Friday, 5 June 2026
ทรัมป์

‘ฮุน มาแนต’ ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการโนเบล เสนอชื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชิงรางวัลสันติภาพ

(8 ส.ค. 68) กัมพูชาเสนอชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาให้ยุติลงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการหยุดยิงที่ “ไม่มีเงื่อนไข” หลังความรุนแรงตลอด 5 วันทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย และประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพ

ในจดหมายที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาแนต ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ ระบุว่า การเจรจาผ่านโทรศัพท์ของทรัมป์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมกับผู้นำทั้งสองประเทศ มีส่วนทำให้การเจรจาในมาเลเซียวันที่ 28 กรกฎาคมเกิดผลเป็นรูปธรรม และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ พร้อมยกย่อง “ความเป็นผู้นำทางการทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์

การเสนอชื่อนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เพิ่งลดภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาจาก 49% เหลือเพียง 19% ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชาอย่างมาก 

ทั้งนี้ รายชื่อผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลจะถูกปิดรับในวันที่ 31 มกราคมของทุกปี และจะประกาศผลในเดือนตุลาคม โดยมีบุคคลทั่วโลกที่มีสิทธิ์เสนอชื่อได้หลายหมื่นคน เช่น สส., รัฐมนตรี, ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้ได้รับรางวัลโนเบลเอง

‘ทรัมป์’ จี้ ‘ลิป บู ตัน’ ซีอีโอ Intel ต้องลาออก อ้างมีความเกี่ยวพันกับจีน!! หวั่นกระทบความมั่นคงอเมริกา

(8 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ นายลิป บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอของบริษัท Intel ลาออกจากตำแหน่งทันที โดยอ้างว่าเขามี “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ร้ายแรง” และมีความเกี่ยวพันกับจีน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติ

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น ซีอีโอของ Intel ต้องลาออกเดี๋ยวนี้” พร้อมโยงถึงการที่นายตันเคยบริหาร Cadence Design Systems ซึ่งถูกปรับ 140 ล้านดอลลาร์ จากการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามทำธุรกิจกับสถาบันวิจัยทหารของจีน แม้ตัวนายตันจะไม่ได้ถูกฟ้องร้องโดยตรงก็ตาม

Intel ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า บริษัทและคณะกรรมการ รวมถึงซีอีโอ “ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและเศรษฐกิจอเมริกัน” และกำลังลงทุนครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ตามนโยบาย America First ของรัฐบาลทรัมป์ โดยยืนยันว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ทรัมป์อาจใช้กรณีนี้เพื่อกดดัน Intel ในเรื่องอื่น เช่น การร่วมมือกับ TSMC ของไต้หวัน หรือความล่าช้าในการขยายกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหลายพันล้านดอลลาร์

กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ พยายามตัดสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีกับจีนมากขึ้น ทั้งจากฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิปที่ถือเป็นหัวใจของการแข่งขันระดับโลก ท่ามกลางความกังวลว่า “ผู้นำทางธุรกิจ” ต้องโปร่งใสและเชื่อถือได้ในยุคสงครามเทคโนโลยีนี้

‘เซเลนสกี’ หวั่นถูกตัดออกจากการเจรจา ‘ยูเครน-รัสเซีย’ อาจใช้ทุกวิถีทางล้มโต๊ะประชุมระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’

(14 ส.ค. 68) นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวเวียดนาม ดร. ฮวง เจียง (Hoang Giang) กล่าวกับสำนักข่าวสปุตนิกว่า ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กังวลอย่างมากที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์และอำนาจของเขา

ดร.ฮวง เจียง แสดงทรรศนะว่า เซเลนสกีและทีมงานอาจพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการประชุมครั้งนี้ หรืออย่างน้อยสร้างความกังวลและเงื่อนไขลบต่อการเจรจา พร้อมอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีฮังการี วิคเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่ที่โต๊ะเจรจา คุณก็กลายเป็นอาหารของฝ่ายอื่น”

ขณะที่ กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า ข้อมูลข่าวกรองหลายแหล่งชี้ว่ารัฐบาลยูเครนอาจวางแผนการยั่วยุให้สับสนและขัดขวางการประชุมระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ที่มีกำหนดวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยอาจใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นในเขตชูเกียฟของภูมิภาคคาร์คิฟใกล้ชายแดนรัสเซีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อพลเรือนอย่างมาก

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรัสเซียเตือนว่า อาจเกิดการยั่วยุในเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลยูเครนได้เช่นกัน และนักข่าวตะวันตกที่อยู่ในพื้นที่อาจรายงานเหตุการณ์ทันที ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันทางสื่อและการเมืองต่อการประชุมระหว่างผู้นำโลก

‘ยูเครน’ ส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำถล่มรัสเซีย ก่อนการประชุมระหว่าง ‘ทรัมป์-ปูติน’ ที่อะแลสกา

(15 ส.ค. 68) ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนพลีชีพ 149 ลำ โจมตีรัสเซียเมื่อค่ำวันที่ 10 สิงหาคม ก่อนหน้าการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และวลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกาเพียงไม่กี่วัน เป้าหมายโจมตีครอบคลุมทั้งสนามบินทหารและโรงกลั่นน้ำมันใน 6 ภูมิภาครัสเซีย รวมถึงบริยานสค์และตูลา โดยฝ่ายยูเครนอ้างว่าทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดราว 30% ของกองทัพรัสเซีย แต่ตัวเลขนี้มาจากข้อมูลฝั่งยูเครนเท่านั้น ขณะที่รัสเซียยังไม่เปิดเผยความเสียหายจริง

รายงานจาก The Moscow Times ระบุว่า ไม่ใช่ทุกโดรนจะบินมาจากยูเครน แต่มีบางส่วนถูกปล่อยจากภายในรัสเซียเอง ผ่านเครือข่ายลับที่เตรียมการมานานนับปี ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประกาศชัดว่า “นี่คือคำตอบของเราต่อการรุกราน และเราจะสู้จนกว่ามันจะหยุด” ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซีย (อ้างโดย @SputnikInt) กล่าวหายูเครนว่ากำลังเตรียมโจมตีพลเรือนในชูเกฟเพื่อโยนความผิดให้รัสเซีย แต่ยูเครนปฏิเสธทันทีว่าเป็น “เรื่องมโน”

อย่างไรก็ตาม รัสเซียตอบโต้ด้วยการส่งโดรน 140 ลำเข้าโจมตียูเครนในคืนวันที่ 13 สิงหาคม ถูกสกัดตก 85 ลำ แต่ The Economic Times รายงานว่า โดรนบางส่วนยังหลุดรอดไปโจมตีเมืองรอดินสเกและคอสเตียนตินิฟกา ทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าการโจมตีด้วยโดรนกลายเป็นเกมตอบโต้รายวันในสงครามครั้งนี้

สำหรับยูเครน ปฏิบัติการครั้งนี้เสมือนการส่งสัญญาณกดดันก่อนโต๊ะเจรจา ว่าต่อให้ยังไม่มีเก้าอี้ในห้องประชุม ก็ยังมีศักยภาพสร้างแรงกดดันต่อคู่ขัดแย้งได้ การประชุมอลาสกาจึงไม่ต่างจากเกมหมากที่มีผู้เล่นนอกกระดาน คอยเคาะประตูเสียงดังเพื่อบอกว่า “อย่าลืมว่าฉันยังอยู่”

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

‘ทรัมป์’ บอกยังไม่จำเป็นต้องลงโทษ ‘จีน’ ในตอนนี้ แต่เตือน!! พร้อมขึ้นภาษีอัตราสูง หากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

(16 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่า เขาไม่มีแผนจะใช้มาตรการลงโทษจีนทันทีจากการซื้อปิโตรเลียมรัสเซีย แต่ไม่ปฏิเสธว่าอาจต้องพิจารณาภายใน '2-3 สัปดาห์' ข้างหน้า

ทรัมป์เคยขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงมาตรการรองต่อประเทศที่นำเข้าน้ำมันรัสเซีย หากเครมลินยังไม่มีความเคลื่อนไหวยุติสงครามยูเครน โดยจีนและอินเดียถือเป็นผู้ซื้อหลักของรัสเซีย ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งสั่งเก็บภาษีนำเข้า 25% กับสินค้าจากอินเดียเนื่องจากยังนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

แต่ทรัมป์ยังไม่ได้ใช้มาตรการเดียวกันกับจีน เมื่อถูกถามโดยผู้สื่อข่าวจาก Fox News หลังการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่อะแลสกา ทรัมป์ระบุว่า “เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนั้นในตอนนี้ อาจต้องคิดในอีก 2-3 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ การประชุมวันนี้ไปได้ดีมาก”

‘ทรัมป์’ บอก ‘ยูเครน’ ควรทำข้อตกลงกับรัสเซีย ชี้ มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า

(17 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีทรัมป์แนะยูเครนทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ชี้มอสโกเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ กล่าวในวันเสาร์ (16 ส.ค.) ว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากประชุมสุดยอดร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียในรัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ซึ่งมีรายงานว่าเขาได้เรียกร้องดินแดนจากยูเครนเพิ่ม

รอยเตอร์สรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า หลังจากผู้นำทั้งสองหารือกัน ทรัมป์ได้บอกประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีว่า ปูตินเสนอที่จะตรึงแนวหน้าส่วนใหญ่ไว้ (รักษาการควบคุมแนวหน้าโดยไม่รุกคืบหรือถอยร่น) หากเคียฟยอมยก “โดเนตส์ก” ภูมิภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของมอสโก

แหล่งข่าวเผยว่า เซเลนสกีปฏิเสธความต้องการดังกล่าว ขณะที่รัสเซียควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงพื้นที่โดเนตสก์ราว 3 ใน 4 ซึ่งรัสเซียรุกคืบเข้าไปตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินที่ข้อตกลงสันติภาพควรทำข้อตกลงสันติภาพโดยไม่ต้องหยุดยิงก่อนตามที่ยูเครนและพันธมิตรยุโรปต้องการ ซึ่งนั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเขาก่อนที่จะประชุมร่วมกับปูติน โดยทรัมป์เคยบอกไว้ว่าเขาจะไม่แฮปปี้ถ้าไม่มีการตกลงหยุดยิงเกิดขึ้น

ทรัมป์โพสต์บนทรูธโซเชียล

"ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันเลวร้ายระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการบรรลุข้อตกลงสันติภาพโดยตรง ซึ่งจะยุติสงครามได้ ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งมักจะใช้ไม่ได้ผลเสมอไป”

ด้านเซเลนสกีกล่าวว่าความไม่เต็มใจของรัสเซียในการยุติการสู้รบจะทำให้ความพยายามสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความซับซ้อนมากขึ้น

“การยุติการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการยุติสงคราม” ประธานาธิบดียูเครนโพสต์ใน X

อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าเขาจะพบกับทรัมป์ที่วอชิงตันในวันจันทร์ (18 ส.ค.)

ทั้งนี้ รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และค่อยๆ รุกคืบไปในยูเครนมาหลายเดือนแล้ว สงครามครั้งนี้ที่เป็นสงครามนองเลือดที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี ได้คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนหลายพันคนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน

ยูเครนต้องได้รับประกันความมั่นคง
ที่ผ่านมาเซเลนสกียืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่าเขาไม่สามารถยอมเสียดินแดนได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของยูเครน และเคียฟมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ของโดเนตส์ก เช่น สโลเวียนส์กและครามาทอร์สก์ เป็นปราการด่านหน้าที่จะใช้ต้านทานการรุกรานของรัสเซีย

ปธน.ยูเครนยังยืนยันว่าต้องมีการรับประกันความมั่นคงเพื่อยับยั้งไม่ให้รัสเซียรุกรานอีก

เซเลนสกีกล่าวว่าตนและทรัมป์ได้หารือถึง “สัญญาณเชิงบวก” เกี่ยวกับการที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วม และว่ายูเครนต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่ “แค่การหยุดพักชั่วคราว”

ขณะที่ปูติน ซึ่งเคยคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างประเทศ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับประกัน”

‘ปูติน’ ส่งสัญญาณ ‘รัสเซีย’ ยอมอ่อนข้อ เปิดทาง ‘สหรัฐ-ยุโรป’ คุ้มครองความมั่นคง ‘ยูเครน’

(18 ส.ค. 68) รัสเซียส่งสัญญาณยอมรับข้อตกลงด้านความมั่นคงใหม่ หลังสตีฟ วิทคอฟ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ตอบตกลงต่อข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้สหรัฐฯ และชาติยุโรปสามารถมอบหลักประกันความมั่นคงแบบ “คล้ายมาตรา 5 ของนาโต้” (Article 5) แก่ยูเครนได้ ถือเป็นครั้งแรกที่รัสเซียยอมรับแนวทางลักษณะนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เกมเชนจ์” ในการเจรจาสันติภาพ

มาตรา 5 ของนาโต้กำหนดว่า การโจมตีชาติสมาชิกหนึ่งประเทศ ถือเป็นการโจมตีต่อทุกประเทศสมาชิก แม้ข้อตกลงใหม่นี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะถูกนำไปใช้จริงอย่างไร แต่หากเดินหน้าได้ก็อาจกลายเป็นทางออกที่เลี่ยงการขัดแย้งเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ของยูเครน ซึ่งรัสเซียคัดค้านมาโดยตลอด

นอกจากนี้ รัสเซียยังแสดงท่าทีว่าจะออกกฎหมายรับรองว่า จะไม่ละเมิดอธิปไตยของประเทศยุโรปอื่น ๆ อีก ขณะที่อุร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน (Ursula Gertrud von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ต่างกล่าวตอบรับสัญญาณบวกนี้ แต่ก็ย้ำว่ายังต้องการรายละเอียดที่ชัดเจน โดยเซเลนสกีระบุว่ายูเครนจำเป็นต้องมีหลักประกันที่ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่ในเอกสาร

ด้านมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า การคว่ำบาตรเพิ่มเติมไม่ใช่ทางออก และการเจรจาคือกุญแจสำคัญในการไปสู่สันติภาพ พร้อมยอมรับว่ายูเครนอาจต้อง “ยอมรับบางอย่าง” เพื่อแลกกับการได้รับหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน ขณะที่ทรัมป์เองก็โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ย้ำจุดยืนว่า ยูเครนต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกนาโต้

ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนและยุโรปมีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำเนียบขาว เพื่อหารือรายละเอียดข้อตกลงสันติภาพเพิ่มเติม โดยเซเลนสกีทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของยูเครนคือสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสียดินแดนแบบในอดีต และเชื่อว่าความร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปจะบีบให้รัสเซียต้องยุติสงครามลงในที่สุด

‘ทรัมป์’ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับ ‘เซเลนสกี’ พร้อมผู้นำยุโรปร่วมถก ยุติสงคราม ‘รัสเซีย–ยูเครน’

(19 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เมื่อคืนวันที่ 18 ส.ค. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยมีผู้นำยุโรป 7 ประเทศเข้าร่วม ขณะเดียวกันทรัมป์ยังได้โทรศัพท์หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระหว่างการประชุม

เซเลนสกีกล่าวว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี และยินดีที่สหรัฐฯ พร้อมให้หลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน ส่วนทรัมป์ระบุว่ายุโรปคือแนวป้องกันด่านหน้า แต่สหรัฐฯ จะมีบทบาทช่วยเหลือ และไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยูเครน

ด้าน ผู้นำยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนียังคงยืนยันจุดยืนว่า ควรมีการหยุดยิงก่อนจะทำข้อตกลงสันติภาพ แต่ทรัมป์ชี้ว่าการหยุดยิงไม่จำเป็นต้องเป็นเงื่อนไข ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับท่าทีของรัสเซียมากกว่า นอกจากนี้ผู้นำเยอรมนีเผยว่า จะมีการตกลงจัดการประชุมผู้นำรัสเซีย-ยูเครนภายในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้ หลังการหารือ ทรัมป์ยืนยันผ่าน Truth Social ว่า ได้พูดคุยกับปูตินเพื่อปูทางไปสู่การประชุมระหว่างผู้นำรัสเซียและยูเครน โดยสหรัฐฯ จะเป็นผู้ประสานให้ประเทศในยุโรปหลายชาติร่วมมอบหลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพต่อไป

‘เซเลนสกี’ ยิ้มร่า!! หลักประกันความมั่นคงใกล้เป็นจริง มาพร้อมแพ็กเกจอาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 90,000 ล้าน

(19 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยหลังการหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำยุโรปว่า ข้อตกลงด้านหลักประกันความมั่นคงของยูเครนน่าจะได้ข้อสรุปภายใน 7–10 วัน โดยขณะนี้ประเทศพันธมิตรกำลังจัดทำเอกสารอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้

เซเลนสกีกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการประสานและเป็นผู้ร่วมรับรองหลักประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ แม้การเจรจาสันติภาพกับรัสเซียยังไม่ใกล้ความจริง แต่เขายืนยันว่าการพบกับทรัมป์ในครั้งนี้เป็นการเจรจาที่ “ดีที่สุด” เท่าที่เคยมีมา

ผู้นำยูเครนยังระบุว่า ยูเครนพร้อมเจรจากับรัสเซียใน “ทุกรูปแบบ” และจะหารือเรื่องดินแดนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินโดยตรง แม้ยังไม่มีการกำหนดวันพูดคุยอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน เซเลนสกีย้ำว่าประเด็นดินแดนจะเป็นเรื่องที่เขาและปูตินต้องเจรจาโดยตรงเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง ส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงจะมาพร้อมกับแพ็กเกจอาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินและระบบป้องกันทางอากาศ พร้อมทั้งข้อตกลงใหม่ที่สหรัฐฯ จะซื้อโดรนจากยูเครนเมื่อการส่งออกเปิดทาง ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศควบคู่กันไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top