Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

ปตท.สผ.ผนึก OQEP ประเทศโอมาน ปตท.สผ.จับมือ OQEP ร่วมพัฒนา ยกระดับความรู้ด้านปิโตรเลียม แลกเปลี่ยนประสบการณ์และบุคลากร ผลักดันธุรกิจเติบโตระยะยาว

ปตท.สผ. และ OQEP ของโอมาน ผนึกความร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้ด้านปิโตรเลียม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และ Mr. Mahmoud Al Hashmi (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OQ Exploration and Production New Ventures LLC (OQEP) ของประเทศโอมาน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อยกระดับความร่วมมือในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการศึกษาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านต่าง ๆ ในอนาคต ทั้งในประเทศไทย ประเทศโอมาน และในต่างประเทศ โดยครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ระบบดิจิทัลแบบบูรณาการ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการเพิ่มขีดความสามารถของทั้ง 2 องค์กรเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว พิธีลงนามจัดขึ้นในงานประชุม Oman Petroleum & Energy Show (OPES) ณ ประเทศโอมาน

‘ปูติน’ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ เยือนจีนครั้งที่ 25 รัสเซีย–จีนกระชับสัมพันธ์ ยกระดับความร่วมมือรัสเซีย–จีน ท่ามกลางโลกผันผวน เดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์และความร่วมมือรอบด้าน ตอกย้ำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รัสเซีย–จีนในวาระครบรอบ 30 ปี

ปูตินเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เยือนจีนอย่างเป็นทางการ

เมื่อคืนวันอังคาร (19 พ.ค.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. ตามคำเชิญจากสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่านี่เป็นการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของปูติน โดยประธานาธิบดีทั้งสองจะแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านต่างๆ รวมถึงประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สนใจร่วมกัน

สำหรับปี 2026 นั้นตรงกับวาระครบรอบ 30 ปี การสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซีย และวาระครบรอบ 25 ปี การลงนามสนธิสัญญาการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือฉันมิตรจีน-รัสเซีย

กระทรวงฯ เสริมว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มพูนเสถียรภาพความมั่นคงและพลังงานเชิงบวกแก่โลก

ที่มา : Xinhua

สวนนงนุชจัดโปร!! พัก 2 คืนแถมฟรี 1 คืน ชมสวนระดับโลกกว่า 60 แห่ง ฟรีโชว์ช้างและศิลปวัฒนธรรมไทย เฉพาะวันหยุดยาวสิ้นพ.ค.-มิ.ย.

เที่ยวคุ้มที่สุดแห่งปี! “สวนนงนุชพัทยา”ตอนรับวันหยุดยาว พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน  ชมฟรีสวนระดับโลก  และชม2โชว์ฟรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  5 วันเท่านั้น

นายกัมพล ตันสัจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569 กับโปรโมชั่นพิเศษ “พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน” สำหรับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา ท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยระดับโลก บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

โปรโมชั่นดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม พร้อมเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวนฟรี อาทิ สวนลอยฟ้า สวนฝรั่งเศส หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ และมุมถ่ายภาพใหม่ยอดนิยม ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิ์เข้าชม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  และเข้าชม“พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ” ฟรี พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมและจุดเช็ก อินภายในสวนนงนุชพัทยา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่แมว สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ และพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น

รายละเอียด

จองที่พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ใช้ได้เฉพาะวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569

ใช้ได้กับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา

ฟรีเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

ฟรีเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดสำหรับช่วงวันหยุดยาวนี้ ราคาดังกล่าวไม่รวมอาหารเช้า ไม่รวมที่นอนเสริม  สวนนงนุชพัทยา พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และกิจกรรมหลากหลายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันในจุดหมายปลายทางเดียวของเมืองพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ญี่ปุ่นหนุนกัมพูชาพัฒนาครู!! ลงนามขอรับความช่วยเหลือ มูลค่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งวิทยาลัยการศึกษาครูที่กำปงจาม เสริมคุณภาพศึกษาและเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ปรัก สุคน และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา อุเอโนะ อัตสึชิ ได้ร่วมลงนามในเอกสารแลกเปลี่ยนหนังสือและเอกสารประกอบ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น มูลค่า 1,189,000,000 เยน หรือประมาณ 8,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการศึกษาครูในจังหวัดกำปงจาม ตามข่าวประชาสัมพันธ์ที่ Fresh News ได้รับทราบเมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม

ภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่านี้ วิทยาลัยการศึกษาครูในจังหวัดกำปงจามจะได้รับการจัดหาอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และทรัพยากรทางการศึกษาที่จำเป็น เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบการผลิตและพัฒนาครูของกัมพูชา รวมถึงยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

ความช่วยเหลือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของญี่ปุ่นในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทุนมนุษย์ของกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างกัมพูชาและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา : Fresh News English 

https://www.facebook.com/100064334816576/posts/1414100317411115/?rdid=dU1Gwk4GdzQvDzUy#

จีนยกระดับรับมืออุทกภัย 7 มณฑล!! ฝนถล่มจีนตอนใต้–ตอนกลาง กระทรวงน้ำสั่งเฝ้าระวังน้ำท่วม แม่น้ำเล็กเสี่ยงล้นตลิ่ง ยกระดับมาตรการคุมอ่างเก็บน้ำ

20 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนสั่งการรับมือเหตุฉุกเฉินระดับ 4 เพื่อควบคุมอุทกภัยใน 7 ภูมิภาคระดับมณฑล ได้แก่ เจียงซี หูเป่ย หูหนาน กว่างตง (กวางตุ้ง) กว่างซี กุ้ยโจว และไห่หนาน (ไหหลำ) หลังจากมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

มีการคาดการณ์ว่าตอนเหนือของเจียงซี หูหนาน ฝั่งตะวันออกของกุ้ยโจว ตอนเหนือและพื้นที่ชายฝั่งของกว่างซี ตอนเหนือและพื้นที่ชายฝั่งของกว่างตง และตอนใต้ของไห่หนาน จะเผชิญฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 19-21 พ.ค. นี้

ฝนที่ตกหนักมีแนวโน้มส่งผลให้แม่น้ำบางสายในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำจูเจียงและแม่น้ำแยงซีมีระดับน้ำสูงขึ้น ขณะเดียวกันแม่น้ำสายเล็กและสายกลางในพื้นที่ที่มีพายุฝนอาจเกิดน้ำหลากท่วมสูงเกินเกณฑ์เตือนภัย

กระทรวงฯ กระตุ้นหน่วยงานทรัพยากรน้ำในท้องถิ่นและหน่วยงานทางการในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสายต่างๆ เฝ้าติดตามปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำ และสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงการเฝ้าติดตาม พยากรณ์ และเตือนภัยล่วงหน้า รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกระทรวงฯ สั่งให้ดำเนินการควบคุมอุทกภัยของโครงการอนุรักษ์น้ำอย่างแม่นยำตามหลักการ ยกระดับมาตรการความปลอดภัยของอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเพิ่มความพยายามป้องกันอุทกภัยตามแม่น้ำสายเล็กและสายกลาง รวมถึงน้ำป่าไหลหลาก

ขณะเดียวกันหน่วยงานทางการท้องถิ่นควรประกาศเตือนภัยอย่างทันท่วงที จัดการอพยพย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอันตราย พร้อมดำเนินมาตรการเตือนภัยและรับมือแบบมุ่งเป้า เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา : Xinhua

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สถาบันไทยลุยกรณีศึกษา ผลักดันกรณีศึกษาธุรกิจในไทยและเอเชีย ลดพึ่งพาตะวันตกเน้นบริบทท้องถิ่น SMU หนุนเขียนกรณีศึกษาตอบโจทย์ตลาดจริง เตรียมพร้อมบัณฑิตรับความท้าทายใหม่

สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของไทยผลักดันการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาในเอเชีย เพื่อส่งเสริมความพร้อมด้านอุตสาหกรรมของบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

โครงการริเริ่มของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สนับสนุนนักวิชาการไทยในการพัฒนากรณีศึกษาเพื่อการสอนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

กรุงเทพ, ประเทศไทย, 13 พฤษภาคม 2569 – มหาวิทยาลัยไทยกำลังเร่งพัฒนากรณีศึกษาทางธุรกิจโดยมุ่งเน้นที่เกิดในประเทศไทยและเอเชีย ทั้งนี้ นักการศึกษาหลายท่านได้ออกโรงเตือนว่าการพึ่งพาตำราเรียนจากตะวันตกมากจนเกินไปทำให้บัณฑิตขาดความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายในโลกธุรกิจที่เป็นจริงทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่การศึกษาด้านธุรกิจในไทยต้องพึ่งพากรณีศึกษาต่าง ๆ ของตะวันตกเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาชี้ว่าการมุ่งเน้นกรณีศึกษาทางธุรกิจจากตะวันตกมากจนเกินไปก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและความท้าทายที่ผู้บริหารไทยต้องเจอในภาคปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (Singapore Management University: SMU) กำลังทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนับสนุนการพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยอิงจากสถานการณ์ทางธุรกิจที่เป็นจริงในเอเชีย

ซีลีน ควอค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ SMU Thailand กล่าวว่า “นักศึกษาในเอเชียกำลังหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความมั่นคง ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความสอดคล้องทางเศรษฐกิจมากขึ้นในการเลือกประเทศศึกษาต่อ ท่ามกลางผลกระทบจากนโยบายวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงในสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรป ด้วยเหตุนี้ทำให้การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาที่มุ่งเน้นบริบทเอเชียไม่ใช่เพียงแค่ส่วนเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากผู้นำแห่งอนาคตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับตลาด ความเสี่ยง และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พวกเขาจะต้องเผชิญและดำเนินงานท่ามกลางบริบทเหล่านี้ในอนาคต”

การเสริมสร้างศักยภาพของไทยด้านการเขียนกรณีศึกษา

เวิร์กช็อปล่าสุดที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาของ SMU (Centre for Case Learning Excellence)  ได้รวบรวมคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานจากภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรณีศึกษาสำหรับการเรียนการสอนที่สะท้อนบริบททางธุรกิจของประเทศไทย

รศ. ดร. โอลิมเปีย ราเซลา ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อสังเกตว่า “จากประสบการณ์ตรงของดิฉัน “กรณีศึกษาที่ใช้ในการเรียนการสอนไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเสมอไป อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดการเรียนการสอนกรณีศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง บรรยากาศในชั้นเรียนจะมีชีวิตชีวา เข้มข้น และสร้างสรรค์”

ดร. พร้อม อุดมเดช ผอ.สำนักบริหารหลักสูตรสถาปัตยกรรมสหวิทยาการนานาชาติ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “ปัจจุบัน การศึกษาด้านธุรกิจในประเทศไทยยังขาดแคลนความรู้ด้านการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างและการออกแบบอยู่มาก เรายังขาดกรณีศึกษาเฉพาะของไทยในภาคส่วนเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าองค์ความรู้ที่สำคัญนี้มักขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษาด้านธุรกิจ”

อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาด้านธุรกิจ

นักการศึกษาชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นเอเชียเป็นหลักสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

SMU ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกด้านการสอนโดยใช้กรณีศึกษา จากการจัดอันดับของ Financial Times Research Insights Ranking 2025 และ The Case Centre Impact Index 2025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการประสานงานระดับภูมิภาคในการพัฒนากรณีศึกษา

การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและการเล่าเรื่อง

ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการค้นหาข้อมูลและตรวจแก้เนื้อหามากยิ่งขึ้น นักการศึกษาได้เตือนว่าความเข้าใจที่ลึกซึ้งของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

ดร. ฮาโววี โจชิ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้กรณีศึกษาของ SMU ได้กล่าวว่า “กรณีศึกษาที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องและบริบท ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถสนับสนุนกระบวนการนี้ได้ แต่ยังไม่สามารถทดแทนมุมมองของมนุษย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตชีวาได้”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาที่เน้นประเทศไทยและเอเชียเป็นหลักอาจมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำและความพร้อมของกำลังแรงงาน ด้วยการบูรณาการความเป็นจริงทางธุรกิจในท้องถิ่นเข้ากับการศึกษา ประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในอนาคตที่มีทักษะการตัดสินใจที่จำเป็นในระบบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาอาชีพผ่านหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU

หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงให้แก่ผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางกาเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์และการเรียนผ่านกรณีศึกษา

นักวิชาการในประเทศไทยร่วมถ่ายภาพกับ ดร. ฮาโววี โจชิ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนากรณีศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเอเชีย" เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนกรณีศึกษาและพัฒนากรณีศึกษาธุรกิจเอเชียจากสถานการณ์จริงสำหรับการเรียนการสอน

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์แสดงความยินดี กับพี่หนุ่ย กาแฟโบราณ เนื่องในลูกสาวสำเร็จการศึกษา MBA จาก Oxford ประเทศอังกฤษ

(20 พ.ค. 69) ดร หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับ พี่หนุ่ย กาแฟโบราณ ที่ลูกสาวจบ MBA จาก Oxford ครับ

ครม. สั่งยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน!! รัฐบาลยกเลิกมาตรการ ผ.60 นักท่องเที่ยว 93 ประเทศกลับเข้าเกณฑ์เดิม 30 วัน เตรียมแจ้งหน่วยงานดำเนินการ รัฐบาลคืนระบบเดิม คุมเข้มท่องเที่ยว–ธุรกิจระยะสั้น

เมื่อวานนี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวจากกว่า 90 ประเทศ รวมถึงกรณีของประเทศที่มีสิทธิ์ได้รับวีซ่ามากกว่า 1 ประเภท ก็ให้ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยจะกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม

หลังจากนี้ จะมีการแจ้งมติดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น โดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และสามารถพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน หรือที่เรียกว่า ผ.60 มีทั้งหมด 93 ประเทศ

รายชื่อ 93 ประเทศ ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ 
กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม (30 วัน)

- กลุ่มประเทศนอร์ดิก: สวีเดน, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์

- กลุ่มประเทศยุโรป: แอลเบเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, ไซปรัส, เช็กเกีย, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, จอร์เจีย, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, คอซอวอ, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซานมารีโน, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, ยูเครน, สหราชอาณาจักร

- กลุ่มเอเชีย: ภูฏาน, บรูไน, กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้, ลาว, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไต้หวัน, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

- กลุ่มตะวันออกกลาง: บาห์เรน, อิสราเอล, จอร์แดน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กลุ่มอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน: แคนาดา, คิวบา, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, กัวเตมาลา, จาเมกา, เม็กซิโก, ปานามา, ตรินิแดดและโตเบโก, สหรัฐอเมริกา

- กลุ่มอเมริกาใต้: บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู, อุรุกวัย

- กลุ่มโอเชียเนีย: ออสเตรเลีย, ฟิจิ, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, ตองกา

- กลุ่มแอฟริกา: มอริเชียส, โมร็อกโก, แอฟริกาใต้

ที่มา ไทยรัฐ - https://www.thairath.co.th/news/politic/2933830
เดลินิวส์ https://www.dailynews.co.th/news/5874610/

OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชนปลื้ม ยอดขาย Thai Festival 2026 ทะลุเป้า พุ่งสวนตลาดญี่ปุ่น ยอดขายกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนพลังคราฟต์ไทยบนเวทีสากล

กรมการพัฒนาชุมชน ปลื้ม OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กวาดยอดขายทะลุเป้า

ต่อยอดออร์เดอร์–เจรจาการค้า ดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำผู้ประกอบการ OTOP ไทยเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 ครั้งที่ 26 งานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยจาก “สินค้าชุมชน” สู่ “งานคราฟต์ระดับนานาชาติ” ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “OTOP Thai Craft: Beat Your Heart” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทย

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คนต่อปี

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างการรับรู้สินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศ สำหรับการนำผู้ประกอบการสินค้า OTOP จากทั่วประเทศกว่า 23 แบรนด์ชั้นนำ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน สามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 2,081,370 บาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 1,966,570 บาท และยอดสั่งซื้อเพิ่มเติม (Order) อีก 114,800 บาท ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ระฆังทอง จ.อุบลราชธานี มียอดจำหน่ายสูงกว่า 269,780 บาท รองลงมา ได้แก่ พรีม่าเพิร์ล จ.ภูเก็ต จำหน่ายได้ 177,325 บาท อันดับ 3 กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติ Indygo จ.สกลนคร จำหน่ายได้ 111,889 บาท สะท้อนความนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อาทิ Asia Super Store ซุปเปอร์มาเก็ตไทยขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ควบคู่กับกิจกรรม Workshop และการสาธิตผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top