Thursday, 4 June 2026
ทรัมป์

‘เมโลนี’ ปะทะ ‘ทรัมป์’ นายกฯ อิตาลีปฏิเสธช่วยสงคราม ทรัมป์ขู่ตอบโต้ไม่สนับสนุน เมโลนีค้านโจมตีเลบานอน ระงับข้อตกลงกลาโหมกับอิสราเอล

 

นายกฯหญิงของอิตาลี เมโลนี กลายเป็นปัญหาใหม่ของ ปธน.ทรัมป์ —  นี่คือวิธีที่เธอ “เล่นงานเขา” 

 

ทรัมป์ – “ช่วยสนับสนุนผมในสงครามหน่อย”

เมโลนี – “ไม่ใช่ในทุกกรณี” 

ทรัมป์ – “คุณควรช่วยเรา ไม่อย่างนั้นเราจะจำไว้ และจะตอบโต้ให้สาสม”

อิตาลี –  “ไม่สำคัญ ปฏิบัติการต่ออิหร่านอยู่นอกข้อตกลงทวิภาคี เราไม่สามารถช่วยได้”

ทรัมป์ – “การโจมตีเลบานอนโดยอิสราเอลจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิดการหยุดยิง”

เมโลนี – “การโจมตีเลบานอนควรหยุดทันที การกระทำแบบนี้ถือเป็นความตั้งใจยกระดับความขัดแย้ง และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง”

ทรัมป์ – “สมเด็จพระสันตะปาปาทำหน้าที่ได้ไม่ดี”

เมโลนี – “หยุดกล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับผู้นำทางศาสนาแบบนี้”

ทรัมป์ – “เนทันยาฮูเหมือนพี่ชายของผม”

เมโลนี – “ฉันกำลังระงับข้อตกลงด้านกลาโหมกับอิสราเอล”

 

และตอนนี้ทรัมป์ก็แสดงความไม่พอใจผ่านการให้สัมภาษณ์ โดยเรียกเมโลนีว่า “รับไม่ได้” และบอกว่าเธอจะต้องชดใช้ที่ไม่สนับสนุนเขา

ที่มา : Jaroensook Pone

ได้ไปคองโกแทน ไม่ได้ไป อเมริกา ‘เคยช่วยสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ไปอเมริกา’ ทรัมป์ถกส่งชาวอัฟกัน 1,100 ชีวิตไปคองโก ท่ามกลางวิกฤตพลัดถิ่นเดือด แผนทรัมป์จุดกระแสวิจารณ์หนัก

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนส่งชาวอัฟกันสูงสุด 1,100 คน ที่เคยคอยช่วยอเมริการะหว่างยึดครองอัฟกานิสถาน ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศที่เผชิญกับวิกฤตพลัดถิ่นฐานร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ก่อนแล้ว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและนิวยอร์กไทม์ส

การพูดคุยเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นแห่งแรก มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับโครงการหนึ่งซึ่งจะเปิดทางให้ชาวอัฟกานิสถานที่ช่วยสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องตั้งรกรากในอเมริกา ตามรายงานของเดอะการ์เดียน

นิวยอร์กไทม์สระบุว่ากลุ่มชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คน ตกค้างอยู่ในกาตาร์ มาตลอดทั้งปี ในนั้นมีทั้งล่าม, ญาติๆของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ และเด็กๆกว่า 400 คน อเมริกาอพยพคนเหล่านี้ไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องคนเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออเมริกา ระหว่างที่สหรัฐฯยึดครองอัฟกานิสถาน แต่เวลานี้ประเทศแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบานอีกรอบ ตามหลังวอชิงตันถอนกำลังทหารออกไป

ปัจจุบันสาธารณรัฐคองโกกำลังหัวหมุนอยู่กับความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพที่ลากยาวมาหลายทศวรรษ สำนักงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่าจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีประชาชนกว่า 8.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานในคองโก ท่ามกลางความคาดหมายว่าตัวเลขน่าจะแตะระดับ 9 ล้านคนในช่วงสิ้นปี

ชอว์น แวนไดเวอร์ ประธาน  AfghanEvac องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร(เอ็นจีโอ) บอกกับการ์เดียน เขาทราบมาว่ามีการพูดคุยหารือกันในเรื่องนี้ของผู้คน ณ กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ทาง AfghanEvac เชื่อว่าชาวอัฟกานิสถานเหล่านั้น ควรถูกนำตัวไปตั้งรกรากในสหรัฐฯมากกว่า

แวนไดเวอร์ เน้นว่ามีชาวอัฟกันราว 900 คนจาก 1,100 คนในกาตาร์ มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ ส่วนอีก 200 คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ เขาแนะนำว่าวอชิงตันควรสำรวจทางเลือกต่างๆกับประเทศอื่น นอกเหนือจากคองโก ซึ่งกำลังประสบกับสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างในปัจจุบัน "ทางออกง่ายๆคือ เฮ้ ยินดีตอบรับสู่อเมริกา"

ทั้งนี้ แวนไดเวอร์ เผยว่าในบรรดาชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้ มีอยู่ราวๆ 100 ถึง 150 คน เป็นสมาชิกในครอบครัวของทหารประจำการ และมากกว่า 700 คน เป็นผู้หญิงและเด็ก "ปัญหาทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย" เขากล่าว พร้อมเน้นว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิควรอนุญาตให้ชาวอัฟกานิสถานที่ผ่านคุณสมบัติในโครงการดังกล่าวแล้ว เดินทางเข้าประเทศ  "พวกเขาสามารถเข้ามาที่นี่ ไม่มีกฎหมายใดที่ขัดขวางพวกเขา"

นอกจากนี้แล้วทาง แวนไดเวอร์ เตือนด้วยว่าการส่งคนเหล่านี้กลับไปยังอัฟกานิสถาน เท่ากับส่งพวกเขากลับไปหาความตาย สืบเนื่องจากการที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับการ์เดียน ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้าหาตัวเลือกต่างๆ สำหรับโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากด้วยความสมัครใจ แก่บรรดาชาวอัฟกานิสถาน ที่พักพิงอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอัส-ซัยลิเยาะห์ ในกาตาร์ ในปัจจุบัน โดยโฆษกอ้างว่าการเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้ไปยังประเทศที่ 3 คือทางออกที่ดีสำหรับความปลอดภัยของพวกเขาและความปลอดภัยของชาวอเมริกา

(ที่มา:เดอะการ์เดียน/อัลมายาดีน/นิวยอร์กไทม์ส)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404916358343688&id=100064760106289&rdid=fh1rm4J3cUqp83El#

สหรัฐฯ ยังไม่ปิดประตูเจรจา!! ท่ามกลางไฟสงคราม ‘ทรัมป์’ อ้างยังต่อสายคุยอิหร่าน หวังหาทางออกวิกฤต ท่ามกลางวิกฤตฮอร์มุซเดือด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ ยังคงมีการเจรจากับอิหร่านผ่านทางโทรศัพท์

“เรากำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่ในขณะนี้ และเราไม่ต้องบินนาน 18 ชั่วโมงทุกครั้งเพียงเพื่อไปดูเอกสารสักแผ่นอีกต่อไป เราทำผ่านทางโทรศัพท์” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวเขาชอบการหารือแบบพบหน้ากันมากกว่าเสมอ แต่เขาเห็นว่าการต้องเดินทางไกลด้วยเครื่องบินสำหรับการประชุมทุกครั้งนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานได้ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป และทรัมป์ได้ขยายระยะเวลาการยุติการสู้รบออกไป เพื่อให้อิหร่านมีเวลาเสนอ “ข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ”

เมื่อวันที่ 13 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมการจราจรทางทะเลที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ โดยวอชิงตันยืนยันว่า เรือที่ไม่ใช่ของอิหร่านยังสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ ตราบใดที่ไม่จ่ายค่าผ่านทางให้กับเตหะราน

ที่มา : Sputnik

ฮอร์มุซยังไม่จบ!! ดีลหยุดสงครามส่อพัง อิหร่านขอคุมช่องแคบ–ขายน้ำมันคืนตลาด แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ จับตาฮอร์มุซปะทุซ้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

“ผมเพิ่งอ่านคำตอบจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวแทน’ ของอิหร่าน ผมไม่ชอบเลย — ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักข่าว ISNA รายงานว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การยุติสงคราม และการรับประกันความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

ตามรายงานของแหล่งข่าวทางการทูตของ Al Mayadeen คำตอบของเตหะราน ซึ่งส่งผ่านปากีสถาน ประกอบด้วยข้อเรียกร้องดังนี้

ยุติการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน

หยุดยิงในเลบานอน ซึ่งเป็นเส้นแดงของอิหร่าน

ยุติสงครามทันทีเมื่อมีการบรรลุข้อตกลง

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหรัฐฯ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ยกเลิกข้อจำกัดของ OFAC ต่อการขายน้ำมันของอิหร่าน

ให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เปิดการเจรจาหลังสงครามเป็นเวลา 30 วัน เพื่อสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย

อิหร่านเสนอให้มีการดำเนินการแบบต่างตอบแทน เพื่อทดสอบความจริงจังของวอชิงตันในการปฏิบัติตามพันธกรณี

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน ต่อมาอิหร่านได้โจมตีตอบโต้เข้าไปในดินแดนอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิง การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป แม้จะยังไม่มีรายงานการกลับมาเปิดฉากสู้รบอีกครั้ง แต่สหรัฐฯ ได้เริ่มปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านแล้ว

ที่มา : Sputnik

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เขย่าโลก!! เล็งผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ขยับเกมใหญ่คุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา เปิดทางคุมขุมทรัพย์น้ำมัน 40 ล้านล้านดอลลาร์ เปิดไอเดียผนวกเวเนซุเอลาเป็นส่วนหนึ่งสหรัฐฯ

ทรัมป์ เอาจริง! เล็งผนวกเวเนซุเอลา "ประเทศที่มีน้ำมันมูลค่า 40 ล้านล้านดอลลาร์" เป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ - Fox News รายงาน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง หลังเผยว่า กำลังพิจารณาอย่างจริงจัง ที่จะทำให้เวเนซุเอลาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯอย่างถาวร เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันและเข้าถึงทรัพยากรมหาศาล

ทรัมป์เปิดเผยแนวคิดผนวกเวเนซุเอล่า ผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Fox

News ว่าเขากำลังมองถึงความเป็นไปได้ในการทำให้เวเนซุเอลา

ซึ่งร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมันมูลค่าประเมินสูงถึง

40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์อ้างว่าตนเองได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวเวเนซุเอลา

และกล่าวอย่างมั่นใจว่า "เวเนซุเอลารักทรัมป์"

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและควบคุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำในข้อหาก่อการร้ายยาเสพติดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ปัจจุบันสหรัฐฯ เข้ามาดูแลการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยทำงานร่วมกับนางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งทรัมป์ตั้งเป้าจะดึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานอย่าง Exxon และ Conoco กลับมาลงทุนอีกครั้งหลังจากถูกไล่ออกไปในยุคฮูโก ชาเวซ

ทรัมป์ได้ตอกย้ำกระแสนี้ผ่าน Truth Social ของเขาด้วยข้อความว่า: "เรื่องดีๆ กำลังเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา! ผมสงสัยจังว่ามนต์ขลังนี้คืออะไรกันนะ? การเป็นรัฐที่ 51 มีใครสนใจไหม?"

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคทางกฎหมายของสหรัฐ ในการจะผนวกเวเนซุเอลาเป็นรัฐที่ 51 ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาคองเกรสของสหรัฐฯ และการยินยอมจากฝั่งเวเนซุเอลา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแผนการของทรัมป์อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ในการกดดันเพื่อควบคุมแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“ทรัมป์ผู้สร้างชาติจีน” ? ชาวเน็ตจีนแซวทรัมป์ “ชวน เจี้ยนกัว” ผู้สร้างชาติจีน หลังนโยบายแข็งกร้าวดันโลกหันเข้าหาปักกิ่ง นโยบายข่มพันธมิตร–ถล่มอิหร่าน ถูกมองช่วยปักกิ่งเพิ่มอิทธิพลโลก

ใครคือ ผู้สร้างชาติ (จีน) !! ชาวเน็ตจีน เรียกทรัมป์ว่า "Chuan Jian Guo” ชวน เจี้ยนกัว" (川建国) คำเรียกชื่อเล่นเชิงเสียดสี แปลว่า 🇺🇸 "#ทรัมป์ผู้สร้างชาติ (จีน) 🇨🇳

เพราะสิ่งที่ทรัมป์ทำ เช่น การขึ้นภาษีประเทศอื่น ชอบข่มขู่ทำกร่างใส่พันธมิตรเดิมของตัวเอง ความผิดพลาดไปถล่มอิหร่านและนโยบายอื่นๆ  ของทรัมป์ ล้วนส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ โดยไม่ได้ตั้งใจ และกลับมีกระแสตีกลับส่งผลให้ประเทศต่างๆ สนใจเปลี่ยนมาคบกับจีน #ถนนทุกสายมุ่งสู่จีน  🇨🇳 ในสายตาชาวเน็ตจีน  ทรัมป์จึงเป็นผู้สร้างชาติ (จีน) โดยแทร่ 🤭 ช่วยให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง Make China Great Again !!

เครดิตภาพ : มิตรสหายชาวจีนท่านหนึ่ง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02w3zCey6m8PuK2wu6cSwSkEP5H7ESbKb96cDiRWRTgP7SfGKNnygRmZRXLGFw8AyWl&id=1037140385&mibextid=wwXIfr

สีจิ้นผิงไม่ถอย!! ‘ทรัมป์’ เผยจีนยังเดินหน้าซื้อน้ำมันอิหร่าน แม้รับปากไม่ส่งยุทโธปกรณ์ จีนยังรักษาผลประโยชน์พลังงาน ไม่ยอมเดินตามเกมวอชิงตัน

ทรัมป์กล่าวกับฌอน แฮนนิตี (Sean Hannity) จาก Fox News ว่า "สี จิ้นผิง" ยืนยันว่าจะยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป

"สี จิ้นผิงบอกว่าเขาจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหารแก่อิหร่าน นั่นเป็นคำกล่าวที่สำคัญมาก แต่เขาก็บอกด้วยว่าจีนจะซื้อน้ำมันจากที่นั่นเป็นจำนวนมาก และต้องการที่จะซื้อต่อไป"

คำพูดของทรัมป์ชัดเจนมาก ว่า "สี" ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐ ในขณะที่ทรัมป์เองก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295885156033175/?rdid=BmqSNO6vG004vqRn#

‘สีจิ้นผิง–ทรัมป์’ ประชุมวงในปักกิ่ง ย้ำสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ ทรัมป์เปรยรอต้อนรับที่วอชิงตัน วางรากฐานสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สีจิ้นผิง-ทรัมป์ ประชุมแบบจำกัดวงในปักกิ่ง ทรัมป์เปรยรอต้อนรับอย่างอบอุ่นที่วอชิงตัน

วันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จัดการประชุมแบบจำกัดวงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสีจิ้นผิงจัดการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งบรรลุความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ การขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการข้อกังวลของอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม

สีจิ้นผิงเสริมว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนความไว้วางใจ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าการที่จีนและสหรัฐฯ ค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการก้าวไปด้วยกัน รวมถึงบรรลุการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นทั้งความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ และความคาดหวังของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่ทรัมป์หวังที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ตนมุ่งมั่นนำพาประชาชนจีนไปสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน ซึ่งจีนและสหรัฐฯ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟูของตนเองได้ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญที่ได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง รักษาแนวโน้มเชิงบวกที่ได้มาอย่างยากลำบาก ยึดมั่นในทิศทางที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อเกิดการรบกวน และร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้พัฒนาอย่างมั่นคง

ด้านทรัมป์ระบุว่าตัวเขาพร้อมเดินหน้ารักษาการสื่อสารอย่างจริงใจและลึกซึ้งกับสีจิ้นผิง และรอคอยที่จะได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ โดยเขายังแสดงความขอบคุณสีจิ้นผิงเป็นอย่างมากที่เชิญเยือนจงหนานไห่ พร้อมระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและน่าประทับใจยากจะลืมเลือน

ที่มา : Xinhua

ตะวันออกกลางไฟลามอีกครั้ง!! โดรนโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ UAE สะเทือนภูมิภาค ทรัมป์ถกด่วนทีมมั่นคงหลังกลับจากจีน ทรัมป์ขู่แรงอิหร่าน “รีบตัดสินใจ ไม่งั้นอาจไม่เหลืออะไร” ตลาดน้ำมันรับแรงกดดันพุ่งต่อ

ตะวันออกกลางที่ยังระอุ !!! ห้ามกระพริบตา พร้อมปะทุอยู่เสมอ

ล่าสุดมีการส่งโดรน 3 ลำไปถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของ UAE

แม้บริหารจัดการได้ ยิงโดรนตก 2 ลำ ลำที่ 3 สร้างความเสียหายเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่อ่อนไหวเกิดเหตุได้เสมอ ส่วน President Trump ล่าสุด ได้เรียกประชุมทีม National Security ทันทีหลังกลับจากจีน

โทรหานายกอิสราเอล หารือเรื่องต่างๆ รวมถึงสงครามอิหร่าน หลังจากนั้น ได้ลง Truth Social …

For Iran, the Clock is Ticking, and they better get moving, FAST, or there won’t be anything left of them. TIME IS OF THE ESSENCE!

สำหรับอิหร่าน เวลากำลังจะหมดลงแล้ว และพวกเขาควรรีบเดินหน้า ตัดสินใจเดี๋ยวนี้ เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอิหร่านอาจไม่เหลืออะไร

ทุกนาทีมีค่า … เวลาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง! ล่าสุดโพสต์ภาพต่างๆ เกี่ยวกับการต่อสู้กับอิหร่าน

และภาพด้านล่าง ที่มีนัยยะยิ่ง สะท้อนการกดดันอิหร่านจากมุมต่างๆ ตามกำหนดการ

จะหารือทีม National Security, The Pentagon ต้นสัปดาห์นี้ พิจารณาทางเลือกต่างๆ

มาดูกันว่า ท่าน President Trump จะเลือกทางไหน เพราะใกล้ถึงจุดของ “Executive Decision”

ส่วนราคาน้ำมันโลกขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังไปจีนแล้ว … ไม่มีคำตอบ … ไม่มีข่าวดีเรื่องอิหร่าน

ล่าสุด เช้านี้

Brent ทะลุ 110 ดอลล่าร์ต่อบาเรลอีกครั้ง

สะท้อนมุมมองตลาดกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

ที่มา : กอบศักดิ์ ภูตระกูล
 

https://www.facebook.com/1044766528/posts/10237596948396764/?rdid=ORm2qtG8GrP6qwIX#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top