Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

จีนเปิดเกมสันติภาพ!! เมื่อมังกรกับพญาอินทรีต้องอยู่ร่วมโลก ‘สีจิ้นผิง’ เสนอ ‘เคารพกัน อยู่ร่วมกัน ร่วมมือกัน’ อ้างภูมิปัญญาโบราณ หนุนสัมพันธ์สร้างสรรค์กับสหรัฐฯ

สีจิ้นผิงอ้างอิงปรัชญาความสามัคคี ส่งเสริม 'จีน-สหรัฐฯ' ดำรงอยู่ร่วมกัน

ปักกิ่ง, 18 พ.ค. (ซินหัว) -- หอสักการะฟ้าเทียนถาน อายุมากกว่า 600 ปี ณ ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างฟ้ากับดินมาแต่โบราณ ได้ต้อนรับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยสีจิ้นผิงอธิบายให้ทรัมป์ฟังว่าผู้ปกครองจีนในยุคโบราณจัดพิธีกรรมระดับรัฐที่นี่เพื่อขอให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สังคมสมัครสมานสามัคคี และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเก็บเกี่ยวพืชผลได้อุดมสมบูรณ์

หอสักการะฟ้าเทียนถานเป็นสัญลักษณ์ของปรัชญาจีนโบราณ "เหอเหอ" ซึ่งหมายถึงสันติภาพ ความสามัคคี และการดำรงอยู่ร่วมกัน ขณะที่สีจิ้นผิงมักกล่าวถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมให้บรรดาผู้นำชาวต่างชาติได้รู้จัก ซึ่งตอกย้ำการให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลึกซึ้ง โดยสีจิ้นผิงมองว่าปรัชญา "เหอเหอ" เป็นหนึ่งในแก่นแท้ของวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่บรรพบุรุษชาวจีนสร้างสรรค์ขึ้นมา และถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์และมีเสถียรภาพในอนาคตข้างหน้า

ค่านิยมแห่งสันติภาพ

หอสักการะฟ้าเทียนถานนั้นประกอบด้วย 3 ตำหนักหลัก ได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งต่างมีตัวอักษรภาษาจีน "เหอ" อยู่ในชื่อ สะท้อนความปรารถนาสันติภาพและความสามัคคีที่มีมานานของประชาชนชาวจีน โดยทรัมป์ที่ยืนอยู่กับสีจิ้นผิงข้างในหอสักการะฟ้าเทียนถานเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) กล่าวชมสถานที่แห่งนี้ว่ายิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ มีความวิจิตรบรรจงทางศิลปะของสถาปัตยกรรมจีนโบราณและความรุ่มรวยของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้ดำเนินพันธกิจทางการทูตโดยอาศัยภูมิปัญญาโบราณของจีนมาสื่อสารความมุ่งมั่นสู่สันติภาพของจีน โดยสันติภาพถือเป็นค่านิยมหลักที่หยั่งรากลึกอยู่ในอารยธรรมจีน สีจิ้นผิงเคยกล่าวว่าสันติภาพ ความปรองดอง และความสามัคคีเป็นแนวคิดที่ชนชาติจีนยึดมั่นและสืบสานมานานกว่า 5,000 ปี และชนชาติจีนไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าวหรือชอบครอบงำผู้อื่นอยู่ในสายเลือด

ตอนเริ่มต้นหารือกับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงตั้งคำถามว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ พร้อมเสริมว่าจีนและสหรัฐฯ จะได้รับผลประโยชน์หากร่วมมือกัน แต่จะสูญเสียผลประโยชน์หากเผชิญหน้ากัน ดังนั้นทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่งกัน

บางโอกาสสีจิ้นผิงยังใช้ภูมิปัญญาจากตำราจีนโบราณในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพื่อเน้นย้ำมุมมองของสีจิ้นผิงต่อความรอบคอบในการทำสงครามสู้รบ โดยเมื่อปี 2018 ขณะหารือกับเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงอ้างอิงคำพังเพยจีนที่ว่าผู้เชี่ยวชาญการทหารที่แท้จริงไม่ได้อยากใช้วิธีการทางทหารมาแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ โลกจับตามองการพบปะหารือของสีจิ้นผิงและทรัมป์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าทั้งสองประเทศใหญ่จะสามารถค้นหาวิถีทางที่ถูกต้องในการก้าวสู่การดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่มีนัยยะลึกซึ้งต่อสันติภาพและเสถียรภาพของโลก โดยประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกับวิสัยทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีความสำคัญมากที่สุดในโลก นั่นคือการสร้าง "ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นการบรรลุฉันทามติทางการเมืองที่มีความสำคัญมากที่สุดระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้

ความแข็งแกร่งส่วนรวม

สีจิ้นผิงมองว่า "สรรพสิ่งทั้งหลายอาจเติบโตเคียงข้างกันโดยไม่เบียดเบียนกันและเส้นทางที่แตกต่างกันอาจอยู่คู่ขนานกันโดยไม่แทรกแซงกัน" โดยสีจิ้นผิงเคยหยิบยกสุภาษิตจีนโบราณนี้มาสื่อสารว่าความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนรวม ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ และมีส่วนร่วมในความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ซึ่งความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ นั้นยังมีโอกาสรออยู่มากมาย ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยส่งเสริมความสำเร็จซึ่งกันและกัน รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ณ งานเลี้ยงต้อนรับทรัมป์ที่อาคารมหาศาลาประชาชนเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวว่าหากมองย้อนดูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่ผ่านมา กุญแจสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าอย่างมั่นคงคือการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ต่อจากนั้นเมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิงกล่าวกับทรัมป์ระหว่างการพบปะแบบจำกัดวงที่เรือนรับรองจงหนานไห่ในกรุงปักกิ่งว่าขณะทรัมป์หวังให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สีจิ้นผิงมุ่งมั่นนำพาประชาชนชาวจีนก้าวสู่การฟื้นฟูชาติ

สำหรับปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปี การก่อตั้งประเทศ โดยท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าจีนและสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนระดับโลก

เมื่อปี 2024 ขณะพบปะกับแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในตอนนั้น ณ กรุงปักกิ่ง สีจิ้นผิงหยิบยกอีกหนึ่งแนวคิดจากปรัชญาจีนโบราณที่ว่า "ลงเรือลำเดียวกันแล้วควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" โดยสีจิ้นผิงกล่าวว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีใครหรือประเทศใดสามารถแยกตัวโดดเดี่ยวจากความท้าท้ายที่กำลังเผชิญร่วมกันได้ หนทางเดียวในการก้าวต่อไปคือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนปรองดอง

การประชุมสุดยอดระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ครั้งล่าสุดนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมดำเนินการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งการทูต การทหาร เศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข การเกษตร การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเพิ่มแรงกระตุ้นใหม่สู่ปฏิสัมพันธ์ของสองประเทศในอนาคต

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นประชาชนที่ยอดเยี่ยม โดยการฟื้นฟูชนชาติจีนที่ยิ่งใหญ่และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั้นสามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยเหลือกันและกันเพื่อบรรลุผลสำเร็จและเดินหน้าความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งโลก

ที่มา : Xinhua

คนรุ่นใหม่เริ่มต้าน AI ? จุดกระแสเดือด AI สะดุดกลางพิธีรับปริญญา กศึกษาจบใหม่เริ่มส่งเสียงค้าน หลังเทคโนโลยีล้ำเส้นชีวิตจริง หวั่นอนาคตถูกแทนที่โดยเครื่องจักร

นักศึกษามหาวิทยาลัยแสดงความไม่พอใจอย่างมาก หลังจากมหาวิทยาลัยเลือกที่จะใช้ AI ในการขานชื่อผู้เข้ารับปริญญาตามลำดับ แต่ระบบทำงานผิดพลาดขานชื่อผิด แถมยังไม่ยอมให้ทำการรับปริญญาใหม่

นับเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI?

ในขณะที่อีกงาน อดีต CEO ของ Google Eric Schmidt ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์ ที่ University of Arizona แต่กลับถูกเด็กโห่ทุกครั้ง เมื่อพูดถึงคำว่า Artificial Intelligence แสดงความไม่พอใจ  จนถึงจุดหนึ่งที่เขาถึงกับต้องบอกนักศึกษาว่า "Would you let me make this point please?" นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่า นักศึกษาจบใหม่มีปฏิกิริยาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่า เริ่มมีความไม่พอใจเกี่ยวกับ AI อย่างจริงจัง

ที่มา :

https://www.facebook.com/706831750/posts/10162369351666751/?rdid=II2DNLNRn1IHxPS2#

https://x.com/BTnewsroom/status/2056408582560621031

ใช้น้ำมันไตรมาสแรกปี 69 พุ่ง 5.3% !! เบนซิน-ดีเซล-Jet A1 โต สะท้อนเศรษฐกิจเดินเครื่อง แต่ NGV ยังทรุดต่อเนื่อง ใช้ลดลง 14.3% ตามจำนวนรถจดทะเบียนที่หดตัวต่อเนื่อง

สถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม)

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร อันเนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ 

ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ร้อยละ 1.61 ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 5.80 2 ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.94 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน3 แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 17.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 14.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 19.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน

ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

‘วรภัค’ ฟ้องสื่ออิสระ ‘ทอม ไรต์’ ปมแฉเครือข่ายฟอกเงินระดับโลก หลังถูกโยงเครือข่ายฟอกเงิน ‘เบน สมิธ’ เรียกค่าเสียหาย 48 ล้าน สื่อนอกจับตา ก.ล.ต.ไทยยังนิ่ง


"วรภัค ธัญวงศ์" อดีต รมช.คลัง ฟ้องหมิ่นประมาท "ทอม ไรต์" สื่ออิสระ หลังถูกแฉโยงขบวนการฟอกเงินของ “เบน สมิธ” นัดไต่สวน 22 มิ.ย.-สื่อนอกข้องใจไฉน ก.ล.ต.ยังนิ่ง สำนักข่าว Next News รายงาน

ข่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ว่า เว็บไซต์ https://whalehunting.projectbrazen.com ได้รายงานข่าวว่า นายวรภัค ธัญวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาททางอาญาต่อนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ เจ้าของเว็บไซต์ Whale Hunting ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวที่เคยเปิดโปงการทุจริตกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ นายวรภัคเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.84 ล้านบาท จากการรายงานข่าวของ Whale Hunting ที่พาดพิงถึงบทบาทของเขาในเครือข่ายของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ "เบน สมิธ" ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินจากแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นอาชญากรระดับโลก เครือข่ายอาชญากรรมและการแทรกซึมสถาบันการเงินไทย Whale Hunting ระบุว่า เครือข่ายของนายมอเออร์เบอร์เกอร์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งมีการบังคับใช้แรงงานทาสสมัยใหม่ เพื่อฉ้อโกงเหยื่อทั่วโลก เข้าสู่ระบบการเงินระหว่างประเทศ โดยเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการคอร์รัปชันร่วมกับชนชั้นนำของไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อฝังตัวเข้าไปในสถาบันการเงินที่มีการกำกับดูแลของประเทศ การสอบสวนของ Whale Hunting ซึ่งอ้างอิงเอกสารหลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภรรยาของนายวรภัค ธัญวงศ์ ได้รับเงินจำนวน 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 94.42 ล้านบาท ในรูปแบบของสกุลเงินดิจิทัล Tether (USDT) โดยเป็นการจ่ายเงินลับซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อโอนการควบคุมบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทการเงินไทย ให้กับนิติบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ การเข้าครอบงำกิจการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การดำเนินงานของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ดูน่าเชื่อถือ

ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและการดำเนินคดี แม้ว่าการรายงานข่าวของ Whale Hunting จะนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งในรัฐบาลไทยของนายวรภัคในช่วงปลายปี 2568 แต่ Whale Hunting อ้างว่านายวรภัคกลับพยายามใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปิดปากสื่อ นายวรภัคยื่นฟ้องคดีในเดือนธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดไต่สวนครั้งแรกในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 Whale Hunting ตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายวรภัคเลือกยื่นฟ้องคดีในประเทศไทย แทนที่จะเป็นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นสถานที่ที่ธุรกรรมที่เป็นประเด็นสำคัญเกิดขึ้นนั้น "เป็นเรื่องที่น่าคิด" เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายที่ยากต่อการใช้เพื่อข่มขู่สื่อมวลชนมากกว่า ในทางกลับกัน ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลกในด้านหลักนิติธรรมปี 2568 และมีประวัติการใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเพื่อข่มขู่นักเคลื่อนไหวและนักข่าวมาอย่างยาวนาน 

ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินและการกระทำของเจ้าหน้าที่ Whale Hunting อ้างว่าได้เปิดเผยหลักฐานเพิ่มเติมที่ค้านคำกล่าวอ้างของนายวรภัคที่ว่าเขาเป็นเพียงคนรู้จักกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ โดยมีการเปิดเผยภาพถ่ายของนายวรภัคที่เดินทางบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายมอเออร์เบอร์เกอร์ และภาพลูกชายของเขาบนเรือยอทช์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,256 ล้านบาทของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งกรณีนี้นายวรภัคเคยชี้แจงกับสำนักข่าว Next News ไปแล้วว่ารูปถ่ายบนเครื่องบินส่วนตัวนั้นเป็นแค่การบินไปดูไร่กัญชาที่เชียงราย ส่วนภาพลูกชายบนเรือยอทช์ก็ไม่ใช่เรือของนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด

'วรภัค' ย้ำอีกปัดเอี่ยว 'เบน สมิธ' หลังเจอภาพลูกชายบนเรือยอชท์หรู Whale Hunting ระบุอีกว่ามีหลักฐานว่า นายวรภัคยอมรับว่ารู้จักนายยูจีน แทง ซีอีโอของ Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งเป็นบริษัทที่นายเมาเออร์เบอร์เกอร์ใช้เป็นส่วนหน้าในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายหลายพันล้านดอลลาร์ โดย CAI ได้ให้เงินกู้แก่นายวรภัคจำนวน 693 ล้านบาท หรือกว่า 21.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน ฟินันเซีย เอ็กซ์  ในนามของเครือข่ายนายเมาเออร์เบอร์เกอร์  แม้ว่านายวรภัคจะเคยกล่าวอ้างว่าทางการสิงคโปร์ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดทางอาญาที่ CAI แต่ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ตำรวจสิงคโปร์และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ได้จับกุมนายยูจีน แทง และนายจอร์จ แทน กรรมการอีกคนของ CAI พร้อมอายัดทรัพย์สินกว่า 124 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,037.44 ล้านบาท . การสอบสวนพบว่า CAI และนายแทงถูกกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมและศูนย์หลอกลวง  Whale Hunting ยืนยันว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งมอบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของไทยให้กับเครือข่ายอาชญากรรม และการจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับนายวรภัคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน อนึ่งนายวรภัคได้เคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้วว่ากรณีการได้รับเงินของภรรยานั้นเป็นแค่เงินที่มาจากการขายหุ้นฟินันเซีย เอ็กซ์เท่านั้นไม่เกี่ยวกับนายเมาเออร์เบอร์เกอร์แต่อย่างใด ปัจจุบัน ศาลไทยได้ออกหมายจับนายมอเออร์เบอร์เกอร์ ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในดูไบ และได้อายัดทรัพย์สินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหุ้นในบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ . กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่นำการสอบสวนการเข้าครอบงำบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับนายวรภัค

ที่มา : https://whalehunting.projectbrazen.com/vorapak-sues-whale-hunting-the-high-stakes-fight-for-the-truth/

ผลไม้ไทยขึ้นห้างกลางกรุง!! ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง บุกสยามพารากอน จันทบุรีโชว์พลัง Soft Power ผ่านงาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” ดันผลไม้ไทยสู่ Soft Power ระดับโลก

“Thailand, The Land of Tropical Fruits”

อีกหนึ่งภาพสะท้อนพลัง Soft Power ไทย

ที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ของผลไม้เมืองร้อนจากผืนแผ่นดินตะวันออก

งาน “Thailand, The Land of Tropical Fruits” จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ณ Gourmet Market สยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

โดยได้รับเกียรติจาก นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ภายในงานได้รวบรวมผลไม้คุณภาพจากจันทบุรีและหลายพื้นที่ของไทย

ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้เมืองร้อนนานาชนิด มาไว้กลางห้างกลางกรุง ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและอบอุ่น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการเชิญเอกอัครราชทูต และผู้แทนทางการทูตจากหลายสิบประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสรสชาติผลไม้ไทยสดๆ จากสวน

และเปิดประสบการณ์เสน่ห์แห่ง “ผลไม้ไทย” ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นบนเวทีโลก

ไม่ใช่เพียงเทศกาลผลไม้ แต่คือการนำเสนอประเทศไทย ผ่านรสชาติ วัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทย

ในวันที่ “ผลไม้ไทย”

กำลังก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ

ไทยช่วยไทยพลัสมาแล้ว!! รัฐบาลลุยเยียวยาค่าครองชีพ ของแพง เงินเฟ้อ ว่างงาน อนุมัติไทยช่วยไทยพลัส 1.76 แสนล้าน ก่อนค่าครองชีพลากเศรษฐกิจดิ่ง

ครม. เคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 1.76 แสนล้าน รับมือวิกฤติของแพง เงินเฟ้อพุ่ง-ว่างงาน

วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้วงเงิน 176,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่คณะกรรมการกลั่นการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อย โดยมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อของประชาชนหดตัวมากจนเกินไป ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรไม่ให้ธุรกิจต้องปิดกิจการและเกิดการเลิกจ้างงาน เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 หลังจากวิกฤติพลังงานและสงครามที่ยังคือ วิกฤติของแพง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายนที่ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% และมีโอกาสสูงมากที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งอาจสูงแตะระดับ 5%

นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติระดับโลกที่ทุกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องราคาผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในวันนี้ ทิศทางดังกล่าวเป็นการยืนยันจากมุมมองของนักการเงินและนักเศรษฐศาสตร์ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤติของแพงในครั้งนี้ได้ จะนำไปสู่ภาวะวิกฤติต่อเนื่องคือวิกฤติกำลังซื้อ เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้คนที่มีรายได้น้อย รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสมในอดีตมารองรับแรงกระแทก

ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘ทรัมป์’ ส่งสัญญาณชัด!! ไม่เปิดทางไต้หวันประกาศเอกราช ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้สะเทือน DPP ไต้หวันคือแกนกลางจีน–สหรัฐฯ สองมหาอำนาจต้องคุมเส้นแดงเพื่อสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ชี้คำพูดทรัมป์ สกัดกระแส 'ภาพฝันเอกราชไต้หวัน'

ปักกิ่ง, 19 พ.ค. (ซินหัว) -- ผู้เชี่ยวชาญจากแผ่นดินใหญ่ของจีนหลายรายระบุว่าถ้อยแถลงล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับไต้หวัน ยิ่งทำลายภาพฝัน "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน

"สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ใครพูดว่าสามารถประกาศเอกราชได้เพราะสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่" ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์ หลังเสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

ในการแถลงสรุปการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าภาพรวมที่สะท้อนจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือฝ่ายสหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนของจีน ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของจีน และไม่ได้เห็นด้วยหรือยอมรับความพยายามประกาศเอกราชของไต้หวันเฉกเช่นเดียวกับประชาคมระหว่างประเทศ

หลิวเซียงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านไต้หวันศึกษาจากมหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่าคำพูดของทรัมป์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน และไม่ยอมรับ "เอกราชไต้หวัน" ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ยอมให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดน "เอกราชไต้หวัน" ใช้สหรัฐฯ เป็นผู้หนุนหลัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อไล่ชิงเต๋อ ผู้นำภูมิภาคไต้หวัน และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ที่ยังคงยืนกรานผลักดันเอกราชไต้หวัน

หวังอิงจิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน เห็นว่าต้นตอของความตึงเครียดข้ามช่องแคบในปัจจุบัน มาจากการที่ทางการพรรคฯ ยังคงแสวงหาการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่อวาระ "เอกราช" ของตน ขณะเดียวกันยังมีแรงกดดันจากภายนอกบางส่วนที่พยายามใช้ไต้หวันเพื่อสกัดจีน แต่คำพูดของทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการผลักดัน "เอกราชไต้หวัน" อย่างหุนหันพลันแล่นของใครบางคน และไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่สงครามข้ามมหาสมุทร

หวังอิงจินเสริมว่าข้อความดังกล่าวของทรัมป์ทำลายภาพฝันของ "เอกราชไต้หวัน" และยังเป็นคำเตือนต่อทางการพรรคฯ รวมถึงทุกฝ่ายที่ยังยึดติดกับภาพลวงดังกล่าว

ระหว่างการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องต่อวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน

สวีเสี่ยวเฉวียน นักวิจัยจากสถาบันไต้หวันศึกษา สังกัดสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่าปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นแกนกลางที่สำคัญสูงสุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งไม่อาจมองข้าม และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

สวีระบุว่าการร่วมกันรักษาเส้นแดงของสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน ไม่เพียงสร้างเงื่อนไขต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังถือเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อโลก และเป็นก้าวจำเป็นที่ทั้งสองประเทศใหญ่ต้องดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตน

เซิ่งจิ่วหยวน ผู้อำนวยการศูนย์ไต้หวันศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวทง ระบุว่าจีนและสหรัฐฯ มีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการเห็นทั้งสองฝั่งของช่องแคบแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ

ด้านสวีกล่าวเสริมว่าการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแนวทางของสหรัฐฯ ต่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันมีความเป็นเหตุเป็นผลและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยหักล้างวาทกรรมเท็จที่ทางการพรรคฯ พยายามเผยแพร่มาโดยตลอด

ทั้งนี้ หลิวระบุเพิ่มเติมว่าหากมองในระยะยาว แผ่นดินใหญ่ของจีนมีพื้นฐานทรัพยากรที่แข็งแกร่งกว่า มีขีดความสามารถสูงกว่า และอยู่ในจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าในการแก้ไขปัญหาไต้หวัน พร้อมเสริมว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันต่อต้านแนวคิด "เอกราชไต้หวัน" ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างเด็ดขาด ขยายการแลกเปลี่ยนและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมการรวมชาติอีกครั้ง

ที่มา : Xinhua

‘ซานาเอะ’คิดการใหญ่!! ญี่ปุ่นจ่อมี “หน่วยสายลับ” รวมศูนย์ครั้งแรกหลังสงครามโลก ปั้นหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่น โมเดล CIA–MI6 รับมือจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย

ไม่รู้ว่าความเฟี้ยวฟ้าวของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ทาคาอิจิ ซานาเอะ จะไปสุดที่ตรงไหน ล่าสุด รมต. ซานาเอะ เตรียมผลักดันร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานหน่วยข่าวกรองพิเศษ หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า "หน่วยสายลับ" โดยใช้โมเดลของ MI6 ของ อังกฤษ และ CIA ของสหรัฐอเมริกา เพื่อใช้ในงานสืบราชการลับจาก จีน เกาหลีเหนือ และ รัสเซีย โดยเฉพาะ

โดยหน่วยงานสายลับใหม่ของรัฐบาลซานาเอะ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก FBI ของสหรัฐอเมริกา ที่จะเป็นการรวมศูนย์อำนาจของหน่วยข่าวกรองที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ให้มาอยู่ใต้การดูแลของรัฐบาลกลางโดยตรง และดึงนักวิเคราะห์ นักเทคโนโลยีหัวกะทิ ทั้งภาครัฐ และ เอกชนกว่า 700 คนมาเข้าสังกัด และจะได้เริ่มดำเนินการภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้ นับเป็นการก่อตั้งหน่วยสายลับรวมศูนย์ของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

อธิบายคร่าวๆ ให้พอเห็นภาพก็คือ หน่วยงานรัฐเดิมที่มีหน้าที่ในการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในญีุ่ปุ่นนั้นมีอยู่แล้ว ได้แก่ Cabinet Intelligence and Research Office (CIRO) - หน่วยงานหลักของคณะรัฐมนตรีและรายงานตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเทียบได้กับ CIA ของสหรัฐ

แต่หน่วยข่าวกรองนี้ก็ไม่ได้มีอยู่หน่วยเดียว เพราะกระทรวงที่ต้องใช้ข้อมูลข่าวกรองต่างก็มีหน่วยสืบข่าวของตัวเองต่างหากเช่นใน กระทรวงการต่างประเทศ, กลาโหม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วย Public Security Intelligence Agency (PSIA) ที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม

จึงทำให้งานข่าวกรองมีความซ้ำซ้อน และยังมีข้อกฎหมายที่จำกัด ไม่สามารถบุรณาการ หรือเข้าถึงข้อมูลจากหน่วยงานอื่นได้

และนั่นจึงเป็นที่มาของร่างกฎหมายต่อต้านการจารกรรมข้อมูลโดยต่างชาติ เพื่อก่อตั้งหน่วยงานใหม่ ที่ชื่อว่า สภาข่าวกรองแห่งชาติ - National Intelligence Council (NIC) ที่สามารถสั่งงานได้ทุกองค์กร โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งตำแหน่งประธาน รวมถึงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการจารกรรม ที่จะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูป ยกเครื่องสำนักหน่วยข่าวกรองใหม่นี้พรรครัฐบาล LDP เคยพยายามผลักดันเข้าสภามาแล้วตั้งแต่ปี 1985 แต่ว่าไม่สำเร็จ อันเนื่องจากเสียงคัดค้านเรื่องขัดรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคล  ทำให้งานข่าวกรองของญี่ปุ่นค่อนข้างล้าหลังกว่าชาติพันธมิตร จนไม่อาจนำมาใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับชาติใดได้

เรื่องนี้อยู่ในใจ ทาคาอิจิ ซานาเอะ นักการเมืองหญิงสายขวาจัดมานานแล้ว และ ตั้งปณิธานว่า ถ้าวันใดที่เธอได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เธอจะผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภา และก่อตั้งสภาข่าวกรองใหม่นี้ให้ได้ ที่เธอถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดในการปกป้องอธิปไตยและเกียรติยศของญี่ปุ่น

และเมื่อวันนี้มาถึงแล้ว จากผลการเลือกตั้งระดับแลนด์สไลด์ของนายกฯหญิง และ พรรค LDP ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ก็จะทำให้ ซานาเอะ สามารถทำในสิ่งที่นายกรัฐมนตรีชายหลายคนก่อนหน้าเธอทำไม่สำเร็จ และเตรียมเป็นผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่ได้นั่งหัวโต๊ะสภาข่าวกรองในเร็วๆนี้

ซานาเอะ ย้ำว่า สถานการณ์โลกตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว และการทำงานของหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่นแบบเดิมๆ ไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามสมัยใหม่ ที่มีทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ การก่อการร้าย จารกรรมข้อมูลลับอันมีค่าทางอุตสาหกรรม การข่มขู่จากชาติอริที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หรือกลไกการจับกุมสายลับ และแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างทัดเทียมกับชาติพันธมิตร ได้อีกต่อไป

เสริมความมั่นใจเต็มร้อย ด้วยแรงหนุนสุดตัวจาก FBI ของสหรัฐอเมริการ ที่สนับสนุนให้ญีปุ่นมีหน่วยข่าวกรองที่มีอำนาจเต็มเสียที แถม แคช พาเทล ผอ. FBI ยังได้เชิญ ฮาระ คาซุยะ  ผอ.จากหน่วย CIRO เดิมไปดูงานถึงสำนักงานใหญ่ที่กรุงวอชิงตันเลยด้วย

ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลูกค้าข้อมูลข่าวกรองจากหน่วยงานสายลับน้องใหม่คือใคร  และชาติเป้าหมายที่จะถูกส่องเป็นพิเศษจากหน่วยข่าวกรองญี่ปุ่น

และจะกลายเป็นหน่วยที่น่าเกรงขามได้อย่าง "เคมเปไต" หน่วยสืบราชการลับทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยเมจิ ที่มีส่วนสำคัญในการล้วงข้อมูลข้าศึก ในการทำสงครามขยายแสนยานุภาพของจักรวรรดิญี่ปุ่น เหนือกองทัพชาติอื่นๆ ก่อนจะถูกยุบเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945  ได้หรือไม่นั้น ก็ต้องมาพิสูจน์ฝีมือของ นายกฯหญิง ซานาเอะ กัน

ที่มา : หรรสาระ

จากรักและอาลัย “นิพนธ์” อาลัยรักภรรยา “กัลยา บุญญามณี” เงินทำบุญทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 21-25 พ.ค.

เงินทำบุญงานศพ “กัลยา บุญญามณี”ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์

นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวานนายกฯอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเสียชีวิตของคุณกัลยา บุญญามณี ภรรยาของนิพนธ์ และมารดาของสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

”มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งว่า จะเดินทางไปร่วมงานบุญด้วย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเสาหลักคนหนึ่งในครอบครัว“

นิพนธ์ ได้โพสต์อาลัยรักต่อการจากไปอย่างกะทันหันของภรรยา “สู่สุขคติภพนะขุ้ย ตลอดเวลาขุ้ยทำหน้าที่ภรรยา หน้าที่แม่ของลูกๆ และหน้าที่การงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใดแล้วนะ จะทำทุกอย่างแทนขุ้ยให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ

รักและคิดถึงเสมอ”

นิพนธ์ บอกว่า ในการณ์นี้ ทางคณะเจ้าภาพขอแจ้งให้ทราบว่า กรณีมีผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญ ทางคณะเจ้าภาพมีความประสงค์มอบเงินทำบุญทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่รับเงินสด โดยสามารถสแกน QR Code ตามรูปสแกนโอนทำบุญได้เลย โดยระบบจะบันทึกว่ามาจากการร่วมทำบุญในนามคุณกัลยา บุญญามณี

“ขอกุศลผลบุญที่กระทำในครั้งนี้ให้ไปถึงคุณกัลยา หอบหิ้วผลบุญเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปรายภพ พบเจอแต่คนที่รักในภพหน้า”

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพคุณกัลยา วันพฤหัสที่ 21 พฤษภาคม จะเคลื่อนย้ายศพมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ไปยังศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 วัดแหลมทราย เวลา 14.00 น.รดน้ำศพ เวลา 17.00 น.พระราชพิธีน้ำหลวงอาบศพ เวลา 18.30 น.สวดพระอภิธรรมทุกวัน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิงศพ

บีโอไอลุยยานยนต์ บีโอไอหนุนไทยสู่ EV Hub อาเซียน เวที BOI Symposium ดึงนักลงทุนจากจีนญี่ปุ่นยุโรป เน้นเทคโนโลยีและซัพพลายเชนแบบ Smart and Green นักลงทุน 500 คน ร่วมงาน SUBCON Thailand 2026

บีโอไอร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากซ้าย) เปิดเวที BOI Symposium เพื่อตอกย้ำบทบาทไทยสู่การเป็น EV Hub ของอาเซียนภายในงาน SUBCON Thailand 2026 โดยมี China EV100 องค์กร Think Tank ด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน พร้อมผู้บริหารบริษัทยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่วมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart and Green Mobility งานดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ระบบซัพพลายเชน และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค โดยมีนักลงทุนและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top