Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

สสว. รีแบรนด์สู่ “THE GROWTH CONNECTOR” ปลดล็อก SME ไทยด้วย 5 กุญแจสู่การเติบโต เปิดภาพลักษณ์ใหม่ ทันสมัย เข้าถึงง่าย พร้อมน้อง Forward Boy ช่วย SME โตไว หนุน BDS–Green Business–สิทธิประโยชน์ครบมิติ

สสว. ปรับโฉมใหม่ ปลดล็อกทุกข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

พร้อมเชื่อมโอกาสความสำเร็จให้ SME ทั่วไทยเติบโตไกลไปด้วยกัน

กรุงเทพฯ – 22 พฤษภาคม 2569: ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน การประกอบธุรกิจให้เติบโตจึงต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะดีแค่ไหนหากมีใครที่มาช่วยผลักดันให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะผู้สนับสนุน SME ที่ครอบคลุมทุกมิติ อันล็อกโฉมใหม่ กับบทบาท “THE GROWTH CONNECTOR” ในการทำหน้าที่ “เชื่อม” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมโอกาสเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมทุกมุมของการเติบโต SME ไทย ให้เป็นระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และศักยภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการเติบโตของ SME ให้โตได้ไกลและไปได้จริง โดย สสว. ตั้งหมุดหมายในการปลดล็อกไว้ 5 กุญแจสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ช่วยธุรกิจให้เข้าถึงและทำได้จริง 2) ด้านข้อมูลและสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อลดต้นทุน       3) ด้านความรู้และคำปรึกษา ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) ด้านโอกาสทางการตลาด เพื่อการเข้าถึงตลาด มีช่องทางการขายใหม่ๆ และสุดท้าย 5) ด้านแหล่งเงินทุน สนับสนุนเงินทุนที่เข้าถึงได้จริง ครอบคลุมทุกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 

ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ สสว. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในทุกด้านอย่างเข้าใจ พร้อมส่งเสริมมาตรการและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทางธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออีกหลายโครงการ ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรค ปลดล็อกทุกอุปสรรคของ SME ผ่านโครงการที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตและค่อยๆ ก้าวสู่สนามการค้าโลกได้ในอนาคต

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของ สสว. คือการขับเคลื่อนและสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ สสว. ให้ชัดเจน ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น รวมถึงการร่วมเป็นผู้ปลดล็อก (Unlocker) ส่งต่อคุณค่าและ DNA ใหม่ขององค์กรออกไปให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นใน สสว. มากขึ้น รวมถึงการส่งต่อความเข้าใจและเปลี่ยนทุกภาพจำเดิม ๆ ให้เป็นภาพใหม่ และทำให้ สสว. เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโอกาส และปลดล็อก SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง”

เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงการปลดล็อกครั้งนี้ สสว. ได้ทำการสื่อสารผ่าน Key Visual ใหม่ นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญที่สื่อถึงภารกิจของ สสว. ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ SME ไทยโตได้ไกลไปได้จริง มาพร้อมกับ Brand Mascot น้อง “Forward Boy” ที่มีคาแรคเตอร์ Flash & Fast ปรับตัวได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของ SME และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร เพื่อเน้นย้ำว่า สสว. จะคอยเป็นผู้ช่วยผลักดัน SME สู่ความสำเร็จได้จริง เชื่อมโอกาสและทำให้เข้าถึงได้ สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสามารถติดตามการสื่อสารของ สสว. ได้ทุกช่องทาง 

ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ ข้อมูล สิทธิประโยชน์ ที่จะมาปลดล็อกทุกความสำเร็จของ SME ไทย ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ติดต่อคอลเซนเตอร์โทร. 1301 หรือ 02-142-9000 เว็บไซต์ https://sme.go.th/ และติดตามความเคลื่อนไหวของ สสว. ได้ทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes และโซเชียลมีเดีย OSMEP ทุกแพลตฟอร์ม

สำนึกรักบ้านเกิด หลี่ หงฉือ เด็ก ม.เจ้อเจียง คว้า ป.เอก ม.โคลัมเบีย เป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน Generative AI

ของ Microsoft AI Asia ลาออกกลับไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยถงจี้

ในตำแหน่งศาสตราจารย์ สอนด้าน AI ที่เซี่ยงไฮ้

ที่มา : https://www.vietnam.vn/th/tien-si-tung-dan-dat-mang-genai-cua-microsoft-ve-nuoc-lam-giao-su-dai-hoc

‘ทรัมป์’ ท้าทายธรรมเนียมการทูต!! สหรัฐฯ–ไต้หวัน อาจคุยตรงครั้งใหญ่ ทรัมป์จ่อคุยผู้นำไต้หวันเรื่องขายอาวุธ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ จีนเดือดเตือนสหรัฐฯ หยุดส่งสัญญาณผิด หลังทรัมป์เผยอาจคุยตรงผู้นำไต้หวันเรื่องแพ็กเกจอาวุธ

ประธานาธิบดีโนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯเปิดเผยเมื่อวันพุธ(20 พ.ค.) ว่าเขาจะพูดคุยโดยตรงกับ ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขายอาวุธ อันจะเป็นการละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูต ซึ่งแน่นอนว่ามันโหมปฏิกิริยาตอบสนองด้วยความขุ่นเคือนในทันทีจากจีน ประเทศที่ให้การต้อนรับขับสู้ผู้นำอเมริกาเป็นอย่างดี ระหว่างการเดินทางเยือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ผู้นำสหรัฐฯและไต้หวันไม่พูดคุยกันโดยตรงมาตั้งแต่ปี 1979 ครั้งที่วอชิงตันตัดขาดทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน หันไปรับรองรัฐบาลจีนในปักกิ่ง

จีนกล่าวอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดน และไม่ปฏิเสธเข้ายึดครองโดยใช้กำลัง ส่วนสหรัฐฯให้การสนับสนุนเกาะปกครองตนเองแห่งนี้มาช้านาน และมีภาระผูกพันตามกฎหมายให้มอบหนทางสำหรับป้องกัยตนเองแก่ไทเป แต่ขณะเดียวกันก็พยายามรักษาสมดุล ด้วยการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ทางการทูตกับปักกิ่ง

เมื่อปี 2016 ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี ทรัมป์เคยรับโทรศัพท์จาก ไช่ อิงเหวิน ผู้นำไต้หวัน ณ ขณะนั้น การกระทำที่ก่อความโกรธเคืองแก่ปักกิ่ง

ประธานาธิบดีไล่ ซึ่งก้าวเข้าสู่อำนาจในปี 2024 เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมผลักดันแข็งขันที่สุดมานานหลายปี ให้ยกระดับการป้องกันตนเองแก่เกาะแห่งนี้

ครั้งที่ถูกถามในวันพุธ(20พ.ค.) ว่าเขามีแผนพูดคุยกับ ไล่ หรือไม่ ก่อนตัดสินใจขายอาวุธให้แก่เกาะแห่งนี้ ทรัมป์ตอบว่า "ผมจะพูดกับเขา ผมพูดคุยกับทุกๆคน เราจะทำงานกันในเรื่องนี้ ทำงานกันเกี่ยวกับปัญหาไต้หวัน"

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ยกย่องความสัมพัฯธ์ระหว่างเขากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่า "อัศจรรย์" ตามหลังการประชุมซัมมิต 2 วันในกรุงปักกิ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ของการพูดคุยกันระหว่างทรัมป์กับไล่ ทางโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบในวันพฤหัสบดี(21พ.ค.) ว่าปักกิ่งคัดค้านอย่างหนักแน่น ต่อการติดต่ออย่างเป็นทางการใดๆระหว่างสหรัฐฯและไต้หวัน เช่นเดียวกับการที่อเมริกาขายอาวุธแก่ไต้หวัน

ในสัปดาห์ที่แล้ว ครั้งที่บินกลับจากกรุงปักกิ่ง หลังพบปะกับสี จิ้นผิง ทรัมป์ ถูกผู้สื่อข่าวถามคำถามแบบเดียวกันบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เกี่ยวกับการขายอาวุธแก่ไต้หวัน ซึ่งเขาตอบว่าจะตัดสินใจในเรื่องนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า "ผมต้องพูดคุยกับคนที่ตอนนี้กำลังปกครองไต้หวันอยู่ คุณก็รู้ว่าเขาคือใคร" ทรัมป์ระบุ

จีนโต้แย้งไปยังสหรัฐฯ "ให้หยุดส่งสัญญาณผิดๆถึงกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในไต้หวัน" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว

ในปี 1979 สหรัฐฯผ่านกฎหมยความสัมพันธ์ไต้หวัน ซึ่งเน้นย้ำว่าอเมริกาสามารถมอบอาวุธที่มีลักษณะป้องกันตนเองแก่ไต้หวัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเขายังคงขายอาวุธแก่ไทเป

ทรัมป์ บอกว่าเขายังไม่ตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเดินหน้าขายแกพ็คเกจอาวุธ 14,000 ล้านดอลลาร์แก่ไต้หวัน ซึ่งตามข่าวแล้วในนั้นรวมถึงอุปกรณ์ต่อต้านโดรนและระบบขีปนาวุธป้องกันตนเอง

ระหว่างที่ทรัมป์เดินทางเยือนปักกิ่ง จีนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไต้หวัน คือหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดย สี เตือนเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจ ถ้าประเด็นนี้ถูกจัดการอย่างแย่ๆ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีน ในประเด็นไต้หวัน โดยบอกว่า "สี มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อไต้หวัน แต่ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆทั้งสิ้น" ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน

นับตั้งแต่ทรัมป์และสีประชุมซัมมิตกัน ประธานาธิบดีไต้หวันได้เผยแพร่ถ้อยแถลง เน้นย้ำว่าเกาะแห่งนี้เป็น "ประเทศประชาธิปไตยที่มีอธิปไตยและเอกราช" และไม่ยอมแลกสิ่งเหล่านี้กับสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน พร้อมบอกว่าการขายอาวุธโดยสหัฐฯ คือปัจจัยสำคัญที่จะคงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุในวันพฤหัสบดี(21พ.ค.) ว่า ไล่ รู้สึกยินดีที่จะได้คุยกับ ทรัมป์ ในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรักษาไว้ซึ่งสถานภาพที่มั่นคงในช่องแคบไต้หวัน

อนึ่งการละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติของทรัมป์เมื่อปี 2016 นำมาซึ่งการยื่นประท้วงของจีนไปยังสหรัฐฯ ต่อการพูดคุยทางโทรศัพท์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามจากคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ว่าเขาได้หารือเกี่ยวกับการขายอาวุธแก่ไทเป "แบบลงรายละเอียด" กับ สี ด้วยเช่นกัน ก็ถือเป็นการละเมิดธรรมเนียมนโยบายของสหรัฐฯอย่างน่าประหลาดใจอีกอย่าง ถ้ามันเป็นความจริง

ในปี 1982 สหรัฐฯรับประกันกับไต้หวันว่าจะไม่หารือกับปักกิ่งเกี่ยวกับการขายอาวุธแก่ไทเป แก่ครั้งที่ถูกถามเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาดังกล่าวระหว่างบินกลับจากปักกิ่ง ทรัมป์บอกว่ายุคทศวรรษ 1980 มันผ่านมานานแล้ว

ที่มา:บีบีซี

https://sondhitalk.com/detail/9690000048341?fbclid=IwdGRjcAR8qpxjbGNrBHyqi2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHv3dyfzXcLzBBptP0mTICRL4wCOLOktDBpnZkRAxxOSt-l6A1_ksVMgrorXy_aem_c5um9wn4HR2TMUI0RM4_SA

นักวิชาการ มธ.หวั่นยกเลิก VISA E-8 เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ 4 จ. ในไทย แนะเจรจาปรับเงื่อนไขด่วน เสนอมาตรการแก้ไข 5 ด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ

นักวิชาการ มธ. หวั่นเกาหลีใต้ ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร

แนะถกปรับเงื่อนไข ชง 5 มาตรการแก้ปัญหา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หวั่นเกาหลีใต้ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร สังเวยแรงงานไทยหนีนายจ้างจนถูก Blacklist 4 จังหวัด แนะเร่งเจรจาปรับเงื่อนไข พร้อมเสนอ 5 มาตรการแก้ปัญหา ระบุปัญหา “ผีน้อย” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ เนื่องจากพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้จะพิจารณายกเลิก VISA E-8 อย่างถาวร เนื่องจากแรงงานไทยที่ถูก Blacklist นี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคเกษตร/ประมงแบบระยะสั้น 5 เดือนที่เกาหลีใต้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไทยกับท้องถิ่นเกาหลีใต้ MOU กันไปเมื่อปี 2566 ซึ่งจากเดิมจะมีแค่ระบบ EPS (Employment Permit System) หรือ VISA E-9 สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นการจ้างงานระยะยาว

“เกาหลีใต้เขาฉลาดมากเวลาทำเรื่องนี้ เขาจะไม่ได้พึ่งพาแต่แรงงานของประเทศไทยอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นระบบ EPS ทางเกาหลีใต้ก็มีการทำ MOU กับ 17 ประเทศเลย ซึ่งพอไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง เขาก็จะจัดสรรโควตาในรอบถัดไปให้กับประเทศไทยน้อยลง และเมื่อมามีการเปิดโครงการใหม่ในรอบนี้ก็มาเจอแบบนี้อีก เขาก็ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่คราวนี้ Blacklist ทั้งจังหวัดเลย” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งขอโทษเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ และพูดคุยเจรจาต่อรองให้ได้ พร้อมกันนั้นก็ควรจะวางแผนปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อจะได้ไปเสนอถึงทางออกที่ไทยต้องการแก้ไขด้วย โดยอาจพิจารณาดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย

1. การสร้างระบบจ้างงานรองรับในช่วงที่แรงงานไทยกลับจากทำงานที่เกาหลีใต้แล้วผ่านโครงการทางเกษตรในระดับพื้นที่/ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในช่องว่างที่เหลือ 7 เดือน รวมถึงอีกด้านก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

2. การพิจารณาทำข้อตกลงกับนายจ้างเกาหลีใต้ว่าให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังกลับถึงไทยเท่านั้น 3. เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยอาจมีการตรวจตราแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย ก็อาจเปิดช่องให้เปลี่ยนนายจ้างได้

4. เพิ่มเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจผ่านการกำหนดแรงงานไทยที่เคยไปทำงานมาแล้ว และปฏิบัติอย่างถูกกฎหมายได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ไปทำต่อในรอบปีถัดไป

5. หารือกับทางเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการส่งแรงงานไทยในช่องทางอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของแรงงานไทยมีค่อนข้างมาก แต่ช่องทาง และจำนวนที่เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยนั้นมีค่อนข้างน้อย แม้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าพอเปิดช่องทางเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยมีการหลบหนีไปจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเกิดจากระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นของ VISA E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงตัดสินใจหลบหนีนายจ้างเกาหลีใต้ และไปทำงานที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่า หรือสภาพการทำงานดีกว่าในภาคการเกษตร/ประมง หรืออีกด้านคือด้วยความเป็นโครงการใหม่ เรื่องสภาพการทำงาน หรือรายได้อะไรต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง รวมถึงนายจ้างที่อาจจะไม่ดีก็เป็นได้

“จริงๆ เรื่องนี้ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยด้วย คือค่าจ้างของไทย และเกาหลีใต้ต่างกันมาก คือทำที่ไทยภาคเกษตรอาจจะได้ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกาหลีใต้อย่างต่ำๆ เลย 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้ 7 หมื่น และมีโอทีด้วยอาจสูงถึง 1 แสนบาท ฉะนั้นการที่นายกฯ บอกปัดว่าไม่ช่วย หรืออะไรต่างๆ แต่ถ้ามองอีกมุมจะโทษแรงงานที่หลบหนีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็ไม่แข็งแรงด้วย ควรต้องได้รับการแก้ไข” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

“ภราดร” เชื่อกรุงไทยเอาอยู่!! ครม.ดิจิทัลเดินหน้าเปิดข้อมูลรัฐ พร้อมเปิดลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” 25–29 พ.ค. ผ่านเป๋าตัง มั่นใจระบบไร้สะดุด มั่นใจครอบคลุมผู้ต้องการรับสิทธิ์

‘รมต.ภราดร’ มั่นใจ ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส” 25 พฤษภาคมนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะธนาคารกรุงไทยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ว่า ธนาคารกรุงไทย เคยผ่านการลงทะเบียนในลักษณะเช่นนี้มาหลายครั้ง ดังนั้น การลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ น่าจะราบรื่น โดยจะเปิดให้ลงทะเบียน วันที่ 25 - 29 พฤษภาคม พร้อมย้ำว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคิดว่าจะครอบคลุมประชาชนที่ต้องการเข้ารับสิทธิ์อย่างครบถ้วน

ส่วนการประชุมคณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 1/2569 วันนี้ จะผลักดันเรื่องประวัติอาชญากรรมเป็นวาระเร่งด่วนหรือไม่ เนื่องจากรัฐบาลพยายามเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อยู่  นายภราดร กล่าวว่า การประชุมในวันนี้อาจจะไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเนื้อหาสาระ แต่รัฐบาลผลักดันอยู่ตลอด โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารนายกรัฐมนตรี เคยเน้นย้ำเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่าง ๆ  ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการแล้ว และนำข้อมูลให้ภาครัฐนำไปใช้ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในกระบวนการ

ผลไม้ไทยฟื้นแรง!! “ศุภจี” ชูมาตรการผลไม้เชิงรุกเห็นผล ส่งออกเกษตร เม.ย. พลิกบวก 17.9% ทุเรียนพุ่ง 109.5% ผลไม้ไทยคึกคักทั่วโลก พาณิชย์ลุยเมืองหลัก–เมืองรองจีน ดันยอดส่งออกกลับมาโต

“ศุภจี”เผยมาตรการผลไม้เชิงรุกเริ่มสะท้อนผลบวก ดันส่งออกเกษตร Turn Around เม.ย. บวก 17.9% เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5%

“ศุภจี”เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกกลับมาบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ก็มีความคืบหน้า สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ  1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

สำหรับตลาดในประเทศ ก็มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำในปีนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1460911599404506&id=100064570394286&rdid=4hrUpVppca5OmDWv#

‘เมดเวเดฟ’ ชี้ยูเครนสู่รัฐล้มเหลว!! รัสเซียชี้ยูเครนพังทั้งระบบ งบขาดดุลหนัก สูญดินแดนกว่า 20% และประชากรหายกว่าครึ่ง ชี้สัญญาณรัฐล้มเหลวชัดเจน

เมดเวเดฟอธิบายว่าทำไมยูเครนจึงกลายเป็นรัฐล้มเหลว:

มีสิ่งที่เรียกว่ารัฐล้มเหลวอยู่จริง ทำไมยูเครนจึงถูกมองว่าเป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน?

1. ยูเครนพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกผ่านองค์กรระหว่างประเทศในรูปแบบของเงินช่วยเหลือ, เงินกู้, และการสนับสนุนโดยตรงจากสหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, และธนาคารโลก หากปราศจากความช่วยเหลือเหล่านี้ งบประมาณของยูเครนจะขาดดุลมากกว่า 50%

2. ยูเครนสูญเสียดินแดนไปแล้วมากกว่า 20% ของดินแดนที่ได้รับสืบทอดมาหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และไม่ต้องสงสัยเลยว่าในไม่ช้าก็จะสูญเสียดินแดนเพิ่มขึ้นอีก

3. ยูเครนสูญเสียประชากรไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง ในปี 1991 มีประชากรมากกว่า 51.5 ล้านคนภายในพรมแดนของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน ปัจจุบันตามการประมาณการในแง่ดีที่สุด มีประชากรเหลืออยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเคียฟน้อยกว่า 23 ล้านคน นักวิเคราะห์บางคนประเมินตัวเลขไว้ที่ 18 ล้านคน

4. จากการประเมินต่างๆยูเครนสูญเสียศักยภาพทางอุตสาหกรรมไปเกือบครึ่งหนึ่ง และศักยภาพทางการเกษตรไปกว่า 20%

5. หน่วยงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ในยูเครนไม่มีอยู่จริง – พวกเขาได้สูญเสียอำนาจไปแล้ว หรือถูกจัดตั้งขึ้นโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ (ประธานาธิบดี, รัฐบาล, ศาลรัฐธรรมนูญ, และศาลอื่นๆ)

6. ยูเครนดำเนินงานภายใต้ระบอบการปกครองจากภายนอก โดยมีเจ้าหน้าที่ต่างชาติและนานาชาติเข้ามากำกับดูแลกิจการของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

7. รัฐที่ล้มเหลวนี้มีผู้นำเป็นผู้ติดยาเสพติดที่มีสัญญาณของการเสื่อมถอยทางจิตใจอย่างชัดเจน วาระการดำรงตำแหน่งของเขาสิ้นสุดลงนานแล้ว เขาสร้างระบบที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับการยักยอกเงินช่วยเหลือจากตะวันตกหลายแสนล้านดอลลาร์

การเสื่อมถอยของอดีตยูเครนเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้และจะดำเนินต่อไป คำกล่าวอ้างโฆษณาชวนเชื่อจากประเทศตะวันตกเกี่ยวกับการสนับสนุนทั่วโลกอย่างไม่จำกัด หรือคำสัญญาที่ผิดๆเกี่ยวกับการเข้าร่วมนาโตหรือสหภาพยุโรป จะไม่สามารถหยุดยั้งการล่มสลายอย่างเป็นระบบของมันได้ จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ การล่มสลายของสิ่งที่เรียกว่ายูเครนนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านเกม ‘สีจิ้นผิง’!! จาก ‘ทรัมป์’ ถึง ‘ปูติน ก่อนถึง ‘คิมจองอึน’ ‘สีจิ้นผิง’ ปักหมากใหญ่บนกระดานนิวเคลียร์โลก มหาอำนาจต้องบินมาหาจีน เพราะพลังซื้อคืออาวุธต่อรองใหม่

อ่านเกมสีจิ้นผิง มันไม่ใช่แค่เกมการทูต แต่มันคือการเดินเกมความมั่นคงเชิงรุกที่ลุ่มลึก สีจิ้นผิง จะไปเยือนเกาหลีเหนือ สัปดาห์หน้า

เพื่อไปหาน้องรักคิมจองอึน ผู้ที่มี อาวุธนิวเคลียร์ ในกำมือ  หลังจากที่มีผู้นำชาติสมาชิกถาวรด้านความมั่นคงในสหประชาชาติ UNSC บินมาหาสีจิ้นผิงถึงกรุงปักกิ่ง ครบแล้วในรอบ 6 เดือน เรียบร้อย

โรงเรียนสีจิ้นผิง แต่ละชาติสมาชิกถาวร UNSC ที่บินมาดื่มน้ำชากับสีจิ้นผิง ก็มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่บิ๊กที่สุด สหรัฐ ตามด้วย รัสเซีย แล้วก็ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส การเดินเกมความมั่นคงของสีจิ้นผิงเชิงรุกอย่างลุ่มลึกครั้งนี้มีเป้าหมายใหญ่ คือ ภารกิจรวมชาติ กับไต้หวัน  !! 

ในยุคนี้ใครมีอำนาจต่อรองเหนือกว่ากัน !! ประเทศพวกนี้ต้องมาคบกับจีนพึ่งพาจีน ถึงขั้นต้องบินมาหาสีจิ้นผิง เพราะต้องการอะไร พลังซื้อจีน คือ คำตอบ !!

ดูจากภาพการ์ตูนนี้เลยค่า  (ในรูปมีผู้นำแคนาดา แถมมาด้วย) ตัวอย่างเช่น มาครง หวังจะขายเครื่องบิน  Airbus ให้จีน ทรัมป์ ก็จะมาขอให้จีนซื้อเครื่องบิน Boeing (ถึงขั้นพาบิ๊ก CEO โบอิ้งมาทริปปักกิ่งด้วยกัน) และ ปูติน ก็อยากได้โครงการสร้างท่อ Power of Siberia 2  ขายพลังงานให้จีน และอื่นๆ อีกมากมาย

FB ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ค่าไฟบ้านจ่อปรับโครงสร้าง!! ปรับค่าไฟบ้านแบบ Progressive Rate กกพ. เปิดรับฟังความเห็นปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ชูอัตราก้าวหน้า สะท้อนต้นทุน–ลดใช้ไฟฟุ่มเฟือย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ตามมติ กพช.

รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ประกอบการพิจารณาแนวทางค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมติ กพช. สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ภายใต้กรอบนโยบายของภาครัฐ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงต้นทุน

ที่เหมาะสม ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้ กกพ. พิจารณา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอที่นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา จำนวน 4 กรณี โดยทุกกรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ในส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กำหนด และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) 

โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top