดส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้น่าจะเป็น "กลุ่มนักเรียน" เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มใช้งาน TikTok มากกว่า Facebook และเมื่อจำแนกเนื้อหาออกเป็นหัวข้อ พบว่ามี 3 ประเด็นหลักที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ได้แก่ 

1. ระบบการสอบ/TCAS 69-70 ครองอันดับ 1 ด้วย Engagement สูงถึง 2,167,857 ครั้ง จาก 3,797 โพสต์ 

2. รีวิวมหาวิทยาลัย คณะ สาขาวิชา และอาชีพในอนาคต มี Engagement รวม 271,646 ครั้ง จาก 2,058 โพสต์  

3. การเตรียมความพร้อมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย มี Engagement รวม 10,808 ครั้ง จาก 152 โพสต์
.
เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบเกณฑ์ TCAS69 และ TCAS70 การอธิบายรายละเอียดของนโยบายใหม่ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการเตรียมตัวสอบและการวางแผนการศึกษาในอนาคต

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการศึกษา ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบ TCAS จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็น และตั้งคำถามต่อแนวทางใหม่ของ “TCAS เท่าเทียม” อย่างกว้างขวาง 

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด “ลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ” 

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การปรับลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ โดย TCAS70 ประกาศให้สอบ TGAT/TPAT ฟรีทุกรายวิชา และให้สิทธิ์สอบ A-Level ฟรีสูงสุด 7 วิชา ควบคู่กับชะลอแผนการปรับขึ้นค่าสมัครสอบ ซึ่งในประเด็นนี้ สามารถจำแนกความรู้สึกของผู้แสดงความคิดเห็นได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความคิดเห็นเชิงสนับสนุน 52%  กลุ่มที่มีข้อกังวล 4% และอีก 44% เป็นกลุ่มที่สอบถามข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ 

กลุ่มเสียงที่สนับสนุน (52%) มองว่า “ช่วยลดภาระจริง” เสียงส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดียตีความนโยบายนี้เป็นสัญญาณบวกโดยเฉพาะการสอบ TGAT/TPAT ฟรีทั้งหมดในรูปแบบข้อสอบกระดาษ คอมเมนต์จำนวนมากสื่อถึงความโล่งใจด้านค่าใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด เช่น "ดีมาก ประหยัดได้เยอะ" พร้อมกับการแชร์ข่าวกันอย่างกว้างขวาง หลายคนนิยามนโยบายนี้ว่าเป็น "นโยบายเปลี่ยนชีวิตจริง ๆ" เพราะช่วยลดภาระให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย จากเดิมที่เด็กหนึ่งคนต้องแบกรับค่าสอบสูงถึง 5–7 วิชา ปรากฏการณ์นี้ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้สึกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มให้ความใส่ใจ และเข้าใจภาระของพวกเขามากขึ้น

กลุ่มเสียงที่มีข้อกังวล (4%)  แม้ส่วนใหญ่จะตอบรับเชิงบวก แต่ยังมีผู้ใช้งานบางส่วนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความครอบคลุมของนโยบาย โดยเฉพาะความพร้อมและครอบคลุมของศูนย์ในต่างจังหวัด เช่น "สอบกระดาษทุกจังหวัดได้จริงไหม?" แสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องการเข้าถึงศูนย์สอบที่ยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ โควตาฟรี 7 วิชายังไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มเด็กข้ามสาย (Sci + Social Track) ที่จำเป็นต้องสอบมากกว่า 7 วิชาและต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอยู่ดี

มุมมองเชิงวิเคราะห์: การลดต้นทุนค่าสมัครสอบ อาจช่วยเพิ่มโอกาสเลือกเส้นทางการศึกษา ในระบบ TCAS69 การสอบ TGAT/TPAT ถือเป็นหนึ่งในภาระค่าใช้จ่ายสำคัญของผู้สมัคร โดยเฉพาะ TPAT1 (วิชาเฉพาะ กสพท.) สำหรับนักเรียนที่ต้องการสมัครคณะสายแพทย์ฯ ซึ่งปกติมีค่าสมัครสอบ 800 บาท แม้ปีล่าสุดจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว. เหลือเพียง 660 บาท แต่ก็ยังถือเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับบางครอบครัว

ดังนั้น การประกาศให้สอบฟรี TGAT/TPAT1-5 ใน TCAS70 จึงถูกมองว่าอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเข้าถึงตัวเลือกของคณะและสาขาวิชาได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ 

อย่างไรก็ตาม การวางแผนการสอบยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากบางคณะอาจใช้คะแนนมากกว่า 7 วิชา ดังนั้น น้อง ๆ ควรตรวจสอบเกณฑ์ของคณะเป้าหมายให้ชัวร์ และเลือกลงสอบเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้จริง เพื่อบริหารทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการเตรียมตัวสอบอย่างเหมาะสม 

รอบพอร์ต “แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ” อีกประเด็นที่ถูกจับตา

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือแนวทางการปรับสัดส่วนรับนักศึกษาในรอบพอร์ต (Portfolio) โดย ทปอ. ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยให้รับนักศึกษาในรอบดังกล่าวเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อกระจายที่นั่งไปยังรอบอื่น ๆ ให้มากขึ้น พร้อมทบทวนและยกเลิกเกณฑ์ที่สร้างภาระเกินจำเป็นให้แก่นักเรียน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงบนโซเชียลที่นิยามรอบนี้ไว้ว่า "รอบพอร์ต = รอบวัดฐานะ" เป็นมุกตลกร้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดของเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ซึ่งมักเสียเปรียบเพื่อนที่มีทุนทรัพย์พอจะเข้าค่ายราคาแพงหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำแฟ้มผลงานให้ดูโดดเด่น ทั้งที่ศักยภาพจริง ๆ ของทั้งคู่อาจไม่ได้ต่างกันเลย 

ด้วยเหตุนี้ ใน TCAS70 ทปอ. จึงมีมติยกเลิกเกณฑ์ที่สร้างภาระเกินตัว เช่น การบังคับให้นักเรียนมัธยมต้องมีงานวิจัยตีพิมพ์ พร้อมผลักดันระบบ "TCASFolio" ขึ้นเป็นมาตรฐานกลาง และยังมอบส่วนลดค่าสมัครรอบ Portfolio 25% ให้กับนักเรียนในระบบ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ก้าวแรกของการสมัครอีกด้วย 

จากการจำแนกความคิดเห็น พบได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความคิดเห็นเชิงสนับสนุน 49%  กลุ่มที่มีข้อกังวล 7% และอีก 44% เป็นการสอบถามข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนรอบพอร์ต และ “TCASFolio”

กลุ่มเสียงที่สนับสนุน (49%) มองว่า “ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ”

ระบบ TCASFolio ได้รับเสียงสนับสนุนว่าจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน มีการแชร์ข่าวสารกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เห็นว่าระบบนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริงและทำให้โอกาสของทุกคนเท่าเทียมกันมากขึ้น 

กลุ่มเสียงที่ยังมีข้อกังวล (7%) ระบบ “TCASFolio” อาจจำกัดการแสดงตัวตน

แม้เจตนาของนโยบายจะดี และสร้างความพึงพอใจให้เด็ก ๆ จำนวนมาก แต่ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานบางส่วนที่กังวลว่า ระบบ Portfolio กลาง เป็นการตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ของผู้สมัคร อาจทำให้การนำเสนอตัวตนหรือเอกลักษณ์ได้น้อยลง รวมถึงความกังวลช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบาย เนื่องจากนักเรียนบางส่วนได้วางแผนสะสมผลงานสำหรับรอบพอร์ตมาเป็นเวลานานแล้ว

ประเด็น “กั๊กที่นั่ง” และ “ลดสัดส่วนรอบพอร์ต” ยังถูกตั้งคำถาม

นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายและ Portfolio แล้ว ยังพบว่ามีการพูดถึงประเด็นการกั๊กที่นั่ง และผลกระทบจากการลดสัดส่วนรอบ Portfolio อีกด้วย

ผู้ใช้งานบางส่วนมองว่า เมื่อค่าใช้จ่ายในการสมัครลดลง อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรม "สมัครสอบเผื่อ” หรือ “ยืนยันสิทธิ์เผื่อไว้ก่อน" ตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสของผู้สมัครคนอื่น และทำให้คะแนนขั้นต่ำเฟ้อจนยากต่อการประเมินมากขึ้น

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง มองว่า การปรับลดสัดส่วนรอบพอร์ต เป็นแนวทางที่ช่วยกระจายโอกาสไปยังรอบอื่น ๆ ได้มากขึ้น แม้จะมีคำถามเรื่องผลกระทบต่อผู้ที่วางแผนสะสมผลงานตามระบบเดิมมาก่อนแล้ว

ประเด็นนี้  เผยให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่าง "ความเท่าเทียมในระยะยาว" กับ "ความเป็นธรรมต่อคนที่วางแผนตามกติกาเดิม" ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบ และต้องการการรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

บทสรุป: “TCAS เท่าเทียม” เสียงของเด็กไทยบอกอะไรเราบ้าง?

โดยภาพรวม ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียชี้ให้เห็นว่า แนวทาง "TCAS เท่าเทียม" ได้รับการตอบรับเชิงบวกในหลายมิติ โดยเฉพาะนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความครอบคลุมของศูนย์สอบกระดาษในต่างจังหวัด ความยืดหยุ่นของระบบ TCASFolio ต่อสาขาที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นธรรมต่อเด็กที่วางแผนชีวิตตามกติกาเดิมมาก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

นอกจากนี้ กลุ่มความคิดเห็น 44% ที่เป็นกลางจากทั้งสองประเด็นข้างต้น เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่สนใจ แต่อาจสะท้อนว่าผู้ใช้งานจำนวนมากยังต้องการเห็นผลลัพธ์ในทางปฏิบัติก่อนที่จะประเมินภาพรวมของระบบใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว TCAS70 ไม่ใช่ทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของเส้นทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นเพียง “ระบบกลาง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถของเด็กนักเรียนที่มีความหลากหลาย การจะปรับให้ระบบนี้ดีขึ้นและเท่าเทียมจึงไม่ได้เกิดจากการออกนโยบายเพียงครั้งเดียว หากแต่ควรเกิดจากวงจรของการ “รับฟัง-ปรับ และรับฟังอีกครั้ง” อย่างต่อเนื่อง และในวงจรนี้เอง เสียงของเด็ก ๆ บนโซเชียลมีเดีย คือข้อมูลดิบที่มีค่าที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X, TikTok YouTube และ Pantip

กองทัพเรือฝึกป้องกัน “แท่นบงกชเหนือ” เรือหลวง–อากาศยาน–ชุดปฏิบัติการพิเศษ พร้อมฝึกป้องกันแท่นขุดเจาะสำคัญของประเทศ รับมือโดรน–เรือติดอาวุธ เสริมความมั่นคงพลังงานชาติ ย้ำพลังงานกลางทะเลคือเส้นเลือดเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล รับมือภัยคุกคามยุคใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานของชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม 2569 ทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดการฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล “แท่นบงกชเหนือ” ในห้วงการฝึกปฏิบัติการร่วมภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 รหัสการฝึก “ทร.69” เพื่อทดสอบความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งผลิตพลังงาน และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

การฝึกครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการป้องกันการโจมตีจากอากาศยานไร้คนขับ การรับมือเรือขนาดเล็กติดอาวุธ และการป้องกันการก่อวินาศกรรมบนแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อประเทศ โดยทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงนราธิวาส เรือ ต.995 เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของแท่นบงกชเหนือ เพื่อซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติร่วมในสถานการณ์วิกฤตอย่างสมจริง

โอกาสนี้ พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การฝึก และร่วมทดลองการขนส่งบุคลากรด้วยระบบ Capsule ที่เจ้าหน้าที่ประจำแท่นใช้ในการขนส่ง เพื่อทดสอบความปลอดภัย ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติ และใช้ประกอบการออกแบบวางแผนการปฏิบัติการในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมกำลังพลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบนแท่นอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับภาคเอกชน และการสร้างความเข้าใจสภาพการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กลางทะเล

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางคมนาคมทางทะเล ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ โดยการฝึกในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือกับภาคพลังงานแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทะเลที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

ซุปเปรี้ยวไขหลี่สะเทือนโลก!! เฉียนตงหนานโชว์ซุปเปรี้ยวไขหลี่ในงานใหญ่ มูลค่าซุปเปรี้ยวแตะ 8.15 พันล้านหยวน รองผู้อำนวยการเผยความผูกพันท้องถิ่น เปิดลงทุน 180 ล้านหยวนผลักดันตลาดต่างประเทศ

"ซุปเปรี้ยวไขหลี่" โดดเด่นบนเวทีประชุมสุดยอดแบรนด์โลก ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนาน

สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ในงานประชุมสุดยอดแบรนด์โลกโม่กานซาน ประจำปี 2569 (2026 World Brand Moganshan Summit) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน ในมณฑลกุ้ยโจว ได้นำเสนออาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น "ซุปเปรี้ยวไขหลี่" (Kaili sour soup) เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และนำเสนอศักยภาพทางธุรกิจของภูมิภาคต่อบรรดานักลงทุนและผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศจีน

"ไม่ได้กินซุปเปรี้ยวแค่สามวัน เราก็แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว" หยาง อวี้ฟาง รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน กล่าวภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความนิยมและความผูกพันอันลึกซึ้งที่ผู้คนในท้องถิ่นมีต่อซุปเปรี้ยวไขหลี่

ซุปเปรี้ยวไขหลี่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอาหารเอกลักษณ์สำคัญของมณฑลกุ้ยโจว อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอาหารอันโดดเด่นของชนชาติเหมียวและชนชาติต้งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านของมณฑลกุ้ยโจวได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอล Village Super League และการแข่งขันบาสเกตบอล Village Basketball Association ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับความสนใจในวงกว้าง และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวต่างต้องลิ้มลองเมื่อเดินทางเยือนกุ้ยโจว ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์ฯ เปิดเผยว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวของเขตเฉียนตงหนานมีมูลค่าผลผลิตรวมสูงถึง 8.154 พันล้านหยวนในปี 2568

นอกจากนี้ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของเขตเฉียนตงหนานยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยพื้นที่ป่าไม้มีสัดส่วนครอบคลุมมากกว่า 70% ขณะที่คุณภาพน้ำได้รับการจัดให้อยู่ในแถวหน้าของประเทศจีนในระดับเขตปกครอง อีกทั้งยังมีแม่น้ำและลำธารมากกว่า 2,900 สาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเอื้อต่อกระบวนการหมักตามธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตซุปเปรี้ยวไขหลี่คุณภาพสูง

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การได้รับการยอมรับในระดับวัฒนธรรมยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติของจีน ขณะที่เมืองไขหลี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งซุปเปรี้ยว" นอกจากนี้ เทคนิคการปรุง "ซุปปลาเปรี้ยวไขหลี่" แบบดั้งเดิม ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีนอีกด้วย

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม เขตเฉียนตงหนานได้วางระบบสนับสนุนอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การคมนาคมขนส่ง วัตถุดิบ การผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านนโยบาย ปัจจุบัน เขตเฉียนตงหนานมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวรวม 60 แห่ง และสายการผลิต 117 สาย มีกำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 290,000 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำหลายแห่ง อาทิ ไห่เทียน (Haitian) นิวโฮป (New Hope) และกว่างตง อะกรีบิสซิเนส (Guangdong Agribusiness) ต่างแสดงความสนใจในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภูมิภาคแห่งนี้

ภายในงานประชุมสุดยอดครั้งนี้ เขตเฉียนตงหนานยังได้ประกาศโครงการเงินอุดหนุนมูลค่า 2 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดผ่านเครือข่ายร้านอาหาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวโครงการลงทุนสำคัญ 3 โครงการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาร้านอาหารซุปเปรี้ยว ระบบสายการผลิตอัจฉริยะ และประสบการณ์ผู้บริโภครูปแบบใหม่ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนตามแผนรวมกว่า 180 ล้านหยวน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่เข้าถึงตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทและอิทธิพลของอุตสาหกรรมอาหารเฉพาะถิ่น ตลอดจนยกระดับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนานให้มีความโดดเด่นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

จีนเดินหน้า Moon Mission 2030 ปักกิ่งเร่งเกมอวกาศ ส่งนักบินอยู่เทียนกง 1 ปี ศึกษาร่างกายมนุษย์ระยะยาว ทดสอบขีดจำกัดมนุษย์ก่อนเหยียบจันทร์ ขณะ NASA–SpaceX เร่งแผน Artemis

จีนส่งนักบินขึ้นสู่ห้วงอวกาศ 1 ปี สานฝันไปดวงจันทร์ 2030

จีนส่งสามนักบินขึ้้นสู่สถานีอวกาศ หนึ่งในนั้นต้องอยู่หนึ่งปี นานที่สุดของประเทศ เพื่อศึกษาสรีระมนุษย์ระยะยาว รองรับแผนส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน จีนใช้จรวดนำส่งลองมาร์ช-2F Y23 ปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-23 พร้อมนักบินอวกาศสามคน จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขึ้นสู่อวกาศเมื่อเวลา 23.08 น. วันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 22.08 น. ตามเวลาประเทศไทย

นักบินอวกาศทั้งสามคนประกอบด้วย หลี เจียหยิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรทุกในอวกาศ อดีตผู้บังคับการตำรวจฮ่องกง เป็นนักบินอวกาศคนแรกของฮ่องกงที่ได้ร่วมภารกิจอวกาศของจีน อีกสองคนคือจู หยางชู ผู้บังคับการ และจาง หยวนจี้ นักบิน ทั้งคู่มาจากแผนกอวกาศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ)

สำนักงานอวกาศจีนแถลงเมื่อวันเสาร์ (23 พ.ค.) ว่า นักบินหนึ่งในสามคนนี้จะต้องอยู่ในสถานีอวกาศเทียนกงเป็นเวลาหนึ่งปี นานที่สุดของประเทศจีน แต่ยังสั้นกว่าสถิติ 14 เดือนครึ่ง ที่นักบินอวกาศรัสเซียเคยทำไว้เมื่อปี 1995 ส่วนจะเป็นใครนั้นค่อยตัดสินใจทีหลังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของภารกิจ

ที่ผ่านมาจีนเคยส่งนักบินไปยังสถานีอวกาศของตนมาเกือบ 12 ครั้ง แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งภารกิจไปดวงจันทร์แข่งกับสหรัฐ ที่กล่าวหาว่า รัฐบาลปักกิ่งกำลังมีแผนล่าอาณานิคมบนดวงจันทร์เพื่อทำเหมืองแร่และทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธเสียงแข็งต่อข้อกล่าวหานี้

องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ต้องการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2028 ก่อนจีนสองปี โดยสหรัฐมีเป้าหมายสร้างฐานปฏิบัติการระยะยาวบนดวงจันทร์เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การสำรวจดาวอังคารโดยมนุษย์ในอนาคต

ในเดือน เม.ย. นักบินอวกาศสี่คนของ NASA เดินทางรอบดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งของภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ซึ่งเป็นการสำรวจดวงจันทร์โดยมนุษย์ไกลที่สุดของโลกในรอบห้าสิบปี

เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ไร้มนุษย์  ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สามารถปล่อยดาวเทียม Starlink ได้ถี่ขึ้น และเพื่อนำส่งภารกิจของ NASA ไปยังดวงจันทร์ได้ในอนาคต

สำหรับจีนซึ่งเหลือเวลาไม่ถึงสี่ปีจะถึงเส้นตาย 2030 กำลังเผชิญความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับภารกิจดวงจันทร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ถึงความพร้อมต่อภารกิจนี้ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่านักบินอวกาศคุ้นเคยกับความปลอดภัยระดับหนึ่งของสถานีอวกาศเทียนกงในวงโคจรต่ำ สามารถเปลี่ยนผ่านไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าได้อย่างปลอดภัย

ภารกิจเสิ่นโจวของจีนเคยส่งนักบินอวกาศสามคนไปอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงนานหกเดือนตั้งแต่ปี 2021 ขณะนี้สำนักงานอวกาศจีนกำลังฝึกนักบินอวกาศปากีสถานสองคน หนึ่งในนั้นคาดว่าจะร่วมภารกิจไปเทียนกงในปีนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/bangkokbiznews/posts/pfbid0DDEgMEdSrXVReNyiESBNJn3wbs1vmLmtFjqeoUHPEFnVCuofHHEe7z38yBHB1Tobl

UAC จับมือ KMUTT ขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม

UAC จับมือ KMUTT ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ 

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัตถุดิบชีวภาพ น้ำมันจากพืช และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการสกัด แปรรูป และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ รองรับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.และ นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีลงนาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)

ลำดับภาพจากซ้ายไปขวา 

1.รศ. ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.

2.ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3.นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

4.นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มาร์ดี ดิจิทัล จำกัด

สหรัฐฯ บอกพร้อมเจรจาอิหร่าน!! หากดีลอิหร่านล้มเหลว ชี้เตหะรานต้องรับผิด 100% พร้อมสหรัฐฯ ไม่ยอมให้นิวเคลียร์ ความตึงเครียดยังคงกดดันสูง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ได้ข้อยุติกับอิหร่านผ่านการเจรจา แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษอิหร่านล่วงหน้า หากข้อตกลงใด ๆ ล้มเหลว

“มันจะไม่ใช่ความผิดของสหรัฐอเมริกา หรือพันธมิตรของเราในอ่าวเปอร์เซีย แต่มันจะเป็นความผิดของอิหร่าน 100 เปอร์เซ็นต์” รูบิโอกล่าวกับ India Today

เมื่อถูกถามว่า วอชิงตันอาจกลับมาดำเนินปฏิบัติการ Operation Fury อีกครั้งหรือไม่ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะ “ทำทุกอย่างที่จำเป็น” เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กำลังรุกรานอิหร่าน รวมถึงการกดดันของวอชิงตันต่อประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

สื่อญี่ปุ่นเปิดปมคลิปดำ!! “ชูกัน บุนชุน” เปิดหลักฐานใหม่ ปมทีมทาคาอิจิถูกกล่าวหาปั่นวิดีโอ AI โจมตีคู่แข่งเลือกหัวหน้า LDP พร้อมหลักฐานแชต 67 ชิ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) นิตยสารรายสัปดาห์ชูกัน บุนชุน ของญี่ปุ่น

รายงานว่ามีหลักฐานที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าทีมงานของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จ้างบุคคลให้ผลิตคลิปวิดีโอใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมืองอย่างชินจิโร โคอิซูมิ ระหว่างการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในปี 2025 โดยช่วงดังกล่าวมีคลิปวิดีโอหลายชิ้นนำเสนอภาพลักษณ์โคอิซูมิเป็น "หุ่นเชิดไร้ความสามารถ" ขณะเดียวกันมีคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ยกย่องทาคาอิจิ

รายงานระบุว่าทาเคชิ คิโนชิตะ ผู้ช่วยและหนึ่งในคนสนิทที่สุดของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องอื้อฉาวนี้ โดยคิโนชิตะติดต่อกับเคน มัตสึอิ ผู้ผลิตคลิปวิดีโอหลายครั้งเพื่อสั่งผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอโจมตีคู่แข่งของทาคาอิจิภายในพรรคฯ รวมถึงกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้าน ทว่าทีมงานของทาคาอิจิปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

มัตสึอิให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฯ ว่าเขาผลิตคลิปวิดีโอวันละ 100-200 ชิ้น ด้วยซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามคำสั่งของคิโนชิตะในช่วงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยเมื่อปีก่อน ซึ่งราวร้อยละ 70 ของคลิปวิดีโอมุ่งโจมตีโคอิซูมิ ขณะอีกราวร้อยละ 10 โจมตีโยชิมาสะ ฮายาชิ คู่แข่งอีกราย และอีกร้อยละ 20 โปรโมตทาคาอิจิ

รายงานเสริมว่าคิโนชิตะยังสั่งมัตสึอิผลิตคลิปวิดีโอโจมตีกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้านระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยคลิปวิดีโอเหล่านั้นเรียกสุมิโอะ มาบุจิ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญเป็น "มือสมัครเล่นที่เป็นอันตรายต่อชาติ" และกล่าวหาคัตสึยะ โอกาดะ ผู้สมัครอีกรายว่า "โกหกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนการหายใจ"

นิตยสารฯ เผยว่ารายงานล่าสุดนี้อ้างอิงหลักฐาน 67 ชิ้น ซึ่งบันทึกการติดต่อระหว่างคิโนชิตะกับมัตสึอิ ทั้งแบบข้อความสั้นและแชตออนไลน์

ก่อนหน้านี้ทาคาอิจิเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวระหว่างการซักถามในรัฐสภา ยืนยันว่าทั้งตัวเธอและทีมงานไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเช่นนั้น ขณะสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและคิโนชิตะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด เมื่อนับถึงคืนอาทิตย์ (24 พ.ค.) ที่ผ่านมา

ที่มา : Xinhua

ทูตจีนประจำไทยย้ำ “จีนต้องรวมชาติ” ชี้หลักการจีนเดียวคือรากฐานมิตรภาพจีน–ไทย จาง เจี้ยนเว่ย เขียนบทความย้ำไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ชี้ปัญหาไต้หวันคือกิจการภายใน ย้ำ “เอกราชไต้หวัน” อยู่ร่วมกับสันติภาพไม่ได้

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย ซึ่งมีข้อความดังนี้

ในช่วงที่ผ่านมา สายตาของโลกต่างจับจ้องมายังตะวันออก วันที่ 10 เมษายน 2026 ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พบปะอย่างเป็นกันเองที่กรุงปักกิ่งกับคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งของจีนที่นำโดยนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรค และระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์สำคัญทั้งสองนี้ทำให้สายตาของโลกหันกลับมาให้ความสนใจกับ “ปัญหาไต้หวัน” อีกครั้ง

1.กระแสของประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเอกภาพและการรวมชาติของประชาชาติจีนไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้

เดือนเมษายนของกรุงปักกิ่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิ การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง กับนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ส่งเสียงอันทรงพลังถึงความมุ่งมั่นของประชาชาติจีนในการธำรงความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของชาติ เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นอย่างลุ่มลึกว่า พี่น้องสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน  ประชาชาติจีนซึ่งรวมถึงชาวไต้หวันได้ร่วมกันสร้างรัฐพหุชนชาติที่เป็นเอกภาพ ร่วมกัน จารึกประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน ร่วมกันสร้างอารยธรรมจีนอันงดงาม และร่วมกันหล่อหลอมความเชื่อร่วมกันว่า “แผ่นดินจีนไม่อาจแบ่งแยก ประเทศจีนต้องไม่วุ่นวาย ประชาชาติจีนจะไม่แตกแยก และอารยธรรมจีนต้องได้รับการสืบทอด”

ในการพบหารือครั้งดังกล่าว เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวทาง 4 ประการต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ ได้แก่

(1) ยืนหยัดใช้การยอมรับอัตลักษณ์ที่ถูกต้องเพื่อสร้างความใกล้ชิดทางจิตใจ

(2) ยืนหยัดใช้การพัฒนาอย่างสันติเพื่อพิทักษ์บ้านหลังเดียวกัน

(3) ยืนหยัดใช้การแลกเปลี่ยนและหลอมรวมเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

(4) ยืนหยัดใช้ความสามัคคีและการต่อสู้อย่างมุมานะเพื่อบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ท่านยังเน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ของช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร กระแสแห่งการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง และกระแสแห่งการเดินเข้าหากันและเดินไปด้วยกันของพี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้กรอบของการยึดมั่นใน “ฉันทามติปี 1992” และการคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมือง องค์กร และบุคคลทุกภาคส่วนของไต้หวัน เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการหารือ ร่วมสร้างสันติภาพให้สองฝั่งช่องแคบ สร้างความผาสุกแก่พี่น้องร่วมชาติ และสร้างการฟื้นฟูแก่ประชาชาติจีน โดยกุมอนาคตของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไว้ในกำมือของประชาชาติจีนอย่างมั่นคง

2. “ปัญหาไต้หวันคือรากฐานสำคัญที่สุดของพื้นฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ”

ในการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ปัญหาไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ นายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการพบหารือ โดยย้ำจุดยืนพื้นฐาน 3 ประการของจีน ได้แก่ ประการแรก ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์คือความปรารถนาร่วมกันของชาวจีนทุกคน ประการที่สอง ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ หากจัดการไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือการปะทะระหว่างสองประเทศ และผลักให้ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ตกสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ประการที่สาม การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของทั้งสองฝ่าย และเงื่อนไขสำคัญในการทำเช่นนั้นคือ “ต้องไม่สนับสนุนและไม่ละเลยต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน” สหรัฐฯ มีจุดยืนเช่นเดียวกับประชาคมโลก นั่นก็คือไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการก้าวสู่เอกราชของไต้หวัน  ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้กล่าวหลังจากเดินทางกลับประเทศแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเพื่อไต้หวัน สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “หลักการจีนเดียว” เป็นฉันทามติของประชาคมโลก และความพยายามใด ๆ ที่จะแบ่งแยกดินแดนจีน ไม่เพียงไร้ผู้สนับสนุน แต่ยังขัดกับความคาดหวังหลักของประชาคมระหว่างประเทศ

3. หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน–ไทย

ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนอันศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณและไม่อาจแบ่งแยกได้ ตั้งแต่ “ปฏิญญาไคโร” จนถึง “ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม” เอกสารระหว่างประเทศที่มีผลทางกฎหมายหลายฉบับต่างระบุอย่างชัดเจนว่า ไต้หวันซึ่งถูกญี่ปุ่นยึดครองนั้นจะต้องส่งคืนแก่จีน ขณะที่มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 เมื่อปี 1971 ก็ได้รับการรับรองด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เพื่อยืนยันหลักการจีนเดียว โดยในเอกสารทางการของสหประชาชาติเรียกไต้หวันว่า “มณฑลไต้หวันของจีน” มาโดยตลอด

“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทั้งสองประเทศได้ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างกันมากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลต่างยืนหยัดดำเนินนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยเมื่อปี ค.ศ. 2025 ฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และยอมรับว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคือรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งหมด ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่อง “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวหน้าอีกด้วย

4. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันต่างเป็นจีนเดียวกัน นี่คือข้อเท็จจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสถานะที่แท้จริงของช่องแคบไต้หวัน “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพของช่องแคบไต้หวันได้ ดังนั้น การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน จำเป็นต้องคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ฝ่ายจีนเชื่อมั่นว่า ชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบมีทั้งสติปัญญาและความสามารถเพียงพอในการจัดการเรื่องของตนเอง ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน “เอกราชไต้หวัน”

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404895451668464&id=100064440681953&rdid=Oq8zO7pwVXUfE7IO#

‘ทรัมป์’ ขึงเกมอิหร่าน!! ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” ตะวันออกกลาง กดดันชาติอาหรับ–มุสลิมร่วม Abraham Accords เปิดทางอิหร่านในอนาคต หรือเสี่ยงกลับสู่สนามรบ

ทรัมป์โพสต์ยาวเหยียด ดัน “ดีลประวัติศาสตร์” กลางตะวันออกกลาง

กดดันชาติอาหรับ-มุสลิม ลงนาม “Abraham Accords” พร้อมเปิดทางให้อิหร่านเข้าร่วมในอนาคต

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความระบุว่า การเจรจากับ “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี และข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นจะต้องเป็น “ดีลที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่าย” มิฉะนั้นก็จะไม่มีข้อตกลงใดเลย และทุกอย่างจะย้อนกลับไปสู่สนามรบและการสู้รบที่ “ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าที่เคย” ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ทรัมป์ระบุว่า ระหว่างการหารือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาได้พูดคุยกับเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อัล ซาอูด (Mohammed bin Salman Al Saud) มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย, โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน (Mohammed bin Zayed Al Nahyan) แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates), ชีคทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์, นายกรัฐมนตรีโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี (Mohammed bin Abdulrahman bin Jassim Al Thani), อาลี อัล-ธาวาดี (Ali al-Thawadi) รัฐมนตรีของกาตาร์, จอมพลอาซิม มูนีร์ อาห์เหม็ด ชาห์ (Asim Munir Ahmed Shah) ผู้นำกองทัพปากีสถาน, ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ของตุรกี, ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซิซี (Abdel Fattah El-Sisi) ของอียิปต์, กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) แห่งจอร์แดน และกษัตริย์ฮาหมัด บิน อิซา อัล คอลิฟา (King Hamad bin Isa Al Khalifa) แห่งบาห์เรน

ทรัมป์กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อรวบรวม “จิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนมากนี้” ประเทศเหล่านี้ควรจะลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) อย่างน้อยพร้อมกันทั้งหมด โดยประเทศที่เขาต้องการให้เข้าร่วม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์ และจอร์แดน ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเป็นสมาชิกอยู่แล้ว

เขาระบุว่า อาจมี 1-2 ประเทศที่มีเหตุผลในการไม่เข้าร่วม ซึ่งสามารถยอมรับได้ แต่ส่วนใหญ่ควรพร้อมและเต็มใจที่จะทำให้ข้อตกลงกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็น “เหตุการณ์ประวัติศาสตร์” ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่จะเป็นได้หากไม่มีการเข้าร่วมดังกล่าว

ทรัมป์อ้างว่า “ข้อตกลงอับราฮัม” ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็น “ระเบิดทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคม” ให้แก่ประเทศสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, โมร็อกโก, ซูดาน และคาซัคสถาน แม้จะอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งสงครามและความขัดแย้งก็ตาม พร้อมระบุว่า ไม่มีประเทศสมาชิกใดแม้แต่จะคิดถอนตัวหรือหยุดพักจากข้อตกลงนี้

ทรัมป์กล่าวอีกว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำ “พลัง ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริง” มาสู่ตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในรอบ 5,000 ปี และจะเป็นเอกสารทางการเมืองที่ “ไม่มีข้อตกลงใดในโลกเทียบได้”

เขายังระบุว่า การลงนามควรเริ่มต้นทันทีโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ แล้วประเทศอื่นจึงค่อยตามมา พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดไม่เข้าร่วม ก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของดีลนี้ เพราะจะสะท้อนถึง “เจตนาไม่บริสุทธิ์”

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำหลายประเทศที่เขาพูดคุยด้วย ต่างรู้สึกเป็นเกียรติ หากในอนาคตอิหร่านได้เข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” ด้วย พร้อมระบุว่า หากอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับเขาในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่อิหร่านจะได้เข้าร่วม “พันธมิตรโลก” ชุดนี้

เขาปิดท้ายว่า ตะวันออกกลางจะกลายเป็นภูมิภาคที่ “เป็นหนึ่งเดียว แข็งแกร่ง และมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และได้สั่งให้ผู้แทนของตนเริ่มกระบวนการผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเข้าร่วม “ข้อตกลงอับราฮัม” โดยทันทีแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1304859965135694/?rdid=ww8V9A4Sij5JBF8q#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top