ทรัมป์เดิมพันอนาคตสหรัฐ พึ่ง AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงเจ้าชายซาอุฯ ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’ ร่วมทุ่มลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นทะเลทรายให้กลายเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์
(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผูกอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐเข้ากับเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐของ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ประกาศแผนลงทุนกับบริษัทอเมริกันมูลค่ารวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้ความได้เปรียบด้านน้ำมันและก๊าซเป็นฐานพัฒนาประเทศให้กลายเป็นฮับดาต้าและเอไอของโลก
ในงาน US-Saudi Investment Forum ทรัมป์ประกาศต่อหน้านักลงทุนว่า สหรัฐจะร่วมกับพันธมิตรอย่างซาอุฯ “สร้าง ecosystem เอไอที่ใหญ่ ทรงพลัง และล้ำหน้าที่สุดในโลก” ท่ามกลางแขกแถวหน้าที่นั่งฟังอยู่มีทั้ง เจนเซน หวง (Jensen huang) ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla, SpaceX และ xAI ฝั่งซาอุฯ เองก็กำลังใช้ทรัพยากรพลังงานราคาถูกและพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเอไอร่วมกับบริษัทสหรัฐฯ
ทรัมป์พยายามโยงผลงานตลาดหุ้นและเม็ดเงินลงทุนปีนี้เข้ากับนโยบายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอไอและโรงไฟฟ้าที่ต้องรองรับการใช้พลังงานมหาศาล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็เริ่มผันผวน ดัชนีสำคัญบางตัวร่วงลงเพราะนักลงทุนกังวลว่าเอไอกำลังสร้างฟองสบู่ใหม่ หากค่าพลังงานของประชาชนพุ่งขึ้น หรืองานในภาคเอไอไม่เกิดจริงตามคำสัญญา ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องเจอก็ยิ่งสูงขึ้น
บริษัทที่ปรึกษา Oxford Economics ประเมินว่า การลงทุนด้านเอไอช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐในปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์เองที่ดันเงินเฟ้อและกดดันการจ้างงาน แต่รายงานก็เตือนด้วยว่า บริษัทเอไอจำนวนมากเริ่มพึ่งพาหนี้ในระดับสูงเพื่อลงทุนขยายกิจการ สัญญาณนี้อาจสะท้อนว่า “เฟสเปราะบาง” ของบูมเอไอกำลังรออยู่ข้างหน้า
แม้ซาอุฯ ยกระดับดีลแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยพูดถึงตัวเลขลงทุนราว 6 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงทรัมป์เยือนริยาด มาสู่ตัวเลข 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างการเยือนวอชิงตันรอบล่าสุด ทรัมป์ยังแซวมกุฎราชกุมารหลังเวที ขอให้ดันตัวเลขไปถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ ขณะที่สตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen A. Schwarzman) ซีอีโอ Blackstone ก็ย้ำบนเวทีว่า สองเรื่องเติบโตเร็วที่สุดในสายตานักลงทุนตอนนี้คือ “เอไอและพลังงาน” โดยบอกว่า Blackstone เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาและเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของโลก
มิติด้านเทคโนโลยียิ่งชัดเมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติให้ส่งออกชิปเอไอขั้นสูงตระกูล Blackwell ของ Nvidia จำนวนรวมเทียบเท่าราว 35,000 ชิป ให้กับสองบริษัทใหญ่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ G42 ในอาบูดาบี และ Humain บริษัทเอไอที่ซาอุฯ หนุนหลัง โดยทั้งคู่มีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การอนุมัติครั้งนี้ถูกจับตา สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมหนุนดีลเอไอเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรอ่าวอาหรับ
ในเวทีเดียวกัน Humain ยังประกาศจับมือกับ xAI ของมัสก์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังไฟ 500 เมกะวัตต์ในซาอุฯ พร้อมวางแผนให้แชตบอต Grok ของ xAI ถูกใช้อย่างกว้างขวางในประเทศ ขณะที่ฝั่งสหรัฐเอง Amazon Web Services ก็ได้รับการพูดถึงในแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 100 เมกะวัตต์ในริยาด พร้อม “เป้าหมายระยะยาวระดับกิกะวัตต์” ทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วยชิปเร่งความเร็วเอไอจาก Nvidia เป็นหลัก
ทั้งนี้ แม้ในมุมหนึ่งภาพที่ออกมาคือ “ดีลทอง” ระหว่างเงินทุน–พลังงาน–เทคโนโลยี ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่ก็มีคำถามใหญ่ตามมาด้วยว่า การพึ่งเอไอเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจะยั่งยืนแค่ไหน ทั้งเรื่องการใช้พลังงานมหาศาล ผลกระทบต่อค่าครองชีพ และความเป็นไปได้ที่การจ้างงานจะไม่โตทันกับมูลค่าเงินลงทุน ในขณะที่ซาอุฯ ใช้เอไอเป็นสะพานสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน ทรัมป์เองก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเศรษฐกิจเอไอที่เขาโปรโมต จะไม่กลายเป็นเพียง “ฟองสบู่ดิจิทัล” ที่ทิ้งภาระไว้กับประชาชนในระยะยาว

















