Friday, 12 June 2026
NewsFeed

วิศวะ มจธ. ลุยเก็บน้ำ!! เจ๋งนวัตกรรม "ร่มเก็บน้ำฝน" แก้ปัญหาพื้นที่สูงฝนตกมาก ใช้สถานีเกษตรอ่างขางเป็นต้นแบบ ลดต้นทุนพลังงาน-เพิ่มน้ำใช้เกษตรกร

เด็กวิศวะ มจธ. ผุดไอเดีย “ร่มเก็บน้ำฝน” แก้โจทย์เกษตรพื้นที่สูงอ่างขาง ฝนตกมากแต่น้ำไม่เคยพอใช้

แม้สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นพื้นที่สูงที่มีปริมาณฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านพื้นที่ลาดชันลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกักเก็บไว้ใช้ได้ทัน ขณะที่การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก

โจทย์ “ฝนตกมาก แต่น้ำยังไม่เคยพอใช้” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และนายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. พัฒนา ต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา

ทีมออกแบบอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้าย “ร่ม” หรือ “ดอกไม้” สามารถกางออกเมื่อฝนตกเพื่อรับน้ำฝน และหุบเก็บเมื่อฝนหยุด เพื่อลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน และเปลี่ยนน้ำฝนที่เคยไหลทิ้งให้กลายเป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง โดยมี ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ดูแลโครงการ พร้อมที่ปรึกษาร่วม ได้แก่ ดร.วงศ์นรินทร์ คำพอ ผศ.ดร.ชนา พุทธนานนท์ Dr.-Ing. Alexander Brezing และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ และ ดร.วิศิษฎ์ศรี วิยะรัตน์ ผู้ผลักดันขอทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม FRB690020/0164

“โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเรากลับไปทำความเข้าใจปัญหาของพื้นที่จริงก่อนว่า ทำไมอ่างขางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกค่อนข้างมาก จึงยังเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ เราพบว่าพื้นที่มีความลาดชันสูง น้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เก็บกักน้ำไว้ไม่ทัน ขณะเดียวกันการสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้บนพื้นที่สูงต้องใช้พลังงานและมีต้นทุนสูง ทีมจึงพยายามออกแบบระบบที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อเก็บน้ำไว้ให้ทันก่อนที่จะไหลหายไป และส่งไปเก็บที่แหล่งน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรบนดอย” นายกรทักษ์ หนึ่งในทีมพัฒนา กล่าว

หลังรับโจทย์จากพื้นที่ ทีมเริ่มจากการศึกษาข้อมูลของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ลงพื้นที่สำรวจสภาพภูมิประเทศ และนำข้อมูลด้านฝน ลม และความลาดชันมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ต้นแบบที่ออกแบบขึ้นสามารถใช้งานได้จริงบนพื้นที่สูง ซึ่งมีทั้งฝน ลมแรง ความชื้น และข้อจำกัดด้านการติดตั้ง

นายภูรินท์ กล่าวว่า การทำโครงงานครั้งนี้ทำให้ทีมเห็นว่า การออกแบบระบบสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่างอ่างขางไม่สามารถพิจารณาเฉพาะโครงสร้างได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน ความเร็วลม สภาพภูมิประเทศ และข้อจำกัดของพื้นที่จริง เพราะแม้อุปกรณ์จะรับน้ำฝนได้ดี แต่หากไม่ทนต่อลมแรงบนพื้นที่สูงก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง แนวคิดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนา CC-Unit หรือ Collector-Container ระบบเก็บน้ำฝนแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งเรียงเป็นขั้นบันไดตามพื้นที่ลาดชัน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล เช่น ท่อ PVC โครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ แผ่น PE สำหรับรับน้ำฝน ฐานถ่วงน้ำหนักด้วยทราย มอเตอร์แรงบิดสูง และระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้อุปกรณ์ตอบโจทย์การใช้งานจริงบนพื้นที่สูงได้มากที่สุด

หลักการทำงานของต้นแบบคือ เมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะสั่งให้โครงสร้างกางออกเพื่อรับน้ำฝน และเมื่อฝนหยุดจนความชื้นลดลง ระบบจะสั่งให้หุบกลับโดยอัตโนมัติ ทำให้อุปกรณ์ไม่ต้องกางทิ้งไว้ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ใบไม้ และฝุ่นละอองบนแผ่นรับน้ำ โดยต้นแบบมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 4.06 ตารางเมตร ต้นทุนประมาณ 7,972 บาทต่อชุด และจากการคำนวณด้วยข้อมูลฝนเฉลี่ย ทีมประเมินว่าสามารถเก็บน้ำได้ราว 284 ลิตรต่อเดือนต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินเบื้องต้น จึงต้องนำต้นแบบไปทดสอบในพื้นที่จริงเพิ่มเติม เพื่อประเมินประสิทธิภาพภายใต้สภาพฝน ลม และการใช้งานจริงของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

“เบื้องหลังต้นแบบที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เกิดจากการออกแบบครั้งเดียวแล้วสำเร็จ แต่ผ่านการทดลอง แก้ปัญหา และปรับแบบซ้ำหลายรอบ ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ระบบกางและหุบได้จริง เพราะระหว่างพัฒนาเราเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งแผ่นรับน้ำที่ตึงไม่เท่ากัน วัสดุบางส่วนไม่ทนพอ โครงสร้างรับแรงได้ไม่ดี และเชือกพันกับแกนหมุน ทำให้ต้องปรับวัสดุและกลไกใหม่ เช่น เปลี่ยนมาใช้แผ่น PE ที่แข็งแรงและหนาขึ้น ใช้เอ็นตกปลาแทนเชือกเพื่อป้องกันเชือกพันในระบบมอเตอร์ และปรับระบบกลไกให้ทำงานนิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นแบบมีโอกาสใช้งานได้จริงในสภาพพื้นที่สูง” นายศุภบุตร กล่าว

จุดสำคัญของโครงงานนี้อยู่ที่การออกแบบระบบเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งซ้ำได้หลายจุดตามสภาพพื้นที่ หากพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง ระบบลักษณะนี้จะช่วยเก็บน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่เกษตรบนดอย ลดภาระการสูบน้ำจากพื้นที่ด้านล่างขึ้นสู่พื้นที่สูง ลดต้นทุนด้านพลังงาน และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและฤดูกาลมีความไม่แน่นอน

ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า “คุณค่าของงานนี้ไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์เก็บน้ำฝนเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เริ่มต้นจากโจทย์จริงของพื้นที่สูง ทำความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำ ต้นทุนพลังงาน และข้อจำกัดของภูมิประเทศ ก่อนนำความรู้ด้านโครงสร้าง ภูมิอากาศ กลไก และระบบควบคุมมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับผู้ใช้จริง งานลักษณะนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนวิศวกรรมสามารถเชื่อมโยงและแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แม้ต้นแบบ CC-Unit จะสามารถพิสูจน์การทำงานเบื้องต้นได้แล้ว ทั้งระบบกางและหุบด้วยมอเตอร์ การควบคุมตามค่าความชื้น และการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา แต่ทีมพัฒนายังเห็นประเด็นที่ต้องต่อยอดอีกหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มระบบป้องกันวงจรไฟฟ้า การปรับปรุงกลไกให้ทนทานและเสถียรมากขึ้น การออกแบบฐานยึดให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชัน การทดสอบปริมาณน้ำที่เก็บได้จริงในภาคสนาม ไปจนถึงการเพิ่มระบบสื่อสารระยะไกลและการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ต้นแบบสามารถทำงานได้ในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก

ในวันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและการจัดการน้ำกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย ต้นแบบ “ร่มเก็บน้ำฝน” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนให้เห็นว่า บางพื้นที่ไม่ได้ขาดฝน หากขาดระบบและวิธีการที่ช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ให้ทันเวลา นวัตกรรมที่เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงของชุมชน จึงอาจกลายเป็นทางออกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่สูง ลดข้อจำกัดของเกษตรกร และช่วยให้ชุมชนบนดอยมีเครื่องมือรับมือกับความแปรปรวนของธรรมชาติได้ดีขึ้นในอนาคต

บพท. ปั้นโมเดลโคนม ส่งเสริมโคนมไทยยั่งยืนครบวงจร รายได้เกษตรกรปีละเกือบ 40 ล้าน พัฒนาสหกรณ์เป็นกลไกกลาง เทคโนโลยี-ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิต

บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย

เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

อุตสาหกรรมโคนมไทยมีดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ไปจนถึงข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาโคนมไทยจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่

โมเดลนี้ไม่ได้มองโคนมเป็นเรื่องของฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง แต่มองทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน โดยออกแบบกลไกการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ การเชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิด ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม การใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม รวมถึงการตรวจจับภาวะเป็นสัด เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แนวทางจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับบทบาทของ “สหกรณ์” จากเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ และช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเน้นให้เกิดแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” แทนการมองน้ำนมดิบเป็นสินค้าเหมือนกัน ราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น

ผลลัพธ์จาก 42 ฟาร์มนำร่องทำให้เห็นว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยโครงการช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ในเชิงผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย โครงการนี้สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเทียบได้ว่า เงินวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 7.49 บาท

สิ่งที่โมเดล CDSIE ทำให้เห็นคือ อนาคตของโคนมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง สหกรณ์บริหารด้วยข้อมูล ตลาดให้คุณค่ากับคุณภาพ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่สามารถเติบโตไปด้วยกั

นักวิชากาเศรษฐศาสตร์ มธ. หนุน ‘คลัง’ ชี้ระบบนี้ช่วยพุ่งเป้าสวัสดิการ ลดซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพคัดกรอง แนะเพิ่มกลไกตรวจสอบรายได้จริง ค้านตัดสิทธิลดหย่อนพ่อแม่ภาษี

นักวิชาการ มธ. หนุน ‘คลัง’ ใช้ Negative Income Tax รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น - หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร - ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”

ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว ช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวเสริม

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้น หากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top