Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

คิวบาไม่ได้แค่น้ำมันหมด!! แต่กำลังเผชิญวิกฤตรัฐล้มเหลว จากพลังงาน เงินตรา และแรงกดดันโลก ประเทศที่ไร้ความมั่นคงพลังงาน ย่อมสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

คิวบาไม่ได้แค่ “น้ำมันหมด”

บทความจากเพจ Annabel - Your Wealth Architect 

คิวบากำลังถูกบีบให้โลกเห็นว่า ประเทศหนึ่งประเทศพังได้อย่างไร เมื่อพลังงาน การเมือง เงินตราต่างประเทศ และศักดิ์ศรีของรัฐ ถูกมัดคอไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน

เมื่อคืนฮาวานาไม่ได้เงียบ คนออกมาตีหม้อบนถนน จุดไฟเผาขยะ ตั้งสิ่งกีดขวาง ตะโกนขอไฟฟ้า ไม่ใช่เพราะอยากประท้วงให้ดูเท่ แต่เพราะบางพื้นที่ไฟดับยาวถึง 22 ชั่วโมงต่อวันและรัฐบาลเพิ่งออกมายอมรับตรงๆ ว่า“เราไม่มี diesel แล้ว ไม่มี fuel oil แล้ว ไม่มี reserve แล้ว”

พูดภาษาคนธรรมดาคือ ประเทศไม่มีน้ำมันพอจะปั่นไฟ ไม่มีน้ำมันพอให้ระบบขนส่งเดิน ไม่มีน้ำมันพอให้เศรษฐกิจหายใจนี่ไม่ใช่แค่ energy crisis แต่มันคือ state failure แบบค่อยๆ ดับไฟทีละห้องค่ะคุณ

เวลาเราพูดว่า “เศรษฐกิจพัง” หลายคนจินตนาการถึงหุ้นตก ค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อ แต่ความพังของจริงมันหน้าตาแบบนี้ โรงพยาบาลเลื่อนผ่าตัด ขยะไม่มีคนเก็บ อาหารกระจายไม่ทัน น้ำเริ่มขาดในบางพื้นที่

การท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งเงินตราต่างประเทศสำคัญถูกกระแทกซ้ำ เพราะสายการบินและการเดินทางเจอปัญหาน้ำมัน

นี่คือจุดที่ประเทศไม่ได้จนอย่างเดียว แต่ “ระบบ” เริ่มหยุดทำงาน คิวบาผลิตน้ำมันเองได้ประมาณ 40% ของความต้องการในประเทศแปลว่าอีก 60% ต้องพึ่งโลกภายนอกและโลกภายนอกของคิวบาเคยมีชื่อหลักๆ ว่าเวเนซุเอลา เม็กซิโก รัสเซีย และจีนในบางรูปแบบปัญหาคือ เวลาประเทศหนึ่งพึ่ง supplier น้อยรายเกินไป มันไม่ต่างจากนักลงทุนที่เอาเงินทั้งชีวิตไปลงหุ้นตัวเดียว ตอนมันขึ้น ทุกคนบอกว่า genius ตอนมันพัง ทุกคนเพิ่งจำคำว่า diversification ได้ คิวบาเคยแลกน้ำมันจากเวเนซุเอลาด้วยแพทย์ บุคลากร และอิทธิพลทางการเมือง แต่เมื่อเส้นเลือดเวเนซุเอลาถูกตัด คิวบาก็เริ่มขาดเลือดทันที

เม็กซิโกเคยส่งน้ำมัน … แล้วก็หยุดภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ

รัสเซียส่งน้ำมันมาได้หนึ่งรอบประมาณ 700,000 บาร์เรลในเดือนมีนาคม แต่สำหรับประเทศที่กำลังดับทั้งเกาะ นั่นเป็นแค่การเอาแก้วน้ำไปราดบ้านที่กำลังไฟไหม้  มันจะพอได้ยังไง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเรื่องนี้คือ สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องยิงขีปนาวุธใส่คิวบาเลย …แค่ทำให้บริษัทเดินเรือ ธนาคาร ผู้ประกันภัย และประเทศคู่ค้า กลัวการโดนลงโทษ น้ำมันก็เดินทางไปไม่ถึงแล้ว

เพราะนี่คือสงครามสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีควันปืน แค่มี sanctions มี secondary sanctions มี tariff threat มี banking risk มี shipping insurance ที่ไม่มีใครกล้าแตะ ประเทศก็เริ่มหายใจติดขัดแล้ว

UN experts ถึงขั้นเรียกมาตรการนี้ว่า “energy starvation” หรือการทำให้ประเทศอดพลังงาน

เพราะมันไม่ได้กระทบแค่รัฐบาลคิวบา แต่มันกระทบอาหาร น้ำ โรงพยาบาล และสิทธิพื้นฐานของประชาชน  แน่นอน ฝั่งสหรัฐฯ บอกว่า ปัญหานี้เป็นผลจากความล้มเหลวของระบอบคิวบาเอง

และเสนอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม 100 ล้านดอลลาร์ แต่คิวบาปฏิเสธ เพราะมองว่ามันคือความช่วยเหลือที่มาพร้อมเงื่อนไขทางการเมือง นี่คือจุดที่โลกจริงมันไม่ขาวดำ

คิวบามีปัญหาภายในจริงไหม จริง

ระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์มากเกินไปไหม ใช่

โรงไฟฟ้าเก่าและพังง่ายไหม ใช่

รัฐบริหารผิดพลาดมานานไหม ใช่

แต่การบีบพลังงานจากภายนอกจนประชาชนไม่มีไฟใช้ มันเป็นเกมอำนาจที่โหดไหม ก็ใช่อีกเหมือนกัน

ความจริงของโลกไม่ได้สวยพอให้เราเลือกข้างง่าย มันไม่ใช่แค่ “อเมริกาเลว” และไม่ใช่แค่ “คิวบาล้มเหลวเอง” มันคือการที่รัฐหนึ่งอ่อนแอจากข้างใน แล้วถูกบีบจากข้างนอก จนคนที่รับแรงกระแทกจริงๆ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นแม่ที่ต้องทิ้งอาหารในตู้เย็น คนไข้ที่ถูกเลื่อนผ่าตัด คนขับรถที่ไม่มีน้ำมัน เด็กที่เรียนหนังสือใต้ไฟดับ และประชาชนที่ออกมาตีหม้อกลางคืนเพราะไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่านั้น

บทเรียนของคิวบาโหดมาก ประเทศที่ไม่มี energy security สุดท้ายไม่มี economic sovereignty

ประเทศที่ไม่มีเงินตราต่างประเทศ สุดท้ายซื้อสิ่งจำเป็นไม่ได้

ประเทศที่พึ่งพันธมิตรน้อยรายเกินไป สุดท้ายถูกโลกบีบคอได้ง่าย และประเทศที่ใช้ ideology นำ economics นานเกินไป วันหนึ่งประชาชนจะไม่ได้จ่ายด้วยทฤษฎีแต่จ่ายด้วยชีวิตประจำวัน 

เพราะประเทศก็เหมือนพอร์ตการลงทุน ถ้าพึ่งรายได้ทางเดียว พึ่งคู่ค้าทางเดียว พึ่งพลังงานทางเดียว พึ่งอำนาจทางเดียว วันที่เส้นนั้นขาด คุณไม่ได้แค่เจ็บ คุณอาจดับทั้งระบบ คิวบาวันนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ มันคือคำเตือนระดับโลกว่า ความมั่นคงไม่ได้เริ่มวันที่ประเทศมีเงินเยอะ แต่มันเริ่มวันที่ประเทศมีแผนสำรองพอ เมื่อโลกไม่ใจดีกับเราแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122133353319037349&id=61581120472611&rdid=f0aFuCzYuGx2dDZy#

สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน!! เปิดสอบแล็บชีวภาพทั่วโลก จุดชนวนคำถามงานวิจัยเสี่ยงในยูเครน ผู้เชี่ยวชาญชี้โลกเคยมองข้ามคำเตือนรัสเซีย รัสเซียย้ำข้อกังวลที่เคยถูกมองเป็นทฤษฎีสมคบคิด

ห้องแล็บชีวภาพลับของสหรัฐฯ ในยูเครนถูกจับตา หลังรัสเซียเตือนซ้ำหลายครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า โลกควรขอโทษรัสเซียที่เคยเมินเฉยต่อข้อกังวลของมอสโกเกี่ยวกับเครือข่ายงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ ทั่วโลก และมองว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิด

ทัลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศเปิดการสอบสวนห้องปฏิบัติการชีวภาพมากกว่า 120 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศ รวมถึงยูเครน โดยมุ่งตรวจสอบการทดลองที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรค

ลาร์รี จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์ CIA ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า
“คำถามที่แท้จริงควรเป็นว่า พระเจ้าเถอะ สหรัฐฯ กำลังทำอะไรอยู่ถึงไปช่วยให้เงินสนับสนุนห้องแล็บชีวภาพกว่า 200 แห่ง? นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ มันลึกและมืดมนมาก จนจำเป็นต้องถูกเปิดโปง”

ระหว่างปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เปิดเผยขอบเขตกิจกรรมทางชีวภาพที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในยูเครน ซึ่งมีลักษณะบ่งชี้คล้ายการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ

จอห์นสันกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าเจตนาคือการพัฒนาสารชีวภาพที่มุ่งเป้าเฉพาะต่อชาวสลาฟ ต่อรัสเซีย โดยมีภารกิจเฉพาะคือการทำลายรัสเซีย นี่เหมือนอะไรบางอย่างที่หลุดออกมาจากหนังสยองขวัญ”

ศาสตราจารย์อัลเฟรด เดอ ซายาส อดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติด้านระเบียบระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า การโกหกและความพยายามปฏิเสธงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่กว้างกว่า ซึ่งรวมถึง “การกดทับข้อมูลสำคัญ และการบิดเบือนเรื่องเล่า ตั้งแต่เหตุรัฐประหารไมดาน ไปจนถึงประชามติไครเมีย”

เดอ ซายาส ระบุว่า
“CIA, MI6 และ Mossad ได้บิดเบือนความเป็นจริง และยังคงทำเช่นนั้นต่อไป โดยมีสื่อสมรู้ร่วมคิด รัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็มีส่วนร่วมในการปกปิดและฟอกขาวเรื่องนี้ด้วย”

คำถามคือ จะมีใครในวอชิงตันต้องรับผิดชอบหรือไม่?

ทั้งจอห์นสันและเดอ ซายาสไม่เชื่อว่าจะมีใครถูกเอาผิด โดยอดีตผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติกล่าวว่า
“ในสหรัฐฯ เรามีวัฒนธรรมแห่งการลอยนวลพ้นผิด”

ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กล่าวเสริมว่า
“ไม่มีใครในวอชิงตันเคยถูกเอาผิดกับเรื่องใดเลย”

ที่มา : Sputnik

รัฐเร่งจัดระเบียบโซลาร์บ้าน!! “เอกนัฏ” รับเรื่องผู้เสียหายโซลาร์บ้าน สั่งตรวจติดตั้งจริง เร่งมาตรฐานบังคับ เอาผิดผู้ประกอบการไร้คุณภาพ หลังผู้เสียหายร้องติดตั้งผิดสเปก ไม่มีวิศวกรควบคุม

“เอกนัฏ“ รับจบ แก้ปัญหาโซลาร์บ้านปชช.ไม่ได้มาตรฐาน สั่งหน่วยงานช่วยเหลือ ยกระดับความปลอดภัย

วันนี้ (14 พฤษภาคม 2569) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และทีมสุดซอย โดยนายเอกนัฎลงมารับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวเองจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรม ซึ่งได้นำกลุ่มผู้เสียหายจากการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เข้ามาร้องเรียน หลังพบปัญหาในการใช้งานมาโดยตลอด ซึ่งปัญหาเกิดจากการติดตั้งโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้า การติดตั้งอุปกรณ์ยี่ห้อไม่ตรงตามที่ตกลงกับผู้เสียหาย รวมถึงการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีวิศวกรควบคุมงาน  รวมทั้งได้สั่งการเร่งด่วนให้ พพ. พลังงานจังหวัด ร่วมลงพื้นที่กับ กฟน. และ กฟภ. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง พร้อมทั้งขอให้ สมอ. เร่งกำหนดมาตรฐานแผงโซลาร์เซลล์และสายไฟ โดยให้เสนอเป็นมาตรฐานบังคับโดยเร็ว ในส่วนของ สคบ. ได้รับมอบหมายให้เร่งดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับร้องเรียน

“ผมรู้สึกเป็นห่วงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายทุกท่าน  โดย กระทรวงพลังงาน จะเป็นตัวกลางรับเรื่องร้องเรียน ผ่านช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนแจ้งปัญหาโซล่าร์เซลได้ง่ายๆ และจะเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปมากกว่านี้ ทั้งนี้ แม้ กระทรวงพลังงาน จะเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป้าหมายในการลดการนำเข้าพลังงานของประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ผมต้องขอเน้นย้ำและจะกำกับดูแลอย่างเข้มงวดคือ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จะต้องใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ผู้ประกอบการจะต้องมีความชำนาญ มีความรับผิดชอบ และต้องมีวิศวกรควบคุมการติดตั้งเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานและเกิดความปลอดภัยสูงสุดกับประชาชนทั่วประเทศ” นายเอกนัฏ กล่าว

สีจิ้นผิงชู “Thucydides Trap” กลางโต๊ะเจรจาทรัมป์ ส่งสัญญาณจีน–สหรัฐฯ ต้องเลี่ยงกับดักสงครามมหาอำนาจ "จีนสหรัฐควรเป็นพันธมิตร" เร่งหาทางสร้างเสถียรภาพโลก

อ้างอิง เฟสบุ๊ค ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล

กับดักสงครามมหาอำนาจ !!! Thucydides Trap น่าจะเป็น “คำที่สำคัญที่สุด” ในการประชุมเมื่อวานนี้

สำคัญจน President Trump ต้องออกมาชี้แจงตอบโต้ สำคัญจนท่าน President Xi ต้องยกขึ้นมาพูดถึง

ตั้งแต่แรกๆ ในช่วงเปิดการประชุมเพื่อให้ทั้งโลกได้ยินไปพร้อมๆ กันว่า

President Trump,

I’m very pleased to meet you in Beijing. Welcome back to China after nine years. The whole world is watching our meeting.  At present, transformation not seen in a century is accelerating across the globe and the international situation is fluid and turbulent. The world has come to a new crossroads

Can China and the United States overcome the Thucydides Trap and create a new paradigm of major-country relations? Can we meet global challenges together and provide more stability for the world? Can we, in the interests of the well-being of our two peoples and the future of humanity, build a brighter future together for our bilateral relations? These are the questions vital to history, to the world, and to the people.

They are the questions of our times that you and I need to answer as leaders of major countries. 

This year is the 250th anniversary of American independence. Congratulations to you and to the American people. I always believe that our two countries have more common interests than differences. Success in one is an opportunity for the other, and a stable bilateral relationship is good for the world.

China and the United States both stand to gain from cooperation and lose from confrontation.

We should be partners, not rivals. We should help each other succeed and prosper together and find the right way for major countries to get along well with each other in the new era.

ประธานาธิบดีทรัมป์

ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่าน ณ กรุงปักกิ่ง และขอต้อนรับท่านกลับสู่ประเทศจีนอีกครั้งหลังจากผ่านไปเก้าปี โลกทั้งโลกกำลังจับตามองการพบกันของเราในครั้งนี้ ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่โลกไม่เคยเผชิญมานานกว่าศตวรรษกำลังเร่งตัวขึ้น สถานการณ์ระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โลกได้เดินมาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

จีนและสหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวข้ามกับดักทูซิดิดีส และร่วมกันสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจแนวใหม่ได้หรือไม่? เราจะสามารถร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลก และนำเสถียรภาพมาสู่ประชาคมโลกได้หรือไม่? และเพื่อประโยชน์แห่งความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงอนาคตของมวลมนุษยชาติ เราจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้นให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราได้หรือไม่?

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามสำคัญต่อประวัติศาสตร์ ต่อโลก และต่อประชาชนทั้งหลาย เป็นคำถามแห่งยุคสมัยที่ท่านและข้าพเจ้า ในฐานะผู้นำของประเทศมหาอำนาจ จำเป็นต้องร่วมกันตอบให้ได้

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีต่อท่านและประชาชนชาวอเมริกัน

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ประเทศของเราทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความแตกต่าง ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งคือโอกาสของอีกฝ่ายหนึ่ง และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มั่นคงย่อมเป็นผลดีต่อโลก

จีนและสหรัฐอเมริกาต่างได้รับประโยชน์จากความร่วมมือ และต่างได้รับความเสียหายจากการเผชิญหน้า

เราควรเป็นหุ้นส่วน มิใช่คู่แข่ง เราควรสนับสนุนซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จและความรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกันค้นหาแนวทางที่เหมาะสมในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างประเทศมหาอำนาจในยุคสมัยใหม่

สิ่งที่น่าสนใจทั้งหมดก็คือ สิ่งที่ President Xi พูดถึง อ้างถึง สะท้อนสิ่งที่จีนกำลังคิดอยู่ กำลังกังวลใจ

กำลังให้ความสำคัญโดยยิ่งกว่านั้นคำที่เลือกใช้ ไม่ใช่คำจีนโบราณแต่เป็นคำของตะวันตก Thucydides Trap “ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ” พูดถึงระหว่างมหาอำนาจเดิมที่เสื่อมลง กับมหาอำนาจใหม่

และความระแวงที่นำไปสู่สงคราม โดยครั้งนั้นที่ Thucydides พูดถึงเป็นกรณีระหว่าง Sparta กับ Athens แข่งขันกัน สุดท้ายนำไปสู่สงคราม Peloponnesian War ทั้งนี้ Harvard ได้ศึกษากรณีช่วงหลังๆ ดังแสดงในตารางว่า มีโอกาส 80% ที่สถานการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งและสงคราม

President Xi ให้ข้อเสนอกับ President Trump ว่าจีนและสหรัฐควรเป็นพันธมิตร ร่วมมือกันไม่ให้ไปถึงจุดดังกล่าว

นับว่าเป็นการกล่าวต้อนรับที่ผิดปกติ ไม่ธรรมดา

ขอบคุณภาพจาก Harvard Kennedy School

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237557434968953/?rdid=dMYr0pHUflyKCx7U#

ฟีฟ่ากุมขมับ!! ‘จีน–อินเดีย’ ตกรอบบอลโลก แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์ จากหวังโกยเงิน ‘จีน–อินเดีย’ สู่ดีลล่ม ทำรายได้ตลาดยักษ์สะดุด

ฟีฟ่ากุมขมับ 'จีน-อินเดีย' ตกรอบ แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก

สื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียน รายงานว่าจานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานฟีฟ่า (#FIFA) ถึงกับ “นอนไม่หลับ” ในช่วงนี้ เพราะปวดหัวอย่างหนักหลังจีนและอินเดียปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

เดิมทีการเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลกเป็น 48 ทีม ก็เพื่อปูทางให้จีนและอินเดียผ่านเข้ารอบ หวังจะกอบโกยผลกำไรมหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์และสปอนเซอร์จากตลาดประชากรรวม 2.7 พันล้านคน แต่ผลปรากฏว่านอกจากจีนและอินเดียจะไม่ผ่านเข้ารอบแล้ว ทั้งสองประเทศยังไม่ยอมทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูงอีกด้วย

ในทางกลับกัน ประเทศเล็กๆ อย่าง กาบูเวร์ดี (Cape Verde) ประเทศเกาะที่ตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา (ประชากร 5.7 แสนคน) และ กือราเซา (Curaçao) (ประชากร 1.5 แสนคน) กลับทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทำเอาฟีฟ่าถึงกับเหงื่อตก

จีน: ฟีฟ่าเสนอราคาเริ่มต้นที่ 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทัวร์นาเมนต์ (ก่อนจะยอมลดลงเหลือ 120-150 ล้านดอลฯ) แต่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนตั้งราคาในใจไว้เพียง 60-80 ล้านดอลฯ เท่านั้น การเจรจาจึงล่มไม่เป็นท่า

อินเดีย: แพ็กเกจลิขสิทธิ์รวม 2 ทัวร์นาเมนต์ถูกหั่นราคาจาก 100 ล้านดอลลาร์ฯ เหลือเพียง 35 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ JioStar สื่อท้องถิ่นของอินเดียยอมจ่ายสูงสุดแค่ 20 ล้านดอลฯ ดีลนี้จึงถูกปัดตกไป

ความเจ็บปวดของฟีฟ่าคือการขาดจีนและอินเดียไป ทำให้สูญเสียรายได้ส่วนเพิ่มจากค่าลิขสิทธิ์ไปถึง 30% แม้จะมี 175 ประเทศทั่วโลกเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่กลับขาดตลาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกที่มีประชากรรวมกันเกือบ 3 พันล้านคนไปเสียอย่างนั้น

แม้จะอ้าง "โลกาภิวัตน์ ฟุตบอลไร้พรมแดน" แต่ความในใจที่แท้จริงคือฟีฟ่าต้องการคือทีมชาติจากประเทศมหาอำนาจที่ทำเงินได้ ไม่ใช่ทีมน้องใหม่จากประเทศเล็กๆ

ที่มา : Jeenthainews

https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1347620260565112/?rdid=W7slyLXZFG3HDitJ#

SPRC ไตรมาสแรกกำไรโตแรง!! จากราคาน้ำมันโลกพุ่ง–กำไรสต็อกหนุน แม้เดินหน้าซ่อมบำรุงใหญ่ SPRC รายได้ Q1 แตะ 1,626.7 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำบริหารเสี่ยงท่ามกลางตะวันออกกลางผันผวน

SPRC ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

กรุงเทพฯ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 — บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,626.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นผลกำไรจากสต็อกน้ำมัน (สุทธิภาษี) จำนวน 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นที่ลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน (Turnaround & Inspection - T&I) รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในไตรมาสดังกล่าว

อัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นในไตรมาสที่ 1/2569 คิดเป็น 63.2% เทียบกับ 92.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ โดยการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น พร้อมเสริมสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ ได้รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันอันเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อีกด้วย

นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ SPRC กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะของตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารสต็อก กระแสเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน และการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน

ของประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้จัดสรรกำไรเพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเสริมประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่นและคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุงผลกำไร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล”

“ในฐานะธุรกิจโรงกลั่นที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจเป็นวัฏจักร SPRC ยังคงมุ่งมั่นบริหารธุรกิจและการเงินอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับทุกวงจรของวัฏจักรเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดสำหรับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้พอเพียงกับความต้องการภายในประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย” นายแมทธิว เพนน์ กล่าวสรุป

EV จีนบุกตลาดอังกฤษแรง!! นักวิชาการชี้แบตเตอรี่คือจุดแข็ง ดัน BYD–Jaecoo ขึ้นผู้ท้าชิงหลัก จีนไม่ใช่แค่รถราคาถูก แต่ส่งออกทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

นักวิชาการเผย EV ผลิตในจีน บุกตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น แบตเตอรี่คือจุดแข็ง

ลอนดอน, 15 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) เดวิด เบลีย์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีนกำลังปรากฏให้เห็นในตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์จีนขยับสถานะจากผู้เล่นชายขอบสู่ผู้ท้าชิงหลักอย่างชัดเจน

เบลีย์ให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ของสหราชอาณาจักร (SMMT) เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของปี 2026

สมาคมฯ ระบุว่าแบรนด์จีนอย่างบีวายดี (BYD) และเจคู (Jaecoo) มียอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรในช่วง 4 เดือนแรก จำนวน 30,480 คัน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

หากนับรวมแบรนด์ที่มีบริษัทจีนเป็นเจ้าของ เช่น วอลโว่ (Volvo) โพลสตาร์ (Polestar) และโลตัส (Lotus) ยอดจำหน่ายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,222 คัน หรือร้อยละ 22.7 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

เบลีย์กล่าวว่าผู้ผลิตจากจีนได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่เชื่อถือได้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่

นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไม่เพียงแข่งขันด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังแข่งขันด้านระยะทางการขับขี่ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบยานพาหนะอีกด้วย

เบลีย์มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกรถยนต์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ทั้งนี้ เบลีย์ชี้ว่าบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรและจีนยังมีโอกาสร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตอยู่มาก โดยฝั่งจีนสามารถมองหาโอกาสประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรตามเป้าหมายขยายฐานการผลิตในต่างประเทศและการเป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่นต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เบลีย์เสริมว่าการที่แบรนด์จีนจะเข้ามาตั้งฐานประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความร่วมมือลักษณะดังกล่าวอาจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของสหราชอาณาจักร

“ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “มายาคติ”? เปิดหลักฐานพระยาทรงสุรเดช ชวนทบทวนประวัติศาสตร์ 2475 เมื่อราษฎรยังไม่เข้าใจการปกครอง แต่คณะราษฎรเลือกเดินหน้า

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ราษฎรสยามมีความพร้อมแล้วหรือไม่?

ตามที่ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน ในWebsite The 101 ว่าความไม่พร้อมของประชาชน เป็นมายาคติ ว่า

""มายาคติ “ชิงสุกก่อนห่าม”

คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” กลายเป็นคำที่ถูกผูกติดกับการปฏิวัติ 2475 เพื่อให้ภาพว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยที่ประชาชนยังไม่พร้อมเพราะขาดการศึกษา และเกิดขึ้นทั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเตรียมที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว"

ในประเด็นนี้ พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร ได้เคยบันทึกเอาไว้ใน บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 เอาไว้ว่า

"...ที่กล่าวกันว่า การปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่เอง เพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๘๒) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเอง ทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอ ๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจวิธีปกครอง

เพราะฉะนั้น จึงเกือบกล่าวได้ว่า เมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้า ก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่าแย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไร นอกจากว่าถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย

ความไม่เข้าใจและความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเราเห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียวไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดู และมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้ว คนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้น ๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลง ต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้น ไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่ามีการมหรสพอะไรที่ไหนวันใดเท่านั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะนายทหารบกผู้เป็นหัวหน้าตกลงใจเด็ดขาดให้ลงมือทำ เพราะฉะนั้น เหตุผลผู้เป็นหัวหน้าจึงน่าจะต้องถือเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นโดยแท้"

คำถามทิ้งท้ายก็คือ ระหว่างคำพูดของพระยาทรงฯ หลวงประดิษฐฯ หลวงพิบูลฯ หรือ ประจักษ์ ฯลฯ ข้อกล่าวอ้างของใครมีความหนักแน่นกว่ากัน และการทำความเข้าใจประเด็น 2475 นั้น ลำพังการใช้หลักฐานด้านเดียว หรือหลักฐานที่สอดคล้องกับข้อเสนอของตนเองนั้นเพียงพอแล้วหรือ และควรที่จะวิพากษ์หลักฐาน ข้อกล่าวอ้างทั้งจากหลักฐานของพระยาทรงฯ  ปรีดี หรือประจักษ์อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นการวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 2475?

อ้างอิง

1. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

2. พระยาทรงสุรเดช. บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475/บทที่ 2, จาก Website Wikisource

‘สีจิ้นผิง–ทรัมป์’ ประชุมวงในปักกิ่ง ย้ำสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ ทรัมป์เปรยรอต้อนรับที่วอชิงตัน วางรากฐานสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สีจิ้นผิง-ทรัมป์ ประชุมแบบจำกัดวงในปักกิ่ง ทรัมป์เปรยรอต้อนรับอย่างอบอุ่นที่วอชิงตัน

วันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จัดการประชุมแบบจำกัดวงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสีจิ้นผิงจัดการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งบรรลุความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ การขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการข้อกังวลของอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม

สีจิ้นผิงเสริมว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนความไว้วางใจ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าการที่จีนและสหรัฐฯ ค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการก้าวไปด้วยกัน รวมถึงบรรลุการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นทั้งความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ และความคาดหวังของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่ทรัมป์หวังที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ตนมุ่งมั่นนำพาประชาชนจีนไปสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน ซึ่งจีนและสหรัฐฯ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟูของตนเองได้ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญที่ได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง รักษาแนวโน้มเชิงบวกที่ได้มาอย่างยากลำบาก ยึดมั่นในทิศทางที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อเกิดการรบกวน และร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้พัฒนาอย่างมั่นคง

ด้านทรัมป์ระบุว่าตัวเขาพร้อมเดินหน้ารักษาการสื่อสารอย่างจริงใจและลึกซึ้งกับสีจิ้นผิง และรอคอยที่จะได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ โดยเขายังแสดงความขอบคุณสีจิ้นผิงเป็นอย่างมากที่เชิญเยือนจงหนานไห่ พร้อมระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและน่าประทับใจยากจะลืมเลือน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top