Wednesday, 14 May 2025
NewsFeed

ประณามสหรัฐฯ แทรกแซงไทย กรณีคว่ำบาตรวีซ่า ปมส่งอุยกูร์กลับจีน

(18 มี.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกมาแสดงท่าทีเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ หลังจากที่ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศมาตรการจำกัดวีซ่า และคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน

เหมา หนิง (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่า จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นภายใต้ข้ออ้างด้านสิทธิมนุษยชน และมองว่ามาตรการของสหรัฐฯ เป็นการใช้แรงกดดันทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม

“จีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอธิปไตย และเราขอเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันประเทศอื่น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

จีนเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในด้านความมั่นคง และกล่าวว่าการส่งตัวบุคคลกลับประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็เคารพอธิปไตยของไทยในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายด้านความมั่นคงของตนเอง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จีนพร้อมทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิดในประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

ในขณะที่จีนออกมาตอบโต้ สหรัฐฯ ยังคงยืนกรานว่าการคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นมาตรการที่มุ่งปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ 

อย่างไรก็ตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ค.ร.ม. ถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ยังไม่มีและยังไม่ทราบ” เรื่องโดนสหรัฐ จำกัดวีซ่า กรณีส่งชาวอุยกูร์ 40 ชีวิตกลับจีน ต้องให้กระทรวงต่างประเทศช่วยอธิบายเรื่องข้อมูลกับสหรัฐฯ อีกที

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า กรณีนี้อาจกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

‘หมอมิยู’ สวมชุดมวยไทยพิชิตงานวิ่ง ‘ลอสแองเจลิส มาราธอน’ พร้อมนำเสนอมรดกวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์ไทยสู่เวทีโลก

(18 มี.ค. 68) ทันตแพทย์หญิง ชรินญา กาญจนเสวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หมอมิยู’ ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้คนในนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเธอสวมชุดมวยไทยเต็มยศวิ่งผ่านถนนในเมืองของงานวิ่งมาราธอนที่จัดขึ้นเมื่องช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับคอนเสปการวิ่งครั้งนี้ของหมอมิยู เพื่อประชาสัมพันธ์ “ไทยทาวน์” ชุมชนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและธุรกิจคนไทยที่มีเอกลักษณ์และคึกคักที่สุดในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังใช้ผลิตภัณฑ์ในการวิ่งโดย “คนไทย” ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า

โดยก่อนหน้านี้ 1 สัปดาห์ หมอมิยูได้ทำลายสถิติดีสุดของตัวเอง (New PB) ด้วยเวลา 3.03.30 ชั่วโมง ในงาน “นาโกยา วีเมนส์ มาราธอน 2025” ครั้งนั้นหลังจบการแข่งขันคุณหมอได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “สำหรับหมอฟันที่เป็นพนักงานประจำที่วิ่งได้นิดหน่อย เราเชื่อว่าการซ้อมที่ดี คือการซ้อมที่พอดี และดีพอ ทำให้เราสามารถ balance ชีวิตการทำงาน และ การซ้อมได้อย่างสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

จากนั้นบินมาต่อที่รายการ “ลอสแองเจลลิส มาราธอน 2025” ระยะ 42.195 กม. ซึ่งรายการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 25,000 คน หมอมิยูที่สวมชุดมวยไทยวิ่งตลอดการแข่งขันผ่านเส้นทางที่สวยงามและมีชื่อเสียง เช่น ฮอลลีวูดบูเลอวาร์ด, พิพิธภัณฑ์กูเกิล, และสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทางบริเวณชายหาดแซนตาโมนิกา ซึ่งทำเวลาไปได้ 4.20.00 ชั่วโมง จากที่ตั้งเป้าไว้ 4.30 ชั่วโมง  

ทั้งนี้ หมอมิยู เคยทำสถิติเป็นนักวิ่ง “Fastest Marathon dressed in Thai Traditional Dress” หรือ นักวิ่งหญิงคนแรกที่ใส่ชุดไทยวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดในโลก ในการแข่งขันรายการ “ลอนดอนมาราธอน” ด้วยเวลา 3.45.34 ชั่วโมง 

รวมถึงสถิติ Guinness World Records อีกครั้งด้วยการทำสถิติเป็นนักวิ่ง “Fastest Marathon in a school uniform” หรือ นักวิ่งหญิงคนแรกที่ใส่ชุดนักเรียนวิ่งมาราธอนได้เร็วที่สุดในโลก ในการวิ่งรายการ เบอร์ลินมาราธอน ด้วยเวลา 3:10:55 ชั่วโมง

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ เผยยอดใช้น้ำมันเดือนแรกปี 68 โต 2.8% จับสัญญาณกลุ่มเบนซินชะลอตัว หลังคนแห่ใช้รถอีวีพุ่ง

กรมธุรกิจพลังงาน เผยยอดใช้น้ำมันเดือนแรกปี 68 โต 2.8% ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซินส่งสัญญาณชะลอตัว จากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า โดยในเดือนมกราคม 68 ลดลง 3% ในขณะที่ NGV ลดฮวบ 15.3 % ส่วนดีเซลหมุนเร็ว เพิ่มขึ้น 0.4 % น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 21 % และ LPG เพิ่ม 2.9 %

(18 มี.ค. 68) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 157.56 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ สถานีบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 และการใช้ LPGเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ขณะที่กลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 3.0 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 และ NGV ลดลงร้อยละ 15.3 

โดยรายละเอียดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดในเดือนมกราคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มีดังนี้

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.25 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 3.0 ประกอบด้วยการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 6.68 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.05 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.38 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์ อี 85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.06 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.71 ล้านลิตร/วัน จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 มากที่สุด โดยสาเหตุมาจากปัจจัยด้านประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และราคา ซึ่งราคาแก๊สโซฮอล์ 95 สูงกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร ในเดือนมกราคม 2568 แต่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 สูงกว่าแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 1.76 บาท/ลิตร จึงทำให้ประชาชนเลือกใช้แก๊สโซฮอล์ 95 มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเริ่มเห็นสัญญาณของการชะลอตัวลงโดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV HEV และ PHEV) มีสัดส่วนร้อยละ 5.67 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน รวมถึงการใช้งานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 15.262 เทียบกับปีก่อน

การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ สถานีบริการ เฉลี่ยอยู่ที่ 68.16 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ประกอบด้วยดีเซลหมุนเร็วธรรมดา เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 68.03 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้า ประกอบกับนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ในปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงาน ได้ปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลลงเป็น ดีเซลหมุนเร็ว บี 5 มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 เนื่องจากราคาผลปาล์มทะลายและน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาไบโอดีเซล สำหรับการใช้ดีเซลพื้นฐาน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.85 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.132 ล้านลิตร/วัน ทั้งนี้ ภาพรวมปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลอยู่ที่ 70.01 ล้านลิตร/วัน

การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยอยู่ที่ 19.81 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 มีปัจจัยมาจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและการบริการผ่านมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าจากสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2568  มีจำนวนสะสม 3.709 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.2 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว รวมถึงการขยายตัวของการขนส่งสินค้าทางอากาศ ส่งผลให้ปริมาณการใช้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน

การใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 16.66 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทุกรายสาขา ประกอบด้วยการใช้ในภาคครัวเรือน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.17 ล้าน กก./วัน ภาคปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่ง เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.306 ล้าน กก./วัน จากการขยายตัวของกลุ่มรถแท็กซี่เป็นสำคัญ และภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.09 ล้าน กก./วัน

การใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.47 ล้าน กก./วัน ลดลงร้อยละ 15.3 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสม และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่มีแนวโน้มปิดตัวลง ทั้งนี้ ปตท. ยังคงช่วยเหลือโดยตรึงราคาให้กับ กลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะที่ถือบัตรสิทธิประโยชน์ ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในระยะที่ 2 (1 ก.ค. 2567 – 31 ธ.ค. 2568)

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,126,251 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 94,549 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 1,095,257 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 92,565 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 30,993 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 49.2 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 1,984 ล้านบาท/เดือน

การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 146,143 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 8.0 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 13,819 ล้านบาท/เดือน

ไฟไหม้ลานเก็บรถของกลาง เผาวอด 300 คัน ตำรวจเร่งแกะรอยหาสาเหตุเพลิงปริศนา คาดเสียหายหลัก 100 ล้าน

(19 มี.ค. 68) จากกรณีเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 18 มี.ค. 68 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ลานเก็บรักษารถยนต์ของกลางของด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก บริเวณด้านหลังด่านศุลกากรแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด โดยเพลิงไหม้ดังกล่าวลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์ที่จอดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้กว่า 300 คัน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลนครแม่สอด และหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ ได้ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คันเข้าควบคุมเพลิงอย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นลานโล่งกลางแจ้ง ประกอบกับมีเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันในรถยนต์ที่ถูกเก็บรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง กว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือมีการลอบวางเพลิง เนื่องจากรถยนต์ของกลางที่ถูกเก็บรักษาในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นรถที่ถูกยึดจากขบวนการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นของกลางที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ด้านนายอำเภอแม่สอด และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ในครั้งนี้ รวมถึงประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะสูงถึงหลายร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการกันพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในบริเวณที่เกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการสอบสวน

ด้านประชาชนในพื้นที่ต่างแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ โดยหลายฝ่ายต่างเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และหากพบว่าเป็นการลอบวางเพลิง ควรมีการดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ไฟไหม้ลานเก็บรถของกลางด่านศุลกากรแม่สอดครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไฟไหม้ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก และต้องรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

'ฐปณีย์' ตั้งคำถามปมปิดปากสื่อ-แทรกแซงสื่อข้ามชาติ เรียกร้องหาผู้รู้ตรวจสอบ

(19 มี.ค. 68) แยม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวสายลุยคนดังจากรายการข่าว 3 มิติ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า “เจอสถานการณ์หลายสิ่งในช่วงนี้จึงทบทวนดูอย่างรอบคอบ ว่าจะเรียกสิ่งที่เผชิญอยู่นี้ว่าอะไร - ปิดปากสื่อ? - แทรกแซงสื่อข้ามชาติ? จะต้องเรียกแบบไหน คงต้องหาผู้รู้มาตรวจสอบค่ะ”

ทั้งนี้ ข้อความดังกล่าว คาดว่าน่าจะเกิดจากกรณีที่เจ้าตัวไม่ได้รับเชิญให้ร่วมทริปเยือนเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ติดตามคณะ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงสื่อมวลชนของไทย เพื่อติดตามชีวิตความเป็นอยู่ชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้ส่งกลับแผ่นดินเกิดก่อนหน้านี้ 

Pop Mart ปรับกลยุทธ์รองรับยอดซื้อพุ่งสูง เพิ่มหลักสูตรอบรมพนักงานพูดไทย เอาใจนักท่องเที่ยวสายช้อป

(19 มี.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระแสอาร์ตทอยจากจีนกำลังมาแรงในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะแบรนด์ดังอย่าง Pop Mart ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายสาขาในจีนเริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการส่งเสริมให้พนักงานฝึกพูดภาษาไทย เพื่อให้สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวจากไทยได้อย่างสะดวกและประทับใจยิ่งขึ้น

โดย Pop Mart เป็นแบรนด์อาร์ตทอยจากจีนที่มีชื่อเสียงจากการออกแบบคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ และการเปิดตัวคอลเลกชันลิมิเต็ดอิดิชันที่ดึงดูดใจนักสะสมทั่วโลก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว ที่มีร้าน Pop Mart ตั้งอยู่หลายแห่ง

และหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นมา พบว่านักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปจีนเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า จำนวนนักเดินทางจากไทยเข้ากรุงปักกิ่งเพิ่มขึ้น 62% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2562 กับ 2567

จากแนวโน้มนี้ Pop Mart จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาของพนักงาน โดยเฉพาะภาษาไทย เพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าจากไทยได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถแนะนำสินค้า โปรโมชั่น และให้บริการที่เป็นมิตรมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว และกระตุ้นยอดขายไปในตัว

ร้าน Pop Mart หลายสาขาในจีนเริ่มมีการจัดอบรมภาษาไทยเบื้องต้นให้กับพนักงาน โดยเน้นคำศัพท์และประโยคที่ใช้บ่อยในการขายสินค้า เช่น “สวัสดีค่ะ/ครับ ยินดีต้อนรับ”, “ตัวนี้เป็นคอลเลกชันใหม่ค่ะ”, “มีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับวันนี้ค่ะ” “จ่ายผ่าน Alipay หรือ WeChat Pay ได้นะคะ”

นอกจากนี้ บางร้านยังมีการใช้ป้ายแนะนำสินค้าเป็นภาษาไทย รวมถึงเพิ่มตัวเลือกการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันที่นักท่องเที่ยวไทยนิยมใช้ เช่น QR Payment หรือบัตรเครดิตต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น

ขณะที่นักสะสมอาร์ตทอยชาวไทยหลายคนให้ความเห็นว่า การที่พนักงาน Pop Mart ในจีนสามารถพูดภาษาไทยได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะช่วยให้การเลือกซื้อสินค้าง่ายขึ้น และยังเพิ่มความรู้สึกเป็นกันเองกับแบรนด์มากขึ้น บางคนถึงกับบอกว่า การได้พูดคุยกับพนักงานที่เข้าใจภาษาไทย ทำให้การซื้ออาร์ตทอยสนุกขึ้นและช่วยให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกัน Pop Mart ก็เริ่มขยายตลาดในไทยมากขึ้น โดยมีสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษที่เจาะกลุ่มแฟนคลับไทยโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม นักสะสมหลายคนยังคาดหวังให้ Pop Mart นำเข้าคอลเลกชันพิเศษจากจีนมาไทยมากขึ้น และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

จากกระแสความนิยมของอาร์ตทอยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความพยายามของ Pop Mart ในการปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวไทย เป็นที่คาดการณ์ว่าแบรนด์นี้จะขยายตลาดในไทยมากขึ้นในอนาคต และอาจมีการเปิดร้านสาขาใหม่ ๆ รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่ดึงดูดแฟน ๆ อาร์ตทอยชาวไทยให้มากขึ้น

‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ใช่เพียงคำนิยาม แต่คือรากที่มั่นคงของแผ่นดิน หลายนโยบายรัฐบาลเหมือนต้นไม้ที่ไร้รากไม่ก่อประโยชน์อย่างแท้จริง

ในโลกที่ทุกอย่างดูเร่งรีบเหมือนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว เราอาจคิดว่าเงินที่รัฐแจกให้เด็กอายุ 16-20 ปีนั้นเป็นเหมือนเรือที่ช่วยให้พวกเขาพ้นจากการจมน้ำ หรือการที่รัฐบาลใช้ภาษีซื้อหนี้ให้ประชาชนก็เหมือนลมหายใจใหม่ให้คนที่ติดบ่วงหนี้สิน ส่วนคาสิโนที่กำลังจะตั้งก็ดูเหมือนเส้นทางใหม่ของเศรษฐกิจ แต่ถ้าเรามองให้ลึกกว่านั้น เราอาจพบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ต้นไม้ของสังคมเติบโต หากแต่กำลังทำให้รากของมันลอยจากพื้นดิน

1. เงินแจก – รากที่ไม่ได้หยั่งลงดิน

เงินแจกให้เด็กวัยรุ่น ฟังดูเหมือนโอกาส แต่แท้จริงแล้วมันอาจเป็นกับดักที่ทำให้พวกเขาเคยชินกับการได้รับโดยไม่ต้องสร้าง การมีเงินใช้โดยไม่ต้องออกแรง อาจทำให้พวกเขาเข้าใจผิดว่าโลกนี้มีแต่ 'การให้' โดยไม่ต้อง 'แลกเปลี่ยน' เหมือนต้นไม้ที่เติบโตด้วยน้ำฝนที่หยดลงมาตลอดโดยไม่ต้องหยั่งรากลงไปดูดซับจากดิน ท้ายที่สุด เมื่อฝนหยุดตก ต้นไม้นั้นก็จะยืนต้นตาย เพราะไม่เคยมีรากของตัวเอง

2. รัฐล้างหนี้ – สร้างคนที่ไม่ต้องรับผลจากการกระทำของตน

เมื่อรัฐบาลใช้เงินภาษีของทุกคนไปซื้อหนี้ให้คนที่ก่อหนี้ ความรับผิดชอบในการบริหารชีวิตก็ถูกทำให้จางลง มันเหมือนการที่คนหนึ่งใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย แต่กลับมีคนอีกกลุ่มต้องมาช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายให้ ถ้าเราเปรียบเทียบกับธรรมชาติ นี่ก็เหมือนกับฝูงนกที่ไม่ต้องบินหาอาหารเอง เพราะมีคนมาโยนเศษขนมให้ทุกวัน เมื่อถึงเวลาที่คนหยุดให้อาหาร นกเหล่านั้นก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ เพราะพวกมันไม่เคยต้องหาอาหารเอง

3. คาสิโน – เมืองมายาที่ดูเหมือนทองคำแต่เต็มไปด้วยโคลน

คาสิโนฟังดูเป็นแหล่งเงินหมุนเวียนใหม่สำหรับเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเศรษฐกิจแบบ 'มายา' คือเงินไม่ได้ถูกสร้างจากผลผลิตที่แท้จริง แต่เป็นการหมุนเงินผ่านการพนันและความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของผู้คน คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งหมดตัว เหมือนแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ มันให้แสงสว่าง แต่เป็นแสงที่เผาผลาญทุกอย่างโดยที่พวกมันไม่รู้ตัว

เศรษฐกิจพอเพียง – รากที่มั่นคงของแผ่นดิน

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้ชีวิตเรียบง่ายหรือประหยัดเงิน แต่มันคือหลักของ “ความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต” เงินไม่ใช่ของที่ตกจากฟ้าแบบไม่มีที่มา การมีต้องมาจากการสร้าง ผลต้องมาจากการลงแรง ถ้ารัฐสร้างคนให้คุ้นชินกับการได้มาโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยน แทนที่จะแก้ปัญหา มันจะกลับทำให้คนรุ่นใหม่อ่อนแอลง ตัดรากถอนโคนการพัฒนาตัวเอง และเมื่อถึงวันที่ต้องเผชิญชีวิตจริง ไม่มีรัฐบาลที่คอยแจกอีกต่อไป พวกเขาจะหลงทางและไม่มีความสามารถในการตั้งตัว

เศรษฐกิจที่แท้จริงต้องเหมือนต้นไม้
มันต้องมีรากหยั่งลึก มีกิ่งก้านแผ่กว้าง และออกผลที่เกิดจากกระบวนการเติบโตตามธรรมชาติ ถ้าเราหลงเชื่อในเงินที่ลอยมาจากฟ้า เราจะเหมือนต้นไม้ที่ไร้ราก พอพายุมา ทุกอย่างก็พังทลาย

สุดท้ายแล้ว เราต้องเลือกเอง ว่าจะเป็นต้นไม้ที่มีรากมั่นคง หรือเป็นเพียงเศษใบไม้ที่ปลิวไปตามลม

ปูตินตกลงหยุดโจมตีโรงไฟฟ้ายูเครน 30 วัน นาโต้เชื่อรัสเซียแค่หยุดพัก เตรียมรบใหม่แน่เมื่อครบกำหนด

(19 มี.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ตกลงที่จะหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนเป็นเวลา 30 วัน หลังจากการหารือทางโทรศัพท์กับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยลดความตึงเครียดในสงครามที่ดำเนินมากว่าสองปี

รายงานระบุว่า ในการสนทนาครั้งนี้ ทรัมป์ได้กดดันให้รัสเซียหยุดการโจมตีระบบพลังงานของยูเครน เนื่องจากโครงสร้างเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญต่อการดำรงชีวิตของพลเรือนในช่วงที่สงครามยังดำเนินอยู่ ด้านปูตินตอบรับข้อเรียกร้องนี้ และให้คำมั่นว่าจะชะลอปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งเป้าไปยังโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนเป็นการชั่วคราว

แม้ข้อตกลงนี้จะถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรม แต่รัฐบาลยูเครนยังคงสงวนท่าที โดยโฆษกของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า “การหยุดยิงโครงสร้างพลังงานเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ยูเครนต้องการคือการยุติสงครามโดยสมบูรณ์”

ขณะเดียวกัน นาโต้และชาติพันธมิตรตะวันตก ได้ออกมาเตือนว่า ข้อตกลงนี้อาจเป็นเพียง "การหยุดพักยุทธศาสตร์" ของรัสเซีย เพื่อเตรียมการโจมตีครั้งใหม่หลังครบกำหนด 30 วัน

หลังจากการเจรจาครั้งนี้ ทรัมป์ออกแถลงการณ์โดยอ้างว่า “นี่เป็นก้าวแรกของการนำสันติภาพกลับคืนมา ผมสามารถทำให้สงครามนี้จบลงได้อย่างรวดเร็ว ถ้าผมได้รับโอกาส” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้สนับสนุนของเขาในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

แม้ว่าข้อตกลงหยุดโจมตีโครงสร้างพลังงานของยูเครนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะกลับมาโจมตีอีกครั้งหลังจากครบกำหนด เว้นแต่ว่าจะมีการเจรจาสันติภาพเพิ่มเติม

‘ภูมิธรรม-ทวี’ นำคณะเยือนซินเจียง ภารกิจแน่นพบปะอุยกูร์และถกประเด็นสำคัญกับท้องถิ่น

เมื่อเวลา 09.40 น. (19 มี.ค.68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เดินทางถึงท่าอากาศยานเมืองคาซือ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีนายชู ต้าถง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ให้การต้อนรับ

ภารกิจของคณะเริ่มต้นด้วยการพบปะหารือกับนายฉี หยานจุน รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินการดูแลกลุ่มบุคคลที่ถูกส่งกลับจากจีน โดยเฉพาะชาวอุยกูร์ 40 คน ที่ถูกส่งกลับเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ช่วงบ่าย คณะผู้แทนไทยได้แบ่งออกเป็น 2 คณะ โดยคณะแรกนำโดยนายภูมิธรรม ส่วนคณะที่สองนำโดยพันตำรวจเอกทวี แยกเดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวอุยกูร์ที่บ้านพักส่วนตัว ห่างจากเมืองคาซือประมาณ 100-300 กิโลเมตร โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากจีนร่วมเดินทางในทั้ง 2 คณะ

ส่วนช่วงเย็น คณะของฝ่ายไทยได้เข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านท้องถิ่นและมัสยิดอิดกะฮ์ พร้อมหารือกับผู้นำศาสนาอิสลาม ก่อนจะประชุมกับแพทย์ที่รักษาชาวอุยกูร์และตัวแทนชาวอุยกูร์ผ่านระบบการประชุมทางไกล

ขณะที่เวลาประมาณเวลา 20.00 น. คณะฝ่ายไทยได้หารือกับนายหม่า ซิงรุ่ย สมาชิกคณะกรรมการกรมการเมืองกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ก่อนร่วมงานเลี้ยงรับรองที่โรงแรมคาซือ

สำหรับภารกิจสุดท้ายของวันนี้ ฝ่ายจีนได้พาคณะฝ่ายไทยเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญทางวัฒนธรรมเมืองโบราณคัชการ์ ก่อนปิดฉากภารกิจในวันที่แน่นเอี๊ยด

สมุทรปราการ-สุนทร ปานแสงทอง แถลงนโยบาย 5 ด้าน รับฟังทุกปัญหาเดินหน้าพัฒนาสมุทรปราการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ อ.เมือง สมุทรปราการ

ได้มีการเปิดประชุมสภาพร้อมกับการแถลงนโยบายการบริหารงานของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

โดยในวันนี้ วันที่ 18 มีนาคม 2568 นายสมควร ชูไสว ประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ ได้มีการประชุมสภา อบจ.สมุทรปราการ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ นอกจากนี้ ยังได้มีการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภา อบจ.สมุทรปราการ

โดยนาย สุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ ได้กล่าวแถลงนโยบายแผนขับเคลื่อนการบริหารงาน ทั้ง 5 ด้าน ต่อที่ประชุมสภา โดยมีคณะผู้บริหาร พร้อมด้วย คณะสมาชิกสภา อบจ.ทั้ง 36 เขต ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมรับฟัง พร้อมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา

โดยทางด้าน นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ในวันนี้สภา อบจ.สมุทรปราการ โดยท่านสมควร ชูไสว ประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ ได้เปิดประชุมสภาพร้อมทั้งเชิญคณะสมาชิกสภา อบจ.ทั้ง 36 เขต มาร่วมประชุมรับฟังแนวทาง การเสนอแนวคิด การแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ร่วมกัน 

พร้อมทั้งการแถลงนโยบาย ทั้ง 5 ด้าน ต่อที่ประชุมสภา คือ 1.ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน 2.ด้านระบบสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน 3.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการและการผังเมือง 4.ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 5.ด้านการพัฒนาการเมือง การบริหาร และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามหลักธรรมาภิบาล 

ซึ่งนโยบายทั้ง 5 ด้านนี้ จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องชาวสมุทรปราการอย่างแท้จริง โดย อบจ.สมุทรปราการ มีความตั้งใจ มุ่งมั่นในการบริหารงานและหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกท่านเพื่อให้จังหวัดสมุทรปราการบ้านของเราพัฒนาก้าวหน้าต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top