Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

‘คิวเรียส คันไป’ ลุยคราฟต์สาเก ยกระดับศิลปะการดื่มด้วยสาเกพรีเมี่ยม คว้าสิทธิ์ "บรุกลิน คุระ" จากนิวยอร์ก จับกลุ่ม GEN ใหม่ขยายตลาดเครื่องดื่ม เสิร์ฟคู่เมนูหลากหลายชาติเพิ่มรสชาติ

“คิวเรียส คันไป” ยกระดับ “ศิลปะแห่งการดื่ม” คว้าคราฟต์สาเก

จากนิวยอร์ก “Brooklyn Kura” เสิร์ฟสายเทส เขย่าตลาดเครื่องดื่มพรีเมี่ยม

นายสกล สุริยะโชติ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้เชี่ยวชาญการคัดสรรสาเก (Sake Curator) กลุ่ม คิวเรียส คันไป (Curious Kanpai)  และ นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป ร่วมเปิดเผย ถึงผลสำเร็จในการยกระดับธุรกิจของกลุ่ม คิวเรียส คันไป ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการบริการคัดสรรสาเก  พรีเมี่ยมคุณภาพสูง คว้าสิทธิ์ “บรุกลิน คุระ” (Brooklyn Kura) สาเกพรีเมี่ยมจากแหล่งผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้รับสิทธิ์การทำตลาดเมื่อปี 2568 และเป็นประเทศที่สองในเอเชียต่อจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มในประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่หลากหลายและปรุงอย่างพิถีพิถัน จากร้านอาหารชั้นนำและบาร์ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ศิลปะแห่งการดื่มอย่างมีรสนิยม

“บรุกลิน คุระ เป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในเซกเมนต์ “Craft Sake” โดยนำมาจับคู่กับเมนูอาหารหลากหลายสัญชาติไม่จำกัดเฉพาะกับอาหารญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เมนูอาหารที่จับคู่กับ บรุกลิน คุระ หลากหลายสัญชาติ ทั้ง ไทยดั้งเดิม ไทยครีเอทีฟ ฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย จีน-ไทย และอีสานฟิวชัน จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้ ซึ่งไม่ได้แข่งกับสาเกญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยตรง” นายสกล กล่าว

ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 500,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมูลค่าตลาดรวมราว 110,000 ล้านบาท

เปิดเกมรุกขยายฐาน GEN ใหม่  

นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป กล่าวว่า “ความเหนือระดับของ “บรุกลิน คุระ” คือการมุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับนักดื่ม GEN ใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การดื่มที่พิถีพิถัน ใส่ใจและมีรสนิยมในการดื่ม ควบคู่กับเมนูอาหารที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เหมือนเลือกร้านอาหาร เลือกการแต่งตัว ที่ได้ค้นพบว่านักดื่ม GEN ใหม่ มีความสนใจเรื่องราว งานคราฟต์ และการค้นพบ พวกเขาพร้อมลองไวน์ธรรมชาติ จากจอร์เจีย เมสกัลจากโออาซากา หรือ Craft Sake จาก “บรุกลิน คุระ” ไม่ใช่เพราะเทรนด์ แต่เพราะต้องการสัมผัสด้วยประสบการณ์จากการดื่มจริง ๆ เพื่อค้นพบความพิเศษ คนกลุ่มนี้ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่วงการอาหาร และเครื่องดื่มกำลังเปิดกว้างสำหรับคนที่กล้าลอง แต่รอบรู้เรื่องอาหาร หลงใหล และเปิดกว้างกับการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ เชื่อลิ้นตัวเองมากกว่ายี่ห้อดัง และชอบแชร์ของดีให้เพื่อน”

“สาเก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดื่มได้สนุก เข้ากันได้กับอาหารทุกประเภท ทั้ง ส้มตำ ผัดไทย ซีฟู้ดย่าง หรือ อาหารฝรั่งเศสสไตล์บิสโทร ในฐานะที่ คิวเรียส คันไป เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่คัดสรรและเผยแพร่ความรู้เรื่องสาเก  บริษัทมุ่งเน้นการสื่อสารโดยให้ความรู้ด้านกลิ่น รสชาติ และ การจับคู่อาหาร ผ่านแพลตฟอร์ม Online  Facebook และ Instagram เป็นหลัก” นางสาวกุลศิริ กล่าว

นำร่อง คราฟต์สาเก 3 ตัวดัง

“บรุกลิน คุระ” นำร่อง สาเก 3 ตัวดังรุ่นเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นร่วมกับเมนูอาหารหลากหลาย ได้แก่ 1.ออสซิเดนทัล จุนไม/คราฟท์ สาเก (Occidental Junmai/Craft Sake (Dry-Hopped)) คู่กับ ส้มตำ แลมป์เบอร์เกอร์ ทูน่าสเต็กย่าง หมูย่าง 2.แคทสกิล จุนไม ไดกินโจ (Catskills Junmai Daiginjo) คู่กับ ซาชิมิ ซูชิ อาหารทะเล ยำวุ้นเส้น 3.แกรนด์ แพรรี่ จุนไม กินโจ (Grand Prairie Junmai Ginjo) คู่กับ อาหารทะเลย่าง ผัดไทย ชาร์คูเทอรี ทูน่า ทาร์ทาร์ (Tuna Tartare) 

“เรามั่นใจว่าการเปิดตัว “บรุกลิน คุระ” จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้รักการดื่มและอาหารในสไตล์ตัวเองทั้งในประเทศไทยและในระดับอาเซียนของกลุ่ม GEN ใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ภายใต้กลยุทธ์การสร้างการรับรู้การถ่ายทอดตำนานสาเก ร่วมกับเมนูอาหารที่หลากหลายในประเทศไทย”

อนึ่ง บริษัทฯ ปฏิบัติ และดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย โดยมุ่งมั่นสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้เรื่องวัฒนธรรมสาเก รวมถึงศิลปะของการดื่มสาเกอย่างแท้จริงในเมืองไทย

อีอีซีเดินหน้า!! กพอ. เห็นชอบ Smart Logistics ฉะเชิงเทรา คาดลงทุน 1,350 ล้านบาท เชื่อมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชูศักยภาพอุตสาหกรรม–สมุนไพร–โครงสร้างพื้นฐาน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 20 พฤษภาคม 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ การประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สมาร์ท
โลจิสติกส์ (ฉะเชิงเทรา) เนื้อที่ประมาณ 29 ไร่ บริเวณถนนสุขุมวิท หลักกิโลเมตรที่ 72 อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ด้านบริการโลจิสติกส์ต้นแบบที่นำเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง มาให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย (International Distribution Center : IDC)ที่ให้บริการกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก/นำเข้าสินค้าระหว่างประเทศที่ต้องการความแม่นยำสูง ที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยี 5G ระบบติดตาม GPS การใช้หุ่นยนต์ AGV (Automated Guided Vehicle) การใช้ชั้นวางอัตโนมัติ (ASRS) หรือชั้นวางอัจฉริยะ และการประมวลผลข้อมูลด้วย AI (Artificial Intelligence) คาดว่าจะเกิดเงินลงทุนในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว ประมาณ 1,350 ล้านบาท เกิดการจ้างงานประมาณ 350 คน รวมทั้งเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้งานยกระดับงานบริการโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Logistics) ต่อไป

2.  รับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยมีความโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่และความสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สามารถเชื่อมต่อกับพื้นที่อีอีซี มีโรงงานร้อยละ 25 ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเป็นเมืองสมุนไพรที่สามารถต่อยอดอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีถนนเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี และกรุงเทพ ผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรมสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้ในอนาคต และด้านความพร้อมทรัพยากรน้ำและแรงงานที่มีเพียงพอสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายระยะเร่งด่วนภายใน 1 – 2 ปี ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมีโครงการสำคัญ คือ การจัดการขยะชุมชน ด้วยการจัดตั้งโรงไฟฟ้าจากขยะอย่างครบวงจร การจัดการน้ำเสียชุมชน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทั้งนี้ กพอ. เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยขอให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่างๆ จากกรรมการ กพอ. ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป 

นอกจากนั้น กพอ. ได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดย สกพอ.
ได้ขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวม 46 แห่ง (รวมที่อยู่ในระหว่างรอเสนอ ครม. เพื่อทราบ 7 แห่ง) การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของสกพอ. (EEC OSS) ที่สามารถให้บริการแล้วมากกว่า 50 รายการคำขอ ครอบคลุมการขอจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ การขอรับสิทธิประโยชน์ และการขออนุมัติอนุญาตตามกฎหมายได้ 7 ฉบับ อาทิ การขุดดินถมดิน การก่อสร้างอาคาร และด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงความคืบหน้าในการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการเชื่อมโยงประโยชน์การลงทุนสู่พื้นที่และชุมชน

วิกฤตพลังงานโลกไม่สะเทือน!! ปตท. เดินหน้าสู่ Global LNG Player พร้อมเร่ง CCS–ปลูกป่า หนุน Net Zero ประเทศ ลงทุนโรงกลั่นกว่า 1.11 แสนล้าน เพิ่มความยืดหยุ่น รับน้ำมันดิบหลายแหล่งแทนตะวันออกกลาง

ปตท. เดินหน้าช่วยไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อเติบโตอย่างมั่นคง 

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 

จากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปตท. รับมือสถานการณ์จากการวางรากฐานเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถปรับการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งต่างๆ ทดแทนจากตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทำให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง นอกจากนี้การซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่ม ปตท. รับมือวิกฤตได้ทันที 

กลุ่ม ปตท. ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ และบริหารจัดการธุรกิจตลอด Supply Chain โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี บริษัทในกลุ่ม ปตท. เดินเครื่อง ปิโตรเคมีเต็มกำลัง สร้าง Security of Supply ช่วยให้ลูกค้าในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีวัตถุดิบใช้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปตท. ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก

ในช่วงวิกฤต ปตท. บริหารสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งมีการเปิดเผยและรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างโปร่งใส และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ปตท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม ปตท. โดย ปตท.สผ. เร่งสำรวจและผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเติบโตต่างประเทศตามแผน สำหรับ ธุรกิจ LNG ปตท. เร่งขยาย Portfolio มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ตามเป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) สนับสนุนการศึกษาความร่วมมือทางธุรกิจของ GC  และ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ P&R Portfolio Reshape ที่มุ่งสร้าง Synergy ยกระดับปิโตรเคมีไทย สู่ National Champion

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ปตท. ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนี Dow Jones Best-in-Class Index ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ กลุ่ม ปตท. ยังเร่งขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ผ่านการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้นำร่องพัฒนา CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนงาน ตั้งเป้าเริ่มกระบวนการเก็บกักคาร์บอนในปี 2571 ขณะที่สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสม ปี 2566 – 2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

การดำเนินการ Profit Enhancement Initiatives ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแรงภายในให้ทั้งกลุ่ม ปตท. สะท้อนในผลกำไรสุทธิในไตรมาส 1 โดยรวมกว่า 3,000 ล้านบาท  โดยมีความก้าวหน้าในโครงการต่างๆ ตามแผนได้แก่ โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS โดยมุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1  รวมถึงโครงการ Asset Monetization (A1) เพื่อบริหารการใช้สินทรัพย์ในกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารสภาพคล่องกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 

การดำเนินงานด้านสังคม ปตท. มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พร้อมเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤตต่างๆ โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานของประชาชน เบื้องต้นมีมูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท อีกทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ส่งเสริมผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงวัย เกษตรกร และชุมชนให้มีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น พร้อมอนุมัติวงเงินกู้เพื่อสำรองการดำเนินงานและการขยายงานในอนาคต ในขณะเดียวกันยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศ (BBB+) สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งพร้อมรองรับการขยายงานตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

ปตท. ยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมยืนหยัดดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการพลังงานอย่างเต็มศักยภาพ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศผ่านความท้าทายและก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไทยทะยาน Top 50 โลก!! StartupBlink จัดอันดับไทยขึ้นที่ 49 โลก ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโตแรงสุดรอบ 6 ปี NIA ปลื้มไทยขยับ 4 อันดับ สู่ชาตินวัตกรรม สะท้อนสตาร์ตอัปไทยขยายสู่เมืองรอง

เปิดผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากพันธมิตรระดับโลก ร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 100 ประเทศ

-ผลการจัดอันดับที่สำคัญของประเทศไทย ปี 2026

-ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%

-เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก

-ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก

- ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ

-ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

- ผลการจัดอันดับระดับจังหวัด

“กรุงเทพมหานคร” เมืองหลวงแห่งระบบนิเวศ

-กรุงเทพมหานคร ขยับขึ้น 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสาขา Robotics และอันดับ 17 ของโลก

เมืองรองดาวรุ่งของไทยที่กำลังเติบโต

-เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม Digital Nomads และเทคโนโลยีสร้างสรรค์

-ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์

-4 เมืองใหม่ไทยที่ติดอันดับโลกเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม

NIA ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "ชาตินวัตกรรม" โดยรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://lp.startupblink.com/report/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1409179637903924&id=100064357042971&rdid=B6ClMMNceOSCUyW7#

“อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” จับมือ “ม.นครพนม” ชูปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยกระดับทักษะเครือข่ายดิจิทัล ปั้นบุคลากรสู่มาตรฐานสากล เสริมแกร่งการศึกษา–เทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ มหาวิทยาลัยนครพนม ยกระดับวงการศึกษา ก้าวเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร ก้าวเติบโตสู่สากลอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมเครือข่ายสถาบัน วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม ณ ห้องประชุมแก้วกาญจนา มหาวิทยาลัยนครพนม

โดยได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ของทั้งสองหน่วยงาน ที่ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระบบสายสัญญาณสื่อสารของไทยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation ตลอดจนการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต 

ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมงานวิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และระบบสื่อสารข้อมูล จากประสบการณ์จริงให้แก่บุคลากร และนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และระบบสายสัญญาณของประเทศไทย และมีปรัชญาอันมุ่งมั่นที่จะ “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า จากสินค้าภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ร่วมกับวางรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลของประเทศในระยะยาวต่อไป

นักศึกษารังสิตลุยเวที TEDx Jyoti Singh ขึ้นพูดเวที TEDx เวทีนานาชาติที่คัดเลือกเข้มงวด แสดงวิสัยทัศน์ด้านความสัมพันธ์ สะท้อนศักยภาพนักศึกษาระดับโลก

นักศึกษาการทูต ม.รังสิต สร้างชื่อระดับสากล ได้รับเชิญเป็น Speaker
บนเวที TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026

เวทีระดับโลกอย่าง TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 พื้นที่สื่อสารระดับสากลที่ทรงอิทธิพลและจำกัดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีแนวคิดโดดเด่นและควรค่าแก่การส่งต่อ (Ideas Worth Spreading) กับการก้าวขึ้นสู่เวทีที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของนักศึกษาในรั้วรังสิตที่พร้อมจะแสดงพลังทางปัญญาและวิสัยทัศน์ท่ามกลางการยอมรับจากคนทั่วโลก

Ms. Jyoti Singh นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกและรับเชิญให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะองค์ปาฐก (Speaker) ณ โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ โดยการได้รับเชิญให้เป็น Speaker ในครั้งนี้ของ Jyoti Singh ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่โดดเด่นของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนาที่เธอได้ศึกษาอยู่ ตลอดการบรรยายบนเวที Jyoti ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร IRD ที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การก้าวขึ้นสู่เวที TEDx ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามี "เสียง" ในระดับสากลและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

“สำหรับการขึ้นพูดบนเวที TEDx ในครั้งนี้ ฉันได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา ที่ต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเสนอทางออกให้กับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ”

อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แทนจากคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) เปิดเผยว่า "ทางคณะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ Jyoti Singh ได้เป็นตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปแสดงพลังทางความคิดในงาน TEDx ครั้งนี้ การได้รับเกียรติเป็น Speaker ในงาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ของ Jyoti Singh ในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อายุหรือระดับชั้นการศึกษาไม่ใช่ข้อจำกัดในการส่งต่อไอเดียที่มีคุณค่า หากมีความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความเป็นเลิศในทุกด้าน มหาวิทยาลัยรังสิตขอชื่นชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ Jyoti ในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้แก่คนรุ่นใหม่ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะที่ต้องการผลักดันให้นักศึกษาไม่ได้มีอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องมีความสามารถในการนำเสนอประเด็นสาธารณะและร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้และจินตนาการ ทั้งนี้ งาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ฟัง ทั้งในและต่างประเทศ โดยวิดีโอการพูดของ Jyoti จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางหลักของ TEDx เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ นี้ไปสู่ผู้คนทั่วโลกต่อไป”

จีน–รัสเซีย กระชับสัมพันธ์!! “สีจิ้นผิง–ปูติน” หารือใกล้ชิด ชูความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ปูตินชื่นชมเยือนจีนสำเร็จเป็นรูปธรรม เดินหน้าประสานยุทธศาสตร์กับสีจิ้นผิง


สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมดื่มชาพูดคุยกันในปักกิ่ง 

ปักกิ่ง, 21 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อคืนวันพุธ (20 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ดื่มน้ำชาและพูดคุยร่วมกัน ณ อาคารมหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่งของจีน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าเขาและปูตินติดต่อแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหลักความเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรมและความยุติธรรม ตลอดจนความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพที่จำเป็นอย่างยิ่งให้แก่โลกที่กำลังผันผวนและเปลี่ยนแปลง

สีจิ้นผิงระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญครั้งใหม่ในการส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-รัสเซีย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของทั้งสองฝ่ายจะเกื้อหนุนให้ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเดินหน้าต่อยอดแนวโน้มการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง และก้าวสู่ระดับใหม่ได้อย่างแน่นอน

ด้านปูตินกล่าวชื่นชมการเยือนครั้งนี้ว่าเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และบรรลุผลลัพธ์งอกงาม โดยระบุว่าเขาและสีจิ้นผิงได้ร่วมกันทบทวนพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในหลากหลายประเด็น และกำหนดทิศทางสำหรับความร่วมมือในอนาคต ซึ่งจะช่วยรักษาแรงขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ทวิภาคี

ทั้งนี้ ปูตินกล่าวเสริมว่ารัสเซียมุ่งหวังรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับจีน เสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งอาศัยความแน่นอนและเสถียรภาพของความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนในการสนับสนุนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก

ที่มา : Xinhua

นักวิจัย มธ. ชี้ พัฒนาการภาษาเด็ก ศึกษาเด็กเล็กไทยยังจำกัด ต้องสร้างองค์ความรู้เฉพาะชาติ หน่วยงานต้องสนับสนุนงานวิจัย ชวนผู้ปกครองร่วมเป็นอาสาสมัครc

‘พัฒนาการทางภาษา’ ของเด็กไทย ในวันที่นานาชาติให้ความสำคัญตั้งแต่วัยแรกเกิด

แต่งานวิจัยไทยยังค่อยๆ ก้าวตาม

ความสามารถในการ “เรียนรู้ภาษา” จากสภาพแวดล้อมทางภาษาที่อาศัยอยู่และเติบโต คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกฝังอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่สื่อสารโดยใช้สัญชาตญาณที่ติดตัวมา

ทันทีที่มนุษย์รับรู้เสียงพูด เป็นวินาทีเดียวกับที่การเรียนรู้ภาษาได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่สิ่งนั้นจะก่อตัวไปสู่การพัฒนาทางระบบภาษาด้านอื่นๆ เช่น การเปล่งเสียง การเรียนรู้คำ ความหมาย หรือกระทั่งทักษะในการอ่าน

ดังนั้น ทั้งสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดู จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการกำหนดพัฒนาการทางภาษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 10% ของเด็กไทยทั้งประเทศ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่สอดรับกับช่วงพัฒนาการ เพื่อช่วยไม่ให้มีภาวะที่ถดถอยและส่งผลกับการเติบโตในระยะยาว

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อย การทำให้เด็กทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพจึงสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยจะไปสู่จุดที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคน

ผศ. ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ (MARCS-CILS NokHook BabyLab) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กเล็กแห่งแรกของประเทศไทย ฉายภาพว่า การศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากพัฒนาการในช่วงวัยนี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัย การรักษา และการบำบัดจากนักจิตวิทยาพัฒนาการและกุมารแพทย์เฉพาะทาง โดยทำอย่างองค์รวม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญด้านสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดูเท่าที่ควร นอกจากนี้ ข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการอ้างอิงองค์ความรู้จากต่างประเทศ

แม้ว่าการศึกษาจากต่างประเทศจะเป็นตัวเลือกที่ดีในสถานการณ์ที่องค์ความรู้ของประเทศไทยมีไม่มาก และยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจน แต่ด้วยความแตกต่างทางระบบภาษา ลักษณะทางวัฒนธรรม และบริบทอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจเรื่องพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทย

“ประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาเกณฑ์กลางในการประเมินและติดตามพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารในหลากหลายมิติของเด็กเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยการอ้างอิงเกณฑ์และข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างจากประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย มีเกณฑ์ติดตามพัฒนาการทางภาษาไว้ตั้งแต่วัยทารก ว่าเด็กช่วงอายุ 4-6 เดือน ควรตอบสนองต่อเสียงพูดประเภทต่างๆ ได้ในระดับใด เพราะหากรอจนถึงอายุ 1 ปีครึ่ง–2 ขวบ แล้วจึงเริ่มพบปัญหาด้านการสื่อสาร ก็อาจหมายถึงพัฒนาการที่เริ่มล่าช้าไป” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

นั่นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีองค์ความรู้ด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กเป็นของตัวเอง และควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้เกี่ยวข้อง ผศ. ดร.จุฑามณี เสนอว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการใน 3 ส่วน เพื่อช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

ประกอบด้วย 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่จะเชื่อมโยงโจทย์วิจัย หรือความต้องการของผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการในเด็กเล็กจากโรงพยาบาลทั่วประเทศกับเครือข่ายนักวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดด้วย เพราะปัจจุบันการที่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลจะมาเจอกันถือเป็นเรื่องยาก

2. หน่วยงานทางด้านการสนับสนุนทุนวิจัย ควรมีการปรับระบบการให้ทุนวิจัย โดยขยายเวลาของการทำวิจัยจาก 1 – 2 ปี เป็น 4 ปีขึ้นไป เนื่องจากการทำวิจัยในด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กจำเป็นต้องเห็นความต่อเนื่อง และการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในช่วงยาวจะเกิดประโยชน์สูงสุด

3. การสร้างระบบที่เชื่อมโยงอาสาสมัครกับโครงการวิจัย พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญการเข้าร่วมโครงการวิจัย เพราะธรรมชาติของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการวิจัยที่ทำในเด็กเล็ก มักจะมีกำแพงความไม่เข้าใจ หรือการมองข้ามการทำวิจัยเหล่านี้ไป ทั้งที่ในหลายประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้องค์ความรู้ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ในทางปฏิบัติด้วย

ในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการตั้งห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ ขึ้นตั้งแต่ปี 2559 จากความร่วมมือของคณะศิลปศาสตร์ มธ., MARCS Institute for Brain, Behaviour and Development ออสเตรเลีย, ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสารสนเทศอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสียงพูดและภาษา และนวัตกรรมด้านบริการ (CILS) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Center for Brain Science (RIKEN CBS) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยฯ ประกอบด้วย ผู้ช่วยวิจัย นักวิจัยรับเชิญ และนักศึกษาฝึกงาน

บทบาทของทีมวิจัยฯ คือการศึกษาวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของทารก และเด็กเล็กที่ใช้ภาษาไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาในระยะยาว โดยเริ่มจากการศึกษาในเด็กปกติทั่วไป เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ ก่อนจะไปสู่กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ และกลุ่มเด็กที่ใช้สองภาษาหรือมากกว่า ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากจำนวนอาสาสมัครเด็กเล็กและผู้ปกครองกว่า 500 รายที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายและเข้าร่วมประชุมวิชาการร่วมกับนักวิจัยจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยฯ ยังมีการผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบบสำรวจคำศัพท์และภาษาท่าทางของเด็กไทยอายุระหว่าง 8 – 18 เดือน ฉบับเบื้องต้น (Thai CDI: WG ฉบับเบื้องต้น) ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กำลังเตรียมนำไปใช้ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ และหลังจากนั้นจะมีการผลักดันให้เกิดการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป

“ในอนาคตถ้าสามารถสร้างองค์ความรู้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กได้มากพอ จะช่วยสามารถออกแบบแนวทางในการให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลร่วมสังเกต ประเมิน และให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสมที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังลดความกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา และการสื่อสารของเด็กเล็ก” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ โครงการวิจัยที่นกฮูกเบบี้แล็บ มธ. ท่าพระจันทร์ มีศักยภาพในการทำวิจัยและพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยได้อีกหลายมิติ หากแต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องอาสาสมัคร จึงทำให้ไม่สามารถขยับได้อย่างก้าวกระโดด “ผศ. ดร.จุฑามณี” จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองสมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก “MARCS CILS NokHook BabyLab นกฮูกเบบี้แล็บ

สำหรับคุณสมบัติ เป็นเด็กเล็กอายุ 4-10 เดือน และ 16-18 เดือน ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน และไม่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งผู้ปกครองจะได้พบปะกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับคำแนะนำและองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษา ที่จะนำไปประกอบการออกแบบเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไทย สังคม และอนาคตของประเทศโดยรวม เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

ลดใช้แทปเล็ต หันมาใช้หนังสือ เมื่อการจดด้วยมืออาจช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนมากกว่าหน้าจอ โรงเรียนออสเตรเลียลดใช้แลปทอป หลังผล PISA ดิ่งลง จ่อจำกัดแลปทอปหวังดึงสมาธิเด็กกลับมา หันกลับสอนด้วยกระดาน สมุด และหนังสือเรียน

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค นัทแนะ  ได้โพสต์ว่า

กล่าวโดยย่อ... ตอนนี้โรงเรียนหลายแห่งในออสเตรเลียสั่งห้ามนักเรียนใช้คอมพิวเตอร์แลปทอปแล้วซึ่งแต่ก่อนห้ามแต่เพียงโทรศัพท์มือถือหรือไอแพดเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวเขาพาไปชมห้องเรียนชั้นม.1 ของโรงเรียนคาทอลิกหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ชื่อ Our Lady of Mercy อยู่ทางใต้ของนครซิดนีย์

ที่โรงเรียนนี้เขาให้นักเรียนใช้แต่สมุด กระดาษ ปากกาและหนังสือเรียนในห้องเรียน

ชั่วโมงเรียนคณิตศาสตร์ คือ ให้นักเรียนหัดคิดเลขบนกระดาษ  บางทีครูก็เขียนโจทย์บนกระดานแล้วให้นักเรียนออกมาแก้โจทย์หน้าห้อง

เหตุผลของคุณครูใหญ่คือ เอาผลการสอบ PISA (ข้อสอบกลางทั่วโลกที่ทดสอบคณิตศาสตร์  การรู้หนังสือ และวิทยาศาสตร์) ของเด็กๆปัจจุบันไปเทียบกับเด็กต้นปี 2000 แล้วพบว่า

ผลทดสอบต่ำลงมากกว่า 25 คะแนนทุกวิชา

เหตุผลที่ครูเอาไปเทียบกับเด็กยุคต้นปี 2000 ก็เพราะว่า แม้ออสเตรเลียนั้นเริ่มสนใจเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในโรงเรียนตั้งแต่ยุค 1970

แต่รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มจริงจังให้เด็กๆทุกคนมีแลปทอปไปโรงเรียนในปี 2007

คุณครูใหญ่ “คริสทีน ฮาร์ดิ้ง” ซึ่งสอนหนังสือมากว่า 30 ปีสังเกตว่า ตั้งแต่เริ่มให้นักเรียนใช้คอมพิวเตอร์   นักเรียนก็ดูเครียด ดูกังวลมากขึ้น  ในขณะที่ผลการเรียนลดลง และที่สำคัญคือ หลายคนจำเรื่องที่เพิ่งเรียนไปหมาดๆวันนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์นักเรียนมัธยมที่โรงเรียนนี้ว่ารู้สึกยังไงที่โรงเรียนให้เลิกใช้แลปทอป คำตอบก็คือ

“ลายมือสวยขึ้นมากเลยค่ะ”

“หนูจดบันทึกมากขึ้น  ตอนนี้หนูเขียนสมุดหมดไปครึ่งเล่มแล้ว”

“เป้เบาลงเยอะเลย  เพราะแต่ก่อนต้องแบกแลปทอปมาทุกวัน”

“เพื่อนๆมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากขึ้นเยอะ”

“แลปทอปคือสิ่งที่ดึงความสนใจหนูออกจากบทเรียน”

ในเวลานี้ โรงเรียนในออสเตรเลียอีก 148 แห่งกำลังทบทวนระเบียบการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนอยู่  ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปตามแนวเดียวกัน คือ ลดการใช้แลปทอปลงให้มากที่สุด

สำหรับตัวผมนั้น เห็นด้วย 100% เพราะความเข้าใจบทเรียนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเราจดบันทึกเพราะสมองจะต้องเรียบเรียงข้อมูลก่อนที่เราจะเขียนออกมาได้

ที่มา : https://www.facebook.com/100063522588676/posts/1579286077532130/?rdid=LgBHxEII3H4UCggU#

เจาะคลาส ICT ม.รังสิต!! วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม เปลี่ยนทฤษฎีไอทีเป็นโปรเจกต์อัจฉริยะ ฝึกคิดวิเคราะห์ตอบโจทย์อนาคต

เจาะลึกคลาสเรียน ICT วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม ปั้นโปรเจกต์ IoT อัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต (RIC) จึงผลิกโฉมการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มาสู่รูปแบบ “Learning by Doing” ผ่านซีรีส์เวิร์กชอปสุดเข้มข้น “Workshop 5 Success” เปลี่ยนภาพจำการเรียนทฤษฎีไอทีที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้จริง “จากเซนเซอร์ตัวจิ๋ว สู่ระบบอัจฉริยะระดับสากล”

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังงานของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างจดจ่ออยู่กับบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ สายไฟ และเซนเซอร์หลากหลายชนิด ซึ่งตลอดการเดินทางของซีรีส์เวิร์กชอปทั้ง 5 เซสชัน พวกเขาได้เริ่มต้นตั้งแต่นับหนึ่งในการทำความรู้จักกับ Smart Environment Monitoring System หรือระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นขั้นตอนที่สนุกและท้าทาย ดังนี้:

1. เซสชันการตรวจวัดพื้นฐาน: นักศึกษาได้ลองติดตั้งเซนเซอร์ DHT11 เพื่ออ่านค่าอุณหภูมิและความชื้น รวมถึงเซนเซอร์ LDR เพื่อวัดความเข้มของแสง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ Smart Home

2. เซสชันการตรวจจับความเคลื่อนไหว: การประยุกต์ใช้เซนเซอร์ Ultrasonic เพื่อวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยหรือระบบจอดรถอัจฉริยะได้

3. เซสชันการเชื่อมต่อและแสดงผล: เมื่อข้อมูลถูกเก็บรวบรวมได้แล้ว ความท้าทายคือการทำให้ "ข้อมูลพูดได้" ผ่านหน้าจอ LCD และการส่งข้อมูลข้ามผ่านเครือข่าย WiFi

ไฮไลท์สำคัญของเซสชันสุดท้ายคือการบูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านบอร์ด NodeMCU ESP8266 นักศึกษาไม่ได้เพียงแค่ทำให้อุปกรณ์ทำงานได้ แต่ต้องทำให้มัน “คุยกับเราได้” ผ่านระบบ Cloud โดยการสร้าง Dashboard บนเว็บไซต์ ช่วยให้พวกเขาสามารถติดตามสถานะของสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และที่เจ๋งไปกว่านั้นคือการสามารถ "สั่งการจากระยะไกล" ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก เมื่อนักศึกษาลองกดเปิด-ปิดไฟ หรือตรวจสอบอุณหภูมิในห้องผ่านเบราว์เซอร์แล้ว เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นทันทีในห้องแล็บ คือเครื่องยืนยันว่าทักษะทางด้าน IoT (Internet of Things) ของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องในตำราอีกต่อไป การเรียนการสอนในสไตล์นี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ทางเทคนิค แต่ยังปลูกฝังการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ และความภูมิใจในฐานะ “นักสร้าง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังมองหา Workshop 5 Success ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมเสริมหลักสูตร แต่เป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เราสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี และเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top