Friday, 5 June 2026
ทรัมป์

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

ปัดส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน หลัง ‘ปูติน’ เตือนพร้อมตอบโต้รุนแรง ย้ำยังตั้งเป้ายุติความขัดแย้ง และรักษาสมดุลรัสเซีย–ยูเครน

(3 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาส่งขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน โดยกล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่คิดจะทำเช่นนั้น” หลังถูกถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับยูเครน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกคำเตือนว่า หากมีการโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก การตอบโต้ของรัสเซียจะ “รุนแรงและน่าตกตะลึง” พร้อมระบุว่าการถกเถียงเรื่องการส่งขีปนาวุธดังกล่าวเป็น “การยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่ายังคงเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

ปูตินลั่นตอบโต้แน่!! หาก ‘สหรัฐฯ-ชาติตะวันตก’ เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำรัสเซียยังยึดสนธิสัญญา ห้ามทดสอบโดยสมบูรณ์ (CTBT)

(6 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศว่ารัสเซียจะ “ตอบโต้ทันที” หากประเทศใดกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยระบุว่า หากสหรัฐหรือชาติภาคีในสนธิสัญญาเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์ รัสเซียก็จะต้องดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาดุลทางยุทธศาสตร์

ปูตินได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ พร้อมย้ำว่ารัสเซียยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีใน “สนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์” (CTBT) อย่างเคร่งครัด จนกว่าชาติอื่นจะละเมิดข้อตกลงก่อน

คำประกาศของปูตินมีขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศอื่นก็ทำอยู่เช่นกัน” ซึ่งปูตินมองว่าเป็น “เรื่องจริงจัง” และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่าได้วิเคราะห์ถ้อยคำจากผู้นำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการทดสอบนิวเคลียร์แล้ว ขณะที่เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันได้ส่งหนังสือกลับมอสโก เพื่อรายงานและขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ย้ำว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในสนธิสัญญา CTBT และจะไม่เริ่มทดสอบก่อนใครอย่างแน่นอน

รศ.ดร.อักษรศรี เตือนอย่ารีบผูกขาดใคร สหรัฐฯ เร่งจีบไทยทำ MOU แข่งจีน ขุดโดยไม่คิดเสี่ยง “ได้ไม่คุ้มเสีย” ชี้ถึงเวลาวางแผนเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ

(7 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า…

แร่หายาก มันคือ ทรัพย์ในดินสินในน้ำของเราที่มีค่ายิ่งในยุคนี้ เรามีไพ่ rare earth ในมือแล้ว มันคือหมัดเด็ดที่จีนใช้ตอบโต้กับสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐมาขอจีบเรามาขอ (มัดมือชก) ทำ MOU แร่หายากกับไทย

แล้วเราจะเล่นไพ่แร่หายากในมืออย่างมีชั้นเชิง (กว่านี้) ได้อย่างไร เราไม่ควรเอาตัวเองไปผูกมัดกับใครโดยง่าย มันจะ #ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าขุดขึ้นมาใช้จะมีผลกระทบมาก สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วเราจะมี strategic move ในการใช้ประโยชน์จากแร่หายากอย่างไร 

เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เราต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์และตั้งทีมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกมนี้เราต้องเล่นให้เป็น หากเราคิดจะเป็นโซ่ข้อนึงในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในสมรภูมิการแข่งขันของมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ

อดีตที่ปรึกษาทรัมป์จี้!! สอบสวนเส้นทางการเงินไปยูเครน เม็ดเงินสหรัฐฯ หลายพันล้านไร้ร่องรอย ซัดรัฐบาลไม่เปิดเผยบัญชีงบประมาณ ถามตรงๆ “เงินภาษีชาวอเมริกันหายไปไหน?”

(7 พ.ย. 68) ไมเคิล ฟลินน์ (Michael Flynn) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว RIA Novosti เรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใสเงินช่วยเหลือยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ “อัดฉีดเงินภาษีประชาชนเป็นพันล้านดอลลาร์” แต่ยังไม่เห็นบัญชีที่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า “เงินไปไหน”

ฟลินน์กล่าวในเวทีเสวนา “บทบาทสื่ออิสระในเวทีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสถาบัน Gold Institute for International Strategy เมื่อ 30 ต.ค. ว่าทีมของเขากำลังติดตามคดีจากผู้เปิดโปงข้อมูล ราว 8 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือเกี่ยวกับเงินประมาณ 47- 48 พันล้านดอลลาร์ที่เขาเชื่อว่า “อาจไม่เคยไปถึงยูเครน”

เขาย้ำว่ากำลังเดินหน้าดำเนินคดีแพ่งเพื่อให้มีการชี้แจงเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงบัญชีรายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษีและสร้างความเชื่อมั่นต่อการสนับสนุนต่างประเทศในอนาคต

‘สี จิ้นผิง’ ซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน ตรงจังหวะ ร.10 เสด็จเยือนจีน ก่อนภาษีทรัมป์จะฟาดไทย ให้คุกเข่าต่อ KL Accord

(16 พ.ย. 68) ท่ามกลางดราม่าชายแดนไทย–กัมพูชา และแรงบีบจากสหรัฐฯ ที่ขู่ไทยตรง ๆ ว่า
“ไม่เอา KL Accord = เจอภาษีทรัมป์”

ปักกิ่งกลับเดินเกมสวนเฉียบ—ไม่ตะโกน ไม่โชว์พาว แต่ประกาศซื้อ ข้าวไทยเพิ่ม 500,000 ตัน ระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 13–17 พ.ย. 68

ดีลระดับ 1 หมื่นล้านบาท นี้ ถูกมองเป็นทั้ง
 • “ของขวัญการทูตระดับราชสำนัก”
 • “กันชน” ให้รัฐบาลไทยก่อนโดนทรัมป์ลงดาบ
 • และ “สัญญาณชัด” ว่าจีนพร้อมเปิดตลาดใหม่ให้ไทยในจังหวะเสี่ยงที่สุด

จีนซึ่งซื้อข้าวไทยอยู่แล้ว 1.3 ล้านตัน/ปี เพิ่มอีก 38% ในดีลเดียว
Instant effect:
 • สต็อกข้าวหอมมะลิไทยลดลง 20%
 • ราคาหน้าลานมีแนวโน้มดีด
 • เกษตรกรหลายแสนรายได้อานิสงส์
 • GDP ไทยเพิ่มราว 0.2% จากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์

ที่น่าสนใจ—ดีลนี้ ไม่มีการเตรียมตัวยาว ไม่มีเจรจาล่วงหน้านาน
แต่มาแบบ “ประกาศปุ๊บ–ซื้อปั๊บ”
นักวิเคราะห์อ่านตรงกันว่า: นี่คือ soft power diplomacy แบบจีน—นิ่ม แต่น้ำหนักมหาศาล

ทำไมไทยได้—แต่กัมพูชาไม่ได้?
กษัตริย์กัมพูชา นโรดม สีหมุนี เข้าเฝ้าฯ สี เมื่อ เม.ย. 2568
ได้รับการต้อนรับสวยงาม แต่…
 • ไม่มีดีลข้าว
 • ไม่มีแพ็กเกจลงทุนใหม่
 • โครงการคลอง Funan Techo Canal ก็ยังได้แค่ 49% ไม่ถึง 100% แบบที่ฮุน เซนต้องการ

ตัดภาพกลับมาที่ไทย— ปักกิ่งให้ทั้ง EEC, รถไฟความเร็วสูง และตอนนี้ “ดีลข้าวมหาศาล” อีกก้อน

นักวิชาการจาก Carnegie และ ISEAS พูดคล้าย ๆ กันว่า:
“จีนต้องการบาลานซ์อาเซียน แต่ให้น้ำหนักไทยมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว”

ปมเดือดชายแดน—จุดที่ทำให้ทุกมหาอำนาจจับตามอง

หลังเหตุทุ่นระเบิด PMN-2 รุ่นใหม่ ทำทหารไทยบาดเจ็บที่ศรีสะเกษ 10 พ.ย.
รัฐบาลไทยประกาศแบบไม่ไว้หน้าใครว่า:
 • ระงับ KL Accord
 • ไม่ยอมให้สหรัฐฯ กดดัน
 • ต้องพิสูจน์ก่อนว่า “ทุ่นใหม่” มาจากไหน

แล้วทันทีที่ความตึงเครียดพุ่ง
จีนก็ประกาศซื้อข้าวไทย—แบบ “เป๊ะเวลา”

นี่แหละที่ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า
ปักกิ่งยืนข้างไทยเงียบ ๆ โดยไม่ต้องพูดคำว่า ‘สนับสนุน’ เลยสักคำเดียว

เกมวันนี้: ใครได้–ใครเสีย

ได้ “ตลาดประกัน” ขนาดยักษ์ในจังหวะสุ่มเสี่ยง โชว์ว่าถ้าทรัมป์กดภาษี—ไทยก็หันหาตลาดใหม่ทันที
อนุทินได้แต้มจากชาวนาเต็ม ๆ

จีน
ส่งสัญญาณว่าไทยคือ strategic partner ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในขณะที่ยังผูกสัมพันธ์กัมพูชาไว้เพื่อถ่วงดุล

กัมพูชา
แม้จะใกล้ชิดจีนเชิงการเมือง—แต่ไม่ได้ดีลใหญ่
ภาพ perception เลยออกมาว่า “น้ำหนักเบากว่าไทย”

สหรัฐฯ
กังวลจีนขยายอิทธิพลในอาเซียนอีกขั้น เพราะดีลนี้เหมือนจีนส่งสัญญาณ
“อย่าเพิ่งกดไทยแรงเกิน—ไทยมีทางเลือกอื่น”

แล้วจีนเลือกข้างไทยจริงไหม?
มีสองคำตอบ:
 1. ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ — ใช่ จีน “เอียงมาทางไทย” แบบเนียน ๆ
 2. ถ้ามองเชิงยุทธศาสตร์ — จีนกำลัง “ถ่วงดุลสองเรือ” แต่ลงทุนหนักกว่าในฝั่งไทย

สุดท้าย ในโลกที่ทรัมป์พร้อมโยงทุกดีลเข้าการเมือง ดีลข้าวของสี จิ้นผิงคือข้อความสั้น ๆ แต่ดังที่สุดว่า:
“ถ้าอเมริกาไม่เล่น… จีนเล่น”

หนุนไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดน ย้ำ “สหรัฐฯ ไม่เอาภาษีมาผูกปมกัมพูชา” ฝาก 2 ผู้นำ แจ้งทางเขมร ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง

(16 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเล่าบทสนทนากับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ซึ่งโทรศัพท์มาพูดคุยกับเขาอีกครั้งเมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ต่อเนื่องจากการหารือรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

นายอนุทินระบุว่า นายกฯ อันวาร์แจ้งว่าได้คุยกับประธานาธิบดีทรัมป์อีกรอบ โดยทรัมป์เห็นตรงกับจุดยืนของไทยว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian demining) เป็นหัวใจสำคัญของปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาลงนามร่วมกัน และได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้ากู้ทุ่นระเบิดโดยเร็ว เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยิ่ง

ที่สำคัญ นายอนุทินเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันผ่านนายกฯ อันวาร์มาบอกไทยชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่เอาประเด็นการระงับปฏิญญาของไทย ไปผูกกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทย–สหรัฐที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้ พร้อมกันนี้ นายอนุทินยังได้ถามนายกฯ อันวาร์ว่าตนสามารถโพสต์เนื้อหานี้ได้หรือไม่ ซึ่งอีกฝ่ายตอบว่า “โพสต์เลยอนุทิน” และจะโพสต์ยืนยันจากช่องทางของตนเองด้วย เพื่อให้ประชาชนไทยคลายกังวล

นายอนุทินยังอ้างถึงกรณีจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่แจ้งเรื่องการหยุดเจรจากับไทยไว้ก่อนหน้า โดยระบุว่าจดหมายฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นก่อนที่เขาจะได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ในคืนวันที่ 14 พฤศจิกายน จึงย้ำว่าข้อมูลที่ตนได้รับและนำมาแจ้งต่อประชาชนในวันนี้ เป็นข้อมูลล่าสุดจากการพูดคุยโดยตรงผ่านผู้นำทั้งสองฝ่าย

Apple เร่งแผนยุคหลัง “ทิม คุก” ทำไม “จอห์น เทอร์นัส” ถึงถูกจับตา จากวิศวกรออกแบบสู่ตัวเต็งซีอีโอ จะพาแอปเปิลไล่ก้าวทันสมรภูมิ AI ได้หรือไม่?

(16 พ.ย. 68) สำนักข่าว ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอ Apple อาจตัดสินใจลงจากตำแหน่งเร็วสุดภายในปีหน้า ขณะที่บอร์ดบริหารของบริษัทเริ่มเร่งเดินหน้าแผนส่งมอบตำแหน่งผู้นำอย่างจริงจัง โดยชื่อที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งมากที่สุดในตอนนี้ คือ จอห์น เทอร์นัส (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล ซึ่งกำลังถูกดันให้ขึ้นมารับไม้ต่อในจังหวะเหมาะสม

ทิม คุก วัย 65 ปี นั่งเก้าอี้ซีอีโอมาแล้ว 14 ปี นับตั้งแต่รับช่วงต่อจากสตีฟ จ็อบส์ (Steve jobs) ในปี 2011 ระหว่างทางเขาพาแอปเปิลจากบริษัทมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ กลายเป็นบริษัทยักษ์ที่มีมูลค่าตลาดแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นรายแรกของโลก โดยรายงานระบุด้วยว่า การเร่งแผนหาผู้สืบตำแหน่งครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผลประกอบการระยะสั้น ซึ่งมีการคาดว่าช่วงไตรมาสปลายปีนี้จะทำยอดขายได้ดี และไม่น่าจะมีการประกาศชื่อซีอีโอคนใหม่ก่อนรายงานงบการเงินช่วงปลายเดือนมกราคมปีหน้า 

กระแสข่าวเรื่องคุกเริ่มคิดถึงการลงจากตำแหน่งยิ่งแรงขึ้น หลังจาก เจฟฟ์ วิลเลียมส์ (Jeff Williams) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวเลือกสืบทอดสำคัญ ประกาศเกษียณและทำงานวันสุดท้ายไปแล้ว ส่งผลให้มีการจัดระเบียบทีมผู้บริหารใหม่ ทั้งการขยายบทบาทของเอ็ดดี คิว หัวหน้าฝ่ายบริการ และเครก เฟเดอริกี (Craig Federighi) หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ รวมถึงการดันบทบาทของเทอร์นัสให้เด่นชัดขึ้นในสายตานักลงทุนและสาธารณชน ทั้งนี้ คุกเคยพูดชัดว่าต้องการเห็นผู้สืบทอดมาจาก “คนใน” และแอปเปิลมีแผนสืบทอดตำแหน่งที่ละเอียดอยู่แล้ว

สำหรับจอห์น เทอร์นัส ปัจจุบันอายุ 50 ปี เข้าร่วมงานกับแอปเปิลตั้งแต่ปี 2001 ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ก่อนไต่ระดับขึ้นมาคุมงานวิศวกรรมฮาร์ดแวร์แทบทุกไลน์สินค้า ทั้ง iPhone, iPad, Mac ไปจนถึง AirPods และ Apple Watch เขาปรากฏตัวบนเวทีงานเปิดตัวสำคัญของแอปเปิลบ่อยครั้ง ทำให้แฟนแอปเปิลเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา และถูกสื่อหลายสำนักระบุว่าเป็น “ตัวเต็งอันดับหนึ่ง” หากถึงเวลาต้องเปลี่ยนซีอีโอจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม การส่งไม้ต่อของแอปเปิลเกิดขึ้นท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้บริษัทจะยังขาย iPhone และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แข็งแกร่ง แต่กลับถูกวิจารณ์ว่าตามหลังคู่แข่งในสมรภูมิ AI ทั้งด้านการลงทุนและภาพยุทธศาสตร์ที่ยังไม่ชัดเจน มีรายงานว่าแอปเปิลอนุมัติงบมหาศาลเพื่อรันโมเดล AI บนคลาวด์ในปี 2026 พร้อมพิจารณาใช้โมเดลจาก OpenAI และ Anthropic มาช่วยขับเคลื่อน Siri เวอร์ชันใหม่ หลังจากต้องเลื่อนการเปิดตัวฟีเจอร์ Siri ที่ใช้ AI จากปี 2025 ออกไป รวมถึงการสูญเสียผู้บริหารสาย AI ระดับหัวกะทิหลายคนให้กับคู่แข่งอย่างเมตาในช่วงปีที่ผ่านมา

จนถึงตอนนี้ แอปเปิลยังไม่ได้ออกมาคอมเมนต์ต่อรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์หรือข่าวลือเรื่องการวางมือของคุกอย่างเป็นทางการ แต่การเร่งวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการที่ชื่อของเทอร์นัสโผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนและแฟนแอปเปิลทั่วโลกจับตาว่า ปีหน้าจะเป็นจุดเริ่มต้น “ยุคหลังทิม คุก” หรือไม่ พร้อมลุ้นไปพร้อมกันว่า ซีอีโอคนต่อไปจะตอบโจทย์ใหญ่เรื่อง AI และรักษาความยิ่งใหญ่ของแอปเปิลต่อจากยุคสตีฟ จ็อบส์และทิม คุกได้อย่างไร??

ที่ยังทำธุรกิจค้าขายกับรัสเซีย หนุนกฎหมายคว่ำบาตรสุดโหด เปิดทางขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุด 500% ‘จีน–อินเดีย’ เป้าหลัก ‘อิหร่าน’ อยู่ในเรดาร์

(17 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุพร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นต่อประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย โดยบอกกับสื่อมวลชนก่อนออกเดินทางจากฟลอริดากลับวอชิงตันว่า พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายลงโทษ “ทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับรัสเซีย” 

ร่างกฎหมายซึ่งผลักดันโดยลินด์ซีย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกจากมลรัฐเซาท์แคโรไลนา เปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเก็บภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 500% จากประเทศที่ยังซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซีย แต่ไม่ได้ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจัง เป้าหมายจึงพุ่งไปที่ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย จีนและอินเดียเป็นหลัก ทรัมป์ยังระบุว่าอาจ “ใส่อิหร่านเข้าไปด้วย” ในชุดมาตรการครั้งนี้ แม้ยังไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ที่ผ่านมาทรัมป์ลังเลจะหนุนมาตรการคว่ำบาตรเพิ่ม เพราะต้องการเปิดช่องเจรจาสันติภาพระหว่างประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน แต่จนถึงตอนนี้สงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 ปี ยังไม่มีสัญญาณว่าปูตินจะยอมถอย ท่ามกลางการโจมตีทางอากาศของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ยูเครนก็หันไปโจมตีโครงสร้างน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดกำลังเช่นกัน

ทั้งนี้ ภายในสภาคองเกรส ฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันส่วนหนึ่งต่างผลักดันแนวคิดลงโทษรัสเซียเพิ่มขึ้น เพื่อกดดันให้มอสโกยุติสงครามยูเครน การที่ทรัมป์ออกมาบอกว่ามาตรการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับรัสเซีย จึงถูกมองว่าอาจทำให้ร่างกฎหมายเดินหน้าเร็วขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศที่ยังพึ่งพาพลังงานรัสเซีย

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top