Thursday, 4 June 2026
ทรัมป์

กองทัพสหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน ส่ง F-35 จำนวน 5 ลำ..ลงจอดเปอร์โตริโก!! ปิดล้อม ‘เวเนซุเอลา’

(15 ก.ย. 68) สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาร้อนแรงขึ้น หลังเครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 5 ลำของสหรัฐฯ ลงจอดที่ฐานทัพเดิมรูสเวลต์ โรดส์ เมืองเซบา เกาะเปอร์โตริโก ท่ามกลางการเสริมกำลังทางทหารในแถบทะเลแคริบเบียน โดยวอชิงตันระบุว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการปราบปรามการค้ายาเสพติดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลาออกมาประณามสหรัฐฯ หลังอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ติดอาวุธ 18 นาย ขึ้นตรวจค้นเรือประมงปลาทูน่าที่แล่นอยู่ในน่านน้ำเวเนซุเอลา และกักตัวชาวประมง 9 คนไว้กว่า 8 ชั่วโมง ก่อนถูกปล่อยตัวภายใต้การคุ้มกันของกองทัพเรือเวเนซุเอลา

นายอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังยั่วยุเพื่อสร้างเหตุให้เกิดการปะทะทางทหารในทะเลแคริบเบียน พร้อมชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามในการผลักดันนโยบายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศของตน

โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) สั่งระดมกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังอาสาสมัครทั่วประเทศกว่า 284 จุดชายฝั่ง ภายใต้แผน “อินเดเพนเดนเซีย 200” โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยของเวเนซุเอลา ท่ามกลางการกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ ในภูมิภาค

จับเป็นร้อย บอกยินดีต้อนรับ? ‘ทรัมป์’ ยันเวลคัมแรงงานและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพราะยังมีความจำเป็นต่อสหรัฐฯ

(15 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า สหรัฐอเมริกายังคง ‘ยินดีต้อนรับ’ แรงงานต่างชาติ แม้มีการบุกจับแรงงานชาวเกาหลีใต้เกือบ 500 คนที่ไซต์ก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐจอร์เจีย เมื่อ 4 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการทำให้นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวหรือเสียกำลังใจ พร้อมย้ำว่าการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ถือเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอเมริกัน โดยเฉพาะในสินค้าที่ซับซ้อนอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบรถไฟ

สำหรับการบุกจับครั้งนี้เป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) นับตั้งแต่เริ่มมาตรการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่าคนงานเกาหลีใต้จำนวนมากอยู่เกินวีซ่า หรือทำงานผิดประเภท แม้ภายหลังสหรัฐฯ จะไม่ส่งตัวขึ้นศาลฯ ดำเนินคดี แต่ภาพแรงงานถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้

ด้าน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมาเตือน สหรัฐฯ ว่าอาจเกิดการลังเลลงทุนในอเมริกาจากภาคเอกชน ขณะที่สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษอย่างเป็นทางการเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของแรงงานและนักลงทุนเกาหลีใต้ 

‘ทรัมป์’ ชงยกเลิกรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส เปลี่ยนมาเป็นทุก 6 เดือนแทน!! เพื่อให้ธุรกิจมองภาพระยะยาว

(16 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ เปลี่ยนจากการรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส มาเป็นทุก 6 เดือน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจอย่างแท้จริง โดยขณะนี้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ประกาศให้ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน

สำหรับข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากทรัมป์เคยผลักดันมาแล้วเมื่อปี 2018 แต่ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนในเวลานั้น อย่างไรก็ตามรอบนี้ SEC แสดงท่าทีสนับสนุนอย่างชัดเจน โดยโฆษกองค์กรระบุว่าเป็นไปตามเจตนาของประธานาธิบดี ที่ต้องการลดภาระด้านกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นให้แก่บริษัทต่างๆ

กระนั้น ความเห็นในตลาดยังคงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุน เช่น ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ชี้ว่าการรายงานแบบครึ่งปีจะช่วยลดภาระต้นทุนและแรงกดดันต่อบริษัท แต่ฝ่ายนักลงทุนบางส่วนและนักวิชาการกังวลว่าความโปร่งใสจะลดลง ทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น และอาจเปิดช่องให้บริษัทปกปิดข่าวร้ายได้ยาวนานกว่าเดิม

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า แม้กฎหมายจะเปลี่ยน แต่หลายบริษัทน่าจะยังคงรายงานรายไตรมาสต่อไปเพื่อสนองความต้องการของนักลงทุน 

ทั้งนี้ การรายงานผลทุกไตรมาสถูกบังคับใช้ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1970 และที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจระดับโลกอย่างเจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. และวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ตำนานนักลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Berkshire Hathaway ต่างก็เคยออกมาวิจารณ์ว่าการเน้นผลระยะสั้นเกินไปอาจบั่นทอนเศรษฐกิจในระยะยาว

‘สหรัฐฯ-จีน’ บรรลุข้อตกลง ไม่แบน TikTok แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของอเมริกา

(16 ก.ย. 68) สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงกรอบการควบคุม TikTok ก่อนวันกำหนดเส้นตายให้ ByteDance ขายกิจการให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ หรือถูกแบนภายในวันพุธนี้ (17 ก.ย.) โดยเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศประกาศว่า TikTok จะยังคงดำเนินการในสหรัฐฯ ภายใต้การควบคุมของบริษัทสัญชาติอเมริกัน โดยข้อตกลงนี้ได้รับการเจรจาในระหว่างการประชุมหารือการค้าที่กรุงมาดริด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ชื่นชมข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่าช่วยรักษาแอปที่เยาวชนชาวอเมริกันอยากให้ดำเนินต่อไป ขณะที่รายละเอียดต่างๆ ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่นักวิเคราะห์ระบุว่าข้อตกลงนี้ช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและเปิดทางให้สหรัฐฯ กับจีนสามารถเจรจาเรื่องอื่น ๆ ต่อได้

อย่างที่ทราบกันดีว่า TikTok เคยถูกเสนอให้แบนครั้งแรกในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก่อนที่รัฐบาลต่อมาของโจ ไบเดน จะออกกฎหมายแบนเว้นแต่จะขายกิจการในสหรัฐฯ การบังคับใช้ถูกเลื่อนและหยุดชั่วคราวหลายครั้ง ทำให้แอปยังคงให้บริการต่อไปภายใต้เงื่อนไขใหม่

ทั้งนี้ TikTok มีบทบาทสำคัญด้านวัฒนธรรมและการเมือง โดยเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเผยแพร่เนื้อหาสำหรับผู้สนับสนุนทรัมป์และกลุ่มอนุรักษ์นิยม รวมถึงมีผลต่อการเมืองต่างประเทศ เช่น การเลือกตั้งในเยอรมนี โปแลนด์ สวีเดน และฝรั่งเศส ทำให้ TikTok ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ทั้งด้านสังคมและข้อมูลข่าวสาร

‘ฮังการี’ ขานรับ ‘ทรัมป์’ พร้อมขึ้นบัญชีดำ กลุ่ม ‘แอนติฟา’ เป็นองค์กรก่อการร้าย

(19 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) แห่งฮังการี ประกาศว่า จะเดินหน้าผลักดันให้กลุ่มแอนติฟา (Antifa) ลัทธิต่อต้านฟาสซิสต์ ถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายในประเทศ โดยยกตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศจัดกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่บัญชีดำ

ออร์บาน ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุ Kossuth ของฮังการีว่า “แอนติฟาคือองค์กรก่อการร้ายจริง ๆ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีอเมริกัน ฮังการีเองก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม” พร้อมย้ำว่า นี่คือก้าวสำคัญในการปกป้องประเทศจากความรุนแรงที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเหตุลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้โจมตีขบวนการฝ่ายซ้าย และประกาศจะขึ้นบัญชีดำแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้าย รวมทั้งตรวจสอบเครือข่ายผู้สนับสนุนด้านการเงินอย่างเข้มงวด

สหรัฐฯ ประกาศพร้อม ‘ทำทุกวิถีทาง’ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ‘อาร์เจนตินา’ ให้รอดพ้นวิกฤต

(23 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศพร้อม “ทำทุกทาง” เพื่อพยุงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา หลังตลาดหุ้นทรุดหนัก ค่าเงินเปโซดิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือหลายรูปแบบ ทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตรากับธนาคารกลาง การเข้าซื้อเงินสกุลดอลลาร์ รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ออกเป็นเงินดอลลาร์

สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รายละเอียดแผนช่วยเหลือจะชัดเจนภายหลังการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีฮาเวียร์ ไมเล ของอาร์เจนตินาในนิวยอร์ก โดยย้ำว่า “อาร์เจนตินาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และยังเป็นพันธมิตรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ทำให้ค่าเงินเปโซ หุ้น และพันธบัตรของอาร์เจนตินาฟื้นตัวขึ้นชั่วคราว ขณะที่ ‘ไมเล’ แสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังพรรคของไมเลพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดบัวโนสไอเรส สร้างแรงกดดันต่อการเลือกตั้งกลางสมัยเดือนหน้า (midterm election) ซึ่งเขาหวังใช้เป็นโอกาสขยายอำนาจทางการเมืองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อาร์เจนตินายังคงมีหนี้ IMF กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และอยู่ในภาวะวิกฤตที่สั่นคลอนมาหลายทศวรรษ

ทำเนียบขาวเตือนหน่วยงาน!! เร่งจัดทำแผนลดคน หลังรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เสี่ยง ‘ชัตดาวน์’ อีกระลอก

(25 ก.ย. 68) สํานักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ของทำเนียบขาวสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเตรียมแผนลดกำลังคน หากเกิดการปิดทำการของรัฐบาลกลางในสัปดาห์หน้า อาจนำไปสู่การปลดพนักงานจำนวนมาก 

ในเอกสารบันทึกของ OMB ระบุว่า ให้หน่วยงานระบุโครงการที่จะสูญเสียงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พร้อมร่างแผนที่ครอบคลุมมากกว่าการพักงานชั่วคราว และเตรียมการเลิกจ้างถาวรสำหรับโครงการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

มาตรการดังกล่าวแตกต่างจากการปิดทำการในอดีต ซึ่งพนักงานมักถูกเรียกกลับมาทำงานเมื่อได้รับงบประมาณ ขณะที่ รัสเซลล์ วอห์ท (Russell Vought) ผู้อำนวยการ OMB เตรียมใช้มาตรการเลิกจ้างถาวรเป็นเครื่องมือต่อรองกับพรรคเดโมแครต

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่จำเป็น เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ สวัสดิการทหารผ่านศึก กองทัพ การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจคนเข้าเมือง และการควบคุมการจราจรทางอากาศ จะยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ ก่อนปีงบประมาณใหม่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

‘อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ‘อิหร่าน’ จะต่อยปากคนห้ามเสริมแร่ยูเรเนียม

(25 ก.ย. 68) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกมาปราศรัยเมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) ถึงการปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง พร้อมตอบโต้ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศ โดยคาเมเนอีชี้ว่าเป็น “คำสั่งบังคับ” มากกว่า “การเจรจา” และถือเป็นการดูหมิ่นชาติอิหร่าน

คาเมเนอี กล่าวว่า การเจรจาในเงื่อนไขปัจจุบันจะไม่เกิดประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของชาติ และอาจสร้างความเสียหายร้ายแรง โดยสหรัฐฯ วางเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ผลลัพธ์ที่ยอมรับได้เพียงอย่างเดียว คือการให้อิหร่านหยุดโครงการนิวเคลียร์และการห้ามเสริมแร่ยูเรเนียมทั้งหมด ซึ่งคาเมเนอีมองว่าไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการบังคับให้ยอมจำนน

นอกนากนี้ คาเมเนอีระบุชัดว่า ข้อเรียกร้องที่ให้อิหร่านไม่มีสิทธิเสริมแร่ยูเรเนียม เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ชาติที่มีศักดิ์ศรีจะยอมรับ พร้อมกล่าวเชิงแข็งกร้าวว่า “ประชาชาติอิหร่านจะชกปากคนที่พูดเช่นนี้” และย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันใด ๆ ทั้งเรื่องยูเรเนียมหรือประเด็นอื่น

พร้อมทั้ง เขายังวิจารณ์สหรัฐฯ ว่าใช้วิธีการข่มขู่ ทั้งการคุกคามทางทหารและการแทรกแซงในหลายประเด็น หากอิหร่านยอมเจรจาภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ จะยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอและนำไปสู่การถอยร่นเรื่อย ๆ คาเมเนอีย้ำว่า “ไม่มีชาติที่มีเกียรติใดยอมเจรจาภายใต้การขู่บังคับ” และเตือนว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่อ้างว่าจะให้สิ่งตอบแทนนั้นเป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น

‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ จับมือเห็นชอบแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ รอการตัดสินใจของฮามาส

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเสนอ “แผนสันติภาพกาซา 20 จุด” ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยแผนดังกล่าวมีข้อเสนอให้ อิสราเอลหยุดยิงทันทีและถอนกำลังเป็นระยะ พร้อมกับให้ ฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่อิสราเอลยอมรับแผนดังกล่าว

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การนิรโทษกรรมแก่สมาชิกฮามาสที่ยอมมอบตัวพร้อมปลดอาวุธ และห้ามไม่ให้ฮามาสมีบทบาทในการปกครองกาซาอีกต่อไป แทนที่ด้วยการจัดตั้ง “คณะผู้บริหารเทคนิค” ภายใต้การดูแลของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น “Board of Peace” ที่ทรัมป์จะเป็นประธานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ เช่น เซอร์แอนโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร (Sir Anthony Blair)

แผนยังระบุด้วยว่าจะมีการส่ง กองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (International Stabilization Force หรือ ISF) เข้าไปควบคุมความมั่นคงภายในกาซาโดยตรง โดยที่ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการจัดการภายในพื้นที่

ส่วนด้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของทรัมป์ ระบุว่าจะฟื้นฟูเมืองกาซาภายใต้แนวคิด “New Gaza” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคมาดำเนินโครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) และโครงการรายใหญ่หลายโครงการร่วมทุน (public-private partnerships)

ทั้งนี้แผนเก่าที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ ยังเคยเสนอชื่อ “GREAT Trust” ซึ่งมีแนวคิดฟื้นฟูกาซาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี และอาจมีการย้ายถิ่นชั่วคราวหรือจูงใจให้ชาวกาซาย้ายออกบางส่วนในระหว่างการก่อสร้าง

‘ทรัมป์’ ยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนหลัง ‘อิสราเอล’ ลุยเต็มสูบ หาก ‘ฮามาส’ ปัดแผนสันติภาพในฉนวนกาซา

(30 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐจะให้การสนับสนุนอิสราเอลแบบเต็มที่ หากฮามาสปฏิเสธแผนสันติภาพกาซาที่เขานำเสนอ และถ้าฮามาสไม่ยอมรับ “บีบี (เนทันยาฮู) จะได้รับการหนุนหลังจากเราเต็มที่ในการทำสิ่งที่จำเป็น” โดยทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำอิสราเอลในการแถลงร่วมที่ได้รับความสนใจจากสื่อระหว่างประเทศ

สำหรับแผนที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เป็นเอกสารประมาณ 20 ข้อ มีแกนหลักคือให้หยุดยิงทันที แลกการปล่อยตัวตัวประกัน–แลกนักโทษ, การถอนกำลังของอิสราเอลเป็นระยะ และส่งกองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (ISF) ควบคุมความมั่นคงควบคู่กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเศรษฐกิจในกาซา พร้อมทั้งเสนอการนิรโทษกรรมสำหรับสมาชิกฮามาสที่ยอมปลดอาวุธและยอมเข้ากระบวนการสันติภาพ

เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าเขาสนับสนุนแผนของทรัมป์และมองว่าเอกสารดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายสงครามของอิสราเอลที่จะนำตัวประกันกลับมาและยุติความสามารถทางทหารของฮามาส แต่ก็เตือนว่าหากฮามาสปฏิเสธหรือยอมรับเพียงผิวเผินและยังต่อต้าน อิสราเอลจะ “จัดการเอง” ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายหรือทางยาก

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ของแผนยังถูกตั้งคำถามเพราะฮามาสยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการและการโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ นักวิเคราะห์เตือนว่าการนำแผนไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยการประสานจากหลายฝ่ายในภูมิภาคและความเชื่อใจที่ยังขาดอยู่ ซึ่งอาจทำให้แผนเดินหน้าได้ยากแม้จะมีการประกาศสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้วก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top