Sunday, 14 June 2026
NewsFeed

บีโอไอ เคาะส่งเสริม รถไฟฟ้าสีส้ม – ดาต้า เซ็นเตอร์ ลงทุนกว่า 2 แสนล้าน ยกระดับนิเวศดิจิทัลรองรับยุค AI

(18 มี.ค. 68) บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 4 โครงการใหญ่ มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท 
ทั้งรถไฟฟ้าสายสีส้ม และ Data Center 3 แห่งจากบริษัทไทย จีน และสิงคโปร์ เสริมแกร่งระบบนิเวศดิจิทัล รองรับยุค AI พร้อมสนับสนุนให้เอกชนร่วมลงทุนกิจการโรงพยาบาลของรัฐ ยกระดับบริการทางการแพทย์อย่างทั่วถึง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 
17 มีนาคม 2568 การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท ได้แก่ 

โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 109,210 ล้านบาท และโครงการ Data Center 3 โครงการจากประเทศไทย จีน และสิงคโปร์ ได้แก่ (1) บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 02 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singapore Telecommunications และ AIS เงินลงทุน 13,480 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี  (2) บริษัท Beijing Haoyang Cloud Data Technology จากประเทศจีน เงินลงทุน 72,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง (3) บริษัทในเครือ Empyrion Digital ประเทศสิงคโปร์ เงินลงทุน 4,720 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 

“Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น สำหรับรองรับความต้องการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI การที่มีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในไทยก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน นอกจากจะส่งเสริมให้ไทยเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาคแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้เข้าถึงบริการของศูนย์ข้อมูลและบริการคลาวด์ที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง และมีความเสถียรในการให้บริการดิจิทัล ลดต้นทุนบริษัทในการทำศูนย์ข้อมูลของตนเอง ช่วยรักษาข้อมูลสำคัญให้ถูกเก็บและประมวลผลในประเทศซึ่งจะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคง ช่วยสนับสนุนการใช้แอปพลิเคชันและเทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับภาคส่วนต่าง ๆ อีกทั้งจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโทรคมนาคม สาธารณูปโภค พลังงาน อุปกรณ์ไอที บริษัทก่อสร้างและวางระบบขั้นสูง System Integrator ด้านต่าง ๆ รวมถึงช่วยสร้างงานที่มีคุณค่าสูงให้กับคนไทย เช่น ผู้ดูแลระบบโครงข่าย งานด้านวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาโปรแกรม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และงานสนับสนุนด้านไอที” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565-2567) มีโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Center และ Cloud Service จำนวน 27 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 2.9 แสนล้านบาท

ส่งเสริมการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชนในกิจการโรงพยาบาล
ตามที่รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในบริการด้านสาธารณสุขมากขึ้นในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มขีดความสามารถทางการรักษาพยาบาล โดยลดภาระงบประมาณภาครัฐ แต่สามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยที่เป็นผู้ประกันตนได้จำนวนมาก โดยการผสานจุดแข็งของภาครัฐที่มีความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่ภาคเอกชนมีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการและความพร้อมด้านการลงทุนเทคโนโลยี บอร์ดบีโอไอจึงได้เห็นชอบให้กำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับกิจการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนตั้งแต่ 91 เตียงขึ้นไป ในกรณีที่มีการร่วมทุนในรูปแบบ PPP กับหน่วยงานรัฐ จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรเครื่องจักรและอุปกรณ์ และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี (โรงพยาบาลทั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี) 

นอกจากนี้ บอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติหลักการในการส่งเสริม “โครงการโรงพยาบาลปลวกแดง 2 จังหวัดระยอง” ซึ่งจะเป็นการร่วมทุนรัฐ-เอกชนในรูปแบบ PPP ครั้งแรกของกระทรวงสาธารณสุข ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการนี้เป็นโครงการแรกด้วย  

สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก
เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม ที่ประชุมได้เห็นชอบให้กิจการที่มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ไปแล้ว แต่ต้องการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Battery Energy Storage System: BESS) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ของระบบ BESS เพิ่มเติม สามารถขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานทดแทนได้ 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมวัสดุ ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามแดน (CBAM) ที่ประชุมจึงได้เห็นชอบให้กิจการผลิตวัสดุก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรง ผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ในกลุ่ม Earthenware และกระเบื้องเซรามิกส์ ซึ่งเป็นกิจการที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 

“ทศวรรษที่สูญหาย” วาทกรรมที่กำลังถูกรื้อฟื้น ‘ชาวเน็ต’ ตั้งข้อสังเกตขบวนการดิสเครดิต ‘ลุงตู่’ กำลังเร่งทำงาน

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘LVanicha Liz’ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนหลายคนออกมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นช่วงที่ประเทศไทยขาดการพัฒนา โดยใช้วาทกรรมว่า ทศวรรษที่สูญหาย โดยระบุว่า #ปรากฏการณ์รื้อฟื้นทศวรรษที่สูญหาย !?

คำว่า “ทศวรรษที่สูญหาย” ได้ยินบ่อยทั้งช่วงก่อนและหลังเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้อ้างถึง บ้างก็ใช้คำว่า 8 ปี 9 ปี 10 ปี เพื่อจะสื่อว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไร้ผลงาน สร้างความเสียหาย ฯลฯ

บุคคลที่ศึกษามาดี รวมทั้งผู้ไม่ดำรงอยู่ในความอคติ ก็น่าจะทราบดีว่าความจริงเป็นตรงกันข้าม รวมทั้งทางด้านการใช้ตัวชี้วัดสากล ผู้เขียนก็ได้นำเสนอข้อพิสูจน์จำนวนไม่น้อยที่แสดงถึงผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ชนะรัฐบาลก่อนหน้าและที่เหนือกว่ารัฐบาลปัจจุบัน 

แต่ขณะนี้ดูเหมือนจะเกิด #ปรากฏการณ์รื้อฟื้นทศวรรษที่สูญหาย ขึ้นมาอีก ในท่วงทำนองคล้ายจะลาก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (คสช.) + รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) มารับผิดชอบปัญหาของรัฐบาลปัจจุบัน

โดยเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ๒๕๖๘ มีการเผยแพร่คลิปรายการ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ หรือ 'หมาแก่' แสดงความเห็นว่า จะให้ผมยอมรับรัฐบาลลุงตู่ ผมรับไม่ได้ “ประเทศไทยเสียเวลาไปเกือบ 10 ปีกับลุงตู่โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ได้แค่การปะผุชั่วครั้งชั่วคราว …”
https://www.tiktok.com/@miss.../video/7477480842311372050

วันที่ 12 มี.ค. 2568 คลิปรายการฟังหูไว้หู นาทีที่ 13.48 นายวีระ ธีรภัทร กล่าวว่ามีปัญหามากมายในขณะนี้ หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำ การแข่งขันสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ภาคการผลิตเทคโนโลยีไม่ทันเขา “ส่วนหนึ่งอาจต้องโทษ รบ.ประยุทธ์” ว่าปิดประตูไป 9 ปี ไม่มีทางไปเจรจาการค้า เรื่องการส่งออกเป็นตัวที่จะผลักดันเศรษฐกิจ เราเหลืออันเดียว-ท่องเที่ยว ที่เหลือไม่เห็นเลย
https://youtu.be/OI77d-T5XVE?si=Fa0xw3Ylj7gSoGJU

วันที่ 15 มี.ค. 2568 FB Thanong Fanclub โพสต์ว่า จีดีพีไทยตกต่ำ เศรษฐกิจฮ่วยสะท้อนอะไร “มันสะท้อนว่า 8 ปีของลุงตู่ไม่ได้วางรากฐานอะไรให้เศรษฐกิจไทยมีความก้าวหน้า หรือมีการเจริญเติบโต มีแต่สร้างหนี้ ...”https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1205569974270985&id=100044539804977&mibextid=Nif5oz

ปรากฏการณ์ข้างต้นคล้ายจะสะท้อนความคาดหมายไปยังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ว่าน่าจะเกิดขี้นในเวลาอีกไม่นาน และด้วยเหตุผลดังกล่าว ดูประหนึ่งว่าฝ่ายที่ไม่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาบริหารก็พากันเร่งสร้างความรู้สึกไม่ยอมรับขึ้นในหมู่ประชาชน หรือไม่

แต่หากการสร้างความรู้สึกไม่ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งอยู่บนข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริง มันมิเป็นการกล่าวเท็จบิดเบือนต่อประชาชน อันจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติหรือ

ลองนำข้ออ้างบางช่วงมาวิเคราะห์ดู: จากที่นายวีระ กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งอาจต้องโทษ รบ.ประยุทธ์” ว่าปิดประตูไป 9 ปี ไม่มีทางไปเจรจาการค้า

ถ้าเราย้อนระลึกถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย ที่พ่วงมาด้วยโอกาสทางการค้าอย่างมหาศาล รวมทั้งการจัดประชุมเอเปคที่ประเทศไทย ที่มีมิตรประเทศมากันมากมาย เปิดทางให้หน่วยงานไทยเจรจาด้วยมากเท่าที่อยากจะทำ

แม้ในสมัย คสช. ก็ปรากฏภาพ พล.อ.ประยุทธ์ จับมือกับท่านสี ท่านปูติน ท่านโมดิ ด้วยความผึ่งผายในบรรยากาศอบอุ่นด้วยสัมพันธไมตรีอันดี 

แล้วยังจะพูดได้หรือว่าปิดประตูไป 9 ปี
นายวีระกล่าวต่อไปถึงเรื่องการส่งออกว่าเป็นตัวที่จะผลักดันเศรษฐกิจ คล้ายจะหมายความว่าปิดประตูไป 9 ปี การส่งออกก็ไม่เกิดด้วย

ผู้เขียนได้ตรวจสอบข้อมูล World Bank พบว่าในยุค คสช. ยอดส่งออกพุ่งขึ้นสูงมากเมื่อเปรียบกับยุค รบ.ยิ่งลักษณ์ (ซึ่งยอดส่งออกของรัฐบาลเธอดูเตาะแตะมากแทบไม่เพิ่มเลย) และหลังวิกฤติโควิด ยอดส่งออกของ รบ.พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) ก็พุ่งขึ้นสูงอีกเช่นกัน ในครั้งนี้สูงชันกว่ายุครัฐบาลทักษิณเสียอีก (อ้างอิงภาพเปรียบเทียบผลงานการส่งออก) และยังนำมาซึ่งการได้ดุลการค้าสูงกว่าบรรดารัฐบาลก่อนหน้าในช่วงเท่าที่มีข้อมูลแสดง

น่าจะสรุปได้ว่าทางด้านการส่งออก รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางรากฐานที่ดีไว้ให้กับประเทศแล้ว

นายวีระกล่าวถึงแหล่งรายได้ของประเทศว่า เราเหลืออันเดียว-ท่องเที่ยว ที่เหลือไม่เห็นเลย ผู้เขียนเพิ่งพิสูจน์ไปในโพสต์ก่อนหน้า ว่า 1. อันดับความสามารถในการแข่งขัน Travel & Tourism รบ.คสช. ดีกว่า รบ.ยิ่งลักษณ์ 2. อันดับการขับเคลื่อนการพัฒนา Travel & Tourism รบ.พล.อ.ประยุทธ์ (เลือกตั้ง) ดีกว่า รบ.เศรษฐา-แพทองธาร 3. SET Tourism Index หลังโควิด สูงสุดใน รบ.พล.อ.ประยุทธ์

ทั้งสามข้อน่าจะพิสูจน์แล้วว่าทางด้านการท่องเที่ยว รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เปิดโอกาสที่ดีมากไว้ให้ประเทศอีกเช่นกัน ส่วนรัฐบาลปัจจุบันจะมีหรือไม่มีฝีมือรับช่วงต่อ จะต้องฉุดกระชากลากถูให้ รบ.พล.อ.ประยุทธ์ ตามมารับผิดชอบด้วยทำไม ???

โพสต์นี้แม้จะพิสูจน์แย้งเนื้อหาของนายวีระคนเดียว แต่ข้อมูลก็น่าจะเพียงพอสำหรับแย้งเนื้อหาของนาย ‘หมาแก่’ และโพสต์ FB Thanong Fanclub ด้วยเช่นกัน 

“ทศวรรษที่สูญหาย” ถ้าจะมี ก็น่าจะกำลังเริ่มขึ้นมากกว่า

BYD เปิดตัว ‘Super E-Platform’ 1,000V ปลดล็อกเทคโนโลยีชาร์จเร็วใน 5 นาที วิ่งไกล 400 กม.

BYD ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก สร้างความฮือฮาในอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการเปิดตัว ระบบแบตเตอรี่ใหม่ล่าสุด ‘Super E-Platform’ 1,000V ที่สามารถรองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 400 กิโลเมตรในเวลาเพียง 5 นาที ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และช่วยลดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการชาร์จที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า

เทคโนโลยีใหม่นี้ได้รับการพัฒนาโดย BYD Battery Division โดยใช้เซลล์แบตเตอรี่ที่ออกแบบให้รองรับ การชาร์จความเร็วสูงพิเศษ (Ultra-Fast Charging) ซึ่งสามารถเก็บพลังงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นวัตกรรมนี้ช่วยให้การชาร์จ EV มีความสะดวกและรวดเร็ว เทียบเท่ากับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์

BYD ระบุว่า แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้จะช่วย ลดระยะเวลาการชาร์จลงจากระดับชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลายมากขึ้น

สำหรับ BYD เป็นผู้นำด้านการพัฒนาแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) และมีชื่อเสียงจากการพัฒนา แบตเตอรี่ Blade Battery ที่ได้รับการยอมรับในด้าน ความปลอดภัยสูงและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ที่เปิดตัวนี้ยังคงเน้นย้ำเรื่อง ความปลอดภัย เป็นอันดับแรก ด้วยการออกแบบที่ช่วยป้องกันความร้อนสูงเกินไป ลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟลุกไหม้ และช่วยให้แบตเตอรี่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในอุณหภูมิที่หลากหลาย

นอกจากการพัฒนาแบตเตอรี่แล้วยังมีแผนขยาย เครือข่ายสถานีชาร์จความเร็วสูง เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ขับขี่ EV ได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และคาดว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ใน ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ที่มีแนวโน้มการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเปิดตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จ EV ได้ภายใน 5 นาทีของ BYD ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาหลักของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และอาจเป็น Game Changer ที่เร่งให้โลกเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาดได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งคาดว่าแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้จะถูกนำไปใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของบริษัทภายในปีถัดไป

‘ดร.อานนท์’ เสนอ ‘นิด้า’ วิทยาเขตสีคิ้ว ควรเปิด ป.ตรี ‘พยาบาลศาสตร์’ ควบ ป.โท สาขาอื่น ชี้! มีทรัพยากรบุคคลพร้อมสอนไม่ต้องหาใหม่

(18 มี.ค. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ว่า 

ผมมาลองคิดดูแล้ว นิด้าที่วิทยาเขตสีคิ้ว ควรเปิดหลักสูตรปริญญาตรีควบโทห้าปีป ตรี ให้เป็นสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ป โท ให้เลือกเรียนโทสาขาอื่น ในนิด้า เอง 

หนึ่ง นิด้ามีความจำเป็นต้องเปิดสอนระดับปริญญาตรี เพราะนิด้าไม่มี feeder ก็เลยฝืด มีปัญหานักศึกษาลดลง เนื่องจากมหาวิทยาลัยอื่น ต่างก็เปิดปริญญาโท-เอก กันเองหมดแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อตั้งนิด้า เปิดสอนโท-เอก แทบจะเป็นที่เดียวในประเทศไทย

สอง ประเทศไทย ขาดแคลนพยาบาลรุนแรงมากที่สุดในเวลานี้ มีการตกเขียว โดยให้ทุนระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปีหนึ่ง กับนักเรียนพยาบาล โดยโรงพยาบาลเอกชนกันมากมาย ยิ่งประเทศไทยก้าวเข้าสู่ super-aged society สูงอายุเต็มขั้นแล้ว พยาบาลยิ่งจะขาดแคลนหนักมาก

ดังนั้นถ้านิด้า จะเปิดสอน ป. ตรี ก็ควรเปิดสอนในสาขาที่ประเทศไทยขาดแคลนจริง ๆ และควรเป็นหลักสูตรตรีควบโทไปเลย 

ป ตรี พยาบาล จะเรียน ป โท ทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถิติประยุกต์ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคม พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นิติศาสตร์ ก็เป็นประโยชน์ทั้งนั้นต่อวิชาชีพพยาบาล นิด้าน่าจะสร้างพยาบาลที่รู้รอบได้ และตอบโจทย์ของประเทศ เพราะงานพยาบาลไทย ไม่ได้ทำงานหน้าเดียว ทำแม้แต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

ไม่ต้องอื่นไกล บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต ชอบแย่งพยาบาลออกมาจากระบบสาธารณสุข เพราะประกันชีวิตกับประกันสุขภาพ ต้องใช้คนมีความรู้ทางการแพทย์การพยาบาล พยาบาลไทย ปรับตัวเก่ง เรียนรู้เองได้ ออกมาอยู่บริษัทประกันภัยกันเยอะมาก แทบจะเดินชนกันตายแถวถนนรัชดาภิเษก 

ทำไม ไม่มาเรียนปริญญาโททางวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยงกันไปเลย จะได้เอาไปทำงานต่อยอดได้เลยทันที

สาม นิด้ามีอาจารย์ที่จบปริญญาตรี เป็นพยาบาลวิชาชีพมาก่อนเป็นจำนวนมากพอสมควร ไม่เอ่ยชื่อดีกว่า เดี๋ยวเจ้าตัวเขาจะรู้ตัว จึงเริ่มต้นได้ไม่ยากนัก Ratipon Tungfung Nanta Soo 

สี่ สีคิ้ว เป็นวิทยาเขต มีสถานที่กว้างขวาง สำหรับห้องเรียนและหอพักพยาบาลได้อย่างสะดวกสบาย มาก แต่ต้องหาโรงพยาบาลให้นักศึกษาพยาบาลระดับปริญญาตรีได้ฝึกงาน ซึ่งโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในภาคอีสานนั้นมีเป็นจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ฯลฯ น่าจะสอนพอแสวงหาความร่วมมือได้ครับ

ปัญหาใหญ่มีอยู่ประการเดียว คือ พรบ. นิด้า ที่เขียนล็อคตัวเองไว้ ว่าเปิดสอนเฉพาะบัณฑิตศึกษา 

เมื่อตอนนิด้า ออกนอกระบบ อานนท์ ได้ทักท้วงประเด็นนี้ไว้ว่า สถาบันวิชาการชั้นสูงตามพระราชดำริ ไม่ได้แปลว่าสอนปริญญาตรีไม่ได้ และปริญญาตรีก็สอนวิชาชั้นสูงได้ ถ้าจะสอนให้ดี

วิชาชีพพยาบาลก็เป็นวิชาชีพชั้นสูงครับ จำเป็นสำหรับบ้านเมืองอย่างยิ่ง 
สร้างบ้าน ต้องมีทางหนีไฟ ไม่ใช่เขียนล็อคตัวเองไว้
ผ่านมาห้าหกปี สถานการณ์จะบังคับเองครับ 
คงมีความจำเป็นต้องแก้ไข พรบ.

‘นนอ. ปยุต’ นักเรียนนายเรืออากาศไทยสร้างชื่อ คว้ารางวัล “นักเรียนต่างชาติดีเด่น” จากสถาบันทหารเกาหลีใต้

(18 มี.ค. 68) เพจเฟสบุ๊คข่าวทหาร รายงานว่า มีนักเรียนนายเรืออากาศไทยสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ ด้วยการคว้ารางวัล “นักเรียนต่างชาติดีเด่น” จาก สถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่นักศึกษาต่างชาติที่มีผลการเรียนดีเด่นและมีความเป็นผู้นำโดดเด่นในระหว่างการศึกษาในต่างประเทศ

นักเรียนนายเรืออากาศ ปยุต ร้อยอำแพง เป็นตัวแทนของกองทัพอากาศไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรของสถาบันทหารชั้นนำของเกาหลีใต้ โดยได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางวิชาการ ทักษะการเป็นผู้นำ และความสามารถทางการทหารที่โดดเด่นท่ามกลางเพื่อนร่วมสถาบันจากหลายประเทศ

ส่งผลให้ นนอ. ปยุต ร้อยอำแพง คว้ารางวัล “นักเรียนต่างชาติดีเด่น” เป็นผลจาก ผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม ความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง และการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งได้รับการยอมรับจากอาจารย์และผู้บังคับบัญชาในสถาบัน

“รางวัลนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของ นนอ. ปยุต ที่ได้ทุ่มเทให้กับการศึกษาจนประสบความสำเร็จ" พลอากาศเอก อี กล่าว "นอกจากนี้ นนอ. ปยุต ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านความประพฤติและการเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนายทหารอากาศ”

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็น แรงบันดาลใจสำคัญให้แก่นักเรียนนายเรืออากาศไทยรุ่นต่อไป ในการพัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการและการเป็นผู้นำในเวทีนานาชาติ พร้อมทั้งเป็นเครื่องยืนยันว่า บุคลากรของกองทัพอากาศไทยมีศักยภาพและความสามารถทัดเทียมนานาชาติ

“รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ ผมขอขอบคุณกองทัพอากาศไทยที่ให้โอกาสผมได้มาศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ และขอขอบคุณผู้บังคับบัญชา ครูอาจารย์ และเพื่อนๆ ทุกคนที่ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด” นนอ. ปยุต กล่าว 

น่าสนใจ ‘พิพัฒน์’ คิดอะไรอยู่ ตั้ง ‘สุนทร รักษ์รงค์’ เป็นคณะทำงาน

เป็นประเด็นที่น่าสนใจกับการที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แต่งตั้ง สุนทร รักษ์รงค์ อดีตผู้สมัคร สส. เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งปัจจุบันสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว ให้เป็นคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

สุนทร ก็โพสต์ว่า
“ผมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง”

แม้สุนทร รักษ์รงค์ จะยังไม่เปิดตัวชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 8 หากศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง ‘มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล’ สส. เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ก็ตาม

แต่สำหรับนายหัวไทร เชื่อว่า เป็นการแต่งตั้งอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่งตั้งในช่วงที่อีก 10 วันศาลอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษา สส.มุกดาวรรณ กรณีถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวหาว่า ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งถ้าศาลเชื่อตามพยานหลักฐานของ กกต. มุกดาวรรณก็จะโดนใบแดง เพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง และน่าจะต้องชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย ซึ่งจะต้องจัดเลือกตั้งใหม่

การแต่งตั้งสุนทรเป็นคณะทำงานของแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย จึงมีความหมายยิ่งต่อการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีฯมีความหมายในแง่ของการคัดสรรตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งการแต่งตั้งสุนทรเป็นคณะทำงานมีหลายนัยยะให้พิจารณา

นัยยะหนึ่งอาจจะเป็นการเสริมทีมทำงานในระดับพื้นที่ให้แข็งแกร่งขึ้น กับเป้าหมายการสู้รบในอนาคต แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทย จะต้องเปิดหน้าชกแบบเต็มพื้นที่ไม่มีถอยให้ใครในสนามเลือกตั้งภาคใต้ กล่าวสำหรับนครศรีฯ การเลือกตั้งปี 2566 ปักธงเมืองคอนได้ถึงสองที่นั่ง เป้าหมายปี 2570 จึงน่าจะไม่น้อยกว่า 5-6 ที่นั่ง 

แม้จะเป็นเป้าหมายที่ยากกับ 10 ที่นั่งของเมืองคอน และเป็นสนามที่ประชาธิปัตย์จะต้องยืนหยัดรักษาเมืองหลวงไว้ให้ได้ จะเห็นได้ว่า ทำไมพลังเมืองนคร ของเจ้ต้อย -กนกพร เดชเดโช ที่มีแทน-ชัยชนะ เดชเดโช ลูกชายอยู่เบื้องหลังถึงไม่สู้ศึกชิงประธานสภา อบจ.นครศรีฯ เพราะเขาต้องการเปิดทางให้ ‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ นายกฯอบจ.ได้ทำงานเต็มที่ ไม่มีใครขัดใครขวาง ถ้าสำเร็จก็โชคดีไป แต่พลังเมืองนครประเมินว่า นโยบายที่แถลงไว้ ยากจะทำได้ เช่น ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาน้ำท่วมเมือง เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เป้าหมายของการเมืองกลุ่มนี้จึงมุ่งไปที่การเลือกตั้งใหญ่ สส.มากกว่า แล้วอนาคตค่อยมาหยิบเอาแบบง่ายๆในสนาม อบจ.บนความล้มเหลวในการจัดการของ ‘น้ำ-วาริณ’

เมื่อภูมิใจไทย มีเป้าหมายใหญ่ จึงต้องมีคณะทำงานที่เข้มแข็ง แข็งแกร่ง ‘พิพัฒน์’ ก็คงจะมองเห็นศักยภาพของสุนทร จึงหยิบมาใช้งาน น่าจะใช้งานในเชิงการร่างนโยบายด้านการเกษตรของภาคใต้ เช่น นโยบายยางพารา นโยบายปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

โดยพิพัฒน์น่าจะเล็งไปสู่สนามเลือกตั้งใหญ่มากกว่า แค่เลือกซ่อมให้เป็นเรื่องของคนในพื้นที่จัดการกันไป ตัวเลือกสำหรับภูมิใจไทยก็มีอยู่ไม่น้อย กลั่น และกรองออกมาได้ สจ.กระวี หวานแก้ว ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น การผลักดันเขาศูนย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวการผลักดันแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้วยการนำน้ำจากเขื่อนกระทูน มาใช้งานช่วยเหลือเกษตรกร แม้เวลานี้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด ก็ทำหน้าที่ชงข้อมูลให้ สว.ณัฐกิตติ์ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ (แล้ง) ในโซน อ.ฉวาง อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง

สุนทรเองก็มีความเหมาะสมยิ่งกับการลงสมัคร สส.จะในนามพรรคไหนก็แล้วแต่ เขตไหนก็ได้ หรือลงบัญชีรายชื่อก็ไม่แปลก เพราะเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีเครือข่ายมาก

สุนทร จากนักศึกษากิจกรรม มาสู่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับบทบาทหน้าที่ในการดูแลชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม

แต่สนามเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯสำหรับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะส่งใครลงสมัครเป้าหมายคือต้องชนะ รักษาฐานเดิมไว้ให้ได้

โดยสรุปว่า สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีสองคนนี้เหมาะสมที่สุดในการได้รับโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งรับเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีฯ คนที่คลุกคลีกับชาวบ้าน ลุยอยู่กับพื้นที่ควรได้รับโอกาสนั้น

ความมุ่งมั่น ตั้งใจ อยู่กับมัน ทำให้มันเกิด คือเป้าหมายการต่อสู้ในสนามการเมืองที่ดุเดือด เข้มข้น

จีนเปิดตัวรถไฟขบวนพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ มุ่งหน้าท่องเที่ยว 3 เมืองหลัก ชมวัฒนธรรมและธรรมชาติอันสวยงาม

(18 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า รถไฟท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุขบวนแรกของปีในเขตปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ได้ออกเดินทางจาก สถานีเทียนจิน อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ วันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา พร้อมนำผู้โดยสารวัยเก๋าจำนวน 452 คน จากทั้งสามพื้นที่ ได้แก่ ปักกิ่ง เทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย เดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่สำคัญหลายแห่ง

ขบวนรถไฟพิเศษนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ภายในตู้โดยสารมี สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ที่นั่งกว้างขวาง ทางเดินปลอดภัย ระบบยกสัมภาระอัตโนมัติ และบริการพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางได้อย่างสบายและปลอดภัย

สำหรับเส้นทางของรถไฟขบวนนี้จะเริ่มต้นการเดินทางจาก ปักกิ่ง และจะเดินทางผ่าน มณฑลเจียงซี, หูหนาน, และ กวางตุ้ง โดยจุดจอดสำคัญในแต่ละมณฑลจะรวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ได้แก่ 

มณฑลเจียงซี พื้นที่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น เขตมรดกโลกที่ภูเขาเอ๋อ และ เมืองเจียงเจียว ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมจีนที่ลึกซึ้ง

มณฑลหูหนาน เส้นทางจะพาผู้โดยสารไปยังเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น เมืองจางเจียเจี้ย ที่มีภูเขาและทิวทัศน์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก 

มณฑลกวางตุ้ง จุดหมายสำคัญรวมถึง เมืองกวางโจว ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าและมรดกทางวัฒนธรรมที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีน

นอกจากการเดินทางที่สะดวกสบายแล้ว ยังมี กิจกรรมพิเศษบนขบวนรถไฟ เช่น ดนตรีสด บรรยายประวัติศาสตร์ และการสาธิตวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับผู้โดยสาร

โครงการรถไฟท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา “วงแหวนเศรษฐกิจปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย” ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงเมืองสำคัญในภูมิภาค โดยรัฐบาลท้องถิ่นหวังว่า บริการรถไฟขบวนพิเศษนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวกขึ้น และส่งเสริมเศรษฐกิจในเมืองต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง

คาดว่าหลังจากการเดินทางครั้งแรกนี้ โครงการจะมีการเพิ่มรอบการเดินทางและขยายเส้นทางไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยในจีน

ทั้งนี้ จีนกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ทำให้โครงการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก การเปิดตัวรถไฟท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุขบวนแรกของปี 2025 ถือเป็น ก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางสำหรับผู้สูงอายุ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มนี้

โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนที่จะ พัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรกับผู้สูงวัยมากขึ้น ทั้งในด้านบริการ สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

‘ทรัมป์’ เผยเป็นนัย ‘สี จิ้นผิง’ อาจบินสู่สหรัฐฯ หารือประเด็นร้อน

(18 มี.ค. 68) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแย้มว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน อาจจะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ในอนาคตอันใกล้ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ในระหว่างการปรากฏตัวที่งานประชุมสาธารณะในสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ทรัมป์ได้กล่าวว่า การเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดที่ยืดเยื้อในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยทั้งสองประเทศยังคงมีข้อขัดแย้งในหลายด้าน รวมถึงการเก็บภาษีสินค้าจีนที่สหรัฐฯ กำหนดไว้รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 

แหล่งข่าวจากรัฐบาลจีนระบุว่า การเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า และความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่มีผลดีต่อทั้งสองประเทศ โดยทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างต้องการลดความตึงเครียดที่มีอยู่ และหาทางปรับปรุงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารจัดการข้อขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน จีนหวังว่าจะสามารถเพิ่มความเข้าใจและความไว้วางใจ ระหว่างทั้งสองประเทศได้และมุ่งเน้นไปที่การร่วมมือในระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลก

การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองประเทศจะได้พูดคุยเกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางการค้า และหาทางออกร่วมกันเพื่อบรรเทาความตึงเครียดในพื้นที่เศรษฐกิจ โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าการเจรจานี้อาจจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สหรัฐฯ และจีน ได้เริ่มหารือเกี่ยวกับ ความเป็นไปได้ในการจัด “การประชุมสุดยอดวันเกิด” (Birthday Summit) ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนมิถุนายน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงวันเกิดของประธานาธิบดีสีตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน แต่การหารือยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มีการระบุวันที่ชัดเจน 

‘ทูตรัสเซีย’ ชี้!! สื่อยุค AI ภัยคุกคามที่มาพร้อมความก้าวหน้า กับโจทย์ท้าทายของผู้รับสารที่ต้องแยกแยะข่าวจริงและข่าวปลอม

นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา THE FUTURE JOURNALISM 2025 'AI กับ สื่อสารศาสตร์ยุคใหม่' ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES จากประเทศไทย, สำนักข่าว SPUTNIK ของรัสเซีย และวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนของทั้ง 2 ประเทศ ว่า ขณะนี้ เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการสร้าง เผยแพร่ และบริโภคข้อมูล ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้นำมาซึ่งโอกาสใหม่ที่น่าทึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายที่สำคัญต่อความจริง ความเป็นกลาง และจริยธรรมของสื่อมวลชน

การเติบโตของสื่อที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปิดขอบเขตใหม่ในการเข้าถึงข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพ และระบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรมองข้ามภัยคุกคามที่มากับความก้าวหน้าดังกล่าว การแพร่ระบาดของข่าวปลอม (Fake News) วิดีโอ Deepfake และการใช้ระบบอัลกอริทึมในการกำหนดเนื้อหาข่าว ท้าทายความสามารถของเราที่จะแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและเรื่องแต่ง ในยุคที่ข้อมูลเท็จสามารถแพร่กระจายได้เร็วกว่าที่เคยเป็นมา บทบาทของนักข่าวและผู้แสวงหาความจริงจึงมีความสำคัญมากกว่าครั้งไหน ๆ

หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่สุดที่เราต้องเผชิญในวันนี้คือ การใช้ข้อมูลเป็นอาวุธ ข่าวปลอมไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของข้อผิดพลาดอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ใช้ในการกำหนดมุมมอง มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของสาธารณะ และบิดเบือนความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี Deepfake ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถปลอมแปลงคำพูดของผู้นำโลก บิดเบือนบันทึกทางประวัติศาสตร์ และสร้างการบิดเบือนเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเสถียรภาพของสังคม

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับถึงอิทธิพลของ สื่อกระแสหลักจากโลกตะวันตก ที่ครอบงำการกำหนดกรอบเนื้อหาในระดับสากล หลายครั้งที่เหตุการณ์ระหว่างประเทศถูกนำเสนอผ่านมุมมองเพียงด้านเดียว โดยละเลยความหลากหลายของมุมมองที่มีอยู่ในโลกที่มีหลายขั้วทางอำนาจ การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้ง เศรษฐกิจ และการเมืองโดยสื่อกระแสหลักของตะวันตกมักจะสร้างความไม่สมดุลในการรับรู้ของผู้ชม สื่อสารมวลชนจึงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความเป็นธรรม ความหลากหลาย และการเปิดกว้างต่อมุมมองที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดสังคมโลกที่ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน

รัสเซียให้ความสำคัญกับหลักการ อธิปไตยทางสื่อ และความจำเป็นในการมีมุมมองทางเลือกมาโดยตลอด ดังนั้น จึงอยากจะชวนทุกท่านเข้าร่วมเครือข่าย Global Fact-Checking Network ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับรากหญ้า ที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGOs) และภาคเอกชน เพื่อส่งเสริม ความเป็นกลาง ความโปร่งใส และความแม่นยำ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง แพลตฟอร์มอิสระเช่นนี้ รวมถึงองค์กรสื่อระดับชาติที่ไม่ใช่ของตะวันตก และโครงการดิจิทัลต่างๆ ที่พวกท่านเป็นตัวแทน ล้วนมีบทบาทสำคัญในการถ่วงดุลกับการนำเสนอข่าวระดับนานาชาติที่มักถูกผูกขาดในแนวทางเดียว

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยี AI หากถูกนำมาใช้ อย่างมีความรับผิดชอบ จะสามารถช่วยส่งเสริม ความหลากหลายทางสื่อ ได้ โดยช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และเปิดโอกาสให้แนวคิดต่างๆ ไหลเวียนอย่างเสรี อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือระหว่างนักข่าว นักวิชาการ และภาครัฐ เราต้องร่วมมือกันกำหนดแนวทางด้านจริยธรรมสำหรับการใช้ AI ในวงการสื่อมวลชน ดำเนินมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น และส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตัวเองจากข้อมูลเท็จได้

“ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการสื่อสาร ขอให้เรายืนยันเจตนารมณ์ในการรักษาคุณค่าพื้นฐานของวงการสื่อ ได้แก่ ความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรม อนาคตของสื่อสารมวลชนขึ้นอยู่กับความสามารถของเราในการปกป้องความจริงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว” เอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย กล่าวปิดท้าย

สว. ลงมติคว่ำ ‘สิริพรรณ - ชาตรี’ นั่งตุลาการศาล รธน. หลังประชุมลับถกรายงานสอบประวัติกว่า 2 ชั่วโมง

มติ ‘วุฒิสภา’ ไม่เห็นชอบให้ 'สิริพรรณ นกสวน สวัสดี' และ 'ชาตรี อรรจนานันท์' นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังประชุมลับถกรายงานสอบประวัติกว่า 2 ชั่วโมง

(18 มี.ค. 68) ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 คน คือ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายชาตรี อรรจนานันท์  อดีตอธิบดีกรมการกงสุล และอดีตเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก แทนตำแหน่งที่ว่าง 

หลังจากที่ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาเป็นการลับ ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม นานกว่า 2 ชั่วโมง 20 นาที แล้วจึงเป็นการลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่

นายมงคล ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า บุคคลที่จะได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสว.ที่มี ปัจจุบันมี สว.ทำหน้าที่ 199 คน ดังนั้นต้องได้ 100 คะแนนขึ้นไป 

สำหรับการลงคะแนนจะใช้การลงคะแนนลับด้วยเครื่องออกเสียง จากนั้นจึงให้ สว.แสดงตน โดยพบว่า มี สว. ที่แสดงตนจำนวน 189 คน

สำหรับผลการลงมติพบว่า 

น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
ได้รับคะแนนเห็นชอบ 43 เสียง 
ไม่เห็นชอบ 136 เสียง 
งดออกเสียง 7 เสียง 
และไม่ลงคะแนน 1 เสียง 
จาก สว.ที่ลงมติทั้งสิ้น 187 คน

นายชาตรี อรรจนานันท์
ได้รับคะแนนเห็นชอบ 47 เสียง 
ไม่เห็นชอบ 115 เสียง 
งดออกเสียง 22 เสียง 
ไม่ลงคะแนน 3 คน 
จากสว.ที่ลงมติทั้งสิ้น 187 คน

นายมงคล แจ้งว่า การลงคะแนนดังกล่าวถือว่า น.ส.สิริพรรณ และนายชาตรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ เพราะได้คะแนนน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสว.

ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภา ยังมีมติต่อว่า "มิให้เปิดเผย" บันทึกการประชุมจำนวน 5 ครั้ง และรายงานลับของกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 147 ต่อ 33 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top